Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 47 Il n’ y a point de roses sans épines

ชื่อตอน : Chapter 47 Il n’ y a point de roses sans épines

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 15:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 47 Il n’ y a point de roses sans épines
แบบอักษร

 

Chapter 47 Il n’ y a point de roses sans épines. (ไม่มีกุหลาบใดที่ไร้หนาม) 

ซานมาริโน ประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาใจที่ถูกล้อมรอบด้วยประเทศอิตาลี

ยามเย็นกลางเดือนพฤศจิกายน อาทิตย์เคลื่อนตัวลงต่ำส่องแสงสีส้มลอดผ่านก้อนเมฆอาบหอคอยสูงเป็นภาพที่สวยงามและเงียบสงบ บนทางเดินเล็กๆ ทอดยาวลงไปตามภูมิประเทศแบบเทือกเขา เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อโค้ทสีดำสนิทก้าวขายาวๆ อย่างไม่เร็วไม่ช้าไปตามเส้นทางลาดชัน มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในกระเป๋าป้องกันความหนาวเย็นที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

ผ้าพันคอสีเดียวกันถูกพันปิดไปเกือบครึ่งใบหน้า เส้นผมสีดำขลับที่เริ่มยาวขึ้นปรกอยู่บนใบหน้าจนแทบมองไม่เห็น ชั่วขณะนั้น ลมสายหนึ่งพัดมาจนทำให้ใบไม้สีส้มที่ร่วงอยู่บนพื้นปลิวไปตามพื้นถนน เส้นผมที่ปรกทับถูกพัดขึ้นจนมองเห็นใบหน้าครึ่งบนสีขาวซีดพร้อมกับดวงตาสีดำสนิทที่แสนเรียบนิ่งจนทำให้คนมองรู้สึกอึดอัด

ช่วงเวลานั้นบรรยากาศรอบตัวของเขาดูพิเศษกว่าคนทั่วไป หากแต่เมื่อลมสงบ เด็กหนุ่มที่ดูไม่ธรรมดาก็กลับกลายเป็นคนเดินถนนคนหนึ่งที่ดูไม่สะดุดตา แม้ดูเหมือนไม่สนใจรอบข้าง แต่หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นเขาก็พร้อมเตรียมตัวปะทะทันที

ตัวเขาและผู้ร่วมทางอีกสองคนเดินทางมาถึงซานมาริโนเมื่อประมาณอาทิตย์ก่อน เกิดการต่อสู้ประปรายระหว่างการเดินทาง เพียงแต่ความรุนแรงและความตึงเครียดกลับน้อยกว่าที่คิดเอาไว้มาก ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่มีความกระตือรือร้นกับการตามล่าครั้งนี้มากนัก แต่เขากลับรู้สึกว่าเหตุการณ์คงง่ายดายขนาดนั้น และเรื่องที่ไม่คาดคิดอีกอย่างคือ...โจนาธานด้วยความช่วยเหลือของเด็กหนุ่มผมแดงทำให้พวกเขาเดินทางไปถึงซูริคจนมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัยแม้ว่าร่างกายจะสะบักสะบอมพอสมควร เมื่อนึกถึงเรื่องนี้แววตาของเด็กหนุ่มกลับอ่อนลงไปหลายส่วน

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เดือนก่อน 

 

รถไฟความเร็วสูงถูกขับเคลื่อนไปอย่างเงียบเชียบ ผู้โดยสารที่อยู่ในโบกี้ท้ายขบวนบ้างพักสายตา บ้างอ่านหนังสือ มีเสียงพูดคุยกระซิบกระซิบบางเวลา แต่กลับไม่มีใครสนใจผู้คนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน

ในพื้นที่นั่งจุดหนึ่งสำหรับครอบครัวกลับถูกจับจองโดยชายหนุ่มสามคน เด็กหนุ่มผมแดงนั่งขาชิดมือจับอยู่บนหัวเข่า ใบหน้าตกกระดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดแม้ว่าจะอยู่ในชุดนักท่องเที่ยวทั่วไป นัยน์ตาสีน้ำตาลมองซ้ายมองขวาไปทั่วอย่างมีพิรุธจนทำให้คนที่นั่งอยู่อีกฝั่งต้องมองมาอย่างตักเตือน

“ขอโทษครับ”

หลังจากได้ยินเสียงตอบรับแผ่วเบาจากอีกฝ่าย เด็กหนุ่มผมดำที่เปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำตาลแขนยาวของนักท่องเที่ยวที่เขาไปขอ ‘หยิบยืม’ มาพร้อมกับตั๋วรถไฟก็ทิ้งตัวลงกับพนักพิงด้านหลังอย่างเหนื่อยล้า หันหน้ากลับไปมองเพื่อนร่วมทางอีกคนที่นั่งอยู่ด้านข้างติดริมหน้าต่างที่หอบหายใจอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะหมดสติไปอีกครั้ง

นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นเลื่อนออกไปมองทิวทัศน์ด้านนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ความปวดเมื่อยทรมานยิ่งมายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ แสงสว่างที่ลอดผ่านใบไม้กลายเป็นเงาผ่านไปอย่างรวดเร็วจนทำให้รู้สึกมึนงง ในเวลานั้นอคิราห์กลับไม่สามารถฝืนตัวเองได้อีกต่อไป

 

 “เอ่อ ขอโทษนะครับคุณ”

เสียงที่ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ในความรู้สึกเริ่มชัดเจนมากขึ้น มากขึ้น

“คุณครับ”

“!!!” เด็กหนุ่มผมดำเบิกตากว้าง มือเรียวคว้าออกไปยังลำคอของคนที่โน้มตัวเข้ามาแตะไหล่เขาในขณะที่มืออีกข้างคว้าปืนที่อยู่ข้างลำตัว

“ข...ข...ผม...ผมแค่...ปล่อย...”

อคิราห์มองใบหน้าสีแดงก่ำของคนที่อยู่ตรงหน้า มือของอีกฝ่ายกำอยู่ข้างลำตัวไม่แม้แต่จะพยายามแกะมือที่อยู่บนลำคอของตัวเองออก เด็กหนุ่มขมวดคิ้วคลายมือลง มองดูฝ่ายตรงข้ามที่กำลังไอขลุกขลัก ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตัวเองพลางลูบลำคออย่างโล่งอก

‘เขาเผลอหลับไป ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’ 

เด็กหนุ่มหันกลับไปมองเพื่อนรักที่ยังหลับไม่ได้สติด้านข้างก่อนที่จะหันมาหาเด็กหนุ่มผมแดงที่กำลังพยายามหายใจให้เป็นปกติ

“ฉันหลับไปนานแค่ไหน”

โจนาธานกลืนน้ำลาย พยายามเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “ราวห้าชั่วโมงครับ ผมกำลังจะบอกคุณว่าเราใกล้จะถึงแล้ว”

อคิราห์มองออกไปนอกหน้าต่างที่ด้านนอกเริ่มมองเห็นอาคารสิ่งปลูกสร้างประปราย เด็กหนุ่มหันกลับมามองคนที่กำลังแอบมองเขาด้วยสายตาหวาดๆตรงหน้าอยู่เนิ่นนานก่อนที่จะหันกลับไปเขย่าตัวคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง เป้าหมายแรกหลังจากเดินทางมาถึงซูริคคือ การหาทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตหลังจากนี้ อาการของเฮกเตอร์ยังเรียกได้ว่าย่ำแย่แต่ก็ถือว่าดีขึ้นมากแล้วหากเทียบกับเมื่อหลายชั่วโมงก่อนหน้านี้

หลังจากการเดินทางอันยาวนานด้วยรถราง เดินเท้ามาอีกเล็กน้อยก็มาถึงจุดหมาย ดูผิวเผิน ลักษณะของคนทั้งสามดูราวกับครอบครัวของพ่อหม้ายที่พาลูกชายอีกสองคนมาท่องเที่ยว ทั้งสามคนเดินเข้าไปในอาคารกลางเก่ากลางใหม่ในย่านธนาคารหรูที่แม้ด้านนอกจะถูกทาด้วยสีขาวหากแต่ภายในกลับตกแต่งด้วยข้าวของที่มีสีโทนมืดและดูไม่น่าเฉียดใกล้ด้วยราคาที่ไม่สามารถพูดออกมาได้

“ยินดีต้อนรับท่านสุภาพบุรุษทุกท่าน ก่อนอื่นทางเราต้องขอให้ทุกท่านวางสัมภาระและวัตถุอันตรายทุกชนิดเอาไว้บนโต๊ะด้านข้าง ทางเราจะส่งคืนทุกอย่างให้ทันทีที่ทุกท่านจัดการธุระกับทางธนาคารของเราเรียบร้อยแล้ว เชิญครับ”

หลังจากทิ้งสัมภาระและปลดอาวุธทุกอย่างออกจากตัว พวกเขาก็ถูกนำมายังห้องโถงด้านในที่อยู่ในชั้นถัดไป สุดสายตาด้านหน้าคือเคาท์เตอร์สีดำที่มีพนักงานชายสวมชุดทักซิโด้อยู่เพียงผู้เดียว เพียงแต่ทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปก็มีพนักงานชายเดินเข้ามาขนาบข้างพวกเขาทั้งหมดทันที

อคิราห์เหลือบสายตามองลูกค้าที่พึ่งเดินออกมาจากประตูข้างครู่หนึ่งแต่สายตาของเขาก็ถูกชายในชุดทักซิโด้สีดำบังเอาไว้อย่างมิดชิด เขาเหลือบมองคนที่ยังเดินอยู่ด้านข้างพลางพูดกับเด็กหนุ่มผมแดงที่ยังคงก้มหน้าก้มตาพิจารณาพื้นลายหินอ่อนโดยไม่หันไปมอง “ไปนั่งรอที่โซฟาด้านนั้น”

ไม่ทันขาดคำเด็กหนุ่มผมแดงก็พยักหน้าหงึกหงัก หันหลังกลับทันที

“เชิญทางนี้ครับ” คนที่ขนาบอยู่ด้านข้างอคิราห์และเป็นคนเดียวกับที่เดินมาบดบังสายตาของเขาผละออกมาผายมือให้คนที่กำลังหันหลังกลับเดินไปยังโซฟาสีดำด้านหนึ่ง แต่ดูยังไงก็เหมือนโดนบังคับเสียมากกว่า

“ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายท่านนี้จะไปนั่งรอพร้อมกันเลยไหมครับ”

“ไม่ครับ ขอบคุณ” อคิราห์ตอบ ชายคนนั้นพยักหน้าครั้งหนึ่งก่อนที่จะเดินผละออกไป ไม่ทันไรก็มีอีกคนมาแทนที่

“ไม่ทราบว่าคุณผู้ชายทั้งสองท่านมีอะไรให้ทางเรารับใช้ครับ” คนที่ยืนอยู่ด้านหลังเคาท์เตอร์ยิ้มออกมาโดย อัตโนมัติ แม้จะพูดเช่นนั้นแต่สายตาของเขาก็ยังคงตกอยู่บนร่างของคนที่มีอายุมากกว่าแต่เพียงผู้เดียว

ถึงพวกเขาจะพยายามปกปิดร่างกายให้มากที่สุดหากแต่ก็ยังมีบาดแผลบางส่วนที่โผล่ออกมาประปราย แต่กระนั้นดูเหมือนว่าพนักงานที่นี่จะเคยชินกับการพบเจอกับลูกค้าลักษณะนี้มาก่อนหน้านี้มากมาย

“ฉันมาเอาของๆ ฉัน” เฮกเตอร์พูด

“กรุณายืนยันตัวตนด้วยครับ”

“สิบแปด ตู้เซฟหมายเลข1412”

ไม่นาน ชายหนุ่มคนนั้นก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้อีกครั้ง “ครับคุณลูกค้า กรุณาเดินตามคนของเราไปยังพื้นที่สแกนม่านตาและลายนิ้วมือด้วยครับ แต่ทางเรามีกฎให้เข้าไปรับของได้แค่คนเดียวนะครับ”

เฮกเตอร์หันใบหน้าซีดเซียวกลับมาพยักหน้าให้เด็กหนุ่มอีกคนก่อนที่จะเดินตามพนักงานชายคนหนึ่งไป ในเวลานั้นลูกค้าอีกคนกำลังเดินเข้ามา คนที่ยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์จึงต้องหันมาให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่กับที่อย่างเสียไม่ได้ “แล้วไม่ทราบว่าคุณสุภาพบุรุษท่านนี้มีธุระอะไรรึเปล่าครับ ถ้าหากไม่มี ระหว่างรอคุณสามารถไปนั่งพักผ่อนทางด้านนั้นได้นะครับ”

“ผมก็มารับของเหมือนกัน”

ชายหนุ่มคนนั้นเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจก่อนที่จะหลุบตามองหน้าจอตรงหน้าเช่นเดินเอ่ยถามออกมาอย่างขอไปที“ถ้าเช่นนั้นกรุณายืนยันตัวตนด้วยครับ”

“Il n’ y a point de roses sans épines”

“...”

ราวกับช่วงเวลาได้หยุดลงไปครู่หนึ่ง ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาก่อนที่จะเบิกตากว้างขึ้น ท่าทีของเขาทำให้ผู้คนในที่นั้นเกิดความสงสัย เขามองอีกฝ่ายตาไม่กะพริบพลางยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูไม่นานก็มีคนเดินมารับเด็กหนุ่มขึ้นไปยังลิฟต์ส่วนตัว

อคิราห์ถูกเชิญให้นั่งรออยู่ในห้องรับรองพิเศษ เพียงไม่นานเสียงเปิดประตูจากทางด้านหลังก็ดังขึ้น เขายังคงนั่งหลังตรงอยู่กับที่ในขณะที่เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานในสายตาก็ปรากฏร่างหญิงสาวในชุดแซกสีดำเข้ารูป แม้ใบหน้าจะดูเหมือนคนวัยสามสิบปลายๆ หากแต่เส้นผมทุกเส้นกลับเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน คิ้วสีขาวด้านหลังกรอบแว่นสีแดงขมวดมุ่นในขณะที่เดินไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้ามพลางพิจารณาเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าไปพลาง

“สวัสดีวิเวียน”

“บอกฉันมาว่าเธอเป็นใครและทำไมถึงพูดประโยคนั้นขึ้นมา ฉันให้เวลาสามสิบวิ เกินกว่านั้นฉันคงต้องขออภัยที่ต้องส่งตัวเธอกลับไปด้วยวิธีของฉันข้อหาที่ทำให้ฉันเสียเวลา” เธอคนนั้นพูดขึ้นอย่างรวดเร็วพลางยกขาขึ้นไขว้ห่างมองดูปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มด้วยสายตาจับผิด อีกฝ่ายกลับดูไร้ซึ่งความกังวลอีกทั้งลักษณะท่าทางบางอย่างกลับทำให้เธอหวนคิดถึงภาพในอดีตของใครบางคน

“ผมมารับของๆผม ในกระเป๋าใบนั้นมีเงินสดอยู่หนึ่งพันยูโรกับอีกพันดอลล่า บัตรเครดิต บาเร็ตต้าM92FS สีเงินหนึ่งกระบอกพร้อมกระสุน มีดสั้นสลักรูปงูจงอางสองเล่ม พาสปอร์ต กับดอกกุหลาบสีแดงอีกดอกหนึ่ง”

ทันทีที่ได้ฟังสิ่งที่เด็กหนุ่มร่ายออกมาเธอยังคงนั่งมองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวังก่อนที่จะส่งสัญญาณให้คนไปนำกระเป๋าใบนั้นมา กระเป๋าโลหะสีเงินถูกวางลงบนโต๊ะ อคิราห์มองดูตัวเลขแถวยาวบนกระเป๋าโดยที่มีคนจับตามองอยู่ไม่วางตา วิเวียนพลันถอดแว่นออกอย่างลืมตัวในขณะที่เด็กหนุ่มตรงหน้าของเธอกำลังปลดล็อครหัสอย่างคล่องแคล่ว

กริ๊ก...

กระเป๋าสีเงินถูกเปิดออกให้มองเห็นสิ่งของที่อยู่ด้านใน สิ่งของทุกอย่างเป็นอย่างที่เด็กหนุ่มพูดออกมาไม่มีผิด

วิเวียนเบิกตาขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาพลันมองพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน “เธอเป็นอะไรกับเขา เขาอยู่ที่ไหน เขาสบายดีรึเปล่า ทำไมเธอถึงมาเอากระเป๋าใบนี้ไป หรือว่า...”

เด็กหนุ่มไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เขาปิดกระเป๋าลงก่อนที่จะถือมันขึ้นมา “ยินดีที่ได้เจอคุณ...วิเวียน”

วิเวียนหรือผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ยังอยู่ในอาการตื่นตระหนก เธอมองดูแววตาและรอยยิ้มบางเบาของเด็กหนุ่มคนนั้นที่เผยอขึ้นวูบหนึ่งอย่างเหม่อลอย ฉับพลันร่างกายของเธอก็สั่นเทิ้มอย่างไม่รู้ตัว

“โอ้พระเจ้า เธอ...เธอคือ เธอเป็น...ลูกชายของเขาเหรอ”

เด็กหนุ่มที่ลุกขึ้นเดินหันหลังกลับไปชะงักไปครู่หนึ่งแต่ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้

“คนที่มากับเธอคือเพื่อนรักที่เขาเคยพูดถึงใช่มั้ย เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่”

“วางใจเถอะครับ เขาสบายดี ผมคงต้องขอตัวก่อน”

เด็กหนุ่มเอ่ยลา ยังไม่ทันสิ้นเสียง ชายร่างใหญ่ที่เป็นคนนำเขามาที่นี่ก็เดินสวนเข้ามากระซิบข้างหูของคนที่ยืนอยู่หน้าโซฟาอีกฝั่ง เธอหลับตาลงสูดหายใจอีกสองสามครั้ง ไม่นานท่าทีเธอก็กลับมาเหมือนกับเมื่อครั้งแรกที่เดินเข้ามาในที่แห่งนี้

“ฉันคิดว่าเธอคงเจอปัญหาเข้าแล้วล่ะ" 

To be con........ 

_________________________________________ 

Talk 

รีวิวตัดจบอย่างไรให้โดนด่า (ก็แบบนี้ไง) 

ช่วงนี้ขอสารภาพว่ายุ่งมากจริงๆ หยุดสามวันนี่ถึงได้มีเวลาแต่งนิยายอย่างเป็นจริงเป็นจัง นั่งหัวโล่งตั้งแต่สิบเอ็ดโมงจนได้มาหนึ่งตอน ต้องบอกเลยว่าถ้าตอนไหนหัวไม่แล่นนี่แต่งไม่ออกจริงๆ 

ตัวละครในเรื่องของเราคือเยอะมากและด้วยความที่แต่งช้านานๆ มาทีก็อาจจะทำให้หลายคนลืมชื่อของบางคนไป ไม่โทษรี้ด อิฉันขอโทษตัวเอง กระซิกๆ 

และป้าวิเวียนคือตัวประกอบคนใหม่? ที่ออกจะดูมีความหลัง? กับน้อง? อยู่พอสมควร คือตอนที่แต่งไปแวบแรกเลยคือนึกถึงเมอริล สตีฟตอนแสดงเป็นเจ้าแม่มิแรนด้า (ไม่รู้เคยดูกันรึเปล่า) 

ตอนหน้าจะกลับเข้าสู่ช่วงปัจจุบันแล้ว รอกันหน่อยเนอะ^^ 

PS.ชื่อตอนเป็นสำนวนในภาษาฝรั่งเศสค่ะ (เกร็ดความรู้) 

#อาคิและลุงของเขา 

Crystal 

ความคิดเห็น