Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 50 Catch Me if You Can

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2562 12:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 50 Catch Me if You Can
แบบอักษร

Chapter 50 Catch Me if You Can 

ภายในตึกที่สร้างจากอิฐสีเหลืองอ่อน ชายหนุ่มผมยาวที่เวลานี้กลับมาผูกผมเผ้าจนเรียบร้อยจัดการกับข้าวของตามร่างกายตัวเองอยู่อีกครู่หนึ่งโดยมีเพื่อนรักต่างวัยยืนมองอยู่ห่างๆ

“นายพร้อมรึยัง”

“ไม่เคยพร้อมทำภารกิจอะไรมากขนาดนี้มาก่อนเลยล่ะ”

“โจนาธานรออยู่ด้านนอก รีบไปก่อนที่เด็กนั่นจะโดนใครยิงแสกกบาลเข้าเถอะ”

“หึ ดูนายสิ เวลาที่นายพูดแบบนี้กับคนที่อายุไล่เลี่ยกันมันน่าขำพิลึก” เฮกเตอร์มองสำรวจเพื่อนของตัวเองที่แม้ว่าจะแสดงท่าทางเป็นผู้ใหญ่แค่ไหนแต่สิ่งที่ปรากฏออกมากลับดู...อืม น่าเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก

“ถึงตอนนี้ร่างกายฉันจะไม่เหมือนเดิมแต่รับรองว่าเรื่องล้มนายก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

ได้ยินเช่นนั้นเฮกเตอร์ก็ทำได้เพียงยกมือขึ้นยอมแพ้อย่างขอไปที...ถึงจะเป็นเรื่องจริงก็เถอะ โดยเฉพาะเกือบสองเดือนที่ผ่านมานี้เขาถือเป็นคนหนึ่งที่ได้ประจักษ์ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของอีกฝ่าย ต้องบอกว่าถึงไม่ได้ดูล่ำบึ้กแต่อคิราห์ก็ไม่ใช่หนุ่มน้อยผอมแห้งอีกต่อไปแล้ว

เฮกเตอร์หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาพาดบ่า เดินไปสอดส่องความผิดปกติผ่านหน้าต่างบานหนึ่ง เขามองเห็นเด็กหนุ่มผมแดงที่นั่งอยู่ในรถเช่าตัวเกร็งไม่หันซ้ายหันขวาแล้วจู่ๆก็นึกถึงภาพเด็กอีกคนในความทรงจำ “เห็นไอ้เด็กนี่แล้วฉันชักจะนึกถึงไอ้เด็กหัวเหลืองนั่นเหมือนกันแฮะ นายเองก็เถอะ อย่าทำเป็นใจดีกับคนอื่นมากนัก ถ้าไม่อยากตายซ้ำตายซาก”

เรื่องก่อนหน้าที่เขาจะตาย อคิราห์ได้เล่าให้เพื่อนของตัวเองฟังคร่าวๆ อีกทั้งเรื่องที่อีกฝ่ายคือยูริเอล ยาโคลอฟในตอนนี้อีกด้วย “นายไม่ถูกกับหมอนั่นมาตั้งแต่เด็กแล้วไม่ใช่รึไงแล้วฉันก็ไม่ใช่คนใจดีอะไร”

ชายหนุ่มอายุมากกว่าปิดผ้าม่านลงก่อนที่จะเดินไปเปิดประตู “นายไม่ได้ใจดีหรอกเพื่อน นายก็แค่ชอบใจอ่อนกับพวกที่อายุน้อยกว่า อ้อ แล้วก็อย่าปฏิเสธเพราะฉันก็เห็นนายเป็นแบบนั้นมาตลอด”

“...”

“แล้วก็ไม่ต้องบอกว่ามิคาเอล ออสซินี่เป็นข้อยกเว้น เพราะเรื่องนั้นนายเองก็น่าจะรู้ดี สรุปคือนายเป็นพวกรักเด็กนั่นล่ะ”

“หุบปากแล้วไปขึ้นรถซะ”

“หึๆ”

คนทั้งคู่สอดร่างเข้าไปในตัวรถในตำแหน่งประจำโดยมีสารถีผมแดงคนเดิมสตาร์ตรถขับออกไป

“เอ่อ ช่วยบอกทางผมด้วยนะครับ”

“ลงจากที่นี่ไปให้ได้ก่อนก็พอ”

“ครับ”

รถยนต์คันเล็กเคลื่อนลงจากเทือกเขาไปยังพื้นที่บริเวณชานเมืองที่ไม่ค่อยมีผู้คนอาศัยอยู่ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงทั้งสามก็เดินทางมาถึงพื้นที่ของสนามบินเล็กๆ ที่ดูยังไงก็เหมือนสนามบินร้างมากกว่า

“คุณแน่ใจนะครับว่าคือที่นี่”

อคิราห์ไม่ได้ตอบคำถามของอีกฝ่าย ทั้งเขาและเฮกเตอร์ก้าวลงจากรถเดินเข้าไปหาชายหนวดเคราเฟิ้มร่างใหญ่ที่กำลังจุดบุหรี่สูบอยู่ริมกำแพงเก่าๆ โดยไม่ต้องมีบทสนทนาๆหรือการทักทายใดๆ ชายหนุ่มผมยาวหยิบเงินออกมาปึกใหญ่ส่งให้คนที่กำลังยื่นมือรอรับฝ่ายหลังกรีดนับเงินสองสามครั้งพลางเหลือบมองคนที่ยืนรออยู่ ก่อนที่จะสอดธนบัตรปึกใหญ่เข้าไปในอกเสื้อ ชายคนนั้นพยักพเยิดหน้าให้คนทั้งคู่เดินตามไป

ด้านหลังกำแพงกลับปรากฏเครื่องบินตกรุ่นลำหนึ่งหากแต่สภาพยังดูดีพอสมควรจอดอยู่บนรันเวย์ที่ไม่ยาวมากนักทั้งคู่มองภาพคนสองคนกำลังเช็คพื้นรันเวย์ คนส่งสัญญาณที่ยืนอยู่ด้านข้างและ ใบพัดเครื่องบินที่เริ่มหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ท้องฟ้าเวลานี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเกือบแดง เฮกเตอร์พูดกับคนที่ยืนอยู่ด้านข้างโดยที่สายตายังจับจ้องอยู่ที่เดิม “เหมือนวันนั้นเลยนายว่ามั้ย”

“อืม”

วันนั้นที่อีกฝ่ายพูดถึงคือวันที่เด็กชายสองคนจับจูงมือกันกับเด็กผมทองตัวเล็กอีกคนหนึ่ง ยืนมองเครื่องบินลำใหญ่ในความรู้สึกตอนนั้นท่ามกลางแสงอาทิตย์กำลังลำเลียงเด็กที่เหลือรอดอยู่บนเกาะร้างแห่งนั้นขึ้นไปทีละคน ใบหน้าของทั้งสามคนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังเหมือนคนอื่นๆ เสียงเล็กๆเสียงหนึ่งดังแว่วออกมากระทบโสตประสาทของเด็กหนุ่มที่สูงกว่าอีกสองคน

 

"เราจะได้ออกไปจากที่นี่แล้วใช่มั้ยฮะ" น้ำเสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยผมทองดังขึ้น

เด็กชายอีกคนที่มีใบหน้าแข็งทื่อเย็นชายกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบลงบนศีรษะคนตัวเล็ก

"อืม ไปกันเถอะ" 

 

“ต่างกันแค่ตอนนี้เหลือแค่ฉันที่ต้องเดินทางคนเดียวแล้ว” เฮกเตอร์ถอนหายใจเฮือก เอ่ยออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “ฉันเป็นหนี้นาย”

“ใช่” เด็กหนุ่มพูดออกมาทันทีอย่างไม่อ้อมค้อม “นายเป็นหนี้ชีวิตฉัน เพราะฉะนั้นห้ามตายเด็ดขาด”

ชายหนุ่มผมยาวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “เข้าใจแล้ว”

ด้านหน้า ชายหนวดเฟิ้มโบกมือมาให้รีบขึ้นไปบนเครื่อง เฮกเตอร์กระชับกระเป๋าด้านหลังก่อนที่จะหันมาส่งยิ้มบางๆให้เพื่อนรัก “ไปล่ะ”

“รักษาตัว”

ไม่มีการล่ำลาใดๆมากไปกว่านั้น อคิราห์หรือเซจมองดูแผ่นหลังของเพื่อนรักที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆโดยไม่มีการหันหลังกลับมามองแต่อย่างใด เส้นผมสีดำยาวปลิวสะบัดไปตามแรงลม ทันทีที่ประตูเครื่องปิดไม่นาน ล้อเครื่องบินลำเล็กก็ทะยานขึ้นสูงจากพื้นรันเวย์ ไกลมากขึ้น มากขึ้น จนกลายเป็นจุดเล็กๆและหายไปในที่สุด

ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง

เด็กหนุ่มผมดำยังยืนอยู่ตรงนั้นสักพักโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ หากแต่ไม่นานเขาก็เลือกที่จะหันหลังกลับเดินไปยังรถยนต์คันเล็กที่มีสารถีผมแดงรออยู่

“เขา ไปแล้วเหรอครับ” โจนาธานหันมาหาคนที่พึ่งสอดตัวเข้ามานั่งด้านข้าง

“อืม กลับกันได้แล้ว”

“ครับ”

รถยนต์คันเล็กแล่นไปตามถนนโค้งบนเทือกเขา ท้องฟ้าสีแดงส้มเริ่มมืดลงเรื่อยๆ เด็กหนุ่มผมดำหันหน้าออกไปมองทิวทัศน์ด้านนอก มือกดเปิดกระจกด้านข้างลง สายลมเย็นๆจากด้านนอกพัดกระทบผิวหน้าจนกลายเป็นสีแดงก่ำ อคิราห์ยื่นหน้าออกไปอีกนิด นัยน์ตาสีดำขลับปิดลงพลางสูดไอเย็นเข้าไปเต็มปอด

โจนาธานอดที่จะเหลือบมองดูอีกฝ่ายอย่างเผลอไผลไม่ได้ เด็กหนุ่มพยายามทำสมาธิเพื่อที่เขาจะได้ไม่พาสองชีวิตทั้งของตัวเองและของอีกฝ่ายพลัดตกเหวไปเสียก่อน “เอ่อ คือว่า...ผมมีคำถามครับ” หลังจากถูกความเงียบงันปกคลุมมาเกือบชั่วโมงเต็ม เด็กหนุ่มผมแดงก็ส่งเสียงขึ้นมา

“มีอะไร”

“คือว่า...ถึงตอนนี้พวกเราก็ไปส่งคุณเฮกเตอร์เรียบร้อยแล้ว แล้วคุณล่ะครับ...มีเป้าหมายต่อไปรึเปล่า คือว่าหลังจากนี้จะทำอะไรต่อน่ะครับ”

“แล้วนายล่ะ”

“ผม?”

“ใช่ นายนั่นแหละ โจนาธาน เด็กส่งของที่ยอมติดตามโจรปล้นรถมาง่ายๆ ถึงสามเดือนจะไม่มีเป้าหมายอะไรเลยงั้นเหรอ” สายตาที่หันกลับมามองเขาทำให้โจนาธานรู้สึกตื่นตระหนก

“ค.ค...คุณหมายความว่ายังไงครับ”

“ช่างเถอะ” เด็กหนุ่มหลับตาลง “ฉันจะอยู่ที่นี่รอดูสถานการณ์อีกสองสามวันก่อนกลับไปเยอรมัน”

“คุณบอกว่า ก่อนกลับไป?”

“ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฉันต้องกลับไปจัดการ”

“แล้ว...”

“...”

“โอเคครับ” สุดท้ายโจนาธานก็ต้องขับรถต่อไปอย่างเงียบเชียบหลังจากถูกอีกฝ่ายส่งสายตาตักเตือนมาให้

 

แสงสว่างจากโคมไฟเริ่มส่องไปทั่วเมืองที่มืดมิดลง อากาศในเวลากลางคืนหนาวเย็นมากยิ่งขึ้น ที่มุมถนนเล็กๆ มุมหนึ่ง เด็กหนุ่มผมดำนั่งมองสำรวจพื้นที่รอบๆอยู่ในรถพักใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจลงจากรถโดยมีเด็กหนุ่มผมแดงเดินตามมาติดๆโจนาธานรีบปิดประตูก่อนที่จะเดินไปที่หน้าต่าง เปิดม่านมองซ้ายมองขวาไปมาอย่างเงอะงะ

“นั่นนายกำลังทำอะไร” เด็กหนุ่มที่กำลังยืนถอดเสื้อโค้ทแขวนบนราวข้างประตูถามขึ้น

“ผม...ผมแค่ทำหน้าที่แทนคุณเฮกเตอร์น่ะครับ”

อคิราห์มองท่าทางของอีกฝ่ายด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “พอเถอะ”

“ขอโทษครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเข้าไปทำอาหารก่อนก็แล้วกันครับ” โจนาธานเดินคอตกแยกออกไป

อคิราห์ไม่ได้รู้สึกสนใจกับท่าทางของอีกฝ่ายมากนัก เขาก้าวขาขึ้นไปยังชั้นบน ล้มตัวลงนอนแผ่ร่างกายไปกับเตียงแข็งๆทันทีที่ถึงห้องนอน

‘ภารกิจของเขาเสร็จสิ้นแล้ว

เด็กหนุ่มยกมือขึ้นเกยหน้าผากพลางถอนหายใจออกมายาวๆครั้งหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นภารกิจแรกที่เขารู้สึกยินดีกับความสำเร็จของตัวเองจริงๆก็ว่าได้ ไม่นานเด็กหนุ่มที่อยู่บนเตียงก็หลับตาลง ท้องฟ้ายามราตรียังคงมืดสนิท ในขณะเขาผลอยหลับไปอย่างผ่อนคลาย

 

กริ๊ก! 

นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกโพลงท่ามกลางความมืด คว้าปืนที่อยู่ข้างลำตัวขึ้นมาเล็งไปยังทิศทางประตูที่พึ่งถูกเปิดออกโดยใครบางคน

ไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าของผู้บุกรุก ราวกับว่าอีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวภายในห้องก่อนที่ประตูจะถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ นิ้วชี้สอดอยู่ที่ไกปืนเตรียมพร้อมลั่นกระสุนทันที

ท่ามกลางความมืดมิด ประตูบานเล็กถูกเปิดออกทีละน้อย แสงสว่างจากด้านนอกกระทบพาดผ่านดวงตาสีมรกตของผู้บุกรุก

ราวกับช่วงเวลาในโลกทั้งใบได้หยุดลง ทั้งเจ้าบ้านและผู้บุกรุกยืนสบตากันด้วยความเงียบงัน เพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายก็ดังขึ้น คนๆนั้นเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายวัตถุเย็นๆถูกจ่ออยู่บนหน้าอกของเขา ผู้บุกรุกเหลือบมองมันเล็กน้อยก่อนที่จะก้าวเดินต่อไปจนทำให้เด็กหนุ่มที่ยังตกอยู่ในภวังค์ต้องเป็นฝ่ายถอยหลัง

“คุณ...มิคาเอล”

ทันทีที่รู้สึกตัว อคิราห์รีบหันปืนในมือออกหากแต่ทันใดนั้นคนๆนั้นก็ยกมือขึ้นมากำมือของเขาเหวี่ยงออกด้านข้างก่อนที่เขาจะถูกอีกฝ่ายล็อคตัวจากทางด้านหลัง ปลายกระบอกปืนสีเงินที่อยู่ในมือที่ถูกคนด้านหลังกุมอยู่ถูกจ่ออยู่ใต้ลำคอจนใบหน้าต้องเชิดขึ้นสูง อคิราห์กลืนน้ำลายอย่างยากลำบากในขณะที่รับรู้ได้ถึงสันจมูกคมที่คลอเคลียอยู่ริมใบหู

ชายหนุ่มกดจมูกลงสูดกลิ่นกายข้างลำคอขาวผ่องของเด็กหนุ่มอย่างละโมบ

“มิคาเอล”

“เงียบซะ ไม่งั้นฉันจะฆ่าเธอเดี๋ยวนี้” เสียงทุ้มที่ไร้วี่แววหยอกล้ออย่างเช่นเวลาปกติเอ่ยลอดไรฟันออกมาอย่างอดกลั้นในขณะที่กำลังเลื่อนใบหน้าขึ้นไปกดริมฝีปากบางเฉียบกับใบหูของคนในอ้อมกอด

“ถ้าเป็นคุณ ผมก็ยินดี”

“...”

สิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม กระบอกปืนในมือถูกเหวี่ยงลงกับพื้นก่อนที่ร่างของเขาจะถูกกระชากให้หันกลับมาเผชิญกับรสจูบอันแสนทรมานและวาบหวามที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน

มิคาเอลยกมือขึ้นประคองใบหน้าของอีกฝ่ายเพื่อรับจูบที่แนบสนิทยิ่งขึ้น ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นเทิ้มไปทั้งร่างทันทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน ร่างของเขาถูกดันจนติดชิดกำแพง กลิ่นคาวเลือดคละเคล้าไปกับของเหลวใสที่เริ่มไหลล้นออกมาจากริมฝีปากของทั้งคู่ จุมพิตกระชากวิญญาณยังคงดำเนินต่อไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ผ่านไปเนิ่นนานชายหนุ่มก็ถอนริมฝีปากออก หลับตาแนบหน้าผากกับคนที่ถูกเขาจับตัวเอาไว้ เสียงหอบหายใจของคนสองคนดังสะท้อนไปทั่วห้อง

“ฉันให้โอกาสเธอมานานพอแล้ว” นัยน์ตาสีมรกตเปิดขึ้นสบตากับเด็กหนุ่มที่กำลังมองมาเช่นกัน มิคาเอลล้วงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท

กริ๊ก...

กุญแจมือสีเงินถูกคล้องลงบนข้อมือขาวทั้งสองข้าง อคิราห์ยืนมองการกระทำของอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจแต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ

“ทำไม?” เพราะต่อให้มิคาเอลไม่ทำแบบนี้ เขาก็ยินดีกลับไปอยู่กับอีกฝ่ายอยู่แล้ว

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ทั้งให้ความรู้สึกคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยไปพร้อมกัน ความรู้สึกที่ราวกับย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เขาจากมาเมื่อวันนั้นย้อนกลับมาอีกครั้ง

ในมือของชายหนุ่มกระชากสายโซ่ที่คล้องติดกับกุญแจมือเข้าหาตัว ทำให้ร่างของอคิราห์ต้องกระตุกเข้ามาหาเขา เอ่ยน้ำเสียงเย็นๆ ติดชิดริมใบหูของเด็กหนุ่ม

“ในเมื่อเธอใช้วิธีหนีมา เพราะฉะนั้นก็ยอมถูกจับกลับไปรับโทษของตัวเองเสียเถอะ”

 

ที่ด้านล่าง เด็กหนุ่มผมแดงเงยหน้าขึ้นไปยังบันไดทางขึ้นชั้นบนพลางหันไปมองดูสตูว์เนื้อที่มีควันลอยกรุ่นอยู่บนโต๊ะ เขาถอนหายใจพลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้

คงไม่มีใครลงมาอีกสักพักละมั้ง...

___________________________________ 

Talk 

ในที่สุด.. หลังจากผ่านมาหลายตอนเขาก็มาเจอกันเสียที 

ลาก่อนเฮกเตอร์ ฉันจะคิดถึงนาย แต่หลังจากนี้น้องก็ต้องกลับไปรับโทษทัณฑ์จากลุงเขาแล้วล่ะค่ะ จงกลายเป็นโสรยาเวอร์ชั่นวายไปซะ.. (ไม่ขนาดน้าน) 

ก็นะคือหลัวไม่รอแล้วไง.. รอนานแล้ว.. คนอ่านก็รอนานแล้วเหมือนกัน ส่วนน้องโจ อืมมมปล่อยนางไปแล้วกันค่ะ 

รู้สึกเหมือนเขียนฉากบู๊มาหลายตอนพอพระนายมาเจอกันจริงๆ กลับเขียนไม่ออกซะงั้น โธ่ว 

#อาคิและลุงของเขา 

Crystal 

 

ความคิดเห็น