Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 20th Bond : ล่อลวง

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 126

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 04 พ.ค. 2562 14:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
20th Bond : ล่อลวง
แบบอักษร

20th Bond : ล่อลวง

ร่างสูงโปร่งในผ้าคลุมสีดำปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่าในห้องมืดสลัวก่อนที่ร่างกำยำอีกร่างจะปรากฏตามมา คนที่ตามมาที่หลังเดินไล่หลังอีกฝ่ายด้วย     สีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ “เจ้าเข้ามายุ่งทำไมเฟลอส!?” เสียงห้าวตวาดลั่นก่อนจะดึงไหล่อีกฝ่ายให้หันกลับมา “ถ้าเจ้าไม่เข้ามายุ่ง ป่านนี้ข้าคงจัดการดีแฟนธ่อมได้แล้ว!!”

เฟลอสหันกลับมามองช้า ๆ ด้วยสีหน้า และแววตาที่สงบนิ่ง ไม่มีท่าทีเคืองใด ๆ กับคำพูดสบประมาทนั้น “กลับกัน ถ้าข้าไม่ยื่นมาช่วยเจ้า คิดเหรอว่าจะจัดการ  ดีแฟนธ่อมให้บาดเจ็บสาหัสแบบนั้นได้?” เขาเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับปัดมือที่จับไหล่ของเขาออก

ดวงตาสีแดงอมชมพูประกายกร้าวเมื่อกลับกลายเป็นว่าตัวเองเป็นฝ่ายโดนสบประมาทเสียเอง และด้วยอคติทำให้เขาลืมไปว่าตัวเองมีพลังด้อยกว่า และเสียท่าไปแล้ว “แน่นอน” จัสตินตอบเสียงแข็ง “อย่ามาดูถูกข้าให้มากนัก”

อีกฝ่ายกระตุกยิ้มจาง ๆ พร้อมกับหัวเราะในลำคอเบา ๆ แม้ว่าในใจอยากจะหัวเราะใส่หน้ามากแค่ไหนก็ตามที น่าหัวเราะนัก พูดออกมาได้ไม่ดูตัวเองจริง ๆ  เฟลอสเดินรอบห้องช้า ๆ อย่างใจเย็นก่อนจะหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง มือข้างขวายกขึ้น และวาดมือเป็นวงกลม

เพียงชั่วพริบตา เก้าอี้บุนวมอย่างดีก็ปรากฏขึ้น ร่างสูงทรุดกายลงนั่งก่อนจะประสานมือไว้ที่ตัก “แต่เอาเถอะ...ยังไง ๆ ดีแฟนธ่อมยังไม่ตายหรอก”

จัสตินชะงักไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ “โดนพิษไปขนาดนั้น ทำไมถึงยังไม่ตาย?”

“หึ แค่นี้น่ะไม่ทำให้มันตายได้หรอก” เฟลอสเสียงหยัน ๆ แต่ถึงจะพูดแบบนั้นไป ภาพใบหน้าของชายหนุ่มผมบลอนด์คนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในความคิด

เพราะมีมนุษย์คนนั้นอยู่หรอก มันถึงรอดไปได้

อีกฝ่ายกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ “แล้วแบบนี้ต้องทำยังไง? ไม่ว่ามันจะเก่งแค่ไหน ก็ต้องมีจุดอ่อนบ้างล่ะ” เขาถามพลางเดินงุ่นง่านไปทั่วห้องอย่างว้าวุ่นใจพร้อมด้วยใบหน้าที่เริ่มมีเค้าวิตกกังวล

“ใช่ ไม่ว่าใครก็มีจุดอ่อนกันทั้งนั้น” แวมไพร์ผมเงินกล่าวพร้อมกับกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ “และ...ข้ารู้”

เพียงเท่านั้น แวมไพร์ผมน้ำเงินก็หันขวับมามองด้วยความตกใจ แต่ไม่ทันได้ถามอะไร เฟลอสก็วาดมือขึ้นเป็นวงกลมอีกครั้งก่อนที่ควันจาง ๆ จะปรากฏขึ้นในอากาศที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า ไม่นานนักควันสีเทานั้นก็จางหายไป แทนที่ด้วยภาพสีของชายหนุ่มผมบลอนด์คนหนึ่ง

“ถ้าอยากจัดการดีแฟนธ่อมให้ได้ล่ะก็...ไปจับตัวหมอนี่มาซะ”

จัสตินมองใบหน้าของบุรุษเพศในอากาศด้วยความสงสัย “มนุษย์เนี่ยนะ?” เขาถามพร้อมกับชี้ไปที่ใบหน้านั้นอย่างงง ๆ

“ใช่ เขาคือจุดอ่อนของดีแฟนธ่อม และเมื่อไหร่ที่จุดอ่อนของมันอยู่ในมือเรา เมื่อนั้นแหละที่มันจะพินาศ” น้ำเสียงที่แข็งกร้าวสะท้อนผนังหิน และดังก้องไปทั้งห้อง “ด้วยฐานะของดีแฟนธ่อมแล้ว หากมันล้มเมื่อไหร่ โลกเบื้องหลังทั้งโลกก็จะพินาศตามไปด้วย ซึ่งนั่นเป็นความปรารถนาของพวกเจ้าไม่ใช่หรืออย่างไร?”

