Minchol

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 77 ผมจะกัดคอมันจนขาด

ชื่อตอน : บทที่ 77 ผมจะกัดคอมันจนขาด

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 187

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2562 20:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 77 ผมจะกัดคอมันจนขาด
แบบอักษร

        แม่บอกว่าจะช่วยพูดกับพ่อเรื่องของจูเหล่าซือให้ แต่ไป๋อวี่จะต้องกลับบ้าน ถึงไม่มาค้างก็ให้มากินข้าวสักมื้อ ไป๋อวี่ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก พ่อกับเขาไม่ค่อยจะลงรอยกันอยู่แล้ว แต่ไป๋อวี่อยากเจอแม่ อยากนอนหนุนตักแม่ .... อยากเล่าความในใจให้แม่ฟัง อยากปรึษาแม่เรื่องของเผิงกวนอิง    

        แล้วไป๋อวี่ก็พาตัวเองมาถึงบ้านสกุลไป๋จนได้ เขาขึ้นไปอาบน้ำ รื้อเสื้อผ้าในตู้ออกมาดู เขาแยกเสื้อผ้าที่คิดว่าจะไม่ใช้แล้วออกมา พวกนี้แบรนด์เนมราคาแพงๆทั้งนั้น เพียงแต่มันไม่ใช่สีไม่ใช่แบบที่เขาชอบ เขาเลยใส่แค่ครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นตามสัญญาที่ให้ไว้กับสปอนเซอร์ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและทั้งที่เป็นเพียงแค่วาจา แล้วแต่ที่ทางเอเจนซี่จะจัดการ    

        ไป๋อวี่ชะงักกับผ้าพันคอราคาแพงที่เป็นของขวัญจากเจ๊ใหญ่ เขาทรุดลงนั่งหน้าตู้เสื้อผ้า แล้วเริ่มร้องไห้ ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าเจ๊ใหญ่รักและหวังดีกับเขามากแค่ไหน แต่ถึงกับทำร้ายคนที่เขารัก เขารับไม่ได้จริงๆ ทำไมจะต้องตั้งข้อรังเกียจ ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยคิดเสียด้วยซ้ำว่าความรู้สึกอย่างนี้จะเกิดขึ้นกับเขาได้ เขาไม่ใช่เกย์นะ เขาไม่เคยมีความรู้สึกอย่างนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน แต่กับจูอี้หลงมันแตกต่างออกไป...    

        มันเหมือนกับมีแม่เหล็กที่ขั้วยิ่งต่างก็ยิ่งดึงเขาเข้าไปหา เริ่มจากความอยากเอาชนะ ตามด้วยความอยากรู้ ความอยากอยู่ใกล้ ความอยากสัมผัส และความอยากครอบครองทั้งหมดไว้เป็นของตัวเอง ตั้งแต่ปลายผมจรดเล็บเท้า ที่เขาต้องการครอบครอง ไม่อยากให้ใครแตะต้อง ไม่อยากให้ใครมอง ไม่อยากให้ใครสูดดม พอนึกมาถึงตอนนี้ภาพของเผิงกวนอิงก็ผุดขึ้นมาในสมอง ไป๋อวี่มุดหัวเขาไปในตู้ เขาเริ่มตะกุยตะกายเอาทุกอย่างในตู้ออกมากองกระจัดกระจายเต็มห้อง

        ถึงถังซันจะบอกว่าเขาคิดมากไปเอง แต่เขารู้ ถึงคนอื่นจะไม่รู้ แต่เขารู้ ไป๋อวี่นึกถึงคำพูดที่เขาพูดใส่หน้าถังซัน    

        "ผมมันหมาตัวผู้ พี่คิดว่าผมไม่ได้กลิ่นหมาตัวผู้อีกตัวที่มันกำลังเป็นสัดหรือยังไง" ถังซันอึ้งไปกับคำพูดของไป๋อวี่    

