I-Rain-Yia/ฉ่ำพร/นางเนียร
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 7 (ฮั้นตี้Xซื่อหนาน)

ชื่อตอน : อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 7 (ฮั้นตี้Xซื่อหนาน)

คำค้น : ฮั้นตี้ ซื่อหนาน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2563 16:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 1,245
× 19,500
แชร์ :
อยู่กันฉันมิตร ตกดึกแนบใกล้ 7 (ฮั้นตี้Xซื่อหนาน)
แบบอักษร

วอน 7 

(ฮั้นตี้Xซื่อหนาน) 

ไร่ตะวันจันทร์ 

วันนี้เป็นงานวันเกิดของเจ้าแสบจิ๋วตะวันกล้าเชิญแขกมามากมาย ซ้ำยังเป็นแขกที่ซื่อหนานไม่พึงจะเจอเท่าไหร่ พวกนั้นบินข้ามฟ้ามาหาพวกเราเพียงชั่วคืนเพื่อมาร่วมงานวันเกิดและพูดคุยสังสรรค์ แต่ขอโทษเถอะ ใครมันอยากจะไปสังสรรค์กับพวกนั้นกัน 

“หนานหนาน ดูซิๆๆ” ใต้หล้าวิ่งเข้ามาหาซื่อหนานโชว์ของเล่นในมือไปมา หลังจากที่เดินไปต้อนรับแขกแล้วเด็กๆก็จะได้ของขวัญกลับมาคนละชิ้น 

“รถอีกแล้วหรอ ใต้มีเยอะแล้วไม่ใช่หรอ” ซื่อหนานว่าพลางลูบหัวกลมของลูกชาย 

“แต่ใต้ชอบ” ใต้หล้ามุ่ยปากพูดอย่างงอนๆพร้อมกับกอดของเล่นในมือแน่น 

“อ่ะ....อันนี้ของใต้” ก้องภพเดินถือรถของเล่นมายื่นให้ใต้หล้าอย่างเสียอารมณ์ ไม่ว่าของเล่นไหนๆก็ไม่มีชิ้นไหนถูกใจก้องภพสักชิ้น ใต้หล้ารับของเล่นจากมือก้องภพไปถือไว้อย่างดีใจ ก่อนจะวิ่งนำของเล่นไปฝากไว้กับป้าวัน 

“ตี้มาหรือเปล่าฮะ” ก้องภพเกาะขาซื่อหนานเงยหน้าถามตาแป๋ว ใจเด็กน้อยคาดหวังลึกๆว่าผู้เป็นพ่อจะมางานนี้ พร้อมกับของเล่นของเขา ที่ฮั้นตี้รู้ดีว่าเขาชอบอะไร 

ซื่อหนานมองสบตาสีดำอมเทาของลูกชายแล้วถอนหายใจออกมายกมือขึ้นลูบหัวลูกชาย แล้วแย้มยิ้มมุมปาก “ไม่มาหรอก” 

“หนานหนาน......” 

ซื่อหนานหลุดยิ้มมองหน้าลูกชายอย่างขำๆที่แกล้งเจ้าตัวเล็กสำเร็จ ก้องภพน้ำตาคลอมองหน้าผู้เป็นพ่ออย่างอ่อนไหว ถ้าฮั้นตี้ไม่มาคงไม่มีของขวัญชิ้นไหนที่เขาชอบเลยสักชิ้น 

“เขาไม่มาก็ไม่เห็นเป็นไร เดี๋ยวหนานหนานซื้อของที่ก้องชอบให้ดีไหม” 

ก้องภพที่หน้ามุ่ยเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีที่ซื่อหนานบอกว่าจะซื้อของเล่นที่เขาชอบ เขาชอบตัวน่ารัก เขาชอบให้มีตัวน่ารักเยอะๆในห้อง 

“ไหนใครบอกว่าไม่คิดถึง!” เสียงทุ้มนุ่มตะโกนลั่นบ้านอย่างขบขัน ร่างสูงเดินถือของขวัญมากมายหลายชิ้นเข้ามาในบ้าน หนึ่งในนั้นมีของขวัญชิ้นหนึ่งที่แตกต่างกว่าชิ้นอื่น 

“ตี้/ตี้” 

สองแสบรีบวิ่งเข้าไปซุกกอดร่างสูงใหญ่ของฮั้นตี้อย่างดีใจ ฝ่ายร่างสูงปล่อยมือจากของขวัญแล้วคว้าจับสองร่างกลมเจ้าเนื้อเข้าแนบอก ก่อนจะหอมแก้มจอมแสบของบ้านซ้ายขวาอย่างดีใจ นานทีจะได้พบเจ้าแสบ พอมาเจออีกทีก็โตขึ้นมากกว่าแต่ก่อน 

“ชื่นใจป๊าจริงเจ้าแสบ” 

“คิกๆๆหนวดทิ่มใต้” ใต้หล้าหัวเราะคิกคักในอ้อมแขนแกร่งของฮั้นตี้ อ้อนแขนเคยคุ้น 

“ของขวัญก้อง มีของขวัญก้องไหมฮะ!” ก้องถามตาโตลอบมองไปยังกองของขวัญที่พ่อหอบมา 

ฮั้นตี้หัวเราะในลำคอผละห่างออกมาเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือไปหยิบห่อของขวัญกล่องใหญ่มาให้ก้องภพ แม้มันจะเบาแต่อัดแน่นไปด้วยยู้ยี้ ตุ๊กตาที่ก้องภพชอบทั้งนั้น 

“ของก้อง!” ก้องภพแบกของขวัญกล่องใหญ่ด้วยใบหน้ายิ้มกว้างความเบาของกล่องทำให้ก้องภพรู้ดีว่าข้างในมันเป็นของที่เขาชอบมากที่สุด 

“ฮ่าๆ ยังไม่หมดนะ ยังมีนี่ด้วย” 

“อะไรฮะ” 

ฮั้นตี้ยกยิ้ม เอื้อมมือไปหยิบกรงกระต่ายออกมาวางตรงหน้าก้องภพ ในนั้นมีกระต่ายสองตัวพันธุ์ดีสีขาวปุกปุยน่าชังอยู่ด้านใน ดวงตากลมแป๋วสีดำของมันจ้องมาที่ก้องภพอย่างรู้ความ 

“กระต่าย/กระต่าย” 

ซื่อหนานที่ยืนมองฮั้นตี้เอาใจสองแสบอยู่นาน รีบก้าวเข้ามาดูว่าทั้งสามคนกำลังก้มตัวดูอะไรอย่างกังวล พอเห็นว่าข้างในกรงมีสัตว์สีขาวปุกปุยอยู่ข้างใน ซื่อหนานก็หน้าเปลี่ยนสีทันที 

“นี่มึงเอาอะไรมาเป็นของขวัญฮั้นตี้! ใต้หล้ายิ่งแพ้อยู่ด้วย เรื่องไอ้เจ้าเมฆก็ทีนึงแล้วเลี้ยงได้ไม่กี่วันก็ตาย” เด็กแค่นี้จะมีความรับผิดชอบดูแลเลี้ยงสัตว์ได้ยังไง 

“ยู้ยี้ ยู้ยี้ของก้อง” ก้องภพว่าพลางโอบกรงกระต่ายเข้าสู่อ้อมแขน โดยมีใต้หล้าคอยสอดส่องอยู่ใกล้ๆด้วยความอยากรู้ไม่ห่าง แต่ไม่กล้าเข้าไปใกล้เพราะกลัวว่าตนจะไม่สบาย 

“หู้ยยย น่ารักจังเลยก้อง” 

ฮั้นตี้เงยหน้าขึ้นมองซื่อหนานลุกขึ้นแล้วกวักมือเรียกแม่บ้านมาเอาของขวัญไปเก็บ “ไม่ต้อง เดี๋ยวกรงของยู้ยี้ก้องเก็บเองฮะ” ก้องภพบอกแม่บ้านคนสนิทยิ้มๆ โดยไม่ได้บอกหน้าบึ้งตึงของซื่อหนานแม้แต่น้อย 

“ก้อง พ่ออนุญาตแล้วหรอ” 

“แต่ว่า...” ก้องภพมองกระต่ายในกรงตาละห้อย แล้วเงยหน้ามองซื่อหนานอ้อนๆ 

“ให้เลี้ยงไปเถอะน่า ก้องชอบอะไรน่ารักต้องดูแลมันได้ดีแน่” ฮั้นตี้กล่อมซื่อหนาน พร้อมกับบอกให้กล้องเอากรงกระต่ายไปให้ป้าวันช่วยดูแล 

“ถ้ามันตายเหมือนเจ้าเมฆของใต้หล้าละจะทำยังไง รายนั้นเลี้ยงได้ไม่กี่วันก็ป่วยตายซะแล้ว” ใต้หล้าสะดุ้งเมื่อซื่อหนานพูดถึงสุนัขตัวแรกที่พวกเขาขอเลี้ยง แต่เลี้ยงได้สามวันมันก็ตายเพราะพวกเขาเอาองุ่นให้มันกิน เพราะไม่รู้ว่าองุ่นเป็นพิษต่อสุนัข 

“อีกอย่าง...ใต้หล้าเองก็เป็นภูมิแพ้ด้วย” 

“ไม่เป็นไรฮะ ใต้จะอยู่ไกลๆพวกมันฮะ” ใต้หล้ายืดอกบอกผู้เป็นพ่อ เพราะอยากให้พี่ชายได้เลี้ยงเจ้ากระต่ายสองตัวน่ารักนั่น ก้องภพชอบมันมากจริงๆ 

“ไม่ต้องห่วง ฉันซื้อคู่มือดูแลกระต่ายมาให้ก้องภพแล้ว รับรองเขาจะดูแลพวกมันได้ดีแน่” ฮั้นตี้ว่าพลางล้วงคู่มือเล่มเล็กออกมายื่นให้ก้องภพที่เดินมาถึงพวกเขาพอดี 