แวมไพร์ผมน้ำเงินเข้มนิ่งไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาฉายแววลังเลขณะครุ่นคิด สิ่งทิ่เฟลอสพูดมามันก็ใช่ เขาต้องการให้โลกที่พวกเลือดบริสุทธิ์อยู่นั้นล่มสลายให้สิ้น แต่วิธีการแบบนี้เขาไม่ชอบใจเอาเสียเลย “แบบนี้ก็ไม่ต่างจากพวกขี้ขลาด” เขาเปรย

เฟลอสกระตุกยิ้มเล็กน้อยพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างเย้ยหยัน “หึ ในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตน่ะ ไม่มีคำว่าขี้ขลาดหรอกนะเด็กน้อย” แล้วดวงตาสีแดงก็พราวระยับไปด้วยความเจ้าเล่ห์ก่อนที่จะลุกขึ้น และก้าวเข้ามาใกล้คนที่ยังคงลังเล และกระซิบแผ่วเบาข้างหู “อยากทำลายพวกเลือดบริสุทธิ์ไม่ใช่หรือไง?”

คำพูดนั้นทำให้จัสตินชะงักกึก และขุดค้นความทรงจำเก่า ๆ ที่ยากจะลืมเลือนขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีแดงอมชมพูดหรี่ลงก่อนจะปิดลงช้า ๆ

มือที่สัมผัสกัน ยึดไว้แน่น และปรารถนาจะคงอยู่แบบนั้นต่อไป ถูกดึงให้พรากจากกัน...

เสียงหวานที่ร้องเรียกชื่อเขาหลายร้อยครั้งพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม...

ความเจ็บปวด และความทรมานจากการจองจำ การลงโทษที่ยาวนานราวกับไร้วันสิ้นสุดในความมืดมิดจนแทบไม่ได้เห็นแสงตะวัน

...เจ็บทั้งกาย เจ็บทั้งใจ...

เพียงแค่แตกต่างกัน... เพียงแค่เขาไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์เท่านั้น...

...เพียงแค่นั้นที่ทำให้เขาและเธอต้องจากกันไปตลอดกาล...

เฟลอสลอบมองอีกฝ่ายที่นิ่งเงียบไปด้วยสายตาเยี่ยงผู้ชนะ รอยยิ้ม     ชั่วร้ายปรากฏขึ้นจาง ๆ บนใบหน้าเมื่อรับรู้ถึงความคิดที่คาดเดาได้ไม่ยาก ไม่ต้องอ่านใจเขาก็รู้ว่าแวมไพร์เลือดผสมผู้นี้จะตอบตกลงเป็นแน่

หึ...ช่างโง่เขลานัก

ในที่สุด จัสตินก็ ลืมตาขึ้น เผยให้เห็นสายตาที่มุ่งมั่น ไร้ซึ่งความลังเลเหมือนคราแรก “ข้าตกลง” เขาเอ่ยรับคำ “แล้วตอนนี้มนุษย์คนนี้อยู่ที่ไหน?”

“คฤหาสน์ดีแฟนธ่อม”

“เฮ้ย!!” อีกฝ่ายถึงกับผงะถอยทันทีด้วยความตกใจ “เจ้าจะบ้าหรือไง!?”

เฟลอสกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมด้วยแววตาที่พราวระยับเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก “ไว้ข้าจัดการเอง”

###

แสงแดดลอดผ่านก้อนเมฆหนาทึบ และส่องแสงอันน้อยนิดผ่านช่องว่างเล็กน้อยของผ้าม่าน กระทบเปลือกตาที่ปิดสนิท แม้จะบางเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ แต่ก็ทำให้เปลือกตาเริ่มขยับ และค่อย ๆ เปิดขึ้นช้า ๆ เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าที่หรี่เล็กจนแทบจะปิดลงอีกครั้งเมื่อแสงแดดที่ไม่ได้สัมผัสมานานส่องใบหน้า แต่ชั่วครู่ แสงอาทิตย์ก็เลือนหายไป และท้องฟ้าก็กลับมาครึ้มตามปกติ

เซดริกกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสภาพการมองเห็น ภาพเพดานที่พร่าเลือนค่อย ๆ ชัดขึ้น เขาจึงยันตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่แล้วก็ต้องทิ้งตัวลงบนที่นอนอีกครั้งพร้อมกับยกมือกุมขมับตัวเองด้วยสีหน้ามึนงง

มึนหัว**เป็นบ้า

สุดท้ายก็ตัดสินใจนอนในท่าเดิม เพราะดูจากสภาพการณ์แล้ว ยังไม่ทันได้ขยับตัวไปไหน คงได้ล้มพับไปเสียก่อนเป็นแน่ ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ อย่างจำยอมก่อนจะกวาดสายตามองรอบตัว แล้วคิ้วก็เริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ

ไม่ใช่ห้องของเรานี่นา... แล้วห้องใคร?

เตียงนอนขนาดใหญ่...

ผ้าปูที่นอนสีขาว...

และ...เหมือนจะเห็นหยดอะไรบางอย่างสีแดง ๆ สองสามหยดบนผ้าสีขาวที่คลุมตัวเขาอยู่

ชัดเลย

ภาพความทรงจำเมื่อวานเริ่มแจ่มชัดขึ้นจนชัดเจนราวกับเกิดขึ้นอีกครั้งตรงหน้า ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนใบหน้าตัวเองร้อนวูบวาบอย่างประหลาด พอหันหน้าไปข้าง ๆ ก็ดันเจอเงาสะท้อนจากกระจกห้องน้ำ

ทั้งแก้ม และใบหูเริ่มขึ้นสีจาง ๆ อย่างเห็นได้ชัด...

“ทำไปได้ไงวะ?” เซดริกพึมพำเสียงเบา และเผลอลูบริมฝีปากตัวอย่างเผลอไผล ดวงตาเหม่อมองไปไกล

แม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ภาพใบหน้าคมคายของชายคนหนึ่งที่จ้องเขามาตรง ๆ จากข้างบนก็ผุดขึ้นในความคิด รวมถึงเรือนผมสีดำยาวที่คลอเคลียใบหน้าชวนให้รู้สึกจักจี้ และลมหายใจร้อนที่เป่ารถต้นคอ...

