Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ​Chapter 49 The Devil’ s Plan

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 15:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
​Chapter 49 The Devil’ s Plan
แบบอักษร

​Chapter 49 The Devil’ s Plan 

สายตาของชายหนุ่มยังคงจับจ้องอยู่บนตึกฝั่งตรงข้ามในขณะที่ยื่นมือออกมารับโทรศัพท์มือถือจากลูกน้องคนสนิท “ว่าไงคอนีเลียสมีธุระอะไรงั้นเหรอ” น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงความยียวนและกระตือรือร้นดังเช่นเวลาปกติ แต่หากคู่สนทนาอีกฝั่งได้มาเห็นใบหน้าของเขาตอนนี้ อีกฝ่ายคงไม่ตัดสินใจเอ่ยสิ่งที่คิดออกมา

‘ผมโทรมารบกวนเวลาของคุณรึเปล่ามิคาเอล’

“ถ้าบอกว่ารบกวนคุณจะวางสายรึเปล่าล่ะครับคอนีเลียส”

‘...’

“ล้อเล่นครับ พูดเรื่องของคุณมาสิ” มิคาเอลหมุนตัวกลับ เดินไปหยิบซิการ์ขึ้นมาคาบเอาไว้ในปากโดยมีลูกน้องคนสนิทอย่างลุคช่วยจุดไฟให้อย่างรู้งาน

‘ช่วงนี้คุณคงยุ่งน่าดู ได้ข่าวว่าคุณกำลังเล่นงานโรสอย่างหนักเลยนี่ เกี่ยวกับเรื่องที่พวกนั้นส่งคนมาฆ่าคุณในคฤหาสน์ก็ออกจะอุกอาจเกินไปจริง...’

“เข้าเรื่องเถอะคอนีเลียส จุดประสงค์ที่คุณโทรมาหาผมคืออะไร”

ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญแต่มิคาเอลก็ยังใจเย็นพอที่จะรอให้อีกฝ่ายพูดออกมา

‘ผมเป็นคนของโรส...’

คราวนี้เป็นฝ่ายมิคาเอลที่เงียบลงไปบ้าง เพียงแต่ความเงียบของเขาไม่ใช่เพราะความประหลาดใจแต่อย่างใด ชายหนุ่มสูดควันสีขาวเข้าไปอีกครั้งก่อนที่จะปล่อยออกมาอย่างช้าๆ “คุณมาบอกเรื่องนี้กับผมทำไมคอนีเลียส คิดว่าถ้าผมรู้แล้วผมจะยอมปล่อยคุณไปงั้นเหรอ”

‘เพราะแบบนั้นผมเลยตัดสินใจที่จะบอกคุณก่อน เวลานี้โรสเริ่มบอบช้ำมากขึ้นเรื่อยๆ จากการโจมตีจากสองฝ่าย ทั้งจากคุณ...และยาโคลอฟ’

มิคาเอลแสยะยิ้มออกมา คิดว่าลูกไม้ตื้นๆแบบนี้จะใช้กับคนอย่างเขาได้งั้นเหรอ ดูท่าคอนีเลียสคงแก่เกินไปแล้ว“พวกนั้นจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวกับผมนี่ เป้าหมายของผมคือองค์กรของคุณ มีคนพวกนั้นผสมโรงด้วยก็ยิ่งดีไม่ใช่รึไง” ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ วางมวนซิคการ์ลงในถาดด้านข้างก่อนที่จะเริ่มอ่านข้อมูลในแล็ปท็อปที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขกด้วยท่าทางจริงจัง หลังจากที่พูดออกไป มิคาเอลก็แทบจะรับรู้ได้ถึงความเคร่งเครียดจากคนที่อยู่ปลายสายได้ทีเดียว

‘ผมอยากทำข้อตกลงสงบศึกกับคุณ’

“ให้ผมหยุดเล่นงานโรสน่ะเหรอ คุณก็รู้จักผมมานานคิดว่าผมจะยอมหยุดรึไง”

‘ผมไม่ได้หมายถึงโรส...ผมหมายถึง’ผม’’

 “หืม แบบนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย ลองพูดข้อเสนอของคุณมาสิ”