“ผมจะดูแลมันอย่างดี” ก้องภพรับคู่มือไปเปิดอ่านคร่าวๆ แย้มยิ้มอ้อนๆซื่อหนานไปด้วย 

ซื่อหนานกลอกตามองบนแล้วถอนหายใจออกมา ก่อนจะหมุนตัวเดินหนีไปอีกทาง เดินใกล้จะถึงประตู มือของซื่อหนานก็ถูกมือเล็กของก้องภพมาจับเอาไว้ 

ซื่อหนานก้มมองหน้าลูก “ก้องหิวบาร์บิคิวแล้วหนานหนาน ไปกินกันนะฮะ” 

“ใช่ๆ ใต้กับตี้ก็หิวเหมือนกัน” ใต้หล้าจูงมือฮั้นตี้ให้เดินตามออกมาแล้วจับมือกับก้องภพอีกที เด็กทั้งสองคนจูงมือผู้เป็นพ่อให้เดินออกมาพร้อมกัน โดยไม่สนเลยว่าซื่อหนานจะถลึงตาใส่ฮั้นตี้ด้วยความไม่สบอารมณ์มากแค่ไหน 

“ก้อง ใต้ รีบมากินบาร์บิคิวซิ เจ้าอุ่นจะกินหมดก่อนแล้วนะ” ตะวันกล้าที่ทำหน้าที่ย่างบาร์บิคิวอยู่หน้าเตาเงยหน้าขึ้นมาเรียก 

“บาร์บิคิว!/บาร์บิคิว!” สองแสบร้องออกมาพร้อมกันก่อนจะจับมือผู้เป็นพ่อให้เดินลงบันไดบ้านมาที่ส่วนหย่อมหน้าบ้านเร็วๆ ภาพครอบครัวที่ยังไม่ลงรอยกันแต่ต้องยอมถอยกันคนละครึ่งเพื่อเจ้าลูกตัวดีทำให้แขกทุกคนมองภาพนั้นยิ้มๆ 

“หนานหนาน ก้องอยากกินอันนั้น ใส่ผงซอสเยอะๆฮะ” ก้องภพชี้ไปที่บาร์บิคิวไม้ริมซ้ายสุดของเตา 

“ใต้อยากกินไม้นี้ฮะ เอาซอสน้อยๆนะตี้” ใต้หล้าจูงมือฮั้นตี้มาชี้บาร์บิคิวไม้ริมขวาสุดของเตา แล้วบอกความต้องการของตัวเอง 

สองพ่อเปลี่ยนมายืนชิดกันมองบาร์บิคิวบนเตาย่างอย่างทำอะไรไม่ถูกเพราะพวกเขาไม่มีใครย่างเป็น ทั้งคู่จึงหันมาสบตาปรึกษากันเงียบๆว่าจะทำอย่างไรดี จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น 

“ไม่นะ นั่นบาร์บิคิวอุ่น” 

“อะไรกันเจ้าอุ่น กินไปเยอะแล้วนะลูก” 

“ไม่เอาอ่ะ” 

“อุ่น เรากินแล้วต้องแบ่งให้พี่เขากินด้วยซิ” 

“ก็เฮียกินเยอะ เดี๋ยวเฮียไม่เหลือให้อุ่น” อุ่นว่าพลางกระทืบเท้าอย่างขัดใจ ในมือถือตุ๊กตาดอกทานตะวันเอาไว้กอดอกชิดหน้ายื่นปากอย่างแง่งอน 

“อุ่น จะเอาแต่ใจอย่างนี้ไม่ได้นะ” ตะวันกล้ากดเสียงต่ำพูดกับลูกชายตัวเล็กที่ขืนตัวออกห่างเขาแล้วเริ่มเบะปากจะร้องงอแงตามสเต็ปนิสัย 

“วันนี้วันเกิดอุ่น!” 

“บาร์บิคิวเหลือตั้งเยอะ ถึงเรากินเยอะก็เหลือให้อุ่นกินอยู่ดี อย่าขี้งกไปหน่อยเลย” ใต้หล้ากอดอกว่าน้องชายแสนงอนอย่างไม่ยี่หระ 

“อุ่นไม่ได้ขี้งก” 

“ขี้งก! ขี้งกแบบนี้คิงไม่รักนะ” 

“....!” 

ไออุ่นสตั้นหยุดเถียงกับใต้หล้าแล้วหันไปมองคิงที่นั่งกินบาร์บิคิวเงียบๆอยู่ที่โต๊ะ โดยมีไอเย็นนั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ข้างๆ นัยน์ตาสีดำอมเทากลิ้งกลอกไปมาด้วยความหวาดกลัว จนกระทั่งคิงหันมาสบตากับตนแล้วกวักมือเรียกไออุ่นถึงได้หันไปแลบลิ้นใส่ใต้หล้า แล้วรีบวิ่งกลับไปหาคิง 

“ชิ เด็กขี้หวง” 

“ใต้อย่าว่าน้อง” 

ก้องภพเอ็ดน้องชาย ก่อนจะหันไปมองผู้เป็นพ่อที่กำลังช่วยกันทาซอสลงบนไม้บาร์บิคิวตามที่พวกเขาบอกด้วยความดีใจ อย่างน้อยแผนการใกล้ชิดกันของสองพ่อที่เขากับใต้หล้าร่วมกันคิดก็ผ่านไปได้ด้วยละนะ 

“ขี้หวงจริงๆนี่นา เอาแต่ใจด้วย” ใต้หล้ากระซิบพูดกับก้องภพ ตะวันกล้าที่ยืนอยู่ใกล้เจ้าแสบส่ายหัวไปมาแล้วยื่นมะเหงกเขกลงหัวของทั้งคู่ เสียจนต้องกุมศีรษะพร้อมกัน 

“มัวแต่นินทาน้องอยู่นั่น ไปช่วยสองพ่อทำบาร์บิคิวไป” 

“ฮะ/ฮะ” 

พูดจบก็รีบวิ่งเข้าไปหาสองพ่อที่อีกคนกำลังใช้แปลงทาซอสทาลงบนบาร์บิคิว ส่วนอีกคนยืนชี้นิ้วสั่งอยู่ข้างๆ 

“นายไม่ลองมาทำเองละ จะได้รู้ว่ามันยาก” ฮั้นตี้บ่นอุบขณะถูกต่อว่าที่ทาซอสได้ไม่ดี 

“จะให้ทำจริง?” 

ดูท่าทางแล้วไม่น่าไหว...ฮั้นตี้คิดพลางส่ายหัวแล้วทำหน้าที่ทาซอสของตัวเองต่อไป รีบทำให้เสร็จแล้วไปก๊กเหล้ากับคนอื่นในงานต่อดีกว่า 

“อย่างนายทำเป็นด้วยหรือไง” 

“อย่างฉันนี่แหละทำเป็น ถ้าทำไม่ได้ก็ถอย” 

“น่าๆ อย่าโมโห เดี๋ยวทำให้เอง เชิญยืนสั่งตามสบายเถอะ” 

ทั้งคู่ยืนเบียดกันไปมา แย่งที่จะทาซอส แต่ท้ายที่สุดก็เป็นฮั้นตี้ทำหน้าที่ทาซอสต่อ สองแสบลอบมองสองพ่อแล้วยิ้มออกมาก่อนจะแยกกันไปขนาบข้างสองพ่อแล้วคอยเชียร์ฮั้นตี้ให้ทาซอสพลิกบาร์บิคิว โดยยืนเบียดจากทั้งสองด้านให้คนสองคนได้ใกล้ชิดกัน กว่าจะช่วยกันทำบาร์บิคิวเสร็จเล่นทำเหงื่อโซมทั้งกายจนต้องพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้น 

“เย้ๆ เสร็จแล้ว อันนี้ของใต้ ง้ำๆ อร่อยที่สุด!” 

“ก้องด้วย ก้องก็ว่าอร่อย” ก้องภพเคี้ยวบาร์บิคิวกลืนลงคอแล้วถึงหันมายกนิ้วให้สองพ่อ 

“หึ...คราวหน้าถ้าอยากกินก็ให้ฮั้นตี้ทำให้คนเดียวก็พอ” ซื่อหนานว่าพลางลูบหัวก้องภพเบาๆ 

“ซื่อหนาน นี่นาย....” 

“โอเคฮะ!” สองแสบนี่ก็ไม่ฟังอะไรเลย=___=^ เขาน่ะเหนื่อยและร้อนจะตายอยู่แล้วนะ ไม่เห็นต้องให้เขาไปทำเลย แม่บ้านก็มีทำไมไม่ใช้วะ 

“อ่ะนี่ คุณพ่อบ้าน น้ำเย็นๆ” มาซาชิยื่นแก้วน้ำเปล่าใส่น้ำแข็งวางลงตรงหน้าฮั้นตี้ ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ปฏิเสธยกมันขึ้นดื่มหลายอึกแล้ววางลงบนโต๊ะ 

ความเย็นจากน้ำทำให้ร่างกายเขาปลอดโปร่งและสดชื่นขึ้นมาบ้าง 

“นายกับซื่อหนานดูท่าจะไปด้วยกันได้ดีนี่หว่า” ซงเหวิ่นพูดขึ้นเมื่อเห็นซื่อหนานเดินไปรวมกลุ่มกับตะวันกล้า เพื่อเตรียมจุดเทียนเค้กวันเกิดให้เด็กๆที่วิ่งไปเล่นอยู่ที่สนามเด็กเล่นขนาดย่อม 

ฮั้นตี้หรี่ตามองซงเหวิ่น ใครเชิญมันมาวะ..... เฮอะ! “เข้าได้ดีบ้านแกซิ จะกัดหัวฉันกุดอยู่แล้ว” 

“หัวล่างหรือหัวบนละ” มาซาชิถามอย่างล้อเลียน 

ฮั้นตี้คิ้วกระตุก “มันเรื่องของฉันไหม!” พวกแกไม่จำเป็นต้องรู้! 

ทุกคนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเงียบเสียงลงแล้วยกน้ำสีอำพันขึ้นจิบ ไม่มีใครพูดอะไรเพียงแต่มองกันและกันเงียบๆ พลางคิดว่าไม่เชื่อเลยที่พวกเขาจะมานั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน และพูดคุยกันปกติโดยไม่มีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องแบบนี้ 

“ป๊า อุ่นกำลังจะเป่าเค้กแล้วค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีนี้ฟ้าเรียบเข้าเดินเข้าดึงแขนเต๋อหัวที่นั่งเงียบอยู่หัวโต๊ะ เต๋อหัวจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามแรงจูงนั้นไป หลังจากนั้นเสียงร้องเพลงก็เริ่มขึ้นพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กแฝดชายหญิง.... 

“ตระกูลพวกนายมีแต่สีตาแบบเดียวกันเลยใช่ไหม มันเป็นยีนเด่น?” โจวลี่ที่เท้าคางกับโต๊ะแล้วพูดขึ้นขณะเหลือบมองเต๋อหัวปละเด็กๆที่กำลังแย่งชิ้นส่วนของเค้กกันจนถูกซื่อหนานเอ็ดเสียงดัง หนึ่งในกลุ่มนั้นมีหลิวฟางที่กำลังทำหน้าที่เป็นคนตัดเค้กชิ้นโต 

ฮั้นตี้ยกมือขึ้นจับตาของตัวเองแล้วมองไปที่เต๋อหัวไล่สายตายังพวกแฝดทีละคน พวกเขาทุกคนล้วนมีสีตาแบบเดียวกัน “ยีนเด่น? คงใช่มั้ง แต่ทางฝั่งอิตาลีบอกว่าเป็นคำสาปมากกว่า” คำสาปจากพระเจ้า...และเขาเองก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะเห็นว่ามันไร้สาระ เลยไม่สืบหาว่าทำไม จะมีแค่คนเดียวละมั้งที่รู้ว่าทำไม....คงมีแค่เซบาสเตียนที่รู้ 

“คำสาป? คงจะจริง” โจวลี่ว่าพลางยกเบียร์ขึ้นจิบ หลังจากให้เด็กๆกินเค้กและวิ่งเล่นจนเหนื่อย เห็นว่าใกล้ถึงเวลานอนแล้ว ตะวันกล้าและซื่อหนานจึงพาเด็กๆไปเข้านอน ก่อนจะกลับมาร่วมวงสังสรรค์กันต่อแบบผู้ใหญ่ 

“ทำไมฉันต้องมากินกับพวกมันด้วย พรุ่งนี้มีงานเช้า” ซื่อหนานที่ถูกตะวันกล้าลากมาบ่นอย่างหัวเสีย 

“นานๆทีน่า งานน่ะฝากลูกน้องไว้ก็ได้ ผมเช็คแล้วรุ่งนี้พี่ไม่มีงานเร่งด่วนอะไร สังสรรค์คลายเครียดบ้างเถอะ” 

ซื่อหนานสะบัดแขนออกจากมือของตะวันกล้าอย่างหัวเสียแล้วเดินไปนั่งข้างหมิงตู้แทนที่จะนั่งเก้าอี้ว่างข้างฮั้นตี้ การกระทำของพี่ชายทำให้ตะวันกล้าส่ายหัวอ่อนใจ ร่างโปร่งเดินไปนั่งข้างเต๋อหัวแล้วจิบเบียร์จากแก้วตัวเองบ้าง 

หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มถามไถ่ชีวิตความเป็นอยู่กันเงียบๆโดยมีตะวันกล้าและหมิงตู้เป็นคนคอยสร้างสีสันไม่ให้โต๊ะเงียบจนเกินไป 

“คุณจันทร์คะ นี่เป็นเหล้าที่คนงานฝากมาให้แสดงความยินดีกับคุณหนูค่ะ เห็นบอกว่าเป็นเหล้าหมักสูตรที่บ้านเลยนะคะ” ป้าวันเดินถือขวดเหล้าสองขวดที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลมายื่นให้ซื่อหนาน โดยมีสายตาของฮั้นตี้มองตามอย่างใคร่รู้ 

“เหล้าหมักเอง?” 

“ค่ะ เป็นเหล้าหมักจากข้าว ผลไม้ และอื่นๆแล้วแต่สูตรค่ะ ฤทธิ์แรงหน่อยแต่รสดีไม่แพ้เหล้ายี่ห้ออื่นเลยค่ะ” ป้าวันหันไปอธิบายให้ฮั้นตี้ฟัง 

“น่าสนนะ ขอฉันลองหน่อย” 

ซื่อหนานเหลือบมองซงเหวิ่นแล้วหันไปขอบคุณป้าวัน ก่อนจะยื่นขวดเหล้าขวดหนึ่งให้ซงเหวิ่นที่นั่งอยู่ตรงข้าม ทุกคนมองเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างอยากรู้อยากลอง ก่อนจะขอชิมกันคนละจิบสองจิบ 

“อืม รสดีจริง” โจวลี่พึมพำ 

“อ่า...แต่แรงอย่างที่บอกจริงๆ” หลิวฟางพูดด้วยใบหน้าเหยเก 

ทุกคนออกความเห็นและวิจารณ์เหล้าหมักกันอย่างออกรส เหลือเพียงฮั้นตี้ที่ก้มลงมองเหล้าใสๆในแก้วตัวเองด้วยความลังเล พอเงยหน้าขึ้นมองไปทางเต๋อหัว และตะวันกล้า เขาก็ขมวดคิ้ว 

“พวกนายไม่กินหรอ?” 

ตะวันกล้ากับเต๋อหัวมองหน้ากันแล้วตะวันกล้าจึงหันมายิ้มและส่ายหัวให้ฮั้นตี้ “เหล้าค่อนข้างแรง ผมและเต๋อหัวต้องไปส่งพวกเจ้าแฝดไปโรงเรียนพรุ่งนี้ เดี๋ยวตื่นไม่ไหว” เปล่าหรอก....นั่นมันข้ออ้างที่ไม่อยากจะดื่มมากกว่า เพราะเขาเข็ดที่จะดื่มเหล้าหมักเองพวกนี้แล้วน่ะซิ จำได้ว่าตอนนั้นที่เต๋อหัวดื่ม พวกเขา......ทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว 

ฮั้นตี้หรี่ตามองตะวันกล้าและเต๋อหัวอย่างไม่เชื่อหูเท่าไหร่ แต่พอเงยหน้าขึ้นมองไปยังคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามดื่มเหล้าหมักอย่างเงียบๆจนหมดแก้ว ฮั้นตี้จึงยกขึ้นจิบเล็กน้อยพอรู้รส ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วเช็ดปาก เหล้าแรงจริงๆด้วย 

“ซื่อหนาน พี่ดื่มเยอะไปหรือเปล่า” 

ฮั้นตี้หันไปมองซื่อหนาที่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอึกๆไม่สนใจใครแล้วเริ่มกังวลว่าร่างโปร่งจะเมาล้มพับไปกับโต๊ะ ยังไม่ทันเอ่ยปากร้องห้าม 

“เหล้าแรงจริงๆ อร่อยด้วย ฮ่าๆๆ” มาซาชิที่รินเหล้าใส่แก้วตัวเองไม่หยุดตะโกนขึ้นด้วยใบหน้าแดงกร่ำ 

“คุณ!” หมิงตู้รีบยื่นมือไปปิดปากมาซาชิ แล้วเลื่อนแก้วเหล้าไปอีกทาง 

“อ่อนจริงๆ เอิ้ก” ซ่งเหวิ่นพูดขึ้นแล้วเรอออกมาก่อนจะหัวเราะในลำคอแผ่วๆ พลางเอนตัวไปซบหลิวฟางแล้วหมดสติไป หลิวฟางหันไปมองโจวลี่อย่างเป็นกังวลำอเห็นว่าโจวลี่ไม่ได้ดื่มอย่างซ่งเหวิ่นจึงถอนหายใจออกมา 

หลังจากไล่สายตามองคนอื่นๆรอบโต๊ะแล้วหันไปมองซื่อหนานที่กินเหล้าเงียบๆไม่พูดไม่จากับใครก็เริ่มกังวล อาการแบบนั้นเมาแล้วแน่ๆ 

“ตะวันกล้า” 

ตะวันกล้าพยักหน้าให้ฮั้นตี้รีบเดินไปแย่งขวดเหล้าจากมือของซื่อหนานออกมา แต่ดูเหมือนคนโดนแย่งเหล้ามาจะไม่รู้ตัวเลย เพียงแต่ยกเหล้าในมือขึ้นดื่มเรื่อยๆทั้งที่ในมือไม่มีแก้วเหล้าอยู่ในมือ 

“เมาแล้วแหง๋ๆ” หลิวฟางที่นั่งดูอาการของซื่อหนานที่เมาเงียบอยู่คนเดียวพูดขึ้นด้วยใบหน้าแหย่ๆ พลางจับมือซุกซนของที่เมาหลับไปแล้วของซ่งเหวิ่นไม่ให้เลื้อยจับนู่นนี้ไปมั่วๆ 

“ดูท่าพวกเราคงต้องกลับแล้วละ” โจวลี่พูดขึ้นพลางเดินมาพยุงซ่งเหวิ่นโดยมีหลิวฟางช่วยพยุงหิ้วปีกอีกข้าง 

“อ่า ขอบคุณมากนะที่มา เดินทางปลอดภัยนะ” 

“อื้ม ไว้วันหน้าถ้ามีโอกาสจะมาอีกแล้วกันนะ” หลิวฟางบอกกับตะวันกล้า แล้วหมุนตัวเดินออกไปที่รถ 

“ทางผมก็เหมือนจะไม่ไหวเหมือนกันครับ คงต้องขอไปพักเหมือนกัน” หมิงตู้บอกกับตะวันกล้าขณะหิ้วปีกมาซาชิ 

“อ่า งั้นเดี๋ยวจะพาไปพักที่ห้องแขกแล้วกัน เอ่อ....ฮั้นตี้ นายก็มาพาซื่อหนานไปนอนด้วยนะ” 

“ห๊ะ? ฉันหรอ?” 

ตะวันกล้าหรี่ตามอง “หรือจะให้เต๋อหัวพาไปส่ง” 

ฮั้นตี้ไม่พูดอะไรเพียงแต่รีบเดินเข้าไปคว้าร่างโปร่งของซื่อหนานให้ลุกขึ้น แต่เขาดันถูกร่างโปร่งปัดออกอย่างไม่ใยดี 

“อย่ามายุ่ง!” ดวงตาฉ่ำปรือมองเขาด้วยแก้มแดงกร่ำก่อนจะดันฮั้นตี้ให้ถอยห่างเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยร่างกายซวนเซจะล้ม และ.... 

ตุบ! 

ล้มจริงๆ 

“เตียงแข็งชะมัด” ซื่อหนานพึมพำเสียงแผ่วก่อนจะปิดตาลงแล้วหลับไป 

ฮั้นตี้อมยิ้ม เขาไม่เคยเห็นด้านนี้ของซื่อหนานมาก่อนเลย “หึ...” ...น่ารักดีแหะ ร่างสูงคิดก่อนจะย่อตัวลงไปช้อนคนเมาหลับไม่ได้สติขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน แล้วรีบเดินเข้าไปในบ้านตรงไปยังห้องของซื่อหนาน 

“เมาหลับไปแล้วหรอ” ตะวันกล้าเดินเข้ามาในห้อง เอ่ยถามฮั้นตี้ที่กำลังวางซื่อหนานลงบนเตียง พอเดินเข้าไปเห็นสภาพเปื้อนฝุ่นของพี่ชายก็หันไปหาฮั้นตี้ 

“ทำไมสภาพซื่อหนานเป็นแบบนี้ละ” 

“เมาหลับแล้วล้มลงไปนอนกับพื้นหญ้าน่ะ” 

“อ้อ...งั้นคงต้องเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้า...” ตะวันกล้าพึมพำก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำเตรียมผ้าเช็ดตัวผืนเล็กและกะละมังเล็กออกมา พอเห็นฮั้นตี้กำลังถอดถุงเท้าให้ซื่อหนานก็อมยิ้มออกมา 

“ตะวัน....” เต๋อหัวเดินเข้ามาในห้องซื่อหนาน “...ไปนอน” เต๋อหัวบอกเสียงเรียบ มองกะละมังในมือของคนรักแล้วขมวดคิ้ว 

“คือผมกำลังจะ....” 

“ให้ฮั้นตี้ทำ” 

ฮั้นตี้หรี่ตามองพี่ชายต่างพ่อกับตะวันกล้าแล้วถอนหายใจออกมา เขารีบเดินไปคว้ากะละมังมาไว้ในมือก่อนจะโบกมือไล่ให้ทั้งสองคนออกไป แต่ก่อนจะปิดประตูตะวันกล้าโผล่หัวเข้ามาบอกบางอย่างกับฮั้นตี้ “คืนนี้ผมกับเต๋อหัวนอนที่เรือนใหญ่นะ คงไม่มีห้องว่างให้นายแล้ว คืนนี้นายนอนกับซื่อหนานไปแล้วกันนะ” 

ปึก! 

ฮั้นตี้ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าคืนนี้เขาต้องนอนกับซื่อหนาน พอหันมองไปร่างแดงระเรื่อใต้แสงไฟกำลังเผยออ้าปากน้อยๆและหายใจเข้าออกสม่ำเสมอหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง สมองก็พาลคิดไปถึงภาพในวันนั้น วันที่เขากับซื่อหนานครั้งแรก 

อ่า.... 

“ไม่ได้ๆ” 

ฮั้นตี้สะบัดหัวแรงๆรีบข่มใจด้านร้ายลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกเดินถือกะละมังเข้าไปเช็ดตัวคนบนเตียงและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อย่างลวกๆ ก่อนจะรีบเดินเข้าห้องน้ำสำเร็จโทษตัวเองประมาณชั่วโมงหนึ่ง ชำระร่างกายแล้วค่อยออกมาด้วยความโล่งใจ....อื้ม คงไม่เกิดอะไรแล้วละ.... 

แต่เขาคิดผิด... 

“น้ำ...” 

หื่อ? 

ฮั้นตี้ลืมตาตื่นผุดลุกขึ้นนั่งแล้วเปิดโคมไฟหัวเตียง มองคนข้างกายที่นอนกระสับกระส่ายเหมือนไม่สบายตัวอย่างฉงน 

“ซื่อหนาน” 

“น้ำ....” อีกฝ่ายพูดเสียงแหบแผ่ว แต่อยู่กันสองคนในห้อง และนี่ก็ดึกมากแล้ว ฮั้นตี้จึงได้ยินชัดเจนว่าซื่อหนานพูดว่าอะไร 

“น้ำ? กินน้ำหรอ?” 

คนที่นอนอยู่พยักหน้า ใบหน้านิ่วคิ้วขมวดเข้าหากัน ส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่สบายตัว ฮั้นตี้จึงพยุงร่างโปร่งร้อนให้ลุกขึ้นนั่งหลังพิงหัวเตียงจัดหมอนซ้อนหลังให้ร่างโปร่งพิงสบายไม่ปวดหลัง ก่อนจะยื่นมือไปแตะหน้าผาก 

“ตัวร้อนนี่” 

ซื่อหนานหรี่ตาขึ้นมองฮั้นตี้ แล้วปัดมือแกร่งให้พ้นตัว “แค่ก อย่าแตะ” เสียงแหบแห้งตะคอกว่า แล้วพ่นลมหายใจร้อนออกมาอย่างหงุดหงิด 

“ฉันจะไปเรียกตะวัน” ตัวร้อนขนาดนี้เป็นไข้แน่นอน ดูจากหน้าแดงระเรื่อและตามตัวเริ่มมีผดผื่นที่ขึ้นตามร่างกายของซื่อหนานไม่แน่ว่าจะแพ้เหล้าหมักพวกนั้น 

“ไม่ต้อง! แค่ก! ถ้าไม่ช่วยก็ไปซะ แค่กๆๆ กูจะกินน้ำ....ถอย....” 

“อยู่นิ่งๆเถอะ ตัวร้อน ตาจะลืมไม่ขึ้นอยู่แล้ว ลุกไหวหรือไง เดี๋ยวฉันลุกไปเอาน้ำมาให้เอง อยู่เฉยๆอย่าขยับละ” 

ซื่อหนานไม่พูดอะไรเพียงนั่งพิงหมอนนิ่งๆ ร่างกายไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะขัดขืนคำสั่งของฮั้นตี้ได้ ร่างโปร่งจึงทำได้เพียงนั่งมองตามแผ่นหลังกว้างเดินออกจากห้องไปอย่างรีบร้อนแล้วเม้มปากแน่นเมื่อนึกไปถึงข่าวเมื่อเช้าที่ตนอ่าน 

“ข่าวฉาว 

*! ดาราสาวสวยควงนักธุรกิจหนุ่มโสดหล่อรวยเข้าโรงแรม...”* 

“เลขานักธุรกิจหนุ่มชื่อดังบอกปัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับดาราสาว ให้สัมภาษณ์สวนทาง ความจริงเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่ 

*? ใครกันที่โกหก?”* 

“ฉาวแรงกว่าเดิม 

*! ดาราสาวสวยอดีตคู่ควงนักธุรกิจหนุ่มเข้าโรงพยาบาลแผนกสูตินารีเวช!”* 

คนอย่างฮั้นตี้....คงไม่ใช่คนที่จะหยุดอยู่ที่ใครง่ายๆ โอกาสที่เขาให้ไปครั้งนั้น ฮั้นตี้ไม่ใช้มันเลยสักนิด.....เป็นเขาเองที่ตัดสินใจผิดคิดให้โอกาส.... 

แกร็ก.... 

ฮั้นตี้เดินถือถาดที่มีแก้วน้ำและยาเม็ดอยู่ในแก้วเล็กเดินเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง ก่อนจะวางถาดลงบนโต๊ะข้างหัวเตียงแล้วทรุดตัวนั่งบนเตียง แล้วเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของซื่อหนาน 

แปะ 

ซื่อหนานปัดมือฮั้นตี้ออกก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น “เสร็จแล้วก็ออกไป” เสียงแหบแห้งกล่าวอย่างแข็งกระด้าง 

ฮั้นตี้มองหน้าแข็งขืนของซื่อหนานแล้วถอนหายใจออกมาพลางคิดไม่เข้าใจว่าซื่อหนานเป็นอะไรไป ทั้งที่อาทิตย์ก่อนหน้านี้เขาโทรมาหาอีกฝ่ายยังพูดดีด้วยอยู่เลย หรือเขาทำอะไรไม่ดีลงไป? 

“กินยาก่อน ฉันป้อน” 

“ไม่ต้อง!” 

“ซื่อหนาน....” 

“ออกไปได้แล้ว” 

ฮั้นตี้วางแก้วน้ำกลับลงบนถาดอย่างหัวเสียแล้วยื่นมือไปจับมือเรียวไว้ “เป็นอะไร ทำไมไม่พูดกันดีๆ เอะอะก็ไล่ ไม่คิดว่าฉันจะเสียใจบ้างหรือไง” ทุกวันนี้เขาหวาดระแวงไปหมดว่าตัวเองจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ในหัวของเขาเพียรคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ซื่อหนานยอมรับ ยอมให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวได้จริงๆ เพราะเขาอยากจะทำหน้าที่ที่เขาควรจะทำให้มันดีที่สุดแล้ว ไม่อยากจะรออย่างใจเย็นอีกต่อไป 

ซื่อหนานหันขวับกลับไปมองฮั้นตี้เขม็ง ดวงตาแสบร้อนขึ้นมาอย่างไร้เหตุจ้องคนตรงหน้าอย่างเจ็บใจ ไม่คิดว่าฮั้นตี้จะมาตัดพ้อตนอย่างกับว่าตัวเขาเป็นฝ่ายผิด ทั้งที่คนผิดจริงๆ คือตัวฮั้นตี้ไม่ใช่เขา! 