ทั้งหมดนั่น ทำให้ก้อนเนื้อที่อกซ้ายเต้นผิดจังหวะพร้อมกับคำถามเดิม ๆ

ทำไมถึงกลับมาช่วย?

และคำตอบเดิมที่เขาตอบได้อย่างเต็มปากว่า... ไม่อยากเห็นใครตายต่อหน้าอีกแล้ว

แต่แค่นั้นจริง ๆ เหรอ?

ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ พร้อมกับปิดเปลือกตาลง ความรู้สึกชั่ววูบตอนนั้น แต่กลับจำได้แม่นยำ ไม่อยากให้ตาย อยากให้มีชีวิตอยู่...

...แม้ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม...

"ตื่นแล้วเหรอ?” น้ำเสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นกะทันหัน ทำเอาชายหนุ่มผม  บลอนด์ถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจพร้อมกับเอียงหน้าไปทางประตูห้อง  อย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาว และกางเกงสีดำไม่ต่างจากเดิมเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดอาหารที่มีชามเซรามิกวางอยู่ ควันสีขาวขุ่นลอยขึ้นจากถ้วยแบบนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นข้าวต้ม หรือซุปอะไรสักอย่างเป็นแน่

เซดริกลอบหายใจเข้าลึก ๆ และพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แต่ก็ไม่สามารถจ้องหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ ได้ “แต่ก็ยังมึน ๆ อยู่นิดหน่อยน่ะครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น

“เพราะเสียเลือดไปมากน่ะสิ” ครอสว่าเสียงเรียบขณะวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียง “กินพวกนี้ซะ ลูน่าทำมาให้”

“ผมยังไม่หิวครับ แล้วก็ยังเพลีย ๆ อยู่เลย” อีกฝ่ายตอบด้วยเสียงที่เบาลงเรื่อย ๆ “ผมค่อยตื่นมากินก็แล้วกันนะครับ ขอนอนต่อสักหน่อย” ว่าแล้วก็มุดตัวลงใต้ผ้าห่ม และพลิกตัวหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง

ชายหนุ่มเจ้าของห้องมองร่างที่มุดลงใต้ผ้าสีขาวด้วยสายตาขบขันเล็กน้อย เพราะแวบแรกที่เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดเพราะเสียเลือดไปมากนั้น ทั้งพวงแก้ม และใบหูขึ้นสีจาง ๆ อย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าคมคายกระตุกยิ้มจาง ๆ เห็นแบบนี้แล้วมัน...

น่าแกล้ง...

ว่าแล้ว ครอสก็ทรุดกายลงนั่งข้างเตียงก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “ทำไมถึงช่วยฉัน ทั้ง ๆ ที่เป็นโอกาสดีของนายที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์ธรรมดาแท้ ๆ”

“ก็ตอบไปแล้วนี่ครับ” คนใต้ผ้าห่มตอบเสียงอ้อมแอ้มหลังจากนิ่งไปพักหนึ่ง

“เพราะไม่อยากเห็นใครตายไปต่อหน้าอีกแล้วสินะ?” เสียงทุ้มถามต่อโดยที่น้ำเสียงไม่เปลี่ยนจากเดิม ส่วนมือก็พยายามดึงผ้าห่มให้ร่นลง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทัน จับผ้าไว้ได้อย่างแน่นหนาอย่างกับมือตุ๊กแก จนต้องยอมแพ้ไป “แค่นั้นจริง ๆ เหรอ?”

“...” เซดริกเงียบไปอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตอบได้ “จริงครับ”

แวมไพร์หนุ่มคลี่ยิ้มจาง ๆ ไม่สนว่านั่นจะเป็นเหตุผลทั้งหมด หรือหนึ่งในล้านเหตุผล แต่มันก็ไม่สำคัญเท่าการที่คน ๆ นี้ยังอยู่ตรงนี้

...เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...

ครอสเห็นร่างใต้ผ้าห่มขยับเล็กน้อย นั่นทำให้เขาเกิดความคิดอยากเข้าข้างตัวเองบ้างว่าอีกฝ่ายกำลังเขิน และทำตัวไม่ถูก

“นายไม่อยากกลับเหรอ?” ว่าแล้วก็ลองถามหยั่งเชิงดู

“...”

เมื่อเห็นว่าไม่ตอบ ชายหนุ่มผมดำจึงค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงมาใกล้ และกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็จะไม่ปล่อยมือจากนายไปอีก” สิ้นคำก็ดึง  ผ้าห่มลงมาเล็กน้อยให้เห็นเพียงแค่ครึ่งใบหน้าส่วนบนของคนใต้ผ้าห่ม คราวนี้กลับแทบไม่ต้องออกแรง เพราะผ้าเลื่อนลงมาได้อย่างง่ายดาย

ครอสระบายยิ้มเล็กน้อยด้วยความขบขันเมื่อเห็นดวงตาสีฟ้าที่เบิกกว้างด้วยความตกใจ และใบหน้าของที่ขึ้นสีแดง “เตรียมใจไว้เถอะ” แล้วก็ค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงมาเรื่อย ๆ ริมฝีปากสัมผัสผิวผ้าบริเวณที่อีกด้านของผ้าห่มนั้นคือริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

แม้จะต้องแลกด้วยชิวิต...

..ข้าจะปกป้อง...

ก๊อก ก๊อก...

