Sawachi Yuki
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter :: 25 :: Everything for you [100 Per]

ชื่อตอน : Chapter :: 25 :: Everything for you [100 Per]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ค. 2562 22:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter :: 25 :: Everything for you [100 Per]
แบบอักษร

25

Everything for you

100 Per


พีรพุฒิเป็นคนใจเย็น แต่ในขณะเดียวกันกับบางเรื่องที่มันรอไม่ได้ ท่านประธานหนุ่มก็จะรีบร้อนเร่งทำในทันที หลังจากพาเจโรมีกลับจากเกาะสมุย วันต่อมาพีรพุฒิก็ปล่อยให้เจโรมีไปทำงานปกติ คราวนี้เราไปทำงานด้วยกันในรอบหลายเดือนจนพนักงานก็อดโล่งใจไม่ได้ เนื่องจากไม่เห็นพีรพุฒิกับเจโรมีคนสนิทไปไหนมาไหนด้วยกันมาสักพัก จนอดกังวลกันไม่ได้ว่าทั้งคู่อาจจะมีปัญหาร้ายแรงกัน

การมาทำงานด้วยกันของทั้งคู่อยู่ในสายตาของขวัญข้าว หญิงสาวมองทั้งสองคนเดินขึ้นลิฟต์ผู้บริหารไป ส่วนตัวเธอที่เพิ่งจะมาถึงก็อดมองเจโรมีอย่างน้อยใจไม่ได้ เพราะจนถึงตอนนี้ เจโรมีก็ยังไม่ยอมรับโทรศัพท์หรือตอบข้อความเธอกลับเลย แล้วการมากับพีรพุฒิซึ่งเธอไม่เห็นทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันมาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มคบกันมันทำให้เธอรู้สึกกังวล เป็นห่วงแฟนหนุ่มว่าจะถูกพีรพุฒิบังคับให้กลับไปทำเรื่องทุเรศๆ แบบนั้นอีก ซึ่งเธอคงยอมไม่ได้

  ทางด้านพีรพุฒิกับเจโรมีเมื่อขึ้นมาถึงชั้นบริหารแล้ว ก่อนจะแยกกันไปที่ห้องใครห้องมัน ร่างใหญ่ก็ได้สั่งคำสั่งเด็ดขาดให้เจโรมีทำตาม

“เจอกันที่ห้องประชุมนะเจ็ม อ้อ ประชุมเสร็จฉันจะไปธุระข้างนอก วันนี้ ฉันอนุญาตให้นายไปพบแฟนปลอมๆ ของนายได้เป็นวันสุดท้าย แล้วบอกเลิกเธอซะ” พีรพุฒิเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คุณพุฒิครับ แต่เธอมีคลิป…”

“มีแล้วไง ก็บอกแล้วว่าต่อให้มีหรือไม่มี ความจริงก็คือความจริง เข้าไปเตรียมตัว แล้วเจอกันห้องประชุม”

“แต่ว่า”

“อย่าให้ต้องลงโทษกันตรงนี้นะเจ็ม ฉันกล้านะ” พีรพุฒิขู่ขึ้นมาทำเอาเจ็มปิดปากสนิท

“เป็นเด็กดี เชื่อฟังนะเจ็ม”

“...”

“เข้าห้องไป”

พีรพุฒิยืนมองตามแผ่นหลังของเจโรมีที่เดินไปยังห้องทำงานของตัวเองโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รับปากอะไรเขาเลย ใบหน้าคมส่ายไปมาเดินมุ่งหน้าไปยังห้องทำงาน

“เฮ้อ”

ร่างแกร่งถอนหายใจออกมาเพราะรู้ดีว่ายังไงวันนี้เจโรมีก็ไม่บอกเลิกหญิงสาวตามที่เขาสั่งแน่นอน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ คงเป็นเขาที่ต้องจัดการคนเดียวเสียแล้ว