“พูดอย่างกับว่ากูผิด!” 

“ซื่อหนาน เราสัญญากันแล้วไงว่าจะไม่พูดคำหยาบ” เราตกลงกันไว้แล้ว และเขาเคยขอร้องซื่อหนานเรื่องนี้ทางโทรศัพท์ เขากลัวว่าเจ้าแสบจะจำแล้วติดนิสัยเอาคำหยาบไปใช้ เด็กเอาคำหยาบไปใช้จะกลายเป็นเด็กไม่น่ารักต่อให้หน้าตาน่ารักก็ตาม เขาไม่ต้องการให้ลูกเป็นแบบนั้นในสายตาคนนอก 

ซื่อหนานสะบัดหน้าหนีไปอีกจมูกแสบร้อนทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าออก เขาเริ่มรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดและอ่อนไหวทุกครั้งที่ดวงตาคมสีดำอมเทามองเขาอย่างตำหนิ 

ฮั้นตี้สังเกตอาการของคนตรงหน้า เห็นว่าซื่อหนานไม่อยากแม้จะมองหน้าตัวเองก็คิดปวดใจ บางทีเขาอาจพยายามไม่มากพออย่างที่ตะวันกล้าปรามาสและคนอื่นๆพูดไว้ 

“ถ้านายไม่อยากเห็นหน้าฉัน ฉันจะลงไปนอนที่ห้องรับแขก รอนายอารมณ์เย็นแล้วเราค่อยคุยกัน” หลบหน้าไปสักชั่วโมงรอให้ซื่อหนานหลับแล้วค่อยขึ้นมาใหม่ฮั้นตี้คิด 

“เออ! จะไปไหนก็ไป! ไปให้ไกลๆ กลับไปฮ่องกงได้ยิ่งดี...แค่กๆๆ คนที่นั่นคงพร้อมดูแลมึงอยู่เต็มไปหมด!” ซื่อหนานฟิวส์ขาดควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป ร่างโปร่งคว้าหมอนบนเตียงปาใส่ฮั้นตี้อย่างหงุดหงิด เขาอยากจะจับร่างสูงมาฉีกเป็นชิ้นๆให้สมกับที่ทำให้เขาเจ็บปวดไม่พอใจอย่างไร้เหตุมาสี่ห้าวัน 

ฮั้นตี้ยกมือขึ้นมาปัดป้องหมอนลูกแล้วลูกเล่าที่ปาใส่เขา ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่บนเตียงแล้วคว้ามือที่กำลังทุบตีเขาเอาไว้แล้วดึงเข้าหาตัว 

“ซื่อหนาน!” เขาใกล้จะหมดความอดทนกับการใช้วิธีประนีประนอมอย่างใจเย็นแล้ว.....และคนที่ทำลายมันคือคนตรงหน้าเขา ดื้อดึง หัวแข็ง และไม่ยอมใครอย่างซื่อหนาน 

“ปล่อย!” ซื่อหนานพยายามแกะมือแกร่งให้ปล่อยเข้ามือ ตัวที่ไร้เรี่ยวแรงเพราะพิษจากแอลกอฮอล์พยายามใช้แรงที่เหลืออยู่น้อยนิดดันร่างให้ถอยห่าง แต่ก็ทำไม่ได้ดั่งใจ สุดท้ายก็แต่นั่งหอบหายใจเหนื่อยจ้องหน้าฮั้นตี้อย่างโกรธเคือง 

“ฉันทำอะไรผิด นายถึงโกรธฉัน” ฮั้นตี้ถามเสียงอ่อนแต่ตายังคงจ้องเขม็งมองคนตรงหน้าอย่างคาดคั้นมือยังคงจำข้อมือของซื่อหนานแน่นไม่ยอมปล่อย 

“ทำอะไรไว้ก็น่าจะรู้ตัวเองดี....” 

“เท่าที่ฉันรู้ ฉันไม่ทำอะไรที่ผิดต่อนาย” 

ซื่อหนานเม้มปากถลึงตาใส่ฮั้นตี้จนแทบถลน “กล้าพูด! ปล่อย!” เสียงแหบแห้งตะโกนบอก พยายามบิดตัวให้ออกห่างจากฮั้นตี้ สองมือไม่ไหวก็เริ่มยกเท้าขึ้นมากะจะถีบอีกฝ่ายให้ห่างตัวแต่ฮั้นตี้ไม่ยอม ร่างสูงพลิกตัวมาคร่อมคนป่วยหัวดื้อเอาไว้ แล้วโน้มหน้าลงมาใกล้จนจมูกแนบชิดผิวแก้มจนร้อนผ่าว 

“แค่ก! ออกไปให้พ้น! ถ้าอยากมากก็ไปเอากับคนอื่น!” 

ฮั้นตี้ขมวดคิ้วไม่เข้าใจอาการดื้นรั้นของซื่อหนาน เขาเพียงจ้องคนตรงหน้าเงียบๆแล้วเอ่ยปากถามอย่างยียวน “คนอื่นไม่มี มีแต่นายตอนนี้ ถ้าฉันอยากนายจะให้ฉันไหม” ไม่พูดเปล่าร่างสูงโน้มตัวลงไปซุกไซร้ซอกคอขาวสูดกลิ่นหอมสดชื่นจากแสงแดดและน้ำหอมกลิ่นดอกไม้ที่เขาจำได้ว่าเคยซื้อมาฝากซื่อหนานเพราะคิดว่าหอมดี พอสูดกลิ่นนี้เข้าจมูกจนเต็มรักปอดและหัวใจของเขาก็ฟองฟูขึ้นอย่างอิ่มใจ ด้วยไม่คิดว่าซื่อหนานจะใช้อย่างที่เขาหวังไว้ 

ปากแข็งเป็นที่หนึ่ง ดื้อรั้นเป็นที่หนึ่ง แถมยังแข็งกระด้างใจแข็งอย่างกับหิน ไม่รู้ว่าเขาพิศวาสคนแบบนี้ไปได้ยังไง ตอนแรกคิดว่าจะแกล้งอีกฝ่ายแค่เล่นๆ แต่กลิ่นหอมสดชื่นและผิวกายขาวร้อนผ่าวตรงหน้าทำให้เขาขาดสติยับยั้งไม่ไหว เลยเผลอขบเม้มผิวขาวๆนั้นให้เกิดรอยสีกุหลาบสวยสองสามรอยก่อนจะตามด้วยจูบย้ำๆอย่างปลอบประโลม 

จุ๊บ! จุ๊บ! 

“อึก! ฮั้นตี้!....” เสียงแหบแห้งตวาดดังทำให้ร่างสูงได้สติผละหน้าถอยห่างออกมาอย่างเสียดาย 

“โทษที เผลอน่ะ” 

“อึก...” เผลอหรอ? “ไอ้เลว!” ซื่อหนานด่าน้ำตาซึม หัวร้อนจนแทบระเบิดมองคนที่กักกันอย่างเจ็บใจ “มักมาก! ไม่รู้จักพอ! อยากมากนักก็ไปเอากับสาวๆของมึงสิวะ! เห็นข่าวบอกว่าท้องแล้วนิ แค่ก...ก็ดีเหมือนกัน ที่นี่เอง...ก็ไม่ต้องการนายมาเป็นพ่ออีกคนของก้องภพกับใต้หล้าอีกต่อไปแล้วเหมือนกัน!” 

“ห๊ะ?” ฮั้นตี้สตั้นไปครู่หนึ่งเผลอปล่อยมือออกจากข้อมือขาวทำให้ซื่อหนานได้โอกาสทุบตีให้ร่างสูงถอยห่างแต่ไม่นานฮั้นตี้ก็หยุดการประทุษร้ายทางร่างกายได้ เขาประสานมือเข้ามือเรียวได้รูปของซื่อหนานแล้วตรึงไว้กับเตียงยับยู้ยี้เหมือนหน้าของร่างโปร่งตอนนี้ไม่มีผิด 

“ให้ฉันคิดก่อนนะ....ฉัน? ฉันเนี่ยนะมีสาวๆ?” ตอนไหนวะ? 

“ข่าวออกจะครึกโครม!” 

“นาย....” ฮั้นตี้อึ้งมองคนใต้ร่างอย่างไม่เชื่อสายตา ในหัวประมวลผลเรื่องที่เกิดขึ้นพาลคิดไปถึงข่าวลือมั่วซั่วไร้ต้นตอเมื่อสี่ห้าวันก่อนที่เขาจะบินมาที่นี่แล้วเหลือบมองคนใต้ร่างอย่างพิจารณาอีกครั้ง พอเห็นคิ้วเรียวขมวดนิ่วอยู่ตรงหน้าก็อดที่จะก้มลงไปจูบมันแรงๆไม่ได้ 

“ฮั้นตี้!” 

“หึ...นายนี่มันน่ารักจริง หึงฉันหรอ” 

หึง? หึงบ้าอะไรกัน!? คนอย่างเขาไม่มีทางหึงฮั้นตี้แน่ แค่.... “แค่ก อย่ามาเหมารวมว่าหึง! ที่กูโกรธเพราะเจ็บใจที่ให้โอกาสไปกับคนมักมาก” 

ฮั้นตี้ยกยิ้มอารมณ์ดีเขายื่นหน้าเข้าไปหาซื่อหนานอีกครั้งแต่คราวนี้ใบหน้าเรียวหวานดันสะบัดหน้าหนีทำให้จมูกโด่งได้รูปเขาแตะถูกผิวแก้มแทนปากบางๆนั่น 

จุ๊บ! ฟอดดดดดด! 

“ฟังกันก่อนซิ ฟังฉันอธิบาย....เรื่องข่าวนั่นมันมั่ว มีคนกุข่าวขึ้นมาสร้างให้กระแสนิยมของฉันในโลกธุรกิจแปดเปื้อนมีราคี ตอนนี้กำลังส่งคนไปจัดการแล้วคงต้องรอสักพักข่าวคงซา.....” 