“ขออภัยขอรับนายท่าน มีแขกมารอพบขอรับ” เสียงแหบของพ่อบ้านชราประจำตระกูลดังขึ้นจากอีกฟากของประตู เรียกให้ร่างสูงยกใบหน้าขึ้นก่อนจะยกมือขึ้นขยี้หัวอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ

“นอนพักเยอะ ๆ ล่ะ” ครอสเอ่ยสำทับแล้วจึงลุกขึ้น และเดินออกจาห้องไปโดยไม่รอให้คนผมบลอนด์ตอบรับ แต่ถึงรอ ก็คงยังไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา เพราะดูเหมือนว่าอีกคนที่เหลืออยู่ในห้องนั้น...ควานหาเสียงตัวเองไม่เจอ

ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผ้าห่มที่ขวางกั้นยังคงอยู่แม้ว่าเจ้าตัวจะออกจากห้องไปแล้ว ทำเอาเขารู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า ภาพเมื่อครู่กลับมาเล่นในความทรงจำอีกครั้งจนรู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงปรี๊ดพร้อมกับหัวใจที่เริ่มเต้นเร็ว

เซดริกค่อย ๆ ยกมือขึ้นและลูบริมฝีปากอย่างเหม่อลอย และรอยยิ้มจาง ๆ ก็ปรากฏบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว...

###

“เจ้าว่าท่านครอสจะเป็นไงบ้าง?” เสียงห้าวของชายคนหนึ่งดังขึ้นในห้องรับแขกของคฤหาสน์ดีแฟนธ่อม มือข้างหนึ่งหมุนถ้วยแก้วไปมาด้วยความร้อนรน ดวงตาสีแดงฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนชายอีกคนที่มาด้วยกันเริ่มจะรำคาญขึ้นมาบ้าง

“เจ้าถามข้ามาเกือบสิบรอบแล้วนะ เพนโทรไนต์” อีกฝ่ายว่าด้วยความหงุดหงิดขณะวางถ้วยชาลงบนแก้วรองดังแกร๊กเบา ๆ “คนอย่างท่านครอสไม่เป็นอะไรหรอกนา ไม่งั้นพ่อบ้านจะดูสงบนิ่งขนาดนั้นเหรอ?”

แต่แวมไพร์หนุ่มนาม ‘เพนโทรไนต์’ ก็ยังคงไม่คลายความกังวล กลับกัน ยิ่งดูวิตกมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป “แต่นั่นพิษร้ายแรงเลยนะ!” เขาแย้งเสียงแข็ง “ข้ายังไม่เคยเห็นใครถูกพิษนี้แล้วรอดสักคน”

“แต่ข้าสบายดี ขอบคุณสำหรับคำอวยพร” เสียงราบเรียบอันเป็นปกติดังขึ้นขัดบทสนทนาของผู้มาเยี่ยมทั้งสองได้ชะงัด และทำเอาผู้มาเยี่ยมถึงกับสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ และหันขวับไปทางต้นเสียงพร้อมกัน

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาว และกางเกงขายาวสีดำธรรมดาเดินลงจากบันไดขั้นสุดท้าย เรือนผมสีดำที่เคยปล่อยยาวก็มัดรวบไว้อย่างลวก ๆ พลิ้วไหวเล็กน้อยขณะก้าวเดิน

ไม่นานนักเขาก็มาหยุดที่ชุดรับแขก และทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ชายอีกสองคน

ทุกก้าวที่ก้าวเดิน มั่นคง และสม่ำเสมอ...ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสมา

“ถ้าพวกเจ้าจะมาแค่เพื่อตกใจ ก็เชิญกลับ” ครอสพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์เช่นเคย แต่วาจานั้นก็ช่วยเรียกสติของผู้มาเยือนทั้งสองได้

“ท่าน...ท่านหายดีแล้วงั้นเหรอ!!?” เพนโทรไนต์เผลอถามเสียงดังพร้อมกับชี้นิ้วไปที่ใบหน้าสงบนิ่งของเจ้าของคฤหาสน์ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ตอบอะไร นอกจากมองมาอย่างนิ่งเฉย

“เป็นไปได้ไง! เมื่อวานท่านยังเจ็บปางตายอยู่เลยนะ?” แวมไพร์อีกตนถามพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ และเอื้อมมือไปแตะ ๆ ที่หัวไหล่ที่เมื่อวานเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แต่นี่กลับไม่รู้สึกเลยว่าตรงนี้เคยมีบาดแผลมาก่อน!

ชายหนุ่มผมดำปัดมือของอีกฝ่ายออกก่อนจะเอ่ยอย่างหงุดหงิดแกมรำคาญ “ข้าหายดีแล้วก็พอ ‘ไบอัส’ ” เมื่อเอ่ยจบ เอเกิลก็เดินมาถึงโต๊ะพร้อมกับ น้ำชาหอมกรุ่น และคุ้กกี้ข้าวโอ้ตหลายชิ้น “แล้วมีธุระอะไรนอกจากมาเยี่ยม?”

‘ไบอัส’ กระแอมไอสองสามทีเพื่อแก้เขินที่เมื่อครู่ดันปล่อยไก่ไปเสียตัวเบ้อเร่อ “อันที่จริงพวกข้ามาเพื่อเยี่ยมอย่างเดียวนั่นแหละ” เขาตอบหลังจากก้าวถอยหลังไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม “แต่ในเมื่อท่านเองก็หายเป็นปกติแล้ว ข้าคิดว่าคงต้องบอกท่านเรื่องผลที่ตามมาจากเหตุการณ์คราวก่อน”

“...”

แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ตอบอะไร แต่พวกเขาก็รู้ว่าชายคนนี้กำลังตั้งใจฟัง ดังนั้นไบอัสจึงเป็นฝ่ายเริ่ม “จากคราวก่อนที่พวกเลือดผสมบุกเข้าโจมตีที่ตั้งสภาที่เหลือก็ถูกจับไปจนเกือบหมด มีแต่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ถึงกับตาย”

“เพราะท่านวางวงแหวนเวทย์ไว้ ทำให้พวกเราเป็นฝ่ายมีชัย” แวมไพร์อีกคนเอ่ยสำทับ

“ส่งใครไปดูที่โลกเบื้องหน้าหรือยัง?” ครอสถามโดยไม่สนใจคำยกยอ

ไบอัสพยักหน้ารับ “เรียบร้อย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

แวมไพร์หนุ่มผมดำลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “แล้วมีอะไรอีก?”

“ในเวลาเดียวกับตอนที่พวกนั้นบุกสภา หน่วยที่ลาดตระเวนอีกหน่วยก็จับเลือดผสมตนนึงได้” คราวนี้เพนโทรไนต์เป็นคนตอบ เขาวาดมือไปบนอากาศ ปรากฏภาพใบหน้าของชายใบหน้าซูบตอบคนหนึ่ง หนวดเคราขึ้นประปรายบนใบหน้าที่มีรอยขีดข่วนอย่างสมบุกสมบัน

“จากหลาย ๆ ครั้งที่ปะทะกัน ก็เห็นหน้าหมอนี่อยู่กับหัวหน้าพวกเลือดผสมอยู่บ่อย ๆ ก็เลยตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะเป็นคนสนิทกับจัสติน” เขาพูดก่อนจะโบกมืออีกครั้ง และภาพใบหน้าของชายคนนั้นก็หายวับไป

“ตอนนี้อยู่ที่ไหน?” ครอสถามสั้น ๆ

“ในคุกใต้ดินของสภา” ไบอัสตอบแทน “แล้วก็บังคับให้บอกสถานที่กบดานของพวกนั้น ซึ่งมันก็บอกว่าอยู่ที่ ‘ป่าดำ ในประเทศเยอรมนี’ ”

“แน่ใจได้หรือว่ามันไม่ได้หลอก?”

“โดนทรมานแบบนั้น จะมีโอกาสได้คิดคำโกหกรึ?”

นัยน์ตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด จริงอยู่ว่าเมื่อโดนทรมาน คำพูดที่หลุดออกมานั้นมักจะเป็นความจริงเสมอ ตรรกะคิดแบบนั้นคงใช้ได้เมื่อใช้กับคนทั่ว ๆ ไป แต่พวกเลือดผสมมีเฟลอสหนุนหลังอยู่

คนเจ้าเล่ห์แบบนั้นไม่ปล่อยให้ใครมาบอกความลับกันง่าย ๆ แบบนี้แน่

คิดได้อย่างเดียวว่า เป็นกับดักที่หมอนั่นวางไว้...

เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เอ่ยถาม “จับตัวหมอนี่ได้ที่ไหน?”

ไบอัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ  แต่ไม่ทันได้ตอบ แวมไพร์อีกตนที่เงียบมาสักพักก็ขัดขึ้น “ชายแดนโรมาเนียน่ะ”

เป็นไปได้ทั้งสองแห่ง... ครอสหรี่ตาลงขณะใช้ความคิด

“ไบอัส แบ่งกำลังเป็นสองกลุ่มหนึ่ง กลุ่มหนึ่งไปที่ป่าดำ ส่วนอีกกลุ่มไปที่ชายแดนโรมาเนีย” ครอสสั่งการอย่างรวดเร็วหลังจากครุ่นคิดได้สักพัก “โดยเฉพาะกลุ่มที่ไปชายแดน ให้สังเกตคนที่ปิดหน้าปิดตา และให้หลบอยู่ตามร่มเงา และซอกตึก ระวังอย่าโดนแดดจนกว่าจะถึงเวลาเย็น แล้วข้าจะไปกับกลุ่มนั้นด้วย”

จริงอยู่ว่าทั้งแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ และเลือดผสมไม่สามารถโดนแดดได้ หรือถ้าโดน พวกเลือดผสมก็มีเปอร์เซ็นต์การต้านแสงได้มากกว่า เพราะมีเลือดของมนุษย์ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย แต่ตามปกติแล้วทุก ๆ ครั้งที่ออกจับกุมพวกเลือดผสมในเวลากลางวันแสก ๆ แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์จะใช้เวทมนต์ขั้นสูงในการต้านแสงแดด แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยการเสียกำลัง และพลังงานมาก เพราะฉะนั้นจึงมักใช้ในเวลาที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

“เดี๋ยวนะ ที่ชายแดนด้วยงั้นเหรอ?” ไบอัสถามอย่างงุนงง

“ข้าไม่เชื่อสนิทใจว่าที่หมอนั่นพูดมาจะเป็นความจริง” อีกฝ่ายตอบตามตรง “ที่ชายแดนอาจไม่เจออะไรก็จริง แต่ข้าคิดว่าคงมีร่องรอยบางอย่างที่มีประโยชน์”

เพนโทรไนต์ และไบอัสพยักหน้ารับก่อนจะขอตัวไปทำตามคำสั่ง เมื่อเหลือเพียงคนเดียวในห้องรับแขก ร่างสูงก็ลุกขึ้นยืน “เอเกิล ลูน่า” เสียงเรียกคนรับใช้คนสนิทดังขึ้นอย่างแผ่วเบา แต่ร่างของเจ้าของชื่อทั้งสองก็ก้าวเข้ามาในห้องรับแขกทันที