หลังจากที่ประชุมเสร็จแล้ว พีรพุฒิก็ออกจากบริษัทขับรถตรงกลับบ้านของตนเองทันที สองเท้าแกร่งย่างเข้าไปในตัวบ้านด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ สีหน้าไร้ความเครียดกังวลใดๆ ทั้งๆ ที่สิ่งที่ตนกำลังทำมันใหญ่มาก สามารถเปลี่ยนอนาคต เปลี่ยนความสัมพันธ์กับทางบ้านได้เลย

“คุณพ่ออยู่ไหน”

“คุณท่านอยู่ห้องหนังสือค่ะ”

“แล้วคุณแม่ล่ะ”

“คุณหญิงท่านไปซื้อของตกแต่งบ้านค่ะ”

“อืม”

“คุณพุฒิจะรับน้ำหรือของว่างไหมคะ”

“ไม่ต้อง แล้วก็ห้ามขึ้นไปรบกวนฉันกับพ่อด้วย”

“ได้ค่ะ”

ร่างสูงเดินขึ้นบันไดบ้านเพื่อขึ้นไปยังห้องหนังสือที่อยู่ชั้นสองของบ้าน สองมือเปิดประตูห้องเข้าไปก่อนจะปิดและล็อกกันไม่ให้คนเข้ามารบกวน

“พ่อ”

“ว่าไง มีอะไรถึงได้มาเวลาแบบนี้” คนเป็นพ่อที่กำลังอ่านหนังสือธรรมะอยู่หันมามองลูกชายเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปอ่านหนังสือต่อปากก็เอ่ยถามบุตรชายคนโต

พีรพุฒิเดินไปนั่งตรงข้ามกับผู้เป็นพ่อ มองสีหน้านิ่งๆ ของพ่อเพื่อประเมินว่าเรื่องที่ตนจะพูดนั้น จะทำให้พ่อของตัวเองมีปฏิกิริยายอะไรหรือเปล่า

“ผมมีเรื่องจะสารภาพ”

พจน์ดนัยชะงัก เงยหน้าสบตากับลูกชายที่กำลังมองมาอย่างจริงจัง มือหยาบหยิบที่คั่นหนังสือมาคั่นหน้าที่อ่านค้างแล้วปิดหนังสือวางเอาไว้ตรงหน้า เอามือประสานที่หน้าตัก นั่งมองหน้าลูกชายนิ่ง รอฟังว่าลูกชายคนโตจะสารภาพเรื่องอะไรกับตน

“ว่ามาสิ”

“ผม...ผมกับเจ็ม เรารักกันและคบกันมานานแล้วครับ

ร่างสูงพูดออกไป น้ำเสียงจริงจัง ท่าทางนิ่งสงบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความกังวล เพราะต่อให้พ่อไม่ยอมรับ เขาก็ไม่มีทางยอมแพ้อยู่แล้ว ส่วนพจน์ดนัยยังคงจ้องหน้าลูกชายคนโต นิ่งเฉย สีหน้าไร้ความรู้สึก ซ้ำยังไม่ยอมพูดอะไรออกมาเหมือนกำลังรอฟังลูกชายพูดให้จบ

พีรพุฒิเมื่อเห็นว่าพ่อยังคงเงียบเลยพูดต่อ

“ผมขอโทษที่ทำให้พ่อผิดหวัง แต่ผมรักเจ็มจริงๆ และไม่อยากจะเสียเจ็มไปให้ใครทั้งนั้น อนุญาตให้เรารักกันด้วยนะครับพ่อ”

“ทำอะไรน้องไปหรือยัง” พจน์ดนัยถามเสียงเข้ม

“ครับ”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“หมายถึง?”

“ทำอะไรน้องไปตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ตอนอายุสิบเจ็ดครับ” พีรพุฒิตอบไปตามความจริง ตาสบตากับผู้เป็นพ่ออย่างจริงจัง

“น้องหรือแก?”

“ผม”

สิ้นคำตอบสองพ่อลูกก็เงียบไป แต่จ้องตากันอยู่อย่างนั้นไม่มีใครหลบสายตาออกไป แม้พีรพุฒิจะเริ่มรู้สึกใจสั่น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลัวพ่อ

หลายนาทีที่พ่อลูกมองตากันอย่างนั้น คนเป็นพ่อก็หลับตาลงทอดถอนใจเสียงดัง ก่อนจะลืมตามองลูกชายด้วยแววตาที่อ่อนลง

“เฮ้อ...”

“พ่อ...คือผม”

“พุฒิ ฉันเป็นพ่อแกนะ เรื่องนี้ฉันรู้มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ รอให้แกมาบอกความจริงด้วยตัวเอง ถึงฉันจะปล่อยแก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ส่งคนตามติดแกนะ แกกับเจ็มทำอะไรอยู่ที่ไหนฉันก็รู้ทั้งนั้น แต่พอแกเริ่มทำงาน ฉันก็เลิกให้คนติดตามแก”

“อย่าบอกนะว่าตอนที่ผมอยู่อเมริกาพ่อก็ให้คนตามผม”

“อืม”

“แล้วพ่อยอมรับได้หรือเปล่าล่ะ”

“ถ้ายอมไม่ได้ ฉันแยกพวกแกนานแล้ว แยกตั้งแต่รู้ครั้งแรกไปแล้ว ไม่ปล่อยให้อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้หรอก”

พีรพุฒิยิ้มออกมา เขารู้สึกโล่งใจที่ผู้เป็นพ่อรู้และรับเรื่องของเขาได้

“ผมไม่มีทายาทให้ครอบครัว พ่อรับได้ใช่ไหม”

“ฉันยังเหลือตาพัฒน์ ที่สำคัญ ญาติพี่น้องฝั่งแม่ของแกก็มี คนสืบทอดมีอยู่เยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องมีลูกของแกก็ได้ หรือถ้าตอนนั้นอยากมีเป็นของตัวเอง วิทยาการแพทย์เดี๋ยวนี้ก้าวไกล จ้างคนมาอุ้มบุญสักคนสองคนก็ได้ ไม่เห็นยาก” พจน์ดนัยไม่ได้เครียดหรือกังวลเรื่องทายาท แต่ที่ทำนิ่งเพราะอยากรู้ว่าลูกชายจะแสดงอาการยังไง

ส่วนคู่ชีวิตของตนเองนั้น พจน์ดนัยก็ไม่สามารถคิดแทนได้ว่ารับได้หรือไม่ได้

“ขอบคุณนะครับ”

“คนที่แกควรกังวลคือแม่แกนู่น”

“นั่นแหละที่ผมกำลังเครียด”

“ฉันคงช่วยแกไม่ได้นะเรื่องนี้”

ถ้าหากลูกชายกับหลานชายต้องเจ็บปวดเสียใจแล้ว ตอนนั้นเขาก็คงจะยื่นมือเข้าไปช่วยเอง แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันจะเป็นยังไงก้ขึ้นอยู่ที่ใจของภรรยาด้วย

“ผมแค่อยากให้พ่อกับแม่รับรู้ ส่วนจะยอมรับได้หรือไม่ได้ผมคิดว่ามันคงต้องใช้เวลา”

“แกเข้าใจพ่อกับแม่ก็ดีแล้ว”

“พ่อคิดว่าแม่จะเกลียดเจ็มหรือเปล่า”

“เห็นแบบนั้น แม่แกรักตาเจ็มมากกว่าแกอีกนะพุฒิ คงไม่ถึงกับเกลียด แต่คงผิดหวัง ทั้งตัวแกและตาเจ็มด้วย แล้วเรื่องหนูขวัญข้าวล่ะ สรุปยังไง ตาเจ็มคบกับหนูขวัญข้าวไม่ใช่หรือไง” พจน์ดนัยถามเรื่องที่ตนเองสงสัยกับลูกชายทันที พีรพุฒิทำหน้าเซ็งๆ เล็กน้อยแล้วเล่าทุกเรื่องที่รู้ให้พ่อฟัง พจน์ดนัยได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ คิ้วขมวดเพราะกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“ผมเลยมาบอกพ่อก่อน ตัดหน้าคลิปนั่น”

