aiaeaaiaea

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เพราะนายคือของฉัน : 21

ชื่อตอน : เพราะนายคือของฉัน : 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2562 23:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เพราะนายคือของฉัน : 21
แบบอักษร

เพราะนายคือของฉัน [ll] : 21



 แค่คิดว่าจะได้ไปเที่ยว ผมก็รู้สึกดี...ดีตรงไหนวะ ถูกปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แถมคนปลุกก็ดูกระตือรือร้น ผมเลยพูดไม่ออก ได้แต่นั่งมองพี่โชจัดนั่นจัดนี่ตาปริบๆ ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่แขนกับขายังมีอาการล้าอยู่มาก อาการคล้ายกับไปเต้นแอโรบิกที่หน้าห้างวันแรกแบบนั้น 


“พี่โชจะพากลอยไปไหน” ถามเกินห้ารอบแล้ว แต่ก็ไม่เคยได้คำตอบ 


“เดี๋ยวก็รู้” นี่ก็ตอบแบบเดิมอีก 


นั่งรอสักพัก เสียงออดหน้าห้องก็ดังขึ้น ผมมองหน้าพี่โชอย่างสงสัย ก็เวลาตีสาม ตีสี่ ใครจะมาหา หรือจะเป็นสิ่งเร้นลับวะ แต่ถ้าเป็นผีจริง ก็น่าจะเดินผ่านกำแพงเข้ามาได้เลย 


“ใครมาไม่รู้” รีบเดินไปอยู่ข้างพี่โชทันที แต่อีกฝ่ายกลับเดินหนีไปเปิดประตูซะงั้น ผมเลยต้องรีบกระโดดขึ้นเตียง เอาผ้าห่มคลุม “พี่โช” ลองเรียกดู แต่กลับเงียบ ใจเสียแล้วเนี่ย แต่จู่ๆ ก็มีอะไรบางอย่างพุ่งมารัดตัวผมไว้ ด้วยความที่สมองจินตนาการไปไกล เลยดิ้นสุดพลัง ทั้งมือทั้งขาถูกยืดไปหมด จนได้ยินเสียงโอดโอยถึงได้สงบลง


“ถีบกูทำเหี้ยอะไรเนี่ย โดนน้องกูเต็มๆ สัด” ทันทีที่เปิดผ้าห่มออก ผมก็เห็นร่างอันคุ้นตานอนกุมน้องตัวเองอยู่ที่พื้น “จะเป็นหมันไหมเนี่ยกู”


“ผมขอโทษนะพี่แทม” ตอบพลางหัวเราะแห้งๆ แต่ถ้ารู้ว่าเป็นใครในตอนแรก ผมจะออกแรงให้มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก “พี่มาทำไมตั้งแต่เช้า”


“นั่นสิ กูก็อยากรู้ ว่านัดทำไมตอนนี้” พี่แทมเริ่มปีนขึ้นมานั่งบนเตียง แม้หน้าจะขึ้นสีอยู่บ้าง แต่อาการปวดคงจะเริ่มทุเลาแล้ว “พวกไอ้จอมยังไม่มาเหรอ” 


“ยัง” กำลังจะอ้าปากตอบ พี่โชดันพูดขึ้นมาก่อน พลางเดินมาใกล้แล้วใช้ขาเขี่ยเพื่อนตัวเองให้ออกห่างผม “ไหนไอ้ตินจะมากับมึงไง”


“มา แต่มันนอนในรถ กูเรียกก็ไม่ตื่น สงสัยจะซ้อมตายก่อนวัย” หลุดขำเมื่อได้ยิน พี่แทมเดินไปที่กระเป๋าที่พี่โชจัดไว้ มือเริ่มรื้อดูของ “ไปแค่วันสองวัน พวกมึงขนเสื้อผ้าอย่างกับไปอยู่เป็นเดือน”


“เขาเรียกเตรียมพร้อม” 


“ก็ดี เผื่อกูไม่มีอะไรใส่”


“ตลอดอะมึง”


แล้วผมก็ปล่อยให้พี่โชกับพี่แทมคุยกันไป ส่วนตัวเองก็เดินออกมานั่งโซฟาด้านนอก ตอนแรกคิดว่าจะได้ไปเที่ยวกับพี่โชแค่สองคน ที่ไหนได้ ไปยกแก็งซะงั้น เผลอๆ พวกไอ้อัธก็คงไปเหมือนกัน ทีนี้ละ สถานที่ๆ นั้นคงได้บันเทิงเริงใจกันสุดๆ 


และสิ่งที่ผมคิดไว้ก็เป็นจริง เมื่อพี่จอมโทรมาบอกว่ารออยู่ข้างล่างให้รีบลงไป ใจจริงผมก็อยากรีบ แต่กล้ามเนื้อขามันล้าไง เลยเดินไปทีละนิด แน่นอนว่าพี่โชต้องเข้าใจ แต่คนที่ไม่เข้าใจคือพี่แทมที่คอยจะยื่นมือมาฉุดให้ผมเดินไว แต่ก็โดนกระเป๋าสะพายตีที่มืออยู่ทุกครั้ง ไม่ใช่ผมหรอกที่ทำ คนที่คุณก็รู้ว่าใครต่างหากที่เป็นคนตี


พอลงมาถึงด้านล่าง ก็เจอบรรดาชายวันฉกรรจ์นับสิบ นั่งแย่งไส้กรอกจากร้านสะดวกซื้อกัน โดยพี่แทมก็เดินเข้าไปแย่งกินกับเขาด้วย ถ้าจะดีกว่านี้ เอามาแบ่งให้ผมกินบ้าง


“ทำไมช้าวะ” พี่จอมบ่น ทั้งที่ปากยังมีไส้กรอกอยู่เกือบล้น 


“พวกมึงนั่นแหละช้า” พี่โชตีหน้ายุ่ง “แล้วนี่ จะไปกันยังไง” 


“รถตู้ไง” พี่ตินตอบ ท่าทางไม่เหมือนคนง่วงอย่างที่พี่แทมบอกเลยสักนิด


“จะยัดไปกันหมดไหมวะ” พูดลอยๆ แต่คงดังไป เลยถูกมอง “ผมก็แค่สงสัยไง ไม่ได้เหรอ” กลุ่มพี่โชก็ปาไปหก กลุ่มผมมีสี่ แล้วยังมีปลิงเกาะไอ้ม่านมาอีกหนึ่ง “มึงจะเกาะเพื่อนกูอีกนานไหมวะ” เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะว่า ไอ้เม่นหยักไหล่ แถมกระชับมือมันที่ไหล่เพื่อนผมอีก “กวนสัด”


“ปากดีนะมึงไอ้กลอย” อยู่ดีๆ ก็ถูกพี่จอมตบหัว ก่อนคนตบจะถูกกระเป๋าสะพายฟาดหลังคืน “ไอ้เหี้ยโช”


“มึงตีกลอยก่อน” อยากปรบมือให้เลย 


“ไอ้โชแม่ง ทีเมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย” พี่แทมว่า สงสัยจะเคืองเรื่องถูกตีมือไปหลายที 


“ก็มันหวงของมัน มึงก็อย่าไปแตะสิ” พี่ซันยักคิ้วส่งมาให้เพื่อนตัวเอง คงตอบได้ถูกใจละมั้งนะ ก่อนจะโกยทุกคนไปขึ้นรถตู้สีขาว “กูขับคนแรกละกัน” 


“ดีๆ กูจะได้นอนต่อ” พูดจบ พี่ตินก็หลับตาแล้วกรนออกมาเลย นี่คือหลับจริงๆ หรือแกล้งวะ 



จากนั้นล้อก็เริ่มหมุน พี่จอมไปนั่งข้างหน้าคู่พี่ซัน ส่วนผมนั่งเบาะหน้าด้านในติดกับกระจก มีพี่โชนั่งข้างๆ ถัดไปเป็นไอ้อัธที่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครสักคน ทำเสียงเล็กเสียงน้อยด้วย ทำเอาต่อมเผือกสั่นรัวๆ แต่ดันมีพี่โชนั่งคั่นกลาง เลยทำอะไรมากไม่ได้ นอกจากเงี่ยหูรอฟังอย่างเงียบๆ ฟังไปฟังมาดันหลับไปซะอย่างนั้น รู้ตัวอีกทีก็ถูกปลุก 


“ถึงแล้วเหรอ” ยกมือขยี้ตาตัวเอง ปากก็อ้าหาววอดๆ 


“ยัง แต่แวะปั๊ม กลอยจะเข้าห้องน้ำหรือซื้ออะไรไหม” เสียงทุ้มของพี่โชดังอยู่ชิดหู นั่นเพราะผมนอนพิงพี่โชมาตลอดทางนั่นเอง 


“อยากเข้าห้องน้ำ” บอกอย่างงัวเงียจนพี่โชต้องเป็นคนพาไป ได้ยินเสียงด่าว่าสำออยตามหลังมาด้วย แต่คิดว่าผมจะสนใจพี่จอมเหรอครับ ไม่มีทางเสียหรอก เข้าห้องน้ำทำธุระเสร็จ พี่โชก็พาเข้าร้านสะดวกซื้อต่อ “อยากกินซาลาเปา” 


“เอาอันไหนก็ไปเลือก” คนจ่ายเงินบอก ก่อนจะแยกไปที่เคาน์เตอร์ร้านที่ขายกาแฟสด มันก็ดูสะดวกดีนะครับ มีร้านขายแบบนี้ ผมเดินวนหาตู้ของกิน เจอไอ้ม่าน ไอ้เม่นยืนเลือกของอยู่ ก็เลยเดินเข้าไปหา แต่ก็ทนความหวานของพวกมันไม่ได้ เลยรีบหนีออกมา


“เป็นอะไรวะ” ไอ้อัธที่ยืนเลือกน้ำในตู้แช่ถาม คงเห็นผมทำหน้าเหม็นเบื่อละมั้ง 


“เบื่อคนสวีท” ตอบไป แต่ไอ้อัธกลับขำออกมา “หัวเราะอะไรของมึง”


“ว่าแต่คนอื่น คู่มึงก็ใช่ย่อย” ว่าแล้วผมก็เตะข้อพับขาไอ้อัธไปทีหนึ่ง ก่อนเดินหนีออกมาอีก จนมาเจอพี่โชที่มองมาที่มือของผม 


“ไหนว่าอยากกินซาลาเปาไง ไม่เอาแล้วเหรอ” 


“เดี๋ยวปวดขี้” ตอบเสร็จก็ขอลองจิบกาแฟที่พี่โชถือ แล้วก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อมันมีแต่รสชาติขม “พี่กะไม่นอนเลยเหรอ” 


“พี่ต้องเปลี่ยนขับกับไอ้ซันมัน” ถึงบางอ้อทันที ว่าทำไมต้องซัดกาแฟเข้มซะขนาดนี้ งั้นผมก็ควรหาอะไรไปตุนไว้ เพราะต้องไปนั่งคู่พี่โช “นี่จะซื้อไปกินหรือไปแจกน่ะ” 


“กินสิ” ตอบไป มือก็หยิบถุงขนมขบเคี้ยวใส่ตะกร้าไป แน่นอนว่าพี่โชเป็นคนจ่ายทั้งหมด เพราะถ้าผมเป็นคนจ่าย ถุงเดียวก็เกินพอ 


ไม่ได้งกนะ แค่ใช้เงินเป็น



หลังจากทุกคนพร้อม พี่โชก็สับเปลี่ยนกับพี่ซันไปนั่งประจำคนขับแทน โดยที่ผมรีบไปเสนอหน้าอยู่เบาะหน้าด้วย ตอนนี้ท้องฟ้าสดใส เหมาแก่การไปท่องเที่ยวเสียจริง แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ เมื่อคืนผมควรได้พักผ่อนให้เต็มอิ่ม ไม่ใช่หลับๆ ตื่นๆ เพราะถูกรุกรานจากผู้กลับมาเยือน 


“พี่โชกินไหม” ยื่นซาลาเปาไปให้ แต่พี่โชกลับส่ายหน้า


“มันไม่อร่อยล่ะสิ” พูดไป พลางเหล่หางตามามองผม มุมปากติดรอยยิ้มหยัน


“รู้ทันอีก” เป็นผมที่ต้องทำหน้าบูด นี่ถ้าพวกด้านหลังไม่นอนหลับกันหมด ผมคงส่งต่อไปให้คนอื่นได้ “แล้วนี่จะไปไหน”


“ไปทะเล” เสียงนุ่มบอก ทำเอาผมตาโต “กลอยอยากไปไม่ใช่เหรอ”


“รู้ได้ไงว่าอยากไป” หรือพี่โชจะเป็นอับดุล รู้ เห็น อนาคตได้วะ ขอหวยได้ป่ะเนี่ย


“ก็ไอ้จอมบอก” ถ้าตอนนี้หน้าผมเป็นอิโมติคอนได้ คงเป็นตัวตาขีดๆ นั่นแหละ พี่โชหันมามองยิ้มๆ ก่อนจะคว้าซาลาเปาที่เหลือในมือผมไปกิน คงสงสารที่เห็นผมกล้ำกลืนฝืนยัดเข้าปาก 


ไอ้กลอยถูกใจสิ่งนี้ครับ!



ตอนแรกซื้อขนมมาเพราะกลัวจะหลับ สุดท้ายขนมไม่ได้ช่วยอะไร เพราะหลับไปตอนไหนก็ยังไม่รู้ตัว มาสะดุ้งอีกทีก็ตอนมีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นรถ ปรือตาขึ้นมาก็เห็นถนนที่มีต้นไม้ 


“ไอ้เชี่ยเบแย่งขนมกูสัด” เสียงแรกที่จับใจความได้ คือด้านหลังมีการตบตีแย่งชิงขนมกัน 


“ขนมมึงเหี้ยไร นี่เมียกูซื้อมาเว้ย” พี่เบรีบแก้ต่างให้ตัวเอง ได้ยินเสียงไอ้ทูยืนยันเบาๆ ด้วย 


“เมียมึงซื้อ แต่ให้กูแล้ว” นั่นสิ ให้แล้วนี่หว่า


“กูไม่สน” คนแบบนี้ก็มีว่ะ และก่อนที่จะโต้ตอบกันไปมากกว่านี้ เสียงเหี้ยมๆ ก็ดังขึ้น ทำเอาทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติสุขตามเดิม


“หนวกหู เดี๋ยวกูแม่งถีบลงรถทั้งคู่ไอ้สัด” 


ให้ทายว่าใครเป็นเจ้าของประโยค....