“มีอะไรหรือขอรับนายท่าน?” เอเกิลถามขณะลอบมองสีหน้าที่เคร่งเครียดบนใบหน้าคมคาย

“ข้าจะวางเขตอาคมรอบที่นี่เพิ่มขึ้น” ผู้เป็นเจ้านายเอ่ย “ส่วนพวกเจ้าคอยดูแลเซดริกให้ดี เพราะไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีอันตราย”

“รับทราบเจ้าค่ะ ว่าแต่....เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอเจ้าคะนายท่าน?” สาวรับใช้ผมมัดแกละยาวเป็นลอนรับคำ และถามด้วยความสงสัย แม้ไม่ทราบเรื่องราวมากนัก แต่เห็นจากสีหน้า และบรรยากาศที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในห้องก็พอเป็นตัวบอกได้ว่า เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

“ข้าไม่วางใจ” ครอสตอบเสียงแผ่วเบาราวกับว่าเอ่ยกับตัวเอง ว่าแล้วก็เดินลิ่วออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว  ส่วนพ่อบ้านชราก็ตรงไปเปิดประตูคฤหาสน์ทันที ทำให้ทันได้เห็นร่างสูงของผู้เป็นนายยืนอยู่ที่ประตูรั้ว สองมือยื่นมาข้างหน้าพร้อมดวงตาที่ปิดสนิท

ไม่นานนักก็บังเกิดแสงสีขาวแปลบปลาบราวกับสายฟ้าแล่นไปตามรั้วเหล็กที่ล้อมรอบตัวคฤหาสน์ไว้อย่างรวดเร็ว

ห้ามคนนอกเข้า จนกว่าข้าจะกลับมา...

เมื่อการวางเขตอาคมเสร็จสิ้น ดวงตาสีแดงก็ค่อย ๆ ลืมขึ้น และพยักหน้าเล็กน้อยให้บ่าวสองคนที่ยืนอยู่ที่ประตูคฤหาสน์ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองห้อง ๆ หนึ่งที่ปิดม่านสนิทบนชั้นสอง แววตาฉายความกังวล และเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าทำได้ เขาคงจะอยู่เฝ้าไปแล้ว...

แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเขาเองก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ

“ขอให้ข้ากลับมาแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้า...” เสียงรำพึงดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนที่ร่างของคนพูดจะค่อย ๆ เลือนหายไป จนเหลือเพียงความว่างเปล่า ณ ที่ตรงนั้น

###

กริ๊ง...

เสียงกระดิ่งล่องลอยมาตามสายลมเรียกให้เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ลืมขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าใสที่ยังคงมีความง่วงงุนอยู่ในแววตา แต่กระเพาะเจ้ากรรมที่ดันร้องดังโครก ทำให้เขาต้องตื่นขึ้นหลังจากผล็อยหลับไปอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มีเพียงความหิวที่ปลุกให้ห้วงนิทราเท่านั้น....

เสียงกระดิ่ง...จากไหนนะ?

แม้จะสงสัย แต่เมื่อสายตาไปเห็นชามข้าวต้มที่วางไว้บนโต๊ะข้างเตียง ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอีกรอบ ความสงสัยเมื่อครู่เลยหายไปจนสิ้น ชายหนุ่มค่อย ๆ ยันตัวเองขึ้นจากเตียง และก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวขาตัวเองจะไม่มีแรง และลงไปกองบนพื้นอย่างน่าอาย

แต่ดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงก็กลับมาเกือบหมดแล้ว ทำให้พอทรงตัวได้แม้จะยังไม่มั่นคงนัก

แต่ก็ดีกว่าตอนตื่นมาตอนแรกล่ะนะ

เซดริกยกมือขึ้นแตะข้างชาม เย็นชืดเลยแฮะ ว่าแล้วก็ยกถาดที่มีชามข้าวต้มวางอยู่ขึ้นอย่างระมัดระวัง

“คงต้องเอาไปอุ่นซะหน่อย” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะพาตัวเองลงไปยังห้องครัวข้างล่าง เมื่อก้าวเข้าไปในห้องครัว ก็พบว่ามีอีกคนอยู่ก่อนหน้าแล้ว “อ้าว      ลูน่า” เขาทักหญิงสาวขณะวางถาดลงบนโต๊ะเตรียมอาหาร

สาวใช้หันมาทางต้นเสียงก่อนรอยยิ้มสดใสจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าน่ารัก “ท่านเซดริก หายดีแล้วเหรอคะ?” เธอถามด้วยความโล่งอก

“ก็...ดีขึ้นมากเลยล่ะ” เซดริกตอบพลางยิ้มแห้ง ๆ “ผมเอาข้าวต้มมาอุ่นน่ะครับ ตอนที่ครอสเอาไปให้ ผมก็ผล็อยหลับไปก่อนได้กินน่ะ”

“งั้นเดี๋ยวฉานจัดการให้เองค่ะ รอสักครู่นาคะ” ลูน่าว่าพร้อมกับยกชามข้าวต้มเข้าไมโครเวฟ

“ขอบคุณครับ” อีกฝ่ายยิ้มรับ “ว่าแต่เอเกิล กับเอ่อ...ครอสล่ะ?” แม้อยากจะเลี่ยงพูดถึงอีกคนในท้ายประโยค แต่อย่างน้อยก็คิดว่าน่าจะถามตามมารยาทบ้างก็เท่านั้น

“นายท่านออกไปข้างนอกน่ะค่ะ” หญิงสาวตอบขณะกดเลขตั้งเวลาที่ไมโครเวฟ พยายามจะเลี่ยงการสบตาสีฟ้า เพราะเธอกลัวว่าจะเผลอบอกอะไรไปอีก “ส่วนท่านเอเกิลคิดว่าน่าจะอยู่ในสวนนาคะ”

“เหรอครับ?” เซดริกว่าพร้อมกับเลิกคิ้วเล็กน้อย “งั้นผมไปหาเอเกิลหน่อยดีกว่า เดี๋ยวผมกลับมากินนะ”

ลูน่าหันมาฉีกยิ้มกว้าง “ถ้าอย่างนั้น ฉานจะทำขนมไว้รอนะคะ”

“ทนรอไม่ไหวเลยล่ะครับ” แล้วชายหนุ่มก็เดินไปที่ประตูครัว แต่ไม่ทันได้ก้าวพ้นขอบประตู เสียงเล็กของอีกคนก็ฉุดขาของเขาไว้เสียก่อน

“ฉานดีใจนะคะที่ท่านเซดริกยังอยู่ที่นี่ ทุกคนดีใจมาก ๆ เลยค่ะ”

เซดริกนิ่งไปสักพักหนึ่งก่อนจะหันมายิ้มให้โดยไม่พูดอะไร และเดินออกจากห้องครัวไป

ผมเองก็ดีใจที่ตัดสินใจแบบนี้...

เขาคิดในใจพลางอมยิ้มอยู่คนเดียวจนกระทั่งเดินออกไปนอกตัวคฤหาสน์ และก้าวขาเรื่อย ๆ ตรงไปยังสวนที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก แล้วสายตาก็เห็นหลังไว ๆ ของคนที่ตามหาอยู่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ กับการตัดแต่งกิ่งไม้

“เอ...”

กริ๊ง....

เสียงกระดิ่งลอยมาตามสายลมอีกครั้งทำให้เขาหยุดชะงัก

กริ๊ง...

ครั้งนี้เหมือนกับเสียงกระดิ่งดังมาจากทางประตูรั้ว เซดริกจึงเดินไปที่ประตูรั้วด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงเหมือนที่ได้ยินตอนตื่นเลยแฮะ เขาชะเง้อมองมาภายนอก แต่ก็ไม่เห็นใคร หรืออะไรที่ทำให้เกิดเสียงกริ๊งแบบนั้นได้

“หรือคิดไปเองนะ?” เขารำพึงเบา ๆ ด้วยความแปลกใจ ใบหน้าคมคายฉายแววงุนงงเล็กน้อย แต่เพราะไม่เห็นอะไรทำให้เขาตัดสินใจผละจากรั้วไป

กริ๊ง!!

“โอ๊ย!” เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเสียงแผ่วเบาที่ลอยมาตามลมแต่อย่างเดียว แต่มันกลับดังลั่นในสมองราวกับมีระฆังอยู่ภายใน และก้องกังวานจนปวดหัวแทบระเบิด เซดริกยกมือกุมขมับ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน และสั่นระริกราวกับตามจังหวะของกระดิ่งล่องหนนั้น

ร่างสูงเริ่มซวนเซเพราะเริ่มทนความเจ็บปวดภายในไม่ไหว ไหล่ขวาเซไปชนกำแพงเหล็ก ทันใดนั้นเหมือนมีไฟฟ้าแล่นเข้าสู่ร่างกาย และกำแพงเกิดแสงสว่างวาบ ทำให้เขาต้องถอยกรูดจากแสงสว่างนั้น นัยน์ตาสีฟ้าหรี่ลง และเพ่งมองด้วยความสงสัย

“นี่มันอะไรเนี่ย?” ปากบ่นพึมพำ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้อาการปวดหัวเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง

แต่ในขณะนั้นเอง อากาศเบื้องหลังชายหนุ่มก็บังเกิดวงรีสีดำขนาดเท่าคนหนึ่งคน และเชือกสีดำหลายเส้นก็พุ่งออกมา และตรงเข้าไปดึงแขนซ้าย และขาขวาของร่างที่ยืนอยู่เบื้องหน้าทันที!

“เฮ้ย**!!!”** เซดริกอุทานลั่นด้วยความตกใจเมื่อโดนบางอย่างฉุดให้ถอยหลังไปอย่างแรง และเมื่อหันไปมอง ดวงตาสีฟ้าก็เบิกโพลงด้วยความตระหนก

เชือกสีดำทมิฬพันรอบข้อมือซ้าย และข้อเท้าขวาแน่น และหลุมดำที่มืดสนิทจนแทบไม่เห็นจุดสิ้นสุดอยู่ข้างหลัง!

เขาพยายามต้านแรงจากเชือกที่ดึงเขาให้เข้าใกล้หลุมดำขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่เป็นผล “บ้าเอ๊ย!!” เขาสบถลั่นก่อนจะใช้อีกมือที่ว่างอยู่คว้ามีดพกจากกระเป๋ากางเกงออกมา และใช้มันตัดเชือกที่พันรอบข้อมือซ้ายอยู่ แต่คมมีดกลับทะลุผ่านราวกับฟันผ่านเงาเท่านั้น

“บ้าน่า...โอ๊ย!” คราวนี้เชือกสีดำอีกเส้นก็พุ่งออกมาจากหลุมดำ และตรงเข้ารัดข้อมือขวา ออกแรงบีบอย่างแรงจนมีดพกหล่นจากมือ ไม่ทันไร อีกเส้นก็พุ่งเข้ามารัดลำคอ และบีบแน่นจนร่างสูงดิ้นไปมา เพราะหายใจไม่ออก

เซดริกพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ โดยเฉพาะจากเส้นที่พันรอบคอ แต่ไม่เป็นผล เพราะดูเหมือนว่ายิ่งขัดขืน แรงที่ข้อมือและลำคอก็ยิ่งมากขึ้นจนตอนนี้สมองเริ่มเบลอ และการมองเห็นเริ่มพร่าเลือนอีกครั้ง

แต่ก็ยังพอเห็นร่างสองร่างที่วิ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว...

“ท่านเซดริก**!!”** เสียงสองโทนตะโกนขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ

ดวงตาสีแดงซีดเบิกกว้างด้วยความตกใจ “รอยแยกของมิติ!!”

“ไม่ยอมหรอก!” เสียงเล็กตะโกนกร้าวก่อนจะร่างเล็กกว่าจะพุ่งเข้าไปใกล้พร้อมกับวาดมือไปข้างหน้าไปเส้นตรงแนวตั้ง บังเกิดสายลมสีคมกริบตรงเข้าไปตัดเชือกเงาสีดำเส้นที่พันรอบคอของชายหนุ่มผมบลอนด์อยู่จนขาดสะบั้น แต่ส่วนที่ถูกตัดไปนั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ และตรงเข้ากระแทกร่างของลูน่าอย่างแรงจนร่างเล็กลอย  ละลิ่วไปกระแทกกับพุ่มไม้ข้าง ๆ

“ล...ลูน่า...” เสียงทุ้มอ่อนแรงขาดห้วงดังขึ้นเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวถูกเหวี่ยงไปต่อหน้าต่อตา

อีกด้านหนึ่ง เอเกิลก็กำลังร่ายมนตรา เขาผายมือทั้งสองข้างไปข้างกาย เปลือกตาที่ปิดลงเมื่อครู่ ลืมขึ้นอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นดวงตาสีแดงซีดที่ประกายกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สายลมสีเลือดหมูรุนแรงจากพื้นเบื้องล่างพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า

มือทั้งสองเลื่อนมาอยู่ข้างหน้า และยกขึ้นตั้งฉากกับแขน มนตราพร้อมจะโจมตี

แต่ศัตรูที่มองไม่เห็นผู้บังคับเชือกเงาสีดำกลับรู้ทัน และนำร่างที่ไร้ทางสู้ของเซดริกมาไว้ข้างหน้าต่างโล่กำบัง

“เปล่าประโยชน์**!! ฮ่าๆๆ”** เสียงของชายคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหูดังก้องไปทั่วท้องฟ้าจนพื้นสะเทือน

“ท่านเซดริก!” เอเกิลกัดฟันกรอดด้วยความตกใจ แม้อยากจะโจมตีก็ทำไม่ได้ จึงมีทางเดียว...

คลายมนตราโบราณอย่างจำใจ...

ขณะเดียวกัน ลมหายใจของเซดริกก็เริ่มติดขัด ยิ่งเห็นทั้งสองคนพยายามช่วยเขามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนแอสิ้นดี ได้แต่ถูกพันธนาการไว้อย่างไร้ทางสู้ ทุกคำพูดที่อยากเอ่ยกลับถูกกลืนลำคอจนสิ้น พร้อมกับดวงตาที่     เบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อเห็นเชือกสีดำเส้นหนึ่งพุ่งทะลุผ่านตัวเขาไปอย่างรวดเร็ว

สมองว่างเปล่า...ดวงตาเริ่มหรี่เล็กเรื่อย ๆ จนกระทั่งปิดสนิท สติสัมปชัญญะทุกอย่างพลันมลายหายไปจนกลายเป็นสีขาวโพลน

และเรี่ยวแรง...ถูกสูบหายไปจนเหมือนกล้ามเนื้อตาย

แล้วร่างที่ไม่ได้สติของเซดริกก็ถูกพาเข้าไปในรอยแยกของมิติสีดำสนิทโดยไร้ทางต่อต้าน 

และในขณะนั้นพ่อบ้านชราก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เขาพุ่งตรงเข้าไปใกล้ หวังแม้เพียงสักนิดว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะพาตัวชายหนุ่มกลับมา แต่เชือกสีดำอีกเส้นกลับพุ่งออกมาจากหลุมดำ และปัดร่างของเอเกิลอย่างแรง จนลอยหวือไปอีกทาง

เคราะห์ดีที่ลูน่าที่ได้สติพอดีวิ่งเข้ามารับร่างของแวมไพร์ชราไว้ได้ทันท่วงที เมื่อทั้งสองหันไปอีกครั้ง ก็พบว่าร่างของชายหนุ่มผมบลอนด์หายไปเสียแล้ว เหลือเพียงช่องว่างระหว่างมิติที่ขนาดเล็กเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายไป เหลือเพียงอากาศว่างเปล่าเหมือนเช่นเดิม....

“ปัดโธ่ ท่าน...เซดริก” เอเกิลกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ อาการบอบช้ำภายในทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ แต่ในใจกลับปวดร้าวยิ่งกว่า

แบบนี้เขาจะมีหน้าไปพบนายท่านได้อย่างไร?

“เป็นไปได้ไงท่านเอเกิล ก็...ก็...นายท่านน่ะ วางเขตอาคมใหม่แล้วนี่!?” หญิงสาวถามทั้งน้ำตา ใบหน้าน่ารักมีรอยขีดข่วน แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจมัน

“บางที...” อีกฝ่ายนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า เขาเห็นแสงสว่างวาบจากรั้ว แล้วเหมือนเห็นหลังของเซดริกไว ๆ ทำให้เขาพอเดาอะไรได้บางอย่าง “...อาจเป็นเพราะท่านเซดริกไปสะกิดโดนจุดอ่อนของเขตอาคมโดยไม่ตั้งใจ”

ความคิดเห็น