Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 45 The plan

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.7k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 15:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 45 The plan
แบบอักษร

 

Chapter 45 The plan 

เป็นเวลาเช้ามืดของวันที่ดูอึมครึมเกินกว่าจะอยู่ในช่วงฤดูร้อน เจสัน โลเวลก้าวขาเข้ามายังคฤหาสน์หลังงามที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่เด็กด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งที่จากที่แห่งนี้ไปลิบลับ เหล่าคนรับใช้ในคฤหาสน์กำลังเก็บกวาดเศษซากจากงานเลี้ยงเมื่อคืนอย่างขยันขันแข็งเหมือนเช่นทุกปี เพียงแต่ปีนี้กลับแตกต่างออกไปเล็กน้อยตรงที่ครั้งนี้ไม่มีแขกเหรื่อเหลืออยู่ในคฤหาสน์แม้แต่คนเดียว อีกทั้งยังมองเห็นเสาหินปูนและผนังที่เป็นรอยกระสุนบางแห่งได้อย่างชัดเจน

“ยินดีต้อนรับกลับครับคุณเจสัน”

“ครับลุงพ่อบ้าน ตอนนี้นายท่านอยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“ยังไม่ออกจากห้องนอนเลยครับ”

ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนที่จะเดินขึ้นไปยังชั้นบน สภาพของชั้นสองยิ่งแล้วใหญ่ อย่างกับมีสงครามขนาดย่อมพึ่งเกิดขึ้นไม่นานอย่างไรอย่างนั้น เขาเดินกระย่องกระแย่งผ่านมันไปยังห้องของเจ้านาย เคาะประตูสองครั้งก็ได้ยินเสียงตอบรับกลับมา เจสันเปิดประตูเข้าไปอย่างกระตือรือร้น

“อรุณสวัสดิ์ครับนายท่าน สบาย...ดี...เอ่อ ผมค่อยกลับมาใหม่ดีมั้ย” บรรยากาศรอบตัวของคนที่นั่งอยู่บนโซฟาน่าอึดอัดเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าลุคยืนอยู่ที่นี่โดยไม่รู้สึกอะไรได้ยังไง

“เข้ามา นายคงพอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากลุคแล้ว ฉันมีเรื่องให้ทำ”

ชายหนุ่มที่ดูอารมณ์ดีอยู่เสมอเดินเข้าไปหาเจ้านายด้วยความระมัดระวัง แม้จะชอบทำเป็นเล่นไม่เอาจริงเอาจังแต่เขาก็รู้ว่ากับคนตรงหน้านี้เมื่อไหร่ที่ควรเล่นเมื่อไหร่ควรจริงจัง “ครับท่าน ระหว่างทางผมได้ฟังเรื่องมาคร่าวๆแล้ว”

นัยต์ตาสีมรกตเรียวยาวของเจ้าของคฤหาสน์ยังคงกระจ่างชัดแม้แต่น้ำเสียงก็ไม่มีวี่แววของคนอดหลับอดนอน “ฉันต้องการข้อมูลทั้งหมดของหมายเลขสิบเจ็ดของพวกโรส ทั้งหมดเท่าที่นายจะหามาได้”

เจสันเบิกตากว้าง “แต่ท่านครับ อย่างที่ท่านทราบโรสเป็นองค์กรที่ลึกลับมาก แม้แต่ผู้บริหารก็ยังไม่ยอมเปิดเผยตัว กับพวกมือสังหารโดยเฉพาะระดับสูงๆ ผมเกรงว่าถ้าไม่เข้าไปล้วงความลับกับโรสเองเราคงไม่ได้ข้อมูลอะไร อีกอย่างมันจะไม่เป็นการข้ามเส้นของพวกนั้นเหรอ...ครับ” เจสันพูดรัวเร็วหากแต่เมื่อมองเห็นสายตาที่ทอดมองมาเขาก็ต้องเอ่ยเสียงเบาลงเรื่อยๆ

“ถึงจะเป็นองค์กรรับจ้างแต่ในเมื่อมีความกล้ามากพอถึงขนาดส่งคนมาฆ่าฉันถึงในถิ่นของฉัน คนพวกนั้นก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา...หาทั้งหมด เท่าที่นายจะหาได้ ฉันอนุญาตให้ใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่เรามี”