“โกหก!” คนว่าไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองกัน ฮั้นตี้จึงโน้มหน้าลงไปจุ๊บมุมปากของซื่อหนานเบาๆทำให้ร่างโปร่งหันขวับกลับมามองเขาตาวาว แต่นั่นไม่ได้ทำให้ฮั้นตี้กลัวเลย เขาเพียงอารมณ์ดียิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้จ้องตาดำขลับคู่นี้ 

“ไม่ได้โกหก....” ฮั้นตี้พูดเสียงนุ่มจ้องตากับซื่อหนานแน่วแน่ “คนสุดท้ายในโลกที่ฉันไม่อยากโกหก และไม่คิดจะโกหก คือนายนะซื่อหนาน” 

ไม่....ต้องโกหกแน่ ไม่เชื่อหรอก! ถึงจะบอกกับตัวเองอย่างนี้แต่อีกใจของเขากลับโอนอ่อนไปตามคำพูดของฮั้นตี้ไปแล้ว 

“นายและลูกคือสิ่งสำคัญสิ่งเดียวในชีวิตฉัน เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้สำหรับฉัน และเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้ว่าใช้ชีวิตอยู่เพื่อใคร....” เขาเคยถือทิฐิไม่อยากยอมรับความรู้สึกที่มีต่อซื่อหนาน ไม่อยากจะยอมรับว่าเขาคนนี้แอบมองและแอบพอใจในตัวซื่อหนานอยู่ลึกๆมาตลอด มาตอนนี้ทิฐิ ความแค้นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นของขวัญที่เหลืออยู่ชิ้นเดียวบนโลกของเขา 

“มะ....” ...ไม่เชื่อหรอก....ซื่อหนานปฏิเสธได้ไม่เต็มเสียงคนตรงหน้าก็โน้มหน้าลงมาจนหน้าผากและจมูกแตะกัน สัมผัสร้อนผ่าวแต่อบอุ่นกำลังดีทำให้คนหัวดื้อชะงักงัน ทำตัวไม่ถูกยิ่งขึ้นไปอีก 

“ชีวิตฉันมีแค่นายกับลูก ฉันจะทำร้ายนายได้ยังไง....ไม่มีทางที่ฉันจะทำอย่างนั้น” 

“......” ซื่อหนานเม้มปากแน่นสบตาสีดำอมเทาอย่างใจหวั่นๆ ใจมันแกว่งเหมือนลูกตุ้มและกำลังแกว่งเร็วขึ้นเรื่อยๆเพราะคำพูดของฮั้นตี้... 

“อย่าโกรธฉันเลย ฉันจะรีบแก้ข่าวให้เร็วที่สุดหรือไม่นายก็กลับฮ่องกงไปพร้อมกับฉัน ไปยืนยันจุดยืนของนายในหัวใจของฉันให้คนพวกนั้นรู้...” 

“.....!!!” 

ไม่....เขาไม่... 

ฮั้นตี้อมยิ้มมองหน้าเรียวเบิกตากลมเล็กของตัวเองอย่างอึ้งๆแล้วยกยิ้ม “ฉันรู้ว่านายไม่มีทางทิ้งที่นี่ แต่ฉันก็อยากให้นายรู้ ว่าฉันไม่สามารถทิ้งธุรกิจพวกนั้นได้เหมือนกัน....เพราะแบบนี้ถึงรู้สึกอิจฉาเต๋อหัวที่ได้อยู่ที่นี่ ได้ใช้ชีวิตกับตะวันและลูก ส่วนฉันกลับต้องทำงานงกๆอยู่ห่างไกลนาย....” 

ซื่อหนานเม้มปากแน่น นัยน์ตาสั่นระริกด้วยคิดย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเผลออ่อนตัวลงไม่ขัดขืนปล่อยให้อีกคนได้แทะโลมไปทั่วหน้าอย่างเต็มใจ 

“อย่าโกรธกันเลย....ฉันไม่มีทางมีใครได้นอกจากนาย ไอ้นั่นของฉันมีอารมณ์เฉพาะกับนายเท่านั้นแหละ” ฮั้นตี้พูดน้ำเสียงกลั้วหัวเราะขณะกระซิบบอกร่างโปร่งเสียงพร่า “ไม่เชื่อสัมผัสดูไหม ตอนนี้มันก็....” 

“ฮั้นตี้!” 

ซื่อหนานตะคอกทันควันรีบดันอกแกร่งให้ห่างกายแต่ก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อร่างสูงกว่าแนบชิดลงมาแทบทุกสัดส่วน ร่างกายเดิมร้อนมากอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งร้อนกว่าเดิมเสียอีก เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงส่วนกลางกายของอีกฝ่ายกำลังบดเบียดแถวๆต้นขาของเขา ลามก! ทะลึ่ง! 

“ถะ ถอยออกไป!” 

ฮั้นตี้ตาพราวจ้องคนตรงหน้าแล้วยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “นายหายโกรธฉันแล้วใช่ไหม?” 

“ไม่! ถอยออกไป” 

“ชู่ววว ปากนี่แข็งจริงๆนะ” ฮั้นตี้ว่าพลางหรี่ตาจ้องปากบางได้รูปที่เม้มเข้าเม้มออกแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ซื่อหนานมองอาการของคนตรงหน้าอย่างหวั่นๆรีบยกมือขึ้นมาดันหน้าคมของฮั้นตี้เอาไว้ทันที 

“ไม่!” 

“ฉันแค่จะชิม....” ฮั้นตี้บอกเสียงกระเซ้า จับมือที่ดันหน้าเขาออกแล้วจ้องไปที่ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างหมายมาด 

ชิมก็ไม่ได้! ซื่อหนานส่ายหัวหลบใบหน้าที่ก้มลงมาจู่โจม ใจเต้นตูมตามไม่หยุดเมื่อริมฝีปากหยักร้อนปัดผ่านไปมา อย่างยั่วเย้าจุ๊บตามมุมปากเขาหยุด ก่อนจะผละห่างแล้วกระซิบบอกเขาเสียงเบา 

“ลืมตามองฉันซิ ฉันไม่กินนายตอนนี้หรอก ถ้านายยังไม่พร้อม” 

“โกหก!” ซื่อหนานหลับตาปี๋แล้วส่ายหัวไปมาจนเส้นกระจายเต็มหมอน 

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่มีทางโกหกนาย.....แค่บอกว่าจะชิม ก็คือชิมจริงๆ” ฮั้นตี้เสยคางเรียวให้เงยหน้าขึ้นมานิดให้เขาได้จ้องชัดๆแล้วโน้มหน้าลงไปจูบซับบนเปลือกตาที่สั่นระริก 

“ลืมตาเถอะ ฉันอยากมองนาย....ผ่านดวงตาสวยๆของนาย” ฮั้นตี้เกลี่ยกล่อมเสียงนุ่มทุ้มพร่าก่อนจะจูบซับเปลือกตาสีอ่อนอีกรอบแล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยลูบเบาๆ 

ซื่อหนานทนความอยากรู้ในน้ำเสียงยั่วเย้านั่นไม่ไหว ค่อยๆลืมตาขึ้นมองฮั้นตี้ ปากเผยออ้าออกเล็กน้อยก่อนจะสะดุ้งเมื่อร่างสูงโน้มหน้าลงมาประกบปากร้อนแล้วดูดดึงริมฝีปากเขาจนเกิดเสียงน่าอาย แล้วผละออกไป 

“แค่ชิม...เห็นไหม” 

ซื่อหนานจ้องหน้าฮั้นตี้แล้วกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เพราะรู้สึกลำคอแห้งผากเหลือเกิน เขารู้สึกว่าจูบเดียวเมื่อกี้มันไม่พอ... 

“แค่ชิมของนายไม่เห็นจะเท่าไหร่” ซื่อหนานบอกเสียงแผ่วยกมือขึ้นลูบสันกรามแกร่งเบาๆก่อนจะกดท้ายทอยของอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้แล้วเป็นฝ่ายประกบปากเข้าดูดดึงริมฝีปากหยักร้อนเสียเอง 

ฮั้นตี้ชะงักไปครู่หนึ่งแล้วเปลี่ยนมาจู่โจมริมฝีปากบางอย่างหิวกระหายเสียเอง รสขมปร่าของแอลกอฮอล์กำลังมัวเมาฮั้นตี้ให้ไม่สามารถผละจากจูบหวานร้อนขมปร่านี้ได้เขาเพียงผละออกมาแล้วโน้มลงไปจูบคนใต้ร่างซ้ำๆ โอบกอดร่างโปร่งเข้ามาชิดแล้วลูบไล้สำรวจตรวจตราไปทุกที่อย่างเผอเรอ ลมหายใจหอบสะท้านของสองร่างบนเตียงดังก้องไปทั่วห้องก่อนจะหยุดลงเมื่อฮั้นตี้ผละหน้าออกมาแล้วพูดบางอย่างเพื่อเป็นการขออนุญาต 

“ซื่อหนาน...ฉัน....” 

“ฟี้~” 

“ซะ...ซื่อหนาน...” 

ฮั้นตี้หน้าซีดมองใต้ร่างที่หลับเป็นตายทั้งที่อารมณ์ของเขาพุ่งขึ้นสูงจนแทบจะทะลุปรอทอยู่รอมร่อ มันปวดเสียจนอยากจะปลดปล่อย แต่คนใต้ร่างกลับหลับไปเสียก่อนที่เขาจะเผด็จศึก! 

“ซื่อหนาน....” ฮั้นตี้มองคนใต้ร่างตาละห้อย เขาค้างเติ่งเสียจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพลิกตัวออกห่างคนเมาหลับไม่ได้สติ แล้วรีบวิ่งเข้าไปห้องน้ำไปอย่างหัวเสีย ทำไม! ทำไมนะ! อีกนิดเดียวแท้ๆ ฮั้นตี้คิดอย่างเจ็บใจ 

หลังจากจัดการธุระในห้องน้ำเสร็จก็ออกมายืนกอดอกมองคนนอนหลับเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์และไข้รุมเร้าอย่างหมั่นเขี้ยว ทิ้งให้เขาอารมณ์ค้างส่วนตัวเองนอนหลับสบายใจเฉิบให้เขาเช็ดตัว ป้อนยา ให้ตายเถอะเขานักธุรกิจหนุ่มชื่อดังต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้เสียชื่อเทียนฮั้นตี้จริงๆ บ่นในใจไปงั้นแหละแต่มือยังคงสาละวนกับเนื้อตัวของอีกฝ่ายไม่หยุดพอเช็ดตัวให้ซื่อหนานเสร็จ ฮั้นตี้จึงพาตัวเองเข้าไปมุดในผ้าห่มผืนเดียวกับซื่อหนาน ดึงร่างโปร่งเข้ามากอดแล้วซุกหน้าลงกับซอกคอหอม ช่างเถอะ ไว้วันหลังก็ได้ยังมีเวลาเหลืออีกหลายสิบปี คิดได้อย่างนั้นร่างสูงก็ผล็อยหลับไปอย่างสบายใจ....... 

“อาการพี่ซื่อหนานไม่ดีขึ้นหรอ หน้าตาเหมือนไม่ได้นอน” ตะวันกล้าที่กำลังช่วยป้าวันยกอาหารเช้ามาตั้งโต๊ะเอ่ยทักเมื่อเห็นฮั้นตี้เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยใบหน้าอิดโรย 

“อืม” ฮั้นตี้ตอบอย่างอ่อนแรงก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเต๋อหัวที่นั่งบนหัวโต๊ะ 

“อย่าบอกนะที่ซื่อหนานไม่สบายเพราะนายกับซื่อหนาน......” มาซาชิที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับฮั้นตี้พูดขึ้นพลางยกนิ้วชี้มาแตะกัน 

ฮั้นตี้มองมาซาชิอย่างไร้อารมณ์ ร่างสูงไม่พูดอะไรเพียงยื่นมือไปหยิบขนมปังปิ้งขึ้นมากิน และไม่ลืมที่จะคว้าขวดซอสมะเขือเทศมาให้ใต้หล้าที่กำลังเอื้อมมือไปหยิบสุดแขนแต่หยิบไม่ถึงสักที 

“เฮ้ยๆ ทำไมวะ เมาขนาดนั้นแล้ว” 

“โต้ซังลามก” ยูริที่นั่งอยู่ข้างหมิงตู้กำลังตักโจ๊กเข้าปากพูดขัดขึ้นเมื่อเห็นพ่อออกอาการไม่เหมาะสม ฮั้นตี้หัวเราะในลำคอมองมาซาชิที่หน้าเจื่อนลงทันตาอย่างถูกใจ 

“โธ่ ยูริลูก มันเป็นเรื่องธรรมชาติ” ยูริมองผู้เป็นพ่อแล้วส่ายหัวระอา หมิงตู้ที่นั่งอยู่ข้างยูริอีกทียื่นมือมาผลักไหล่มาซาชิอย่างคิดโทษทันที 

“อะไรเล่า ฉันพูดผิดตรงไหน ผัวเมียกันจะทำการบ้านกันเป็นเรื่องธรรมชาตินี่นา” มาซาชิยังคงเถียง 

ฮั้นตี้ไม่สนใจเสียงโวยวายของมาซาชิอีกแต่หันไปหาเต๋อหัวที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หัวโต๊ะแทน “คิมสันกับเอียนบอกว่าจะมา มันจะมาเมื่อไหร่” 

“วันนี้ ช่วงสายๆ” 

ฮั้นตี้พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อหันไปมองลูกชายอีกทีปากใต้หล้าเลอะไปด้วยซอสเต็มไปหมด ฮั้นตี้จึงรีบหยิบซอสมะเขือเทศออกห่างมือซุกซนของใต้หล้าทันที 

“ใต้ ใส่เยอะเกินไปแล้วลูก” 

“ก้องบอกใส่เยอะๆเหมือนเลือดเลยฮะ ก้องชอบ” ใต้หล้าเงยหน้าขึ้นมาอธิบายด้วยรอยยิ้มใสซื่อ 

“อื้ม ก้องชอบ” ก้องภพเงยหน้าขึ้นมาบอกพ่อด้วยตาเป็นประกาย ทำเอาคนเป็นพ่อไปต่อไม่ถูก ก่อนจะรีบอธิบายกับก้องภพด้วยเสียงจริงจัง 

“ก้องไม่ควรให้น้องเล่นซอสและบอกน้องว่าซอสเหมือนเลือดนะลูก มันไม่ดี เราไม่ควรเปรียบมันเหมือนเลือด” 

ก้องภพนิ่วหน้า “เย็นบอกว่าเลือดดีฮะ” ก้องภพเป็นเด็กที่ชอบทำอะไรแปลกๆเรื่องนี้ฮั้นตี้รู้ดี แต่ความแปลกของลูกชายชักเริ่มทำให้ฮั้นตี้หวั่นใจลึกๆ 

“ตะวันบอกว่าเลือดให้ชีวิตอุ่น เลือดดีค่ะ” ไอเย็นรีบเงยหน้าขึ้นมาแก้ตัว 

คราวนี้ฮั้นตี้จึงหันไปมองตะวันกล้าที่ได้แต่ส่งยิ้มแห้งกลับมาให้เขา ในความเข้าใจของไอเย็นฮั้นตี้รู้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่ในสายตาของก้องภพที่กำลังมองซอสบนตัวน้องชายทำให้ฮั้นตี้ไม่ชอบใจความหมายในดวงตาคู่นั้นเอาเสียเลย 

ฮั้นตี้ไม่ซักอะไรก้องภพต่อ เพียงยื่นผ้าไปให้ก้องภพ “เช็ดซอสออกให้น้อง ก้องบอกน้องว่าดีน้องเลยทำจนเลอะ ก้องต้องรับผิดชอบดูแลน้องนะลูก” 

“ฮะ!” 

ก้องภพตอบรับด้วยรอยยิ้มแป้นก่อนจะทำตามที่พ่อบอกอย่างเคร่งครัด ฮั้นตี้หันไปมองหน้าเต๋อหัวและตะวันกล้าอย่างหนักใจ 

“นายบอกว่าเขาพบหมอแล้วเขาอาจจะหายเป็นปกติ” ฮั้นตี้พูดเสียงเบา เขาจ้องหน้าตะวันกล้าอย่างคาดคั้นพลางคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เจ้าเมฆตายเพราะถูกก้องภพป้อนองุ่นให้กินในคราวนั้นไม่หยุด ก้องภพไม่เสียใจแม้แต่น้อยที่เจ้าเมฆนอนหลับไม่ฟื้น ในขณะที่ใต้หล้านั่งร้องไห้ที่เพื่อนเล่นตัวใหม่พังเร็วเหลือเกิน พวกเขาสังเกตเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบๆและตกลงกันว่าให้ตะวันกล้าและกระถินพาก้องภพไปหาหมอ 

“หมอบอกว่าเขาปกติ” ตะวันกล้าบอกเสียงเรียบ ผลตรวจออกมาปกติ พอตรวจไอคิวก็พบอีกว่าอยู่ในเกณฑ์ทั่วไป แต่ตะวันกล้ารู้ดีว่ามันไม่ปกติถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้จะพาก้องภพไปตรวจกับหมอที่ไหนอีกแล้ว เพราะผลตรวจมันออกมาอย่างนั้น 

“ไม่งั้นก็พาเขาไปตรวจกับเซบาสเตียน” เต๋อหัวบอก 

“ไม่ ฉันไม่มีทางพาก้องภพไปเจอกับมันแน่” ยิ่งเจอไม่ใช่ว่ายิ่งไปกันใหญ่ ในใจลึกๆฮั้นตี้รู้ดีว่าก้องภพเป็นส่วนผสมระหว่างเขากับเต๋อหัว ไม่เหมือนเขาซะทีเดียวเหมือนใต้หล้า แต่เหมือนเขาและเต๋อหัวแถมยังแฝงไปด้วยนิสัยบางอย่างที่เหมือนกับเซบาสเตียน และเรื่องนี้ทำให้เขาไม่สบายใจ 

“พูดเรื่องอะไรกัน มีอะไรให้ฉันช่วยไหม” มาซาชิยื่นหน้าเข้ามาร่วมวง 

“ไม่เกี่ยวกับนาย!” 

“น่า....เผื่อฉันช่วยได้” มาซาชิคะยั้นคะยอแต่ฮั้นตี้ส่ายหัวปฏิเสธ บางทีเขาอาจจะต้องพาก้องภพไปหมอด้วยตัวเอง ฮั้นตี้คิดในใจพลางเหลือบมองก้องภพที่กำลังค่อยๆบรรจงใช้ผ้าเช็ดแก้มเช็ดปากให้ใต้หล้าอย่างใส่ใจ อย่างน้อยก้องภพก็รักและดูแลใต้หล้าเป็นอย่างดี พี่น้องรักกันเป็นเรื่องดี 

“ตี้ๆ เมื่อคืนนะ ใต้จะไปนอนกับตี้.....” 