        "หมาอะไร นายจะเอาคนไปเปรียบกับสัตว์ได้ยังไง" ถังซันท้วง    

        "ไม่รู้ล่ะ ถ้ามันเข้ามาใกล้คนของผม ผมจะกัดคอมันจนขาด" เขาคำราม    

        "ใครคิดจะมาเอาคนของผมไป ผมกัดไม่เลือกแน่ ผมเตือนพี่แล้วนะ" เขาชี้หน้ากำราบถังซันไว้ ทำไมเขาจะไม่รู้ ว่าถังซันคอยเป็นหูเป็นตาให้ไป๋เทียนจ้าวด้วย    

        "ใครจะมาเอาคนของนายไปกัน คนเขาหาโอกาศให้นายได้เจอกับจูเหล่าซือ จะได้พูดคุยปรับความเข้าใจ แต่นายกลับไปหาเรื่องเขา ทั้งตบทั้งตีเขาแล้วยังเอาส้อมแทงเขาอีก แล้วยังลากเอาเหมิงเหมิงเข้ามาอีก ถ้าฉันเป็นเผิงเหล่าซือฉันจะเล่นงานนายหนักกว่านี้อีก โทษฐานที่ทำร้ายเพื่อนของฉัน" ตอนนั้นถังซันโกรธจนลมออกหูแล้ว

        พอไป๋อวี่นึกมาถึงตอนนี้ เขาก็โกรธจัด กระโดดโครมโครมใส่กองเสื้อกองกระเป๋าที่เขารื้อออกมาเกลื่อนพื้น เขาทั้งเตะทั้งกระทืบมันจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง เด็กรับใช้ที่ขึ้นมาเชิญเขาไปกินข้าวถึงกับยืนตัวสั่นอยู่หน้าห้อง ไม่กล้าเข้ามาบอกเขา พอไป๋อวี่หยุดยืนหอบ เธอก็รีบตะโกนบอก    

        "คุณชายทานข้าวได้แล้วค่ะ" แล้วก็หันหลังกลับวิ่งจากไป


        อาหารเย็นวันนี้ หูอวี้ยึดหน้าที่กาวประสานใจเหมือนเคย เขาชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเต้าหูยี้ขึ้นราคา พอสำรับใหญ่ถูกเก็บ แล้วแทนที่ด้วยของหวานที่เป็นถั่วแดงต้มกับน้ำขิงร้อนๆ หูอวี้ก็เอ่ยถาม    

        "ได้ยินว่านายเล่นงานจูเหล่าซือเสียเลือดสาดเหรอ" คุณหนูใหญ่ตะปบต้นขาสามีแทบไม่ทัน เธอจิกกรงเล็บเข้าไปในขาอ่อนเขา เขยใหญ่หูอวี้ร้องอั๊กหันไปมองภรรยา ก่อนจะหุบปากเงียบเมื่อเห็นสายตาที่ลุกเป็นไฟของเธอ    

        "ผมจะทำอะไรเขาก็เรื่องของผม" ไป๋อวี่สวน    

        "พูดยังงั้นก็ไม่ถูก" หูอวี้อดเถียงไม่ได้ คุณหนูใหญ่จิกเล็บลึกลงไปอีก แต่ก็ต้องคลายมือออกเมื่อเห็นสายตาตำหนิที่มารดามองมา    

        "ทำไมจะไม่ถูก คนของผม ผมจะทำอะไรยังไงก็ได้" น้ำเสียงไป๋อวี่ฟังดูดื้อดึง แต่สีหน้าของเขากลับดูไม่ดีนัก    

        "คนของแกเหรอ" ไป๋เทียนจ้าวทนเงียบอยู่ไม่ไหว เขาผลักชามขนมออกห่างจากตัว    

        "อย่าว่าแต่เป็นคนของแกเลย จะใครที่ไหนแกก็ไม่ควรจะทำร้ายเขาอย่างนั้น" น้ำเสียงเนิบๆแบบพ่อสอนลูกของไป๋เทียนจ้าวยิ่งทำให้ไป๋อวี่ทั้งโกรธทั้งน้อยเนื้อต่ำใจ    