เจสันเบิกตากว้าง รู้สึกตกใจกับการตัดสินใจของคนตรงหน้า เพื่อข้อมูลที่ไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง นายท่านของเขาถึงกับทุ่มเทขนาดนี้  ชายหนุ่มกำลังตกอยู่ในภวังค์ ครุ่นคิดสิ่งต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหลัง มากมายเสียจนลืมตอบคำถามของผู้เป็นนาย หากแต่เมื่อสบกับนัยน์ตาคู่นั้นอีกครั้งเขาก็ต้องรีบขานรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว

“ครับท่าน ผมจะพยายาม” เจสันหมุนตัวกลับหลังหันเดินออกจากห้องไปเพื่อทำตามคำสั่งทันที แต่กลับได้ยินเสียงจากด้านหลังเสียก่อน

“ดูเหมือนนายจะไม่ค่อยอยากกลับมาสักเท่าไหร่ กับมาคัสไปกันได้ด้วยดีใช่มั้ย”

มิคาเอลจ้องมองคนที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสายตาเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ เขารู้จักเจสันมานาน ทำไมสิ่งผิดปกติเพียงเล็กน้อยของอีกฝ่ายเขาจะมองไม่เห็น

สิ้นเสียงของมิคาเอล ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูขมวดคิ้วเอ่ยเสียงเคร่ง “ผมเป็นคนของออสซินี่ทั้งเมื่อก่อน ตอนนี้และตลอดไปครับ”

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟายกขาขึ้นไขว่ห้าง มือข้างหนึ่งอยู่บนตักส่วนอีกข้างกำลังจับสิ่งของบางอย่างเล่นอยู่บนโซฟา “นายไม่เคยคิดมากขนาดนี้เจส ฉันหมายถึง...ดูเหมือนนายจะชื่นชอบผู้นำตระกูลโอดิเลียไม่เบา กลับมาครั้งนี้ฉันคงทำให้นายหดหู่น่าดู”

“ก็ นิดหนึ่งครับ”

“หึ จะไปไหนก็ไปเถอะ”

“ครับๆ”

ปัง... 

คล้อยหลังอีกฝ่าย มิคาเอลลุกขึ้นเดินไปยังริมหน้าต่าง มองลงไปยังพื้นที่ๆเคยสวยงามที่พึ่งถูกผู้คนมากมายทำลายลงเมื่อคืนกำลังถูกเก็บกวาด เรียวนิ้วยาวลูบไล้วัตถุเรียบเย็นในมือไปมา หากแต่ก็ไม่สามารถทำให้ความรุ่มร้อนภายในใจของเขาลดลงได้เลย

“มีข่าวรึยัง” ชายหนุ่มถามออกมาอีกครั้งแม้เวลาพึ่งจะผ่านไปได้ไม่นาน

“ยังครับ แต่คงอีกไม่นาน ท่านจะทำยังไงกับพวกเขาเหรอครับ”

“เห็นอยู่ว่าพวกนายทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วจะให้ฉันทำอะไรได้อีก”

ลุคอดรู้สึกว่าคำพูดนี้ออกจะโอ้อวด...อืม ไม่เป็นธรรมกับลูกน้องตัวเองเท่าไหร่ เพราะถ้าหากนายท่านไม่ปล่อยคนไปแต่แรก เรื่องก็คงไม่ยุ่งยากขนาดนี้ แต่จะให้ทำไงได้ ที่เขาไม่ทัดทานอะไรมากนักก็เพราะตัวเขาเองก็อยากให้เด็กคนนั้นรอดเหมือนกัน “ได้ข่าวเมื่อไหร่ผมจะรีบแจ้งให้ทราบทันทีครับ”

ประตูบานเดิมถูกปิดลงอีกครั้ง ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมองเห็นเป็นสีฟ้ามากยิ่งขึ้น ริมฝีปากบางเฉียบแสยะยิ้มขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยให้ใครได้เห็น เขาไม่ใช่คนที่ชื่นชอบการรออย่างไร้จุดหมาย แม้ว่าอีกฝ่ายบอกว่าจะกลับมา...