‘ถึงผมจะเป็นคนของโรส แต่คุณก็รู้ว่าผมเองก็มีองค์กรที่ก่อร่างสร้างขึ้นมาด้วยตัวผมเองอีกแห่งหนึ่ง ที่โรสผมเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง แต่ที่นี่เป็นของผมเพียงคนเดียว ผมจะไม่ยอมให้สิ่งที่ผมสร้างขึ้นมากับมือต้องมาพังลงเพราะปัญหาของโรสเด็ดขาด เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยอมปล่อยผมไป ผมยินดีมอบข้อมูลของโรสให้คุณ...ทุกอย่างเท่าที่คุณต้องการ’คอนีเลียสเอ่ยออกมา เขารู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มระแคะระคายเรื่องของเขาแล้วแต่ทำเป็นไขสือ

‘ไม่อย่างนั้นเมื่ออาทิตย์ก่อนองค์กรของเขาจะติดร่างแหการโจมตีจากอีกฝ่ายไปด้วยได้ยังไง

“ไม่คิดว่าทำแบบนี้ฝั่งนั้นจะส่งคนมาจัดการคุณงั้นเหรอ”

‘ผมก็มีคนของผมเหมือนกันและก่อนที่คนพวกนั้นจะรู้ โรสก็คงเหลือเพียงแค่ชื่อไปแล้ว’

“หึๆ น่าสนใจดีนี่ เรื่องสำคัญขนาดนี้ พูดผ่านโทรศัพท์คงไม่เหมาะเท่าไหร่ คงต้องมาคุยกันอย่างจริงจังสักหน่อย เอาเป็นคืนนี้ที่ติตาโนเป็นไง ผมอยากเล่นพูลสักตาสองตา คุณคงไม่มีปัญหาใช่มั้ย ยังไงก็อยู่ซานมาริโนเหมือนกันนี่”

‘...’

“คุณโทรมาต่อรองเรื่องสำคัญขนาดนี้ไม่ใช่ว่าต้องการพบผมอยู่แล้วงั้นเหรอคอนิเลียส อีกอย่าง ระดับนักล่าข่าวแห่งวงการมืดอย่างคุณคงรู้ว่าผมเดินทางมาที่นี่ตั้งแต่แรกแล้ว” นัยน์ตาสีมรกตยังคงไล่อ่านข้อมูลบางอย่างในแล็ปท็อปเครื่องเดิมในขณะที่พูดออกมา เขาใช้มือที่เหลืออีกข้างพิมพ์บางอย่างลงไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะปิดมันลง

‘สมกับเป็นคุณจริงๆมิคาเอล ถ้าอย่างนั้นเจอกันสองทุ่มที่ติตาโนแล้วกันครับ’

ชายหนุ่มยื่นโทรศัพท์ให้ลูกน้องคนสนิทก่อนที่หยิบซิการ์ที่วางอยู่บนถาดรองมาสูบอีกครั้ง นัยน์ตาสีมรกตหันไปมองยังหน้าต่าง “ที่ติตาโนสองทุ่ม เตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อย”

“ครับท่าน”

 

8:00 P.M. โรงแรมติตาโน

ภายในเล้าจ์ของโรงแรมสี่ดาวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมีผู้คนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจอยู่ไม่น้อย เสียงเพลงคลาสสิคเปิดคลอให้ได้ยินทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในยุค’60

ที่มุมด้านหนึ่ง ชายหนุ่มที่ดูโดดเด่นแม้จะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดากำลังใช้ไม้คิวเล็งลูกกลมสีขาวที่อยู่มุมหนึ่งบนโต๊ะพูลสีน้ำเงิน

“สายัญห์สวัสดิ์ครับมิคาเอล ไม่คิดว่าคุณจะมาก่อนเวลาที่เรานัดกันเอาไว้”

ลูกกลมหมายเลขแปดถูกแทงลงหลุม ชายหนุ่มนัยน์ตาสีมรกตเป่าปากอย่างพอใจก่อนที่จะหันมาให้ความสนใจกับบุคคลที่พึ่งเดินเข้ามา “สวัสดีคอนีเลียส จะดื่มอะไรก่อนรึเปล่า” มิคาเอลหันไปหยิบแก้วที่เต็มไปด้วยของเหลวสีเหลืองอำพันขึ้นมาดื่มพลางเอ่ยถามอีกฝ่าย

“ผมขอมาตินี่ซักแก้วก็แล้วกัน”

บริกรสาวที่ทำหน้าที่อยู่ตรงนั้นรีบหันตัวกลับออกไปทันที

“มาพนันกันสักหน่อยมั้ย เริ่มที่พันดอลลาร์เป็นไง”

“เอาสิครับ ผมเองก็ไม่ได้เล่นมานานแล้วเหมือนกัน” ชายสูงวัยที่ยังคงดูภูมิฐานเสมอถอดชุดสูทเรียบกริบออกยื่นให้กับลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านข้าง ยกมือขึ้นคลายเนคไทออกเล็กน้อย

“เชิญคุณเปิดแล้วกันครับมิคาเอล” คอนีเลียสเอ่ยขึ้นมาพลางเดินไปนั่งสังเกตการณ์ที่โซฟากำมะหยี่ด้านข้างหลังจากเคลียร์โต๊ะเรียบร้อย ลูกพูลทั้งสิบห้าลูกถูกจัดเรียงกันอย่างดีก่อนที่ชายหนุ่มจะเริ่มแทงเปิดจนลูกกลมๆ กลิ้งไหลไปทั่วโต๊ะ

“ที่นี่เป็นเมืองที่ดีนะคุณว่าไหม เหมาะกับการทำธุรกิจหลายอย่างทีเดียว แต่น่าเสียดายที่การเดินทางออกจะลำบากไปเสียหน่อย” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมา

“อืม ไม่เหมาะกับการขนส่งจริงๆ แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดี” มิคาเอลยกไม้คิวขึ้นมาขัดเล็กน้อยก่อนเล็งยังลูกที่สี่

“ต้องดีแน่นอนเพราะไม่งั้นคนอย่างมิคาเอล ออสซินี่คงไม่เดินทางมาถึงที่นี่จริงรึเปล่าครับ”

“ผมมาหาคน ไม่ได้มาเที่ยวสักหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ ทั้งยังเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาที่ชะงักไปครู่หนึ่งเพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดออกมาตรงๆขนาดนี้ คอนีเลียสรีบปรับสีหน้าก่อนที่จะหันไปรับแก้วจากบริกรด้านข้าง “อืม ช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ ที่เด็กคนนั้นกลับไปช่วยนักฆ่าของโรส ผมเองก็ไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไร แต่เรื่องที่ผมไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือคนอย่างคุณ... มิคาเอล ออสซินี่คนนั้นยอมปล่อยคนที่ทรยศหักหลังมีชีวิตรอดอยู่ได้ยังไง”

มิคาเอลแทงลูกพูลอีกลูกก่อนที่จะยืดตัวขึ้น “ในจุดนี้ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอก แต่ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมต้องมีจุดๆหนึ่งหรือใครคนหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้นในทุกการกระทำและทุกความคิดที่ผ่านมาของตัวเอง คุณไม่คิดแบบนั้นเหรอ”

“ของแบบนั้น ผมเรียกมันว่าจุดอ่อนนะครับ” คอนีเลียสพูดยิ้มๆพลางมองคนที่แทงลูกบอลกลมสีขาวกระทบลูกสีลงหลุมไปอีกลูก มิคาเอลเดินเอื่อยๆไปอีกมุมหนึ่งของโต๊ะ ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอครั้งหนึ่งก่อนที่จะพูดบางอย่างออกมาราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป

“หึ จุดอ่อนอย่างนั้นเหรอ แต่ผมก็ไม่เห็นว่าสองสามเดือนที่ผ่านมานี้คุณจะทำอะไรกับจุดอ่อนของผมได้เลยนี่ จริงมั้ยครับ”

เสียงลูกพูลกระทบกันดังไปมาอีกครั้ง

คอนีเลียสกัดฟัน พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ “ก็ถ้าไม่ใช่เพราะคุณคอยช่วยเหลือเขาอยู่ตลอด...”

“ก็นั่นแหละครับ ในเมื่อผมสามารถดูแลของๆ ผมได้ทำไมถึงต้องเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นจุดอ่อนอีก...ตาคุณแล้ว”

ชายวัยกลางคนลุกขึ้นจากโซฟา รับไม้คิวจากใครบางคนที่ยื่นมาให้จากด้านข้าง แต่น่าเสียดายที่เพียงแค่ครั้งแรกเขาก็พลาดทำลูกแปดลงหลุมไปเสียอย่างนั้น “เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ” คอนีเลียสแกล้งถอนหายใจออกมาก่อนที่จะหันไปสบกับสายตาที่ราวกับสามารถมองผ่านความคิดของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ฉับพลันเหงื่อเย็นๆ ก็ซึมออกมาจากแผ่นหลังอย่างไม่รู้ที่มา

ชายหนุ่มที่พึ่งนั่งลงบนโซฟาอีกฝั่งกระตุกยิ้มมุมปากก่อนที่จะยื่นไม้คิวให้คนด้านข้างพลางไขว่ห้างประสานมือบนหัวเข่า “ครั้งสุดท้ายที่เล่นด้วยกันคุณก็ไม่ได้ฝีมือห่วยขนาดนี้นะคอนีเลียส”

“คงไม่ได้เล่นนานไป อีกอย่างผมก็แก่ลงทุกวันมือสั่นบ้างเป็นธรรมดา” คนอายุมากกว่าทิ้งตัวลงบนโซฟาอีกฝั่ง ยกมือขึ้นหมุนไปมา

“เอาเถอะ มาพูดถึงธุระของเรากันดีกว่า ผมมาคิดๆ ดูแล้วว่าข้อเสนอของคุณน่าสนใจมาก แต่ผมจะรู้ได้ยังไงว่าข่าวที่ผมได้จากคุณจะไม่ใช่ข่าวปลอม”

“ในเมื่อผมได้ตัดสินใจแล้วแน่นอนว่าทุกอย่างย่อมเป็นเรื่องจริง อีกอย่างคุณสามารถให้ทีมของคุณตรวจสอบได้ทันที ผมเชื่อว่าระดับคุณคงไม่ใช่เรื่องยาก”

ความเงียบระหว่างคนสองคนโรยตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่งทันทีที่ฝ่ายหนึ่งมองดูอีกฝ่ายอย่างตัดสินใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็...ยินดีที่ได้ทำธุรกิจร่วมกันอีกครั้ง คอนีเลียส” ริมฝีปากบางเฉียบเผยอยิ้มขึ้นมาก่อนที่ชายหนุ่มจะลุกขึ้นยื่นมือออกไปด้านหน้า

เห็นเช่นนั้นคอนีเลียสจึงลุกขึ้นตาม ชายวัยกลางคนยื่นมือออกมาจับมือกับอีกฝ่าย

เสียงเพลงยังคงดังคลอออกมาสร้างความสุนทรีย์ให้กับผู้คนที่เข้ามายังเล้าจ์แห่งนี้ มีบริกรหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมกับแก้วแชมเปญแสดงการเฉลิมฉลองให้กับธุรกิจที่ตกลงร่วมกันสำเร็จ

คอนีเลียสยิ้มในหน้า ผละมือออกมาหยิบแก้วแชมเปญยื่นให้อีกฝ่ายก่อนที่จะยกแก้วของตัวเองขึ้นสูง “แด่องค์กรของผมและความสำเร็จของคุณ”

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่อีกฝั่งยกแก้วขึ้นสูงเช่นกันก่อนที่จะกระดกของเหลวสีอ่อนเข้าปาก หากแต่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสชาติดูเหมือนจู่ๆ ชายหนุ่มก็นึกอะไรขึ้นมาได้เสียก่อน “ว่าแต่ ลูกสาวของคุณชื่ออะไรนะ อ้อ แคลร์ใช่แล้ว เธอดูโตขึ้นมากจริงๆ แถมยังเป็นสาวสวยอีกด้วย”

ทันทีที่คำพูดของเขาถูกเอ่ยออกมา ท่าทีของคอนีเลียสก็ชะงักงันก่อนที่จะเอ่ยออกมาเสียงเครียด “คุณหมายความว่ายังไง ทำไมถึงต้องพูดถึงลูกสาวผม”

“ก่อนอื่นบอกให้บริกรของคุณเอานิ้วออกจากไกปืนก่อนดีกว่ามั้ย” รอยยิ้มที่เผยออกมาในขณะที่เอ่ยคำพูดเมื่อครู่นี้ยิ่งทำให้ผู้ฟังที่อยู่ตรงหน้าต้องขนลุกชัน

ชายวัยกลางคนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ บริกรคนนั้นจึงได้ถอยออกไป คอนีเลียสจ้องมองคนที่กำลังหมุนแก้วในมือไปมาเขม็ง “บอกมา คุณพูดถึงลูกสาวผมทำไม”

“โธ่ คอนีเลียสเมื่อครู่นี้เราพึ่งคุยกันไปเองไม่ใช่รึไง แถมคุณยังเป็นคนเริ่มบทสนทนาขึ้นมาเองเสียด้วย”

อีกฝ่ายไม่พูดพล้ำทำเพลง ชายวัยกลางคนรีบหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาลูกสาวของตัวเองทันที ไม่นานก็มีเสียงตอบรับกลับมา

“พ่อคะ! ช่วย...” มีเสียงตะกุกตะกักอีกสองสามครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลง

“แคลร์! แคลร์! แกเอาตัวลูกสาวฉันไปไว้ที่ไหน เมื่อวานเธอยังอยู่กับฉันอยู่เลย ทำไมถึงได้...”

“ก็อย่างที่ผมบอกว่า ‘ทุกคนย่อมต้องมีจุดๆ หนึ่งหรือใครคนหนึ่ง ที่เป็นข้อยกเว้นในทุกการกระทำและทุกความคิด’ เอาล่ะทีนี้มาดูกันว่าระหว่างโรสกับลูกสาวของคุณ...คุณจะเลือกอะไร” นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองกลับไปอย่างสบายใจ

มือของชายสูงวัยกำอยู่บนโซฟาแน่นมองคนที่อยู่ตรงหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ  “วางแผนนี้มานานแค่ไหน”

“อืม จะว่ายังไงดีล่ะ เอาเป็นว่าถ้าคุณยังจำได้ เมื่อเดือนก่อนแคลร์พึ่งมีเพื่อนใหม่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเพื่อนของเธอคนหนึ่งใช่มั้ย คนที่สืบเสาะทุกการเคลื่อนไหวของคนในครอบครัวอย่างคุณน่าจะพอรู้นะ”

“หึ...แต่ผมก็ยังพลาดอยู่ดี” ช่วงเวลานั้นเขากลับดูแก่ลงทันตา “สมกับเป็นคุณ สมกับเป็นคุณจริงๆ มิคาเอล คุณทำเป็นเริ่มโจมตีองค์กรข่าวสารของผมเมื่ออาทิตย์ก่อน ทำให้ผมคิดว่าคุณพึ่งรู้เรื่องที่ผมเป็นคนของโรสในตอนนั้น ทั้งที่จริงแล้วคุณลอบส่งคนไปตีสนิทกับลูกสาวของผมตั้งแต่เดือนก่อน” ถึงกระนั้นคอนีเลียสก็ยังแสยะยิ้มออกมาได้ “แต่คุณไม่คิดเหรอว่าเวลานี้ ไอ้ตึกที่คุณไปส่องอยู่ทั้งวันนั่นอาจจะไม่มีคนที่มีชีวิตเหลืออยู่อีกแล้วก็ได้”

“คุณหมายถึงพวกคนที่คุณพึ่งส่งไปประจำที่เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วงั้นเหรอ ต้องขออภัยที่ทำให้คุณต้องผิดหวังอีกครั้ง” มิคาเอลองดูใบหน้าบิดเบี้ยวของอีกฝ่ายอย่างสบายอารมณ์ “อย่าเอาผมไปเปรียบเทียบกับคุณสิครับ เพราะในเมื่อคุณไม่สามารถปกป้องคนของคุณเอาไว้ได้ คุณถึงได้มีจุดอ่อนยังไงล่ะ คอนีเลียส”