ใต้หล้าที่เช็ดปากเสร็จเรียบร้อยยื่นมาดึงแขนฮั้นตี้พร้อมกับทำปากยื่นเล่าเรื่องราว “แต่ก้องห้ามใต้” ใต้หล้าบอกพลางทำเสียงงอนๆพี่ชายฝาแฝด 

“ก้องทำถูกแล้ว เมื่อคืนหนานหนานไม่สบาย ลูกไม่ควรมารบกวน” 

“ฮึ่ย! ก็ใต้อยากเห็นนี่นา” 

“อยากเห็นอะไร” ฮั้นตี้ขมวดคิ้วถาม 

“ก็...” ใต้หล้ากำลังจะพูดแต่ถูกก้องภพดึงแขนห้ามไว้ ใต้รีบพูดขัดพี่ชาย “...ใต้จะพูด ใต้อิจฉาอุ่นมาหลายวันแล้ว พูดอวดอยู่นั่น” ใต้หล้าว่าพลางหันไปมองไออุ่นที่กำลังปั้นข้าวในมือเล่นโดยมีคิงนั่งป้อนข้าวอยู่ข้างๆ 

ไออุ่นเงยหน้าขึ้นมาได้ยินพี่ชายพูดถึงก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ “แบร่~” 

“ไออุ่น!” ตะวันกล้าเอ็ดลูกชายคนเล็กที่ทำกิริยาไม่เหมาะสมแต่ไออุ่นก็ดื้อเกินกว่าจะเชื่อฟัง พอถูกเอ็ดแล้วยังทำหน้าระริกระรี้ไม่สำนึกอยู่เลย 

“ฮึ่ม! ตี้เห็นไหม อุ่นเยาะเย้ยใต้! เมื่อคืนใต้เลยแอบย่องออกจากห้องไปหาตี้…” ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกตงิด 

“กำลังจะเคาะประตู แต่อาตะวันห้ามไว้ก่อน....” 

“หืม?” ฮั้นตี้หันไปมองตะวันกล้า 

ตะวันกล้ารีบเอ่ยปากแก้ตัว “คือ ว่าจะยกยาขึ้นไปให้น่ะ แต่เจอตัวแสบอยู่หน้าห้องซะก่อน เลยรีบเอาตัวกลับห้อง” 

“อาตะวันบอกว่าปล่อยให้ตี้กินจุ๊บจิ๊บมีน้องให้ใต้อย่าไปกวน จริงไหมตี้ ตี้จะมีน้องให้ใต้ใช่ไหมฮะ...” 

กินจุ๊บจิ๊บ? 

มีน้อง? 

ฮั้นตี้หรี่ตามองคนหวังดีที่ยกยาขึ้นมาให้เขายามดึกดื่นอย่างจับผิด ตะวันกล้าทำหน้าไม่ถูกหัวเราะเจื่อนๆแล้วรีบอธิบาย “คือเมื่อคืนยกยาไปให้น่ะแล้วเห็นใต้หล้ายืนอยู่หน้าประตูกำลังจะเคาะ บังเอิญ...ได้ยินเสียงพวกนาย อื้อฮึ ก็เลยต้องบอกใต้ไปอย่างนั้น” 

“ก้องไม่เอาน้อง” ก้องเบะปากพูดมองฮั้นตี้ ในขณะที่แฝดคนน้องมองฮั้นตี้อย่างมีความหวังแล้วถามย้ำ 

“ใต้จะมีน้องใช่ไหมฮะ” 

“เอ่อ.....” ฮั้นตี้ทำหน้ากระอักกระอ่วนไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร เมื่อคืนเขาแค่เกือบกินจุ๊บจิ๊บกับซื่อหนานจริง ส่วนเรื่องมีน้องคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะซื่อหนานทำหมันแล้ว 

แต่แทนที่ฮั้นตี้จะเป็นคนตอบ คนที่โผล่งขึ้นตอบกลับเป็นน้องคนเล็กของบ้านที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก “ไม่มีหยอก เฮียไม่มีน้องหยอก ขนาดป๊ากับตาวานกินจุ๊บจิ๊บบ่อยยางม่ายมีเยย” ไออุ่นเงยหน้าขึ้นตอบด้วยใบหน้าขึงขังเกินเด็ก คิงที่กำลังจะยกมือปิดปากห้ามตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว 

“แค่ก!” ตะวันกล้าที่กำลังดื่มน้ำอยู่สำลักน้ำทันทีที่ลูกคนเล็กพูดอย่างนั้น และเริ่มรู้สึกอายมากขึ้นเมื่อเห็นสายตาของมาซาชิและหมิงตู้มองมาที่เขากับเต๋อหัว 

“เอ่อ ผมขอตัวไปเอาของหวานมาให้นะ” ตะวันกล้ารีบพูดแล้วลุกเดินออกไปจากเหตุการณ์บ้าๆนี่ ทิ้งให้เต๋อหัวที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวรับหน้าเพียงคนเดียวแต่คงไม่มีใครทำให้พ่อเลี้ยงมังกรหน้าเดียวคนนี้แสดงสีหน้าอื่นได้หรอก เขาเพียงนั่งทานข้าวต้มนิ่งๆเป็นปกติไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย 

“ดูไว้เป็นตัวอย่างบ้างนะ สงสารนายจริงๆที่ยังไม่ได้กินจุ๊บจิ๊บกับซื่อหนาน ฮ่าๆๆๆ โอ้ย! ตีฉันทำไมเนี่ยหมิงตู้” 

ฮั้นตี้ขบฟันแน่นมองมาซาชิอย่างอย่างเจ็บใจก่อนจะปวดหัวขึ้นมาอีกรอบเมื่อใต้หล้ายังคงเงยหน้าขึ้นมาถามเขาไม่หยุด 

“ตี้กับหนานหนานยังไม่กินจุ๊บจิ๊บกันหรอฮะ” 

ให้ตายเถอะ ถามด้วยหน้าตาใสซื่อแบบนั้น เล่นทำเขารู้สึกผิดจนจุกอก ฮั้นตี้จึงสูดลมหายใจเข้าแล้วค่อยๆอธิบายกับใต้หล้าอย่างใจเย็น 

“หนานหนานมีน้องให้ใต้ไม่ได้หรอกลูก หนานหนานทำหมันแล้วมีแค่เราสองคนให้พ่อเท่านั้นแหละ” ถึงกินจุ๊บจิ๊บแล้วก็ไม่มีออกมาอีกแล้ว เข้าใจไหมเจ้าลูกชาย 

“หมันคืออะไร” 

“เย็นรู้” เย็นรีบยกมือขึ้นเหมือนเวลาตอบคำถามครู “ตะวันบอกว่าหมันคือเชือกที่ผูกไว้ไม่ให้อสุจิดึ๊บๆเข้าไปผสมกับไข่” 

“ทะ....ทำไมละ...ตี้...เอาออกได้ไหมฮะ” ใต้หล้าเงยหน้าขึ้นถามพ่อน้ำตาคลอ “ใต้อยากมีน้อง เอาให้น่ารักกว่าอุ่น ดีกว่าอุ่น อุ่นเป็นเด็กนิสัยไม่ดี” 

“อุ่นดี! อุ่นดี!” ไออุ่นตะโกนขึ้นเสียงแข็ง 

“ชู่วๆๆ ใต้อย่าว่าน้อง....น้องแค่....” 

“นี่แหนะ!” ไออุ่นหยิบขนมปาใส่ใต้หล้าแต่กลับโดนฮั้นตี้เสียเอง ใต้หล้าถูกน้องชายปาขนมปังใส่อย่างนั้นก็ตาวาว ยื่นมือไปหยิบส้มปาคืนกลับไปบ้าง 

“เดี๋ยว....” 

ไอเย็นเห็นใต้หล้าทำไออุ่นก็โกรธ จึงใช้ขนมปังจิ้มซอสมะเขือเทศปากลับไปบ้าง ก้องภพไม่ยอมแพ้ปีนขึ้นไปหยิบซอสมะเขือเทสขึ้นมาบีบใส่ไอเย็นคืน ศึกย่อมๆของเด็กๆบนโต๊ะอาหารทำให้ฮั้นตี้และมาซาชิหัวเสียจนต้องรีบเข้ามาห้ามลูกลิงสี่ตัวที่กำลังทำศึกกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ตะวันกล้าพอเดินกลับเข้ามาเห็นสภาพบนโต๊ะอาหารเละเทะจึงรีบพาเจ้าแสบสี่ตัวไปทำโทษทันที 

“ซนยิ่งกว่าลิงจริงๆ เริ่มจะเข้าใจที่เว่ยบอกแล้ว” มาซาชิสบถพลางหยิบทิชชู่ขึ้นมาเช็ดผมอย่างอารมณ์เสีย 

ฮั้นตี้พ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงพลางเสยผมเปื้อนซอสของตัวเองอย่างเซ็งๆก่อนจะหันไปมองเต๋อหัวที่ยังนั่งกินข้าวอย่างไม่สะทกสะท้านแล้วนึกหมั่นไส้แกล้งปาไก่ที่มีซอสมะเขือเทศใส่ร่างสูงของพี่ชายต่างพ่อ แต่จังหวะที่ปาไปกลับเป็นจังหวะเดียวกับที่เต๋อหัวลุกขึ้นจากเก้าอี้พอดี ไก่ชิ้นนั้นจึงปาถูกเก้าอี้แทน 

“โว้ย! ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง” ฮั้นตี้สบถก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้องอาหารไปอย่างหงุดหงิด ทั้งลูกทั้งเมีย ทั้งพี่ ทั้งหลาน ไม่ได้ดั่งใจเลยสักคน! 

T^T 

ชีวิตฮั้นตี้มันอาภัพจริงๆ 

มาซาชิมองตามหลังเจ้าของบ้านที่เดินออกไปจากห้องอาหารแล้วส่ายหน้าไปมา “หมิงตู้ เรารีบกินข้าว แล้วไปเก็บของออกจากบ้านหลังนี้เถอะ ไม่น่าอยู่เลย วุ่นวาย” 

“คุณก็....” 

“ครั้งนี้ยูริเห็นด้วยกับโต้ซังค่ะ” ยูริพูดอย่างขยาดหลังจากเห็นศึกสงครามเล็กๆบนโต๊ะอาหาร 

หมิงตู้มองสองพ่อลูกแล้วยกยิ้มอ่อนไม่พูดอะไร เฮ้อออ ไม่คิดเลยจริงๆว่าเด็กแฝดจะแสบยิ่งกว่ายูริของพวกเราเสียอีก.... 

 

==================================================== 

พวกแสบ> 

ความคิดเห็น