        "ไม่ดีหรือไง พ่อคงอยากเห็นเขาตายอยู่แล้วนี่" เสียงของไป๋อวี่ฟังดูขมขื่นจนคุณนายไป๋กับคุณหนูใหญ่หน้าเสีย เริ่มคัดจมูก   

        "เออ ใช่" บอสไป๋กระแทกเสียง    

        "ไป๋เทียนจ้าว!" คุณนายไป๋กระชากเสียงใส่สามีเบาๆ นี่เขาลืมไปหรือไงว่า เราเรียกลูกมากินข้าวที่บ้านเพื่ออะไร...    

        ไป๋เทียนจ้าวชะงัก ถึงนึกขึ้นได้ก็สายไปเสียแล้ว ไป๋อวี่ที่ตอนนี้เปราะบางจนแทบจะหลุดหักออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลุกพรวดขึ้นประจันหน้ากับไป๋เทียนจ้าว เอื้อมมือไปทางเบื้องหลังผลักพนักเก้าอี้ออกไปแล้วงอเข่าเอาเท้ายันเก้าอี้กระเด็นไปทางด้านหลังเสียงดังโครม    

        "ตายๆกันให้หมดเลย นึกว่าผมอยากอยู่หรือไง"</div>

        "แกอย่ามาขู่ฉัน" ไป๋เทียนจ้าวหรือจะยอมให้ลูกตัวเองขู่ได้ เขาลุกขึ้นยืน เสื้อผ้าแบบฉางซัน*ที่เป็นผ้าแพรหนาสีดำหลวมๆที่เขามักจะสวมเมื่อยามอยู่บ้านยิ่งทำให้เขาดูเหมือนยมทูตที่กำลังโกรธเกรี้ยว    

        "ตอนฉันทำศพแกฉันจะเอาจูเหล่าซือยัดลงโลง ฝังไปพร้อมกับแกเลย อย่านึกว่าฉันไม่กล้าทำนะ แกก็รู้ว่าไม่ใช่ฉันไม่เคยทำ" ไป๋เทียนจ้าวชี้หน้าตวาดเสียงดังใส่ไป๋อวี่ ไป๋อวี่ถอยกรูดออกไปสองสามก้าวก่อนจะยั้งเท้าไว้    

        ตอนไป๋อวี่ผงะถอยออกไป ไป๋เทียนจ้าวก็จำภาพของลูกชายวัยสิบกว่าขวบที่ถูกเขาตวาดจนยืนฉี่ราด เขาจำได้ว่าเขาโกรธจนลงไม้ลงมือกับไอ้เด็กขี้ขลาดที่ยืนฉี่ราดให้เขาอับอายขายหน้า คุณนายไป๋ต้องรีบเข้ามากันลูกออกไป ชายเสื้อยาวและรองเท้าของเขาเปรอะปัสสาวะของไป๋อวี่ไปทั่ว ตอนนั้นไม่เพียงแต่ไป๋อวี่ที่ร้องไห้ ไป๋เทียนจ้าวก็ปิดประตูลงกลอนแล้วร้องไห้เหมือนกัน เขาไม่เคยคิดจะตีลูก แต่ไอ้เด็กตาขาวนั่นทำเขาเหลืออด มันขลาดจนถึงกับฉี่ราด แล้วมันจะใช้ชีวิตยังไง กระดูกอ่อนอย่างมันจะเอาตัวรอดยังไง เขาจะวางใจเอาตระกูลไป๋ทั้งหมดใส่ไว้ในมือไป๋อวี่ได้ยังไง ชีวิตของคนนับหมื่นจะต้องมาพังพินาศเพราะผู้นำที่โดนตวาดแค่ไม่กี่คำก็ยืนฉี่ราดอย่างนั้นหรือ    

        ยังดีที่ลูกสาวของเขาทั้งสองคนพึ่งพาได้ ยิ่งมาได้ลูกเขยที่ดีเหมือนสวรรค์ส่งมาให้ ทำให้ไป๋เทียนจ้าวเลิกคาดหวังในตัวไป๋อวี่แล้ว เขาหวังเพียงว่าไป๋อวี่จะมีหน้าที่การงานที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น แค่นั้นก็พอแล้ว    

        พอเห็นไป๋อวี่ผงะถอยไป ไป๋เทียนจ้าวก็เย็นสันหลังวาบ นึกเสียใจที่ตวาดลูกเสียเสียงดังอย่างนั้น    

        ... แต่แล้ว ไป๋อวี่ก็ยั้งเท้าไว้ เขายืนสองขากางปักหลักมั่นคง มือทั้งสองข้างที่ทิ้งอยู่ข้างตัวกำแน่น    

        "ผมไม่ได้ขู่ ผมแค่บอก บอกให้รู้ว่ายังไงผมก็ไม่ต้องการใครคนอื่น ผมจะมีแต่จูอี้หลงคนเดียวเท่านั้น ถ้าที่นี่ไม่ต้อนรับ ผมก็จะพาเขาไปที่อื่น ถ้าไม่มีที่ไหนต้อนรับเรา ผมก็จะพาเขาไปจนสุดขอบโลก"  ไป๋อวี่จบประโยคห้วนๆแล้วสะบัดหน้าหมุนตัวลงฝีเท้าหนักๆเดินออกจากห้องไป

        ไอ้บ้า ใครเขาไม่ต้อนรับคนของแกกันเล่า ... มันไม่คิดจะฟังคนอื่นพูดดีๆบ้างเลยรึไง ทำไมแกต้องยั่วโมโหฉันอยู่เรื่อย ไป๋เทียนจ้าวยืนน้ำตาไหลอยู่ตรงนั้น มันเป็นน้ำตาของความปิติไม่ใช่ความโกรธ เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตา คุณนายไป๋คล้องแขนของเธอเข้ากับแขนของเขา คุณหนูใหญ่กับสามีได้แต่ทำตัวลีบ ค่อยๆหลบออกไปจากห้อง    

        "ดีใจมากจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่เลยเหรอคะ พ่ออาอวี่" คุณนายไป๋ถาม นัยน์ตารื้นไปด้วยหยาดน้ำ    

        "มันแกร่งขึ้นมากจริงๆ" ไป๋เที่ยนจ้าวยอมรับ    

        "ผมคงต้องเป็นฝ่ายคุกเข่าให้กับสกุลจูแล้ว พวกเขามีลูกชายตั้งสองคน ยกให้ผมคนนึงจะเป็นอะไรไป ใช่ไหม" คุณนายไป๋พยักหน้า น้ำตาที่รื้นขึ้นมาไหลลงแก้ม    

        "อาอวี่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว แกร่งไม่แพ้คุณเลย อาจจะแกร่งกว่าคุณด้วยซ้ำ"    

        "เสียดายที่เขามีจูเหล่าซือเป็นจุดอ่อน" ไป๋เทียนจ้าวทอดถอนใจ จอมยุทธยากฝ่าด่านสาวงามจริงๆ ... เขาหันมามองจุดอ่อนของเขาที่ขยับคล้องแขนของเธอลึกเข้ามาจนไหล่เธอพิงกับแขนเขาแล้วส่งยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา    

        "เดี๋ยวฉันจะบอกอาอวี่เองว่าเขาเข้าใจผิด คนบ้านสกุลไป๋ทุกคนยินดีต้อนรับจูเหล่าซือของเขาแล้ว" คุณนายไป๋ลูบแขนปลอบสามี    

        ... ปัญหามันอยู่ที่ผัวเมียสกุลจูนั่นต่างหาก ไป๋เทียนจ้าวคิด .... เขาคงจะต้องคุกเข่าที่มีค่าดั่งทองคำนี่จริงๆเสียแล้วกระมัง



 *ชุดแบบฉางซัน ก็คือชุดคอจึนตัวยาวสำหรับผู้ชาย ของผู้หญิงจะเรียกชุดฉีผ่าว


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}