“อืม แล้วแกจะบอกแม่แกเมื่อไหร่”

“เร็วๆ นี้แหละพ่อ”

“ส่วนเรื่องหนูขวัญข้าว ฉันคงต้องเอาเรื่องนี้บอกพ่อของหนูขวัญข้าวไปตามตรงนะ”

“แล้วพ่อกับท่านเขมทัศน์จะไม่ผิดใจกันใช่ไหม”

“ไม่หรอก เราคบกันมานาน แล้วฝ่ายนั้นก็ไม่ได้เลี้ยงลูกตามใจอะไร เลี้ยงตามเหตุและผล ไม่ได้สปอยลูก คนที่สปอยคงเป็นฝ่ายคุณหญิงโฉมฉายมากกว่า”

“แล้วแต่พ่อเลยครับ”

“เฮ้อ วุ่นวายจริงๆ เลยนะเรื่องความรักของแกเนี่ย” พจน์ดนัยส่ายศีรษะไปมา “เจ็มรู้ไหมว่าแกมาหาฉัน”

“ไม่รู้ครับ ขืนบอกก็ไม่ยอมท่าเดียว รายนั้นน่ะกลัวว่าจะทำให้คุณลุง คุณป้าผิดหวัง ถึงขนาดบอกว่ายอมคบกันเงียบๆ เป็นความลับแล้วคบผู้หญิงบังหน้า หลานพ่อน่าตีมากเลยครับ” ระหว่างที่พูดถึงเจ็ม พีรพุฒิมีแต่รอยยิ้มเต็มใบหน้า ซึ่งอยู่ในสายตาของผู้เป็นพ่อ

“ถ้าเป็นเรื่องของเจ็ม แกจะยิ้มออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเลยนะ รู้ตัวหรือเปล่าและจะพูดมากด้วย”

“ก็พูดกับพ่อนี่นา”

“จะบอกว่ากับคนอื่นจะไม่พูดงั้นสิ”

“ไม่พูด แต่ทำให้เห็นเลย”

“หึหึ แล้วนี่จะอยู่รอแม่แกเลยไหม”

“วันนี้ผมยังไม่พร้อมบอกแม่น่ะ ขอกลับไปทำงานที่บริษัทต่อก็แล้วกัน”

“อืม...งั้นฉันขอฟังงานหน่อยว่ากำลังทำอะไรอยู่ แล้วแกค่อยเข้าบริษัท”

“ครับ”

พีรพุฒิใช้เวลาเล่าเรื่องงานให้พ่อฟังอีกชั่วโมงกว่าๆ ก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานซึ่งไม่ลืมทานข้าวเที่ยงกับพ่อก่อนกลับไป ในตอนนั้นก็สวนกับรถของแม่ที่ขับเข้ามาหากแต่พีรพุฒิก็ทำได้แค่ลดกระจกทักทายเท่านั้นแล้วก็ขับออกจากบ้านไปเลย ระหว่างทางก็ผิวปากไปด้วย ขับรถไปด้วยอย่างอารมณ์ดี

สบายใจที่พ่อรับได้ ก็ถือว่าผ่านด่านหนึ่งไปได้แล้ว เหลือแค่แม่แล้วก็ทางครอบครัวของเจโรมีอีกที่ต้องฝ่าฟัน แต่พีรพุฒิไม่ยอมแพ้แน่ๆ แม้ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม

เกือบเสียเจโรมีไปเพราะความปากหนัก ปากแข็งและทิฐิของตัวเอง แต่ตอนนี้พีรพุฒิยอมทิ้งทุกอย่างที่ตนถืออกไป เพื่อให้ตัวเองได้มีเจโรมีเคียงข้างอย่างเปิดเผยไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ

เขาทำได้ทุกอย่างเพื่อเจโรมี เพื่อตัวเขา และเพื่อ ‘เรา’



เจโรมีกับขวัญข้าวตอนนี้กำลังนั่งอยู่ในร้านอาหารร้านประจำที่มาด้วยกันตลอดช่วงที่เริ่มฝึกงาน จะมีช่วงสามวันที่เจโรมีไปทำงานนอกสถานที่กับท่านประธานหนุ่มนั่นแหละที่ไม่ได้มาทานข้าวด้วยกันซึ่งมันทำให้ขวัญข้าวรู้สึกเหงาๆ และน้อยใจจนเอาแต่ทานข้าวเงียบๆ ไม่พูดไม่จา หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยเจโรมีกับขวัญข้าวก็นั่งมองหน้ากันอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จากัน จนหญิงสาวเป็นฝ่ายที่ทนไม่ไหว

“เจ็มจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ”

“ผมต้องพูดอะไรเหรอครับ?”

“เจ็มไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมว่าตัวเองทำผิดกับข้าวอยู่ ช่วงที่เจ็มหายไปสามวันข้าวโทรหาเจ็มก็ไม่รับ ส่งข้อความ ไลน์หา ไดเร็คเมสเสจไปทุกช่องทางก็ไม่ตอบกันเลย ข้าวเป็นห่วงเจ็ม ห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจ็มหรือเปล่า ห่วงจนแทบบ้า” ปลายประโยคเสียงของหญิงสาวสั่นเครือ

เจโรมีรู้สึกผิดกับเธอนะแต่ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเธอเลือกทางนี้เอง เธอเลือกบังคับให้คนที่ไม่มีใจให้คบกับเธอเอง คบกับคนที่เรามีใจให้ฝ่ายเดียว ดันทุรังไปยังไงสุดท้ายก็มีแต่เจ็บและเสียเวลาเปล่า

เขาไม่อยากให้ความหวังเธอ แต่จะปฏิเสธเธอตรงๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะถึงพีรพุฒิจะพูดยังไง หว่านล้อมเขายังไง เขาก็ไม่ยอมให้คลิปนั่นหลุดไปให้คุณลุงคุณป้าเห็นอย่างแน่นอน

“ขอโทษครับ”

“พี่พุฒิใช้งานเจ็มจนไม่มีเวลาว่างเลยหรือไง”

“ครับ”

“ตอนกลางคืนก็ไม่ว่างเหรอ ทำงานอะไรขนาดเวลานอนยังไม่มีเลย หรือว่าเจ็มทำงานเวลานอนด้วย” เธอไม่อยากหาเรื่อง แต่มันอดคิดไม่ได้ “ไหนว่าพี่พุฒิเลิกยุ่งกับเจ็มแล้ว”

“คุณข้าวครับ ผมไปทำงาน มันเหนื่อยมาก พอถึงเวลานอนผมก็หลับยาวจนเช้า ตื่นขึ้นมาก็คุยงานต่อ โทรศัพท์ไม่ได้แตะเลย ขนาดเพื่อนผมโทรมาหาผมก็ไม่ได้รับ ไม่ใช่ไม่รับแค่สายจากคุณข้าวนะครับ” เจโรมีอธิบายออกไป

“ข้าวกังวล ข้าวกลัวพี่พุฒิจะทำเรื่องแบบนั้นกับเจ็มอีก หรือไม่ก็พาเจ็มไปหาผู้หญิงคนอื่น แบบนั้นข้าวทนไม่ได้แน่ๆ เจ็มอย่านอกใจข้าวนะ”

นอกใจ...นี่คิดระแวงขนาดนี้เลยหรือ

“แล้วถ้าผมมีอะไรกับคนอื่นจริงๆ ล่ะครับ” เจโรมีลองถามออกไปดู

“เจ็ม! ทำไมพูดแบบนี้ อย่าบอกนะว่าเจ็ม...มีคนอื่นจริงๆ” แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและหวาดระแวง เธอคิดอะไรอยู่ก็ออกทางสายตาหมดเลย

“ผมแค่ถามดู แต่ผมไปทำงานจริงๆ ไม่ได้มีอะไรเลย”

“จริงๆ นะ เพราะข้าวรับไม่ได้หรอกถ้าเจ็มจะมีคนอื่น ต่อให้ข้าวจะรักเจ็มมากแต่ก็ไม่มากจนยอมใช้แฟนร่วมกับผู้หญิงอื่นหรอกนะ จะว่าข้าวนิสัยไม่ดีก็ได้ ถ้าเจ็มมีคนอื่น คลิปก็จะหลุดเหมือนกัน”

“ครับ”

แผนนอกใจใช้ไม่ได้สินะ...

“ข้าวถามหน่อยสิ ทำไมกลับมาคราวนี้เจ็มกับพี่พุฒิเหมือนจะกลับมาสนิทกันเลย”

“ไม่มีอะไรหรอกครับ เราแค่คุยกันตามประสาที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ก็พูดคุยปกติ ต่อให้ทะเลาะกันสุดท้ายพวกเราก็ตัดกันไม่ขาดหรอกครับ”

“นั่นสินะ โอเค ข้าวสบายใจแล้วล่ะ แต่คราวหลังรับโทรศัพท์ข้าวด้วยนะ อย่าทำแบบนี้อีก”

“ครับ”

ขวัญข้าวหน้าเจื่อนไป ดวงตามองผู้ชายที่เป็นรักแรกอย่างเศร้าสร้อย รู้สึกเจ็บหนึบที่หัวใจเมื่อแฟนหนุ่มของตนรับคำสั่งของเธอเหมือนคนไร้ความรู้สึก ใบหน้าหล่อหันไปยังนอกร้าน ตาก็มองไปทั่วไม่ได้สนใจเธอเลยสักนิด

เจโรมีอยู่กับเธอตรงนี้ จับต้องได้ อยู่ไกล้สายตา แต่หัวใจของเจโรมีเธอไม่เคยเข้าถึงเลย ไม่เคยอยู่ในสายตาอย่างคนรัก เจโรมีมองเธอเหมือนกับที่มองคนอื่นๆ ไม่มีความพิเศษอะไร...

ชักจะอิจฉาคนที่เป็นเจ้าของหัวใจของเจโรมีมากขึ้นทุกที อยากจะรู้นักว่าหน้าตาเป็นยังไง นิสัยเป็นยังไง ทำไมถึงได้หัวใจของคนที่เธอรักไปครอบครองแบบนี้

“เจ็ม...” เรียกชื่อแฟนหนุ่มเสียงแผ่วคล้ายกำลังหมดแรง

“ครับ?”

ข้าวเจ็บ...เจ็บที่หัวใจ

“กลับเถอะ ใกล้ถึงเวลาเข้างานแล้ว” หญิงสาวฝืนพูดออกมาขัดกับความในใจที่อยากจะเอ่ย

ช่วยข้าวที ช่วยรักข้าวสักนิดได้ไหม...

“ได้ครับ”

เธอได้แต่ร่ำร้องอยู่ในใจ สิ่งที่อยากบอกกับเจโรมีสามารถพูดได้แค่ในใจเท่านั้น สถานะของแฟนบังคับอย่างเธอจะไปเรียกร้องอะไรได้

ขวัญข้าวรู้ดีว่าคนที่ฝืนไม่ได้มีแค่เจโรมี แต่เป็นเธอด้วยที่กำลัง ‘ฝืน’ อยู่





+ + + + + [P U T X J E M] + + + + +

คุณพ่อเขารู้มานานแล้วจ้า ส่วนข้าวเนี่ เซ้นส์ของผู้หญิงรุนแรงมาก ไหนบอกข้าวนิสัยดีไง? หลายคนถามยูกิแบบนี้สินะ ขอโทษที่เอามุมดีๆ มาให้เห็นไม่ได้ แต่ว่านี่ ผู้หญิงร้อยทั้งร้อย เวลาหึงหรือระแวงมักน่ากลัวเสมอค่ะ

ฝากแฟนเพจและทวิตเตอร์ด้วยค่ะ

          https://www.facebook.com/sawachiyuki/

          https://twitter.com/Sawachi_Yuki

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น