fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 ลอบทำร้าย

ชื่อตอน : บทที่ 9 ลอบทำร้าย

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 65

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 เม.ย. 2562 18:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 ลอบทำร้าย
แบบอักษร

หัวหน้าคลังยาบอกว่าไม่มีการนำยาออกที่ผิดปกติ และหลายเสียงก็พูดตรงกัน

วสันต์ยืนเอาสองมือไขว้หลัง ในมือหนึ่งถือกระดาษตัวเลขคนไข้ระยะสุดท้ายที่เสียชีวิต มองฝนที่ตกกระทบกับหน้าต่างกระจกด้านหลังโต๊ะทำงานของตน ขณะนี้เวลาล่วงเลยมาจนเกือบสองทุ่มแล้ว วสันต์ที่ทำหน้าที่ร้อยเวรยังมีค่ำคืนที่ยาวไกลรออยู่ สารวัตรหนุ่มตัดสินใจใช้เวลาในช่วงที่ยังไม่มีเหตุสะสางสำนวนคดีที่คั่งค้างให้เสร็จ ถ้าโชคดีเขาอาจจะได้มีช่วงเวลากลับไปพักหลับ ซึ่งเวลานั้นไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในเวรของวสันต์

'สายตาผมกำลังมืดบอด ไม่สามารถมองเห็นใครได้อีกนอกจากคุณ'

เสียงพูดของกันตภัทรทำให้วสันต์ใจสั่นไหวจนต้องหลับตา เพียงแค่นึกถึงยังทำให้เกิดอาการได้ขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงอาการในวินาทีที่ได้ฟังคำคำนี้ออกจากปากยามที่เขาหันหลังให้นายแพทย์ วสันต์ต้องรีบเดินหนีไป เพราะใบหน้าของเขาร้อนผ่าวจนแสดงสีหน้าไม่น่าดูออกมา นายตำรวจรู้ตัวว่าสิ่งที่เขารู้สึกคือความลุ่มหลง เขากำลังหลงผู้ชายคนนั้นแบบหัวปักหัวปำ จึงเป็นสาเหตุที่เขาควรรักษาระยะห่างเอาไว้ ไม่เช่นนั้นใจของเขาจะไม่เป็นกลางในขณะที่สอบสวนคดี เพราะกันตภัทรเองก็มีโอกาสที่จะเข้ามาพัวพันด้วยตัวอาชีพและความรู้เฉพาะทางที่เขามีอยู่ ถึงแม้ว่าลึกๆ ในใจจะภาวนาให้กันต์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม

“เหตุ 241 ร้านเหล้าแจ๊สบาร์ อาวุธมีด เปลี่ยน”

การจมดิ่งกับความคิดเป็นอันต้องหยุดชะงักไปเมื่อเขาได้รับแจ้งเหตุแทงกันตายในร้านเหล้าทางวิทยุสื่อสาร ถึงแม้เหตุจะถูกระงับไปได้แล้วด้วยตำรวจสายตรวจ แต่การที่ต้องออกไปท่ามกลางพายุฤดูร้อนแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเท่าไรนักทั้งสำหรับเขา และแพทย์เวรชันสูตรในค่ำคืนนี้อย่างแน่นอน

“คนไข้ใช้ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการเกินสามครั้งต่อวันแถมคะแนนปวดยังสูง ถ้าเจอแบบนี้สมควรได้รับการปรับยาครับ อย่างคนไข้คนนี้ได้รับมอร์ฟีนไปทั้งหมด 60 มิลลิกรัมต่อวัน เราต้องปรับยา around the clock* เพิ่มขึ้นเป็น 30 มิลลิกรัมทุกสิบสองชั่วโมง และให้มอร์ฟีนน้ำ 5 ซีซีเมื่อมีอาการปวด” กันตภัทรคำนวณโดสยามอร์ฟีนให้พี่อรอนงค์ พยาบาลผู้ทำงานในหน่วยดูแลคนไข้แบบประคับประคองได้ฟัง พยาบาลวัยกลางคนพยักหน้าเข้าอกเข้าใจ “เอาล่ะ ผมออเดอร์ให้เรียบร้อย มีเคสอื่นที่ต้องไปดูอีกมั้ยครับ?”

(Around the clock* : ลักษณะการบริหารการให้ยาในรูปแบบให้ตามเวลาที่แพทย์สั่งเพื่อสามารถคุมอาการปวดได้ตลอดเวลา)

อรอนงค์ก้มหน้าลงดูแฟ้มในมือเธอ “เคสนี้เคสสุดท้ายแล้วค่ะ เพราะเคสที่อายุรกรรมหญิง 2 เสียชีวิตไปเมื่อคืนแล้ว”

“คุณป้ามาลีใช่มั้ย” กันต์มองคนไข้ที่นอนอยู่ตรงหน้า “สรุปว่าป้าเขาได้เจอหน้าลูกสาวคนเล็กก่อนไปมั้ยครับ?”

“ได้เจอค่ะ ลูกสาวบินกลับมาทันชั่วโมงสุดท้ายพอดี” นางพยาบาลยิ้ม

“โชคดีจังเลยครับ ดีที่เราพยายามติดต่อเธอจนได้” กันต์หันมาพยักหน้าให้อรอนงค์ “พี่ไปพักผ่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจะขอตัวไปทำธุระตอนเที่ยง”

“ได้เลยค่ะ เดี๋ยวพี่จะซื้อกาแฟมาตุนไว้ในห้องกบดานใหม่ของเรานะคะ”

“ฮะๆ ผมชอบคำว่าห้องกบดานจังเลย บ่ายโมงเจอกันที่ OPD* นะครับ”

(Out Patient Department* : แผนกผู้ป่วยนอก)

ธุระของกันตภัทรคือการช่วยว่าที่แฟนหนุ่มของเขาสืบหาข้อมูลของเภสัชกรบอส เพื่อที่จะได้ไม่ต้องถูกต่อว่าว่าให้ข้อมูลที่ไร้ประโยชน์อีก จากการสอบถาม วสันต์บอกว่าเภสัชกรบอสมีท่าทีมีพิรุธขณะตอบคำถาม เขาจึงต้องการทราบว่าคนคนนี้มีอะไรกำลังปิดบังอยู่หรือไม่ แพทย์หนุ่มเดินลงไปยังห้องยาผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นที่ที่เภสัชบอสทำงานอยู่

“เภสัชบอสลาป่วยกะทันหันค่ะ” เภสัชกรสาวบอกกับกันต์ผ่านทางช่องจ่ายยา “มีธุระอะไรด่วนรึเปล่าคะคุณหมอ?”

“โอ้ เหรอครับ” กันต์ถอยออกจากช่องกระจก สีหน้าแปลกใจ “ไม่มีอะไรครับ ไว้ผมมาใหม่ก็ได้ ขอบคุณนะครับ”

แสดงอาการมีพิรุธต่อหน้าวสันต์ แล้วก็ลาป่วยขึ้นมาทันทีอย่างงั้นเหรอ กันตภัทรยกมือขึ้นลูบคาง สีหน้าครุ่นคิด รู้สึกเสียดายที่เขารู้จักเภสัชกรคนนี้น้อยเกินกว่าที่จะให้ข้อมูลได้ เท่าที่รู้มีเพียงว่าเภสัชบอสทำงานที่นี่ได้เพียงไม่ถึงปี และมาช่วยเยี่ยมบ้านเป็นครั้งคราวก็เท่านั้น แพทย์หนุ่มนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยเห็นเภสัชบอสเดินออกมาจากบ้านพักข้าราชการหลังหนึ่งที่อยู่บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล บางทีการที่เขาไปสำรวจแถวนั้นอาจจะเจออะไรบ้างไม่มากก็น้อย

กันตภัทรหยีตาสู้แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน มองขึ้นไปยังบ้านพักข้าราชการสองชั้นที่อยู่ในสภาพค่อนข้างเก่าและทรุดโทรมที่อยู่ตรงหน้า ประตูและหน้าต่างปิดสนิท มีรถจอดบริเวณหน้าบ้านสองสามคัน ซึ่งกันตภัทรไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นรถของเภสัชบอสหรือรถของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนอื่นที่มาจอดชั่วคราว กันต์มองซ้ายขวา ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูหน้าบ้านอย่างเงียบเชียบ นายแพทย์ยกมือขึ้นเคาะประตูสามครั้ง แล้วหยุดนิ่งรอฟังการตอบสนอง

เงียบ

นายแพทย์มองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนที่จะเริ่มทำการเดินสำรวจบริเวณรอบบ้าน เขามองรายละเอียดของประตูและหน้าต่างทุกบานจนถึงด้านหลังของบ้าน กันต์ยืนมองประตูหลังบ้านที่ปิดสนิท หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วใช้มันจับลูกบิดประตู ลองบิดซ้ายขวา ค้นพบว่ามันถูกล็อกเอาไว้

“ซ่อนอะไรไว้อยู่นะ เภสัชบอส” กันต์ท้าวสะเอวเงยหน้ามองไปยังหน้าต่างชั้นสอง นายแพทย์เก็บผ้าเช็ดหน้าเข้าไปในกระเป๋า จ้องมองลูกบิดประตูเพื่อเก็บรายละเอียดครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังกลับ เขาเห็นผู้ช่วยพยาบาลสองคนเดินผ่านหน้าบ้าน นายแพทย์รีบเอียงตัวหลบในมุมอับสายตาอย่างเงียบเชียบ เมื่อสองคนนั้นเดินผ่านไปแล้วเขาก็รีบทำให้ตัวเองหายไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อพระอาทิตย์จ้าในหน้าร้อนเริ่มดับแสง ชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงสีดำก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาสวมหมวกไหมพรมสีดำแนบศรีษะ ปกปิดใบหน้าด้วยหน้ากากผ้าสีดำ เขาสวมถุงมือหนังอย่างคล่องแคล่ว มองจนกว่าจะมั่นใจว่าไฟในบ้านไม่ถูกเปิดซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่ามีคนอยู่ข้างในแล้วจึงเดินตรงไปยังประตูหลังบ้าน คุกเข่าลง หยิบไฟฉายขนาดเล็กขึ้นมาคาบไว้ในปากแล้วเปิดไฟให้ส่องไปที่รูกุญแจ หยิบประแจแรงและอุปกรณ์ที่เป็นเหล็กปลายงอขนาดเล็กออกมาทำการสะเดาะกลอนประตู เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งนาทีก็สามารถบิดกลอนประตูและเปิดเข้าไปในบ้านได้อย่างง่ายดาย

ชายหนุ่มมองไปรอบๆ ห้องที่แรกที่เขาเข้ามาเจอคือห้องครัว ต่อมาเป็นห้องโล่งกว้างที่มีเพียงโต๊ะพับหนึ่งตัวกับเก้าอี้ ดูโดยรวมแล้วไม่มีสิ่งใดน่าสงสัยในบริเวณชั้นล่าง กลางบ้านมีบันไดไม้ซึ่งจะนำทางขึ้นไปยังชั้นสอง เขาสาดไฟฉายขึ้นไปข้างบนแล้วค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดอย่างเงียบเชียบ พบว่ามีห้องสองห้องขนาบบันไดทางซ้ายและขวา ชายชุดดำเลือกเข้าห้องทางขวามือที่ประตูเปิดไว้อยู่แล้วก่อน แล้วเขาก็พบว่าสิ่งของส่วนใหญ่ของผู้อาศัยในบ้านหลังนี้อยู่ในห้องนอนชั้นสองนี้เอง

สิ่งที่น่าตกใจคือข้าวของที่กระจัดกระจาย เก้าอี้พลาสติกที่ล้มตะแคง และเอกสารบางอย่างที่เรี่ยราดอยู่บนพื้น ชายหนุ่มส่องไฟดูรายละเอียดของสิ่งของแต่ละอย่างไปเรื่อยๆ ก่อนจะพบกล่องไม้มีฝาปิดที่นอนล้มตะแคงอยู่ใต้โต๊ะทำงานที่มีคอมพิวเตอร์วางอยู่ด้านบน แสงไฟฉายตกกระทบกับวัตถุสะท้อนแสงหลายชิ้นบนพื้น เขาหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาดู มันเป็นกระเปาะแก้วขนาดเล็ก มีบางกระเปาะที่แตกหักไป ชายหนุ่มตาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เขาถืออยู่คือยากดประสาทกลุ่ม Benzodiazepine สำหรับฉีดเข้ากระแสเลือดและสามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อได้ และยาโปแตสเซียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นยาที่เมื่อถูกฉีดเข้าไปจะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติจนกระทั่งหยุดเต้น

“ทำอะไรของคุณนะ เภสัชบอส”

ชายชุดดำวางกระเปาะแก้วบรรจุยาลงไปที่เดิม แล้วถือไฟฉายเดินสำรวจไปรอบๆ รื้อค้นลิ้นชักและเตียงนอน สิ่งที่น่าสนใจได้แก่ลิ้นชักที่ใส่ไซรินจ์เปล่าจำนวนมาก เข็มสำหรับดูดยาและฉีดยา เจลหล่อลื่นและกล่องถุงยางอนามัย