ปิ๊งป่องๆๆๆๆ แน่นอนว่าทุกคนต้องคิดว่าเป็นพี่จอมแหง แต่ไม่ใช่เลย คนพูดคือพี่ซัน เทพบุตรสุดใจดีของผมนั่นเอง คงฟิวขาดแล้วจริงๆ หรือปกติก็โหดแบบนี้วะ?


“ใกล้ถึงหรือยัง” ถามคนขับที่มุ่งมั่นในการขับรถมาก สายตามองตรงอย่างเดียว 


“ใกล้แล้ว” พี่โชละสายตาจากถนนมาที่ผมแวบหนึ่ง แล้วก็หันไปมองทางต่อ

“ไม่รู้หลับไปตอนไหน” หัวเราะแห้งๆ ส่งไปให้ พี่โชยื่นมือมาขยี้หัวผมจนยุ่ง ก่อนขำออกมาเสียงดังเมื่อได้ยินท้องผมร้อง 


“ตื่นมาก็หิวเลยนะ” 


“ก็วัยกำลังโต”


“นี่ยังจะโตได้อีกเหรอ”


เถียงไม่ออกเลยจริงๆ เพราะผมคงโตไปมากกว่านี้ไม่ได้ นอกจากอ้วน 


หลังจากทำอะไรไม่ได้ก็กินอย่างเดียว ขนมที่ซื้อมาผมก็เปิดกิน พลางแบ่งปันคนที่ขับรถด้วย พี่โชแม้จะล้อผม แต่ก็อ้าปากรับขนมกรุบกรอบที่ผมยื่นไปตรงหน้า ถ้าจะอ้วน ก็อ้วนไปด้วยกันนี่แหละวะ และไม่ถึงชั่วโมง รถตู้คันงามก็วิ่งเข้าจอดหน้ารีสอร์ทแห่งหนึ่ง บรรยากาศร่มรื่นมาก แต่ก็ได้กลิ่นเค็มอ่อนๆ ของทะเล ไม่ได้จมูกดีเหมือนหมาหรอกนะครับ แต่เพราะเห็นน้ำทะเลสีฟ้าอยู่ไกลๆ 


“หน้าระรื่นเลยนะมึงไอ้กลอย” เสียงกระเซ้าเย้าแหย่จากไอ้ม่านไม่ทำให้ผมสลดได้ ในเมื่อผมเป็นอยู่จริงๆ ยิ้มจนปวดแก้มไปหมดแล้วเนี่ย 


“มึงควรกราบกูด้วยซ้ำ ถ้ากูไม่อยากมา มึงก็ไม่ได้มา” 


“รอมึงบวชก่อน กูค่อยกราบ” 


“ไอ้...” 


ด่าแบบไร้เสียงเพราะเกรงใจบรรดาลูกค้าคนอื่นๆ ตอนนี้พวกเราทุกคนเช็คอินกันหมดแล้ว ห้องก็แล้วแต่ความสะดวกใจ พวกมีคู่ก็อยู่กันไป พวกมาคี่ก็รวมๆ กัน จนมาถึงห้องพัก ผมรีบวิ่งไปเปิดประตูระเบียงเพื่อรับลมทะเล อยากได้ความสดชื่นมาเติมเต็มความเหนื่อย แต่เพียงแค่โผล่หน้าออกไปปุ๊บ ก็ต้องผลุบเข้าห้องแทบไม่ทัน ลมเย็นที่เฝ้ารอกลายเป็นลมร้อนตีเข้าหน้าจนแทบไหม้


“แดดแบบนี้ ไม่อยากออกไปเลย” บ่นครับ พี่โชที่กำลังจัดของขำออกมาเสียงดัง “หิว”


“ครับๆ ไม่เจอกันนาน บ่นเก่งขึ้นเยอะนะเราน่ะ” พี่โชขำออกมา มือก็กวักเรียกให้ผมไปนั่งข้างๆ บนเตียงนุ่มสีขาว ก่อนจะมีกล่องสี่เหลี่ยมสีสวยยื่นมาตรงหน้า “พี่ให้เป็นของขวัญสำหรับเรียนจบ” 


“อะไรอะ” ยื่นมือออกไปรับพลางจ้องหน้าคนให้ ถามว่าลุ้นไหม ก็มากอยู่ หัวใจตอนนี้ถูกเขย่านับริกเตอร์ไม่ได้ “นาฬิกา!?” ตาโตจนแทบทะลุออกจากเบ้า เป็นนาฬิกาเรือนหรู ยี่ห้อแสนแพงที่ผมเคยเล็งไว้เมื่อนานมาแล้ว ซึ่งถ้าให้ผมซื้อคงต้องรอชาติหน้า “พี่โชให้กลอยจริงๆ เหรอ มันแพงนะ” 


“สำหรับกลอย ไม่มีอะไรแพง” แทบอยากมอบโล่แฟนดีเด่นสายเปย์แห่งปีให้ 


“ต้องซึ้งใช่ป่ะ” แกล้งพูดขำๆ เพื่อให้น้ำตาที่คลอไหลย้อนกลับลงไป “แต่ให้ง่ายๆ แบบนี้น่ะเหรอ” 


“ตอนแรกคิดจะให้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่ก็...” 


“ก็อะไร?”


“จะให้พี่พูดจริงๆ เหรอ” 


ตอนแรกไม่ได้มองหน้า เพราะเอาแต่ลูบคลำนาฬิกา แต่พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็ต้องรีบส่ายหน้ารัวๆ หน้าพี่โชตอนนี้โคตรเจ้าเล่ห์ แถมรอยยิ้มก็ดูจะกรุ้มกริ่มจนไม่อยากได้ยินคำอธิบายอีก 


คิดต่างเชิญทางอื่น คิดหื่นต้องพี่โชคนเดียว นี่คือสโลแกนใหม่ประจำตัวพี่เขาล่ะ 


“ใส่ให้หน่อย” 


“ไม่ได้ใส่ให้กลอยเหรอ”


“ไปเล่นมุกนอกระเบียงเลยไป”


แล้วคนเล่นมุกแป้กก็หัวเราะจนตัวงอ ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิมพลางสวมนาฬิกาใส่ข้อมือให้ผม โคตรปลื้มใจ ไม่เคยคิด และไม่เคยคาดหวังด้วยว่าพี่โชจะซื้อของแพงมาให้ ที่จริง แค่เลี้ยงข้าวกระเพราหมูกรอบ ผมก็ดีใจสุดๆ แล้ว 


“พอดีข้อมือเลย” สวมเสร็จก็จับข้อมือผมพลิกไปมา 


“รู้ขนาดข้อมือกลอยได้ไง” 


“จับทุกวัน ไม่รู้ก็แปลก” 


“ทุกวันที่ไหน ไม่ได้จับมาตั้งหลายเดือน แล้วก็จะอีกหลายปี...” 


“ไหนบอกไม่ชอบดราม่าไง ขี้แยนะเรา” หน้ามุ่ยทันทีที่ถูกดึงเข้าไปกอด “ไปกินข้าวกัน พวกไอ้จอมคงรออยู่ข้างล่างแล้ว”    


“ขอบคุณสำหรับนาฬิกา” ผละออกมาแล้วยื่นหน้าไปหอมแก้มพี่โชฟอดใหญ่ “แล้วก็ ขอบคุณที่พี่กลับมา” คราวนี้ขยับจากแก้มมากเป็นปากจ๊วบใหญ่


“ถ้ามากกว่านี้ ข้าวอาจไม่ได้กินแล้วนะ” 


แล้วผมก็ต้องรีบดีดตัวออกห่างทันทีเมื่อมีมือมาลูบๆ วนๆ ที่ก้น พี่โชขำออกมาชุดใหญ่ ก่อนจะลุกไปหยิบโทรศัพท์กับกระเป๋าเงินใส่กระเป๋ากางเกง ส่วนผมก็เดินตัวปลิวตามหลังออกจากห้อง พอลงมาด้านล่าง ก็เจอคนกลุ่มใหญ่นั่งโวยวายอยู่ที่สวนด้านนอก 


“ช้านะพวกมึง” พี่จอมบ่นเป็นคนแรกหลังจากผมกับพี่โชก้าวขาออกจากประตู 


“นั่นดิ่ พวกกูหิวจนท้องจะทะลุละ” พี่เบเสริมออกมา มือลูบท้องเป็นเครื่องยืนยันว่าหิว


“มัวทำอะไรกันอยู่วะ” กำลังจะอ้าปากตอบคำถามพี่แทม แต่เจ้าตัวดันพูดขัดออกมาก่อน “หรือเอากัน?” 


“แค่ไม่กี่นาที เอากันได้เหรอพี่” ไอ้อัธโพล่งออกมา เรียกสายตาจากทุกคู่ “ผมหมายถึง มันต้องบิ้วอารมณ์ด้วยไง ปุ๊บปั๊บไม่น่าได้”


“ได้ดิ่วะ ไอ้โชซะอย่าง อยากปุ๊บ จัดปั๊บ แป๊บเดียวรู้เรื่อง” พี่ซันพูดจบก็ยกมือแท็กกันกับพี่โชที่ยิ้มร่า


เป็นบุคคลที่น่ากลัวกว่าที่คิดเยอะ พี่เทพบุตรสุดหล่อของไอ้กลอย      


เมื่อทุกคนพร้อม เราก็ออกเดินทางไปหาข้าวมื้อเที่ยง ร้านที่เลือกก็เป็นร้านอาหารติดทะเล แต่ถึงอย่างนั้น ที่นั่งที่พวกเราเลือกก็เป็นด้านในของตัวร้าน ขืนเวลานี้ออกไปนั่งด้านนอก คงได้ไหม้เกรียมไปทั้งตัวแน่ และของที่สั่งมาก็เน้นอาหารทะเล เอาจริงนะ ผมว่าราคาร้านอาหารติดทะเล มันแพงกว่าร้านแถวบ้านอีก 


“ปูแม่งโคตรสดว่ะ” พี่แทมนั่งแกะ นั่งแงะปูจนเปลือกกองเต็มจานไปหมด 


“ผมก็ว่าดีนะพี่ เนื้อหวานมาก” ไอ้ม่านออกความเห็น โดยที่มือยังจับเนื้อปูเข้าปาก 


“หวานไม่เท่าความรักของมึงมั้งไอ้ห่าม่าน ดูแลดีจนพวกกูคิดว่ามึงเป็นง่อย” ไอ้กลอยและทุกคนถูกใจสิ่งนี้ครับ แล้วพวกเราก็พากันหัวเราะ แม้แต่ไอ้เม่นก็ยังขำไปด้วย มีแต่คนถูกล้อที่หน้าบึ้งเป็นตูด 


“รู้จักพามาเปิดตัวกับพี่กับพวกแบบนี้ค่อยดีหน่อย หลบๆ ซ่อนๆ เกิน” พี่ตินใช้หัวกุ้งชี้หน้าไอ้ม่านระหว่างพูด 


“กูว่า ไม่กล้าพามามากกว่า ต้องมาเจอโจทย์เก่า” แล้วทุกสายตาก็พุ่งมาที่ผมกับพี่โช 


“หมายถึงข้อสอบเหรอพี่”


“ใช่ ตอบแบบนี้พอใจมึงไหมไอ้อัธ” 


บรรยากาศสีเทาจางหายทันทีที่ไอ้อัธเล่นมุกแป้ก เอาจริงๆ ก็รู้แหละว่าไอ้เม่นต้องอึดอัด แม้จะเคยไปเที่ยว ไปกินเหล้ากันมาบ้าง แต่การมาเที่ยวไกลๆ แบบนี้ แถมมีค้างคืนอีก มันเป็นเรื่องยากจริงๆ ก็นะ ในเมื่อคบกับไอ้ม่านแล้วก็ต้องปรับตัวอยู่กับพวกเราให้ได้ อีกอย่าง พี่โชเป็นคนมีเหตุผลจะตาย แถมใจดีอีกต่างหาก


“คืนนี้เอาไงวะ” พี่ซันเปิดประเด็นเรียกความสนใจจากทุกคน “เมาหรือว่าไง”


“กูจองเรือไว้แล้ว” พี่โชรีบบอก “ประมาณหกโมงขึ้นเรือ”


“ขึ้นเรือไปไหนเหรอ” ถามด้วยความสงสัย 


“ตกหมึกไง” ได้ยินปุ๊บ ผมรีบหันไปมองพี่จอมทันที วันที่ไปเมาคราวนั้น ผมพูดไว้ว่าอยากตกหมึก 


“พี่จอมบอกพี่โชเหรอ” 


“เปล่า”


“อ่าว แล้ว?”


“ก็คราวนั้น กลอยบอกพี่เองว่าอยากไปตกหมึกสักครั้ง” 


“กลอยบอกเหรอ”


นั่นไง ความสมองปลาทองทำให้ผมจำคำพูดตัวเองไม่ได้ พยายามนั่งนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก  


 “ไอ้กลอย มึงนั่งคิดเฉยๆ ไม่มีใครว่า แต่ถ้าอยากอวดนาฬิกาละก็ เอาแขนวางพาดโต๊ะเลยเถอะ แสงมันสะท้อนมาเข้าหน้ากูไอ้เหี้ย” พี่จอมโวยวายออกมา หลังจากเห็นผมยกมือขึ้นลูบคาง 


“ใครอวด ผมไม่ได้อวด” เสียงสูงไปอีก มีคนรู้ทันด้วยว่ะ อุตส่าห์ทำแบบเนียนๆ 


“โหว นาฬิกาท่าจะแพง เมื่อเช้ากูยังไม่เห็นเลย” ไอ้ทูรีบยื่นหน้ามาดู ผมเลยถือโอกาสยกอวดไปตรงๆ “สวย”


“ขี้อวดว่ะ กูก็มียังไม่เห็นอวดเลย” พี่แทมขัดทั้งที่เคี้ยวปลาหมึกทอดตุ้ยๆ 


“แล้วตกหมึกต้องเอาอะไรไปบ้างพี่” ไอ้อัธรีบเปลี่ยนเรื่อง พี่แทมเลยจิ๊จ๊ะในลำคอ “ต้องซื้อเบ็ดตกปลาป่ะ?”


“เรือเขามีให้หมด” พี่โชตอบเรียบๆ ก่อนทุกคนจะสนใจอาหารมื้อเที่ยงต่อ กว่าจะอิ่มกันก็ปาไปค่อนบ่าย ไม่รู้กินหรือยัด ดีที่มื้อนี้แชร์กันออก ขืนมีเจ้ามือละก็ กระเป๋าแบนแน่นอน “เจอกันห้าโมงเย็นนะ” 


หลังจากอิ่มเสร็จก็กลับรีสอร์ท จากนั้นก็ถึงเวลาแยกย้าย ใครอยากไปไหนก็ตามสะดวก ส่วนผมกับพี่โชขอไปนอนก่อน พอหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน ยิ่งมีแอร์เย็นฉ่ำด้วยยิ่งแล้วใหญ่ ความเหนื่อยมันทำให้เราทั้งคู่นอนหลับได้อย่างง่ายดาย 




กว่าจะตื่นก็ตอนที่มีเสียงโทรศัพท์เรียก ผมงัวเงียลุกขึ้นมานั่งขยี้ตา เห็นพี่โชควานหาโทรศัพท์ตัวเองมากดปิด คงตั้งปลุกไว้สินะ และพอมองออกไปนอกระเบียง ท้องฟ้ากำลังสาดแสงสีส้มเต็มทะเลทั้งผืน จนคนที่เพิ่งตื่นอย่างพี่โชรีบหยิบกล้องแล้วออกไปเก็บภาพความงามไว้ที่เป็นระลึก


“สวยเนอะ” ผมเดินออกไปยืนข้างๆ พี่โชที่กำลังรัวชัตเตอร์ ก่อนตกใจที่อยู่ๆ เลนส์กล้องหันมาทางผมพร้อมกับเสียงกดดังแชะ “พี่โช ถ่ายไรเนี่ย”


“ถ่ายกลอยไง” คนถ่ายรูปทีเผลอขำ ผมกำลังจะโวยวาย แต่พอเห็นรูปผ่านหน้าจอของกล้องถึงกับพูดไม่ออก “รูปดี”


“ก็นายแบบหล่อ” ยืดนิดๆ มันสวยจริงครับ แม้หน้าผมจะเหวอๆ ไปหน่อยก็เถอะ แต่แสงมันสวยจริงๆ 


“กล้าพูดว่ะ” 


“แน่นอน” ยกหางตัวเองสุด ก่อนผมจะเดินกลับเข้าห้องเพื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาเก็บรูปบ้าง และไม่ลืมแอบถ่ายพี่โชขณะตั้งใจถ่ายรูปทะเล 


เมื่อเวลานัดมาถึง ผมกับพี่โชก็ลงไปด้านล่าง บรรดาพวกพี่แทมก็ทยอยมาเหมือนกัน คนช้าสุดคงเป็นพี่ซันกับพี่จอม ทั้งคู่ปั่นจักรยานกลับมาด้วยความเร่งรีบ มาถึงก็หอบกันใหญ่ และเมื่อพร้อม เราทุกคนก็มุ่งหน้าไปท่าเรือที่พี่โชไปจองไว้...ตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ 


“วันนี้เราจะได้ปลาหมึกไหมลุง” พี่แทมถามด้วยความอยากรู้ 


“ก็ไม่แน่นะครับ อาจจะได้” ลุงเจ้าของเรือตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ กลัวออกตัวแรงแล้วไม่เจอ  


“ได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน อย่างน้อยก็ได้มา” พี่ตินปิดท้ายก่อนเราจะพากันลงเรือ 


เรือออกไปตกหมึกก็เป็นเรือหาปลาของชาวประมง อุปกรณ์ทุกอย่างครบครันไปหมด มีเบ็ด มีเหยื่อ รวมทั้งมีเครื่องปรุงรสและน้ำจิ้ม ผมถามลุงเจ้าของเรือแล้ว ลุงแกบอกว่า เผื่ออยากกินแบบสดๆ ซึ่งมันก็น่าลองมาก 


“อ่ะ เอาไป” ระหว่างนั่งโต้คลื่นไปยังจุดจอดเรือ พี่แทมก็ยื่นถุงพลาสติกใบกลางมาให้ 


“เอามาให้ผมทำไม?” งงสิครับ อยู่ๆ ก็ยื่นมาให้ แถมคนให้ก็กำลังใช้หูของถุงคล้องไปที่หูตัวเองทั้งสองข้าง “พี่แทมทำอะไร”


“ถุงอ้วกไงไอ้ห่า” พูดจบก็ถูกทุกคนหัวเราะเยาะใส่ “ไม่ต้องมาหัวเราะกู รอดูเถอะ มีอ้วกแน่พวกมึงน่ะ” 


“มึงคนเดียวละมั้งที่เมาเรือ กูไม่เห็นใครจะมีอาการ” ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่เบว่าจริงๆ ทุกคนยังปกติดีอยู่ทั้งนั้น...


“ก็ตามใจมึง แต่อย่ามาขอถุงกูทีหลังนะ แล้วมึงจะเอาไหมไอ้กลอย”


“เอาก็ได้” กันไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย 


“เชื่อกูแล้วจะดี” พูดจบก็เดินเซๆ ไปนั่ง ก่อนควักยาดมยัดจมูกตัวเอง สภาพโคตรตลก แต่พี่แทมแม่งโคตรเตรียมพร้อมจริงๆ นะครับ มีพกถุงกันอ้วกด้วย


หลังจากนั้นไม่นาน อาการที่พี่แทมบอกก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเรือที่เรานั่งมาจอดหยุดอยู่กับที่ แรงคลื่นในทะเลทำให้เรือโคลงไปมา เสียงลมหวีดดังแข่งกับเสียงโอ้กอ้ากของคนบนเรือ หนึ่งในนั้นก็คือผมเอง ขนาดพี่โชพาไปนั่งตรงที่มีลมตีหน้าแล้วนะ ยังไม่ไหวเลยให้ตาย


“อ้วกแล้วดีขึ้นไหม” พี่โชถาม มือคอยลูบหลังผมอยู่ตลอด 


“ดีขึ้นมั้ง” ตอบแบบเบลอๆ หลังจากอ้วกอาหารมื้อเที่ยงจนหมดกระเพาะ ความรู้สึกตอนนี้ เหมือนมีอะไรมาบีบหัวอยู่ตลอด ตาก็ลาย ยาดมไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ “กลับเลยได้ป่ะ ไม่อยากอยู่แล้ว” 


“ไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่ เพราะกูยังไม่ได้ปลาหมึก” พี่จอมหันมาบอกผมเสียงเข้ม มือขาวๆ นั่นคอยชักเบ็ดให้เหยื่อขยับ เป็นการล่อให้ปลาหมึกมางับนั่นเอง  


หากรู้ว่า การมาตกหมึกจะมีอาการทรมานแบบนี้ ผมจะไม่มาเลย ทำไมภาพที่ผมดู มันน่าสนุกวะ ตอนดูรายการต่างๆ ที่พามาตกหมึก พวกเขาดูมีความสุข เฮฮา ไม่เห็นมีใครมีอาการแบบนี้ หรือผมจะอ่อนแอเลยแพ้วะ 


“เชี่ยเอ้ย แผ่นดินไหวหรือเปล่าวะเนี่ย” พี่แทมพูดออกมาหลังจากอ้วกเป็นรอบที่สอง


หายซ่าไปเยอะ สงสารพี่เขานะครับ


“แผ่นดินไหวบ้านมึงสิ เราอยู่ในทะเล” ตอนแรกเห็นพี่ตินเตรียมจะฟาดเข้าหัวเพื่อนตัวเอง แต่คงนึกได้ว่า ฟาดไปแล้ว พี่แทมอาจน็อคได้ เลยกลับไปลูบหลังตามเดิม 


“แผ่นดินไหว แต่ผมไม่ไหวว่ะพี่ เหมือนจะตายเลย” ไอ้ม่านถึงกับน้ำตาไหลในความทรมาน 


“เมาเรือมันเป็นแบบนี้นี่เอง” ไอ้ทูก็เอาด้วย มันผุดลุก ผุดนอน ผุดนั่ง สลับไปมา เพราะเวียนศีรษะ จนพี่เบต้องคอยห้ามไม่ให้มันขยับตัว 


จังหวะที่คนเมาเรือพากันบ่นกันขรม มีอยู่คนหนึ่งกำลังใจจด ใจจ่ออยู่ที่ผืนน้ำ เมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังรอคอย ไม่นานก็... 


“เชี่ย กูได้แล้ว อ่าวเฮ้ย” อยู่ๆ พี่โชที่นิ่งเงียบไปนานก็ร้องขึ้น พลางลุกยืนเมื่อปลาหมึกติดเบ็ด แต่พี่เขาคงลืมนึกไปว่าผมพิงไหล่อยู่  ลุกปุ๊บ ผมก็ล้มคว่ำสิครับ ล้มจนหัวโขกกับที่นั่งดังโป้ก ดาวขึ้นตาเลย “พี่ขอโทษ เจ็บไหม”


“เจ็บนิดหน่อย ค่อนไปทางมาก” ยังดีที่สนใจผมมากกว่าปลาหมึก  


“ยังทำตลกอีก”  


พี่โชลูบหน้า ลูบหัวผมใหญ่ คงรู้สึกผิดจริงๆ ก็นะ เสียงหัวโขกกับที่นั่งดังออกอย่างนั้น ขนาดพี่จอมที่นั่งอยู่ห่างไกลยังได้ยิน พอเห็นผมไม่เป็นอะไรมาก พี่โชก็หันไปสนใจปลาหมึกที่ฝากลุงเจ้าของเรือถือต่อ ไอ้กลอยขอน้อยใจได้ไหม ในฐานะคนที่อิจฉาปลาหมึกก็ได้ แต่ก็ไม่นานเมื่อมีปลาหมึกสดๆ หั่นเป็นท่อนๆ ใส่จานมาให้ พร้อมน้ำจิ้มสีแดงยื่นมาตรงกลางวง 

“มานี่ๆ กูอยากลอง” พี่แทมที่นั่งพิงเสาเรือกวักเรียกคนถือ คงลุกไม่ไหวจริงๆ พี่โชขำสภาพเพื่อนตัวเองแต่ก็ยอมเดินไปหา ทันทีที่คนเมาเรือได้ลอง สีหน้า ท่าทางก็ดีขึ้นมาทันที ดวงตาเป็นประกายแข่งกับแสงสีเขียวในน้ำเลย “กรึบๆ แต่อร่อยว่ะ”


“ตอแหลหรือเปล่าวะ” พี่ตินลุกจากที่นั่งตัวเองมา มือก็ยื่นไปหยิบปลาหมึกเข้าปากบ้าง “เจ๋งสัด อย่างกับกินอ็อคโทพุส” 


“ก็มันเป็นปลาหมึก!” แทบจะทุกคนที่พูดประโยคนี้ พี่ตินตีหน้าซื่อหยิบปลาหมึกกินต่อ แต่หูแดงนะครับนั่น คงอาย  


“ผมรู้ ว่าพี่อยากเล่นมุก” พูดพลางยกนิ้วให้พี่ติน แม้จะกลั้นขำสุดชีวิตก็ตาม


“กูโง่จริงไอ้ห่ากลอย” แล้วพี่ตินก็เดินหนีไป ตอนนั้นแหละ ที่ทุกคนปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างเต็มเสียง ขนาดพี่ๆ ลุงๆ เจ้าของเรือยังขำ 


“คนไม่รู้ ย่อมไม่ผิดนะพี่” ไอ้อัธพยายามจะช่วย แต่พี่ตินยกมือปิดหู 


“อย่ามาช่วยกู เพราะกูอายไอ้เหี้ย”


“คู่ซี้กูไปซะแล้ว” พี่แทมส่ายหัวอย่างขำ คงอยากช่วยเหมือนกัน แต่สมองทำงานได้ไม่เยอะ เนื่องจากอาการเมาเรือ     


 เสียงเฮดังอีกรอบเมื่อพี่จอมบอกว่าได้ปลาหมึก พร้อมๆ กับพี่ตินที่สาวคันเบ็ดยิกๆ ไม่นานก็มีปลาหมึกในจานเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังหมดไวราวกับมันหายตัวได้ หลังจากทุกคนได้ลองก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย แม้รสชาติมันต่างจากตอนสุก แต่ก็อร่อยดี จากที่คิดว่าน่าจะมีกลิ่นคาว กลับไม่รู้สึก และด้วยความอร่อยนั่นเอง ก็ทำให้พี่แทมต่อสู้กับอาการเมาเรือลุกไปตกหมึก


ใจสู้ แม้ร่างกายจะไม่ไหว ไอ้กลอยนับถือ 


และถือว่าเป็นโชคดีของพวกเราก็ว่าได้ เมื่อลุงเจ้าของเรือเล่าว่า ไม่บ่อยที่นักท่องเที่ยวจะตกหมึกได้เยอะขนาดนี้ ปกติสองสามตัวก็กินเวลาหลายชั่วโมง แต่พวกเราได้เป็นสิบ ใช้เวลาชั่วโมงนิดๆ ก็กลับเข้าฝั่ง ส่วนปลาหมึกที่ได้ก็ถูกจัดการตั้งแต่บนเรือ ไม่เหลือรอดกลับเข้าฝั่งด้วยสักตัว 


“ไปไหนต่อวะ” พี่ตินถาม หลังจากขึ้นฝั่ง 


“ตลาดโต้รุ่งไหม กูหิวว่ะ” พี่จอมว่า 


“ปลาหมึกเมื่อกี้ไม่อิ่มเหรอพี่” ไอ้อัธขัดคนหิว ก็จริงอย่างไอ้อัธมันพูด พี่จอมกินปลาหมึกคนเดียวเป็นตัวๆ สายโหดของจริง 


“แค่นั้นไม่ได้เศษเสี้ยวในกระเพาะกูหรอก” นี่ก็เห็นด้วยกับพี่จอมอีก เพราะเป็นคนกินจุอยู่แล้ว นี่ขนาดลดลงมามากแล้วนะ “ว่าไง ใครไปบ้าง”


“กูไม่ไปว่ะ ไอ้ทูน่าจะไม่ไหว” พี่เบรีบออกตัว ตอนนี้พี่เขากำลังแบกเพื่อนผมอยู่บนหลัง ซึ่งไม่ต่างจากไอ้เม่นที่ประคองไอ้ม่านไว้ไม่ให้ล้ม สงสัยอยากแบกเหมือนกัน แต่ไอ้ม่านขัดขืน ต่อหน้าก็แบบนี้แหละ ลับหลังใครจะไปรู้


“งั้นก็ ตามนี้ ใครไปก็ไป ใครไม่ไปก็กลับที่พัก โอเค?”


“ตามนั้นเพื่อนจอม” 


“ขึ้นฝั่งแล้วปากดีนะมึงไอ้แทม” 


“ในน้ำอาจแพ้ แต่บนบก กูของจริงครับ...อ่าวพวกมึง รอกูด้วย ปล่อยให้กูพล่ามอยู่คนเดียว สัด” 


นั่นแหละครับ คนไม่ไปมีสี่โดยจ้างรถรับจ้างไปส่งกลับ ส่วนที่เหลือคือบุกตลาดโต้รุ่ง ผมเดินไป ดมยาดมไป ถามว่าดีขึ้นไหม ก็ดี แต่ถามว่าไหวไม่ ก็ไม่ สรุป ความหิวชนะทุกสิ่งนั่นเอง (มันเกี่ยวกันตรงไหนวะ) พวกเราทั้งหมดนั่งรถของรีสอร์ทมาจนถึงตลาดโต้รุ่งที่ทั้งของและคนเยอะมาก แต่ที่ดึงดูดพวกผมมากที่สุด คือกลิ่นหอมของร้านขายของกินต่างๆ ที่เริ่มทำให้ท้องร้อง


“ซื้อเสร็จแล้วมาเจอกันตรงนี้นะเว้ย” นัดแนะสถานที่เสร็จก็แยกย้ายกันเดิน 


ตอนแรกที่ถึงคือเดินด้วยกันหมด แต่เสียงโวยวาย หน้าตา ความสูงที่โดดเด่นของทุกคนนั้น ได้เรียกสายตาของชาวบ้านชาว เมืองเขาเยอะเกินไปหน่อย เลยตกลงว่าแยกกันเดินน่าจะดีกว่า เป้าสังเกตจะได้ลดน้อยลง ตอนแยกกัน ผมแอบได้ยินป้าขายน้ำปั่นกระซิบกันว่า พวกพี่โชอาจจะเป็นนักร้อง ดารา นักแสดงหรืออะไรสักอย่าง เพราะความหล่อเด่นเกินหน้ากันขนาดนี้ ผมว่า ไม่คิดก็คงแปลกล่ะ ขนาดผมที่มองหน้าพี่โชทุกวัน ยังคิดว่าหล่อเลย (เรื่องอวยแฟนของให้บอก ไอ้กลอยถนัดนัก) ผมเดินตีคู่กับพี่โช เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ ซื้อขนมติดไม้ ติดมือมาเต็ม  


“อยากกินข้าวโพดปิ้ง” เดินผ่านแล้วกลิ่นมันยั่วยวนชวนให้เลี้ยวเข้าร้านสุด ผมชี้นิ้วเลือกข้าวโพดสีเหลืองที่ถูกปิ้งบนเตาจนมีรอยไหม้ “เอาไม้นึงครับ” บอกเสร็จ พี่โชก็ยื่นเงินให้ ป้าคนขายถึงกับมองแล้วยิ้มเขิน  


ขอหึงได้ไหมเนี่ย เป็นแบบนี้ทุกร้านที่เข้าเลย 


“อร่อยไหม” คนจ่ายเงินถาม ขณะผมกำลังกัดข้าวโพดปิ้ง


“หวานมาก” ตอบทั้งที่ของกินยังเต็มปาก


“หวานเหรอ?” พอพี่โชไม่เชื่อ ผมก็ยื่นให้กัดดู “เหมือนราดน้ำเชื่อมเลยว่ะ” พี่โชถึงกับคายส่วนที่กัดไปใส่ถุงของกินที่หมด สำหรับคนติดหวานแบบผม มันก็อร่อยดี แต่พี่โชไม่ค่อยชอบหวานแบบเลี่ยน 


“ก็เมื่อกี้เห็นป้าเขาเอาจุ่มน้ำเหนียวๆ ด้วย พี่โชๆ ซื้อผัดไทย”  


“ยังจะซื้อเพิ่มอีกเหรอ”


พี่โชยกถุงในมือพลางพูดขัด แต่ก็เท่านั้น ในเมื่อผมเดินนำเข้าร้านขายผัดไทแล้ว พอยืนหน้าร้านปุ๊บ สาวฝรั่งตาสีฟ้าก็หันมามองแล้วยิ้มให้พี่โชปั๊บ หมดอารมณ์จะกินเลย 


“ไม่อยากกินแล้ว” ยื่นหน้าไปกระซิบพี่โชเบาๆ กลัวโดนคนขายด่าเพราะเพิ่งสั่งไป พี่โชย่นคิ้วมองอย่างงงๆ จนผมบอกเหตุผลไป ว่าทำไมถึงไม่อยากกิน “มองพี่โชทั้งร้านเลย ไม่ชอบ หึง” พูดจบพี่โชถึงกับหลุดขำออกมา ก่อนพี่แกจะยกแขนขึ้นพาดคอผม พลางยื่นหน้ามากระซิบชิดใบหู 


“แบบนี้คงไม่มีคนมองแล้วมั้ง” 


“มากกว่าเดิมน่ะสิ”


จริงๆ ครับ คนมองมากกว่าเดิมอีก แถมยังซุบซิบนินทาด้วย แต่คนข้างตัวผมกลับไม่สนใจสักนิด จนผัดไทที่สั่งได้ เราก็เดินออกมา คราวนี้ได้ยินเต็มสองรูหูเลยว่า...เสียดาย


ผมก็เสียดายเหมือนกันครับ เสียดายที่ทุกคนไม่ได้พี่โชไป ก็เพราะ...พี่เขารักผมครับ (ขอยืดหน่อย) 


“อยากกินหรืออยากซื้ออะไรอีกไหม เราน่ะ” 


“ขอเดินดูก่อน”    


ตอบไปอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่ม แค่ที่ถืออยู่ในมือ คืนนี้ก็คงกินไม่หมด เราทั้งคู่เดินดูของไปสักพักก็เริ่มเมื่อย แถมเริ่มจุกด้วย สงสัยจะกินมากเกินไป ดังนั้นผมกับพี่โชเลยตกลงว่าจะกลับไปที่จุดนัดพบ เพราะอยากนั่งพักขา แต่พอมาถึง กลับเจอไอ้อัธนั่งจิ้มปลาหมึกย่างรออยู่ก่อนแล้ว 


“ไงมึง ไม่มีคนคบเหรอ ถึงมานั่งอยู่คนเดียว” ถามพลางอ้าปากรอกินปลาหมึกที่ไอ้อัธกำลังจิ้มจะเข้าปาก ตอนแรกเหมือนจะเอาให้ผม แต่สุดท้ายก็วกเอาเข้าปากตัวเองเฉย 


กวนตีนมาก ณ.จุดนี้ 


จากนั้นผมก็ปล่อยให้พี่โชกับไอ้อัธคุยกัน ส่วนตัวเองก็มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา หลายสายตามองมาที่พวกเรานั่งอยู่ด้วย แต่ส่วนใหญ่จะมองไปที่สองหนุ่มที่คุยกันมากกว่า คือแบบ พี่ๆ น้องๆ ป้าๆ น้าๆ ครับ มองมาที่ไอ้กลอยสุดหล่อแม่นเว่อร์คนนี้บ้าง ถามจริง ผมหล่อน้อยกว่าไอ้อัธแล้วก็พี่โชตรงไหน นึกค่อนขอดอยู่ไม่นานพวกที่เดินซื้อของก็กลับมา ช้าสุดก็คู่เดิมเลย พี่จอมกับพี่ซัน ที่ตอนนี้ในมือมีถุงจนล้น ผมว่าผมซื้อเยอะแล้วนะ ต้องยอมกระเพาะของพี่จอมจริงๆ


“พี่ซื้อมาเยอะขนาดนี้ จะกินหมดเหรอวะ” ถามด้วยความอยากรู้  


“ระดับกูไม่เหลือแน่นอน” พี่จอมยิ้มร่าตอบ ไม่สนสายตานิ่งๆ ของพี่ซันที่กำลังมองไป “กลับกันเถอะ กูปวดตีน” 


“ผมปวดตูด” 


“ถูกไอ้โชจัดมาละสิ”


“นั่งรอพวกพี่ต่างหากเว้ย แม่ง”


หน้าร้อนไปอีก ไอ้อัธขำจนตัวโยก ส่วนพี่โชเอาแต่ยิ้มไม่ช่วยหรือพูดอะไรสักนิด พึ่งพาได้สักคนไหมเนี่ย โว้ย 


พวกเรานั่งรถตู้มาจนถึงรีสอร์ทก็ถึงเวลาแยกย้ายกับเข้าห้องพัก ผมเดินตามพี่โชไปอย่างเอื่อยๆ เพราะแน่นท้อง แม้จะแวะซื้อมาลดกรดมาแล้ว แต่ก็ต้องรอเข้าห้องก่อนถึงจะกินได้ และพอเข้าห้องได้ สิ่งแรกที่ทำคือกินยา เกือบกรอกเข้าปากอยู่แล้ว หากพี่โชไม่ดึงแขนเอาไว้


“อยากให้ยาฟูมปากออกมาเหรอ” 


“ลืมไป”


หัวเราะแห้งๆ ส่งให้ ก่อนเทน้ำใส่แก้วแล้วค่อยเทยาตามลงไป คนจนยาละลายถึงยกเข้าปาก ส่วนพี่โชก็ขอเข้าไปอาบน้ำก่อน เพราะรู้สึกเหนียวตัว ช่วงที่รอคนอาบน้ำ ผมก็นั่งดูทีวีไปเรื่อยๆ จนคนในห้องน้ำเดินออกมา 


“ตัวหอมหรือยัง” ถามกวนไปงั้น แต่พี่โชก็เดินมาตรงหน้า แล้วยื่นมือมาดันหัวผมเข้าไปชิดกับหน้าท้องแข็งๆ “ทำไรเนี่ย”


“ก็ให้ดมไง ว่าหอมไหม” น้ำเสียงโคตรกวนเลยขอบอก แต่แกล้งมาแบบนี้ มีเหรอที่ผมจะยอม “เป็นหมาเหรอ” ถูกถามก็เพราะผมงับเข้าท้องพี่โช แม้จะมีเสื้อคลุมอาบน้ำก็ตาม 


“ล็อตไวเลอด้วย” 


“ล็อตไวเลอร์? พี่ว่าพุดเดิ้ลก็พอมั้ง” อื่อหือ โคตรดูหมิ่น เหยียดหยามไอ้กลอยมาก “ไหนลองเห่าซิ”


“โฮ่งๆ พอใจไหม” พี่โชหัวเราะออกมาเสียงดัง หลังจากผมประชดด้วยการเห่า “ไปอาบน้ำดีกว่า ไม่อยากพูดกับคนนิสัยไม่ดี”


“หมายถึงพี่เหรอ?”


“กลอยมั้ง”


“อ่าว รู้ตัวเองด้วย”


แล้วผมก็ยกขาเตะเข้าปลีน่องพี่โชไป ก่อนวิ่งเข้าห้องน้ำจนเกือบลื่น แต่ก็หลบขายาวๆ ของพี่โชที่ยื่นมาได้ทัน ถ้าไม่ทัน มีล้มอะบอกเลย กับฉายาตีนโหด ยังจำได้ ไม่มีวันลืมเลือน...คอยเตือนตัวเองไว้ 


ใช้เวลาอาบไม่ถึงสิบนาทีก็คลุมผ้าออกมา เห็นพี่โชสวมเสื้อยืดกางเกงบอลนอนหลับอยู่บนเตียง ขนาดผมเรียกยังไม่ตอบรับ สงสัยจะหลับไปแล้วจริงๆ ผมจัดการเก็บของกินใส่ตู้เย็น ปิดไฟแล้วคลานขึ้นเตียง ใจจริงอยากกอดคนที่นอนหลับ แต่กลัวว่าจะเป็นการปลุกให้ตื่น เลยเลือกที่จะนอนห่างๆ แทน จังหวะที่ตาปรือ รู้สึกถึงแรงสะกิดแขนเบาๆ


“ขยับมา” เสียงพูดเบาบาง แต่เพราะความเงียบทำให้ได้ยินชัด 


“หลับแล้วไม่ใช่เหรอ” 


“หลับแล้ว” 


พี่โชหลับ แล้วใครพูดวะ ขนลุกแล้วเนี่ย ห้องก็มืดด้วย 


“พี่โชพูดเหรอ” รีบถามเพราะสมองกำลังจินตนาการเรื่องน่ากลัว อยู่ๆ ก็มีเสียงขำขึ้นมา จนผมต้องรีบยกผ้าห่มขึ้นคลุมหัว โดนของดีเข้าแล้วไอ้กลอย ยิ่งไปกว่านั้น ผมรับรู้ได้ถึงแรงยุบของเตียง ก่อนจะมีอะไรมารัดตัวจนแน่น อำ! โดนผีอำแน่ๆ ขยับไม่ได้ หายใจไม่ออกด้วย 


“พี่เอง ไม่ใช่ผี” น้ำเสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้น ลดความวิตกและความคิดน่ากลัวๆ ไปจนเกือบหมด แต่ก็ยังคงเหลือไว้นิดๆ จนผมต้องโผเข้ากอดพี่โชแน่น “กลัวผีเหรอ” ไม่ตอบ แต่เลือกที่จะซุกหน้ากับอกแน่นแทน พี่โชขำเบาๆ พลางกระชับกอดตัวผมเอาไว้ มือใหญ่คอยลูบศีรษะเพื่อปลอบ “พี่อยู่ตรงนี้ ไม่ยอมให้ผีหรือคนมายุ่งกับกลอยหรอก นอนนะครับ” 


“กลอยโคตรรักพี่โช”


“พี่รู้” แล้วพี่โชก็หอมหัวผมไปฟอดหนึ่ง “หัวเหม็นว่ะ”


“เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยสระ” 


“พรุ่งนี้สระไม่มีอยู่จริง” 


“รู้ทันตลอด” 


“ดึกแล้ว นอนเถอะ หรือให้พี่ตบตูดกล่อมด้วย?” 


“นอนเฉยๆ นี่แหละ ฝันดีครับพี่โช”


“ฝันดีครับ น้องกลอยใจ”


ก็อย่างที่เคยบอก กลิ่นหอมจากตัวของพี่โชนั้น ยิ่งกว่ายานอนหลับ ยิ่งกว่าการอ่านหนังสือ เพราะอยู่ใกล้ทีไร รู้สึกถึงความสบายใจและความปลอดภัย มันทำให้ผมจมดิ่งอยู่ห้วงนิทราได้อย่างง่ายดาย 




“อยู่กับกลอยไปนานๆ นะ” 




...TBC



มาแล้วค่าาาา พากลอยไปเที่ยวว ก่อนพี่โชจะลาไปอีก เราต้องเก็บเกี่ยวความสุขไว้ก่อน 


ตอนนี้อาจยาวไปสักหน่อย ตอนแรกว่าจะแบ่งเป็น จุดหนึ่ง จุดสอง แต่ลงรวดเดียวเลยดีกว่า จะได้ไม่ติดขัด 


ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่า อยู่กันไปแบบนี้จนกว่าพี่โชกับกลอยจะจบนะคะ 


รักกกกกก (ส่งมินิฮาร์ททึ) >w<

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น