ได้ฟังเช่นนั้น ผ่านไปพักหนึ่งคอนีเลียสทำได้แต่หลับตาลง หากแต่ฉับพลันเขาก็คว้าปืนข้างลำตัวเล็งไปยังใบหน้าของคู่สนทนา

ทันใดนั้นเสียงปลดเซฟปืนก็ดังสนั่นไปทั่วเล้าจ์กลบเสียงเพลงจนมิด

กลับกลายเป็นว่าคนที่อยู่ในที่แห่งนั้นเป็นคนของออสซินี่ทั้งสิ้น

ฝั่งลูกน้องของคอนีเลียสได้แต่ดึงปืนของตัวเองออกมาหันปลายกระบอกไปทางคนอื่นๆที่อยู่รอบๆ

“คิดไว้ไม่มีผิด” คอนีเลียสลดปืนลงพึมพำกับตัวเอง “เทวทูตงั้นเหรอ คุณมันปีศาจมิคาเอล”

“ผมขอรับคำชมของคุณเอาไว้ก็แล้วกัน”

ชายวัยกลางคนถอนหายใจ “ผมยินดีมอบข้อมูลต่างๆของทางโรสให้คุณ แต่คุณต้องปล่อยลูกสาวของผมเสียก่อน”

“ได้แน่นอน สุดท้ายข้อตกลงก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมสินะ ถึงรายละเอียดจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยก็เถอะ” มิคาเอล ลุกขึ้นก่อนที่จะพูดประโยคเดิมที่เขาพึ่งพูดไปไม่นาน “ยินดีที่ได้ร่วมทำธุรกิจกับคุณอีกครั้ง คอนีเลียส”

ชายหนุ่มพยักหน้าให้อีกฝ่ายก่อนที่จะเดินผละออกมา ยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์หนึ่ง

เพียงแค่นั้น...การสังหารหมู่ก็เกิดขึ้นทันที

ปัง ปัง ปัง ปัง 

เสียงปืนดังสนั่นในขณะที่ร่างของคนเกือบสิบคนล้มลงกองกับพื้นพร้อมของเหลวสีแดงสดที่เจิ่งนองไปทั่วมุมหนึ่งในโรงแรม ชายหนุ่มก้าวขาออกมาโดยไม่มีแม้แต่จะหันกลับไปมอง “เก็บลายนิ้วมือกับเอาลูกตามันออกมา หาคนเข้าไปสวมรอยแทนด้วย”

“รับทราบครับท่าน” 

To be con.... 

____________________________ 

Talk 

ตอนนี้เป็นตอนโชวเมพของลุงยาวๆ ค่ะ คืออันนี้จะเรียกว่าหักเหลี่ยมเฉือนคมได้มั้ยนะ แต่คิดได้แค่นี้จริงๆ เหอๆ แต่งไปก็ต้องเหลือบดูคำ (Yaoi) ของตัวเอง ถ้าอ่านตอนนี้แค่ตอนเดียวคงไม่รู้ว่านี่คือนิยายที่อยู่ในหมวดวาย 

กำจัดเสี้ยนหนามไปอีกหนึ่ง คอนีเลียสคนนั้นได้ลาจากเราไปแล้ว (เขาคือคุณลุงตกปลาตอนต้นเรื่อง ที่เป็นหัวหน้าองค์กรเกี่ยวกับข่าวสารและเป็นผู้บริหารของโรสค่ะ เตือนกันอีกครั้ง) 

ไม่รู้ว่าตายง่ายไปรึเปล่า แต่ถ้าไม่ตายนิยายเราก็ไม่จบเหมือนกันเพราะงั้นตายไปเสียเถิด (ฉันก็ขี้เกียจเล่าประวัติของคุณตอนทอร์คแล้ว) 

และต้องขอบอกว่า service ของอิฉันคงหมดเพียงเท่านี้ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงานแล้วT_T 

ขออนุญาตเปลี่ยนเป็นวันละตอนนะคะ 

#อาคิและลุงของเขา 

Crystal 

ความคิดเห็น