มีแฟนแล้วงั้นสิ…ชายชุดดำปิดลิ้นชักอันสุดท้ายที่เขาเปิดสำรวจแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน ใช้ไฟฉายค่อยๆ กราดดูสิ่งของบนโต๊ะอย่างละเอียดจนกระทั่งถึงคอมพิวเตอร์แล็บท็อปที่วางอยู่ เขาเปิดคอมพิวเตอร์บนโต๊ะที่พักปิดไว้เพียงเพื่อพักหน้าจอ เจ้าของโน้ตบุ๊คไม่ได้ใส่รหัสไว้ ทำให้เขาสามารถเห็นกิจกรรมล่าสุดที่บอสทำในคอมพิวเตอร์เครื่องนี้

เบราว์เซอร์หนึ่งถูกเปิดทิ้งไว้ ในกล้องค้นหาปรากฏคำว่า ‘วสันต์ คำบุญเรือง ตำรวจ’

ชายชุดดำนิ่งอึ้งเหมือนโดนสาปไปชั่วขณะ พยายามประมวลผลในสิ่งที่เขาเห็น เขายกมือขึ้นจับผ้าปิดปากออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของคนที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่ากันตภัทร บัดนี้แพทย์หนุ่มมีสีหน้าตื่นตระหนก เขาก้าวสะดุดถอยหลัง “วสันต์!”

เพียงแค่หนึ่งวันหลังจากที่วสันต์ถามถึงเภสัชบอส ชื่อของตำรวจหนุ่มก็มาปรากฏขึ้นในหน้าจอค้นหา พร้อมกับพบหลักฐานการซุกยาที่สามารถใช้ฆ่าคนได้เอาไว้ ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ นายแพทย์วิ่งลงมาจากชั้นสองอย่างไม่รอช้า ออกไปจากบ้านทางประตูหลังแล้วปิดล็อกประตูเอาไว้ เขาถอดถุงมือและหมวกออกวิ่งตรงไปยังรถยนต์ที่จอดไว้บริเวณด้านหลังอาคารผ่าตัด ทันทีที่เข้าไปในรถ กันต์ควานหาโทรศัพท์ที่วางอยู่ที่นั่งข้างคนขับแล้วกดโทรหาวสันต์อย่างร้อนรน

“พี่กับไก่จะไปบิ๊กซี แกฝากซื้ออะไรมั้ย?”

ทองคำที่อยู่ในห้องครัวตะโกนถามวสันต์ที่กำลังปริ้นท์เอกสารที่โต๊ะทำงาน นายตำรวจมองเวลาในโทรศัพท์มือถือ เพิ่งรู้ตัวว่าขณะนี้เป็นเวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงค่ำมืดแล้ว ชายหนุ่มที่ไม่ได้หัวถึงหมอนมานานกว่าสามสิบชั่วโมงบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยล้า ตอบพี่ชายด้วยน้ำเสียงยานคาง “เอาอะหยังก่อเอามาเต๊อะ”

ทองคำโผล่ศีรษะมามองสภาพของน้องชายแล้วทอดถอนใจ “นี่ รีบอาบน้ำนอนซะ สภาพจะเป็นผีละ”

“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงผี เมื่อคืนไม่ได้นอนแถมยังเปียกฝน ไม่เป็นไข้หวัดก็บุญแค่ไหน” วสันต์ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ “ฝากซื้อแหนมปิ้งข้าวนึ่งหน่อย”

“นี่ ไปบิ๊กซีนะไม่ใช่ไปกาด! อยากกินแหนมปิ้งข้าวนึ่งก่อไปซื้อตี้กาดเอาคนเดว!”

“พูดเล่น ฝากซื้อแป้งตรางู”

“โอเค แป้งตรางูของวสันต์นะไก่ ช่วยอ้ายจำหน่อย เรารีบไปกันเถอะ”

วสันต์ได้ยินเสียงประตูหน้าบ้านปิดลง ตามมาด้วยเสียงสตาร์ทรถกระบะ เมื่อเสียงรถหายไปแล้ว วสันต์นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมงจนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกตาลาย ทองคำพูดถูก เขาควรพักเรื่องงานแล้วพักผ่อนก่อนที่จะกลายเป็นผีไปจริงๆ ตำรวจหนุ่มลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้เย็นออก หยิบขวดน้ำแช่เย็นขึ้นมาดื่มดับกระหาย วันนี้เขาไม่ได้คุยกับกันตภัทรเลย แพทย์หนุ่มบอกเขาไว้ว่าวันนี้ติดงานทั้งวัน และสัญญาว่าจะโทรมาหาในตอนเย็น แต่จนถึงป่านนี้กันต์ยังไม่โทรมา ซึ่งวสันต์ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรนัก เพราะเข้าใจว่าต่างคนก็ต่างมีธุระของตนเอง และเขาเองก็เหนื่อยล้ามากเกินกว่าที่จะพูดคุยกับใครยาวๆ ได้อีกแล้ว

ท่ามกลางราตรีที่เงียบสงบ เงาของอะไรบางอย่างค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบทาบทับลำตัวของนายตำรวจ เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่วสันต์เริ่มมองเห็นเงานั้นทางหางตา เขาก็ถูกจู่โจมด้วยการตะครุบล็อกคอจากทางด้านหลังพร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนเข็มทิ่มแทงบริเวณบั้นท้ายด้านซ้าย วสันต์ไม่เสียเวลาตกใจให้นานนัก ทันทีที่ดึงสติกลับมาได้ และมั่นใจว่าคนร้ายไม่ได้ถือปืน นายตำรวจยกมือขวากำแขนเสื้อเหนือศอกชายคนนั้น มือซ้ายจับมือคนร้ายไว้แน่น เอนตัวไปข้างหลังแล้วกระแทกสะโพกเข้าไปที่ลำตัวของคนร้าย กระชากแขนขวาอย่างแรงพร้อมกับย่อตัวลงไป ส่งผลให้ชายคนนั้นถูกทุ่มตัวไปล้มกลิ้งข้างหน้า วสันต์เห็นรูปลักษณ์ของคนคนนั้นในขณะที่กำลังล้มลุกคลุกคลานบนพื้น เขาเป็นชายร่างสูง สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินกับกางเกงสีดำ สวมหมวกโม่งคลุมใบหน้าลงมาถึงลำคอ เขาสังเกตเห็นว่ามีไซรินจ์ต่อเข็มฉีดยาตกอยู่ไม่ไกล

ปืนคือสิ่งที่วสันต์ต้องการ มันวางอยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานที่อยู่ในห้องถัดไป นายตำรวจรีบหันหลังออกฝีเท้าวิ่ง แต่ก็ถูกมือใหญ่คว้าข้อเท้าเอาไว้จนเสียหลักล้ม ทั้งคู่พยายามยันกายลุกขึ้นยืน โชคร้ายที่ชายคนร้ายตั้งหลักได้เร็วกว่า เขาพุ่งตัวเข้ากดทับนายตำรวจไว้กับพื้น วสันต์คำรามในลำคอ ยกกำปั้นขึ้นต่อยใส่เข้าไปที่ศีรษะของคนด้านบน พยายามที่จะดึงหมวกโม่งออกจากศีรษะให้ได้

“ใครวะ!” วสันต์กัดฟันแน่นในขณะที่พยายามออกแรงต้านมือที่เอื้อมมากำรอบคอเขาไว้ พละกำลังของวสันต์เหมือนตกลงไป ตาสองข้างของเขาเริ่มพร่าลาย สมองเริ่มมึนตึงเหมือนกำลังลอยอยู่กลางอากาศ นายตำรวจพยายามรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายดึงมือที่กำรอบคอออกแล้วโขกศีรษะเข้าใส่คนร้ายทำให้ผงะไปชั่วขณะ เขาใช้โอกาสพลิกตัวเองให้ขึ้นคร่อมแล้วตั้งท่าจะน็อคอีกฝ่ายให้สลบด้วยหมัด

“อั๊ก!” หมัดของวสันต์ทำให้ชายในหมวกโม่งมึนงงแต่ไม่ถึงกับสลบ นายตำรวจใช้โอกาสนี้ผละออกไปยังโต๊ะทำงานที่อยู่อีกห้องหนึ่ง ปืนอยู่ตรงนั้น เพียงแค่ได้ปืนมาอยู่ในมือ สถานการณ์ก็จะดีขึ้น นายตำรวจวิ่งไม่ได้เร็วเท่าที่ตั้งใจเพราะความรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าของเขาไม่มีความมั่นคงใดๆ ร่างกายของวสันต์โงนเงน ส่งผลให้คนร้ายตามมาตะครุบตัวนายตำรวจได้ทัน ทั้งคู่ล้มกลิ้งไปด้วยกันโดยที่วสันต์กลายเป็นผู้เสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง ร่างของนายตำรวจนอนหงายอยู่บนพื้น ตาสองข้างหนักอึ้งเหมือนจะหลับเสียให้ได้ ร่างกายเหมือนกลายเป็นอัมพาต สติของเขาติดๆ ดับๆ เหมือนหลอดไฟใกล้ขาด สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือชายในชุดสีดำลุกขึ้นยืน เดินอ้อมมาลากตัววสันต์ไปยังที่ใดที่หนึ่ง และเสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงโทรศัพท์มือถือที่สั่นอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น