ให้เขารอน่ะเหรอ หึ นั่นไม่มีทางเป็นไปได้ สายเบ็ดเส้นนี้ต้องปล่อยให้ยาวเพียงพอ กว่าเหยื่อจะรู้ตัวเวลานั้นก็สายไปเสียแล้ว ต่อให้คนจะหนีไปแล้ว แต่เขาก็ขอจับตาดูการหนีครั้งนี้ของอีกฝ่ายเสียหน่อยก็แล้วกัน

 

ลุคพบเจสันระหว่างทางเดินที่เกลื่อนกลาดบนชั้นสอง มองดูคนหน้ายิ้มที่กำลังทำหน้าตาเบื่อหน่ายใส่เด็กหนุ่มอีกคน ทั้งคู่พูดคุยอะไรบางอย่างที่ทำให้ฝ่ายหลังต้องร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร

พูดถึงเจสัน หลังจากเดินออกมาได้ไม่นานเขาก็ต้องพบกับคนที่ไม่เคยอยากจะเสวนาด้วยมาก่อนเป็นครั้งแรก คนทั้งคู่ผงะไปเล็กน้อยก่อนคนที่อายุน้อยกว่าจะเป็นผู้เอ่ยปากออกมาก่อน “กลับมาแล้วเหรอครับ พี่ชาย”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นทันทีโดยไม่คิดที่จะปิดบังสีหน้าท่าทางแม้แต่น้อย “นายเป็นใครกัน กลับมงกลับมาอะไร นี่ไม่ใช่บ้านนายสักหน่อย” ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร แต่เขาแค่ไม่อยากนับญาติด้วยเท่านั้น

คาเรนคิ้วกระตุกหากแต่ก็ยังคงสีหน้าดีใจแกมหวาดหวั่นเอาไว้ได้ .ขอโทษครับ ผมนี่แย่จริงๆ ลืมแนะนำตัวไปเสียได้ ผมคาเรนครับ เอ่อเป็น น้องชายของพ...คุณ”

ชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเหลือบสายตามองเด็กหนุ่มจากด้านบน ท่าทางเช่นนี้ทำให้คาเรนรู้สึกเหมือนโดนเหยียดกลายๆ “ฉันไม่ยักรู้ว่าตัวเองมีน้องชายมาก่อน” สิ่งที่พูดออกไปเป็นการโกหกคำโต เขารู้เรื่องเด็กคนนี้ตั้งแต่แรก แม้จะรู้สึกโกรธแต่เขาก็ไม่คิดจะไประรานอีกฝ่าย ถ้าหากอีกฝ่ายยอมใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมล่ะนะ

แต่ทำไงได้ คนก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว

คาเรนกัดริมฝีปากล่างอย่างรู้สึกน้อยใจ น้ำตาเอ่อคลออยู่ในดวงตา ช่างเป็นภาพหนุ่มน้อยโดนรังแกที่งดงามจริงๆ หากแต่ภาพตรงหน้าก็ไม่ได้สั่นคลอนความรู้สึกคนมองแต่อย่างใด

“กำลังร้องไห้ให้ใครดูกัน จะไปไหนก็ไปเถอะอย่ามาเกะกะขวางทางเลย ว่างนักก็ไปช่วยคนเขาเก็บกวาด”

ในที่สุดน้ำตาเม็ดใสกลมกลิ้งก็ไหลออกมา “ฮึก ผม...ผมแค่จะมาดูคุณมิคาเอล เมื่อคืนมีคนร้าย คุณมิคาเอล...ปลอดภัยรึเปล่าครับ”

เจสันมองอีกฝ่ายอย่างเฉยชา แม้แต่รอยยิ้มที่คงอยู่บนใบหน้าตลอดเวลายังแทบไม่เหลือ “นายท่านจะเป็นหรือไม่เป็นอะไรนั่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนาย กลับไปอยู่ในที่ๆ สมควรอยู่เถอะ” ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวขาออกไปไหนอีกฝ่ายก็ชิงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตัดพ้อต่อว่า

“เพราะผมเป็นลูกของคุณพ่อกับคุณแม่ คุณถึงได้เกลียดผมขนาดนี้ใช่มั้ย” คุณแม่ที่ว่าย่อมไม่ใช่แม่ของเขาแน่นอน ชายหนุ่มเหลือบสายตากลับไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังพลางเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา

“ฉันเกลียดคนที่ทะเยอทะยานอยู่ไม่สุขต่างหาก”

ลุคมองดูคนที่กำลังกำหมัดเข้าหากันแน่น สีหน้าที่เคยดูอ่อนหวานน่ารักเวลานี้กลับบิดเบี้ยวเหยเกแทบดูไม่ได้ เขาไม่แปลกใจกับท่าทีของอีกฝ่ายมากนักแต่ก็อดทอดถอนใจออกมาไม่ได้

‘คนเราไม่ควรดูกันแค่ภายนอกจริงๆ’ 

ลุครู้สึกว่าประโยคนี้ออกจะวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาบ่อยครั้ง ไหนจะคาเรนที่หน้าตาหมดจดงดงามราวเทวทูตตัวน้อยกลับทำหน้าตาแบบนั้นได้ ไหนจะอคิราห์ นึกถึงตรงนี้เขาก็ได้แต่ลอบถอนหายใจอีกครั้งพลางเดินเลี่ยงออกมาก่อนที่อีกฝ่ายจะพบเห็น ชั่งใจอยู่ไม่นานก็เดินไปยังทิศทางของห้องของพักของคุณหมอที่กำลังบาดเจ็บอยู่ในเวลานี้

จะว่าไปแล้วก็ยังมีคนที่ไม่ควรดูแค่ภายนอกอยู่อีกคนสินะ

 

มิวนิค, เยอรมัน

รถบรรทุกเล็กสีฟ้าสดใสดูเหมือนสะดุดตาแต่ก็ไม่สะดุดตาวิ่งเข้าสู่ตัวเมืองอย่างราบรื่น หากแต่ความเครียดของคนที่อยู่ในรถกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่ออกมาจากคฤหาสน์ออสซินี่ เวลานี้โรสเองก็คงรู้แล้วว่าภารกิจล้มเหลว ไม่มีการส่งข่าวจากมือสังหารกลับไป นั่นย่อมหมายถึงภารกิจไม่ลุล่วงและมีคนกำลังคิดหนี ไม่แน่ว่าทางนั้นอาจจะส่ง...

“ก้มลง!”

เด็กหนุ่มผมแดงทำหน้าเหรอหราไม่ทันเอ่ยถามศีรษะก็ถูกกดกระแทกลงบนพวงมาลัยจนได้ยินเสียงแตรรถเป็นเสียงดังยาวครั้งหนึ่ง เขาเหยียบเบรกกะทันหันทำให้รถสะบัดไปมา

“ขับต่อไป อย่าหยุด”

หัวสมองของเด็กหนุ่มคนขับรู้สึกงุนงง ได้ยินเสียงฟุบครั้งหนึ่งก่อนที่กระจกด้านข้างจะแตกออกเป็นเสี่ยงบาดหลังคอบางส่วนให้รู้สึกแสบๆคันๆ จู่ๆร่างก็ถูกดันกลับไปด้านหลังจนลำตัวแนบไปกับเบาะ มองกระบอกปืนสีเงินวาววับที่อยู่ตรงหน้าชิดปลายจมูกเขม็ง เขาหันไปตามทิศทางปืนอย่างรวดเร็วพลันเห็นคนในหมวกกันน็อคสีดำสองคนโดยคนที่ซ้อนท้ายกำลังเล็งยิงมาทางเขา เวลานั้นเด็กหนุ่มก็ร้องออกมาเสียงดัง

“ว้ากกกกกก” เขาเหยียบคันเร่งจนมิด การกระทำอย่างฉับไวนี้ทำให้กระสุนของอีกฝ่ายพลาดไปแต่ร่างคนที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ต้องกระแทกกับคอนโซลอย่างจัง

“ข.ข.ข.ข...ขอโทษครับ” เวลานี้น้ำตาที่เพียงแค่เอ่อล้นริมหางตาตอนที่พบกันใหม่ๆ กลับไหลพรากออกมาจริงๆ มือของเขาจิกเกร็งอยู่บนพวกมาลัยจนแน่นคิดว่าเวลานี้ให้ใครมาง้างคงง้างไม่ออก

“เงียบ!”

มอเตอร์ไซต์สีดำคันนั้นตามมาทันท่วงทียิงโดนข้างรถไปอีกสองนัด อคิราห์ยิงสวนออกไปหากแต่ก็พลาดเป้าด้วยเพราะหลายปัจจัยและอีกอย่างคือเสียงกรีดร้องโหยหวนของคนด้านข้าง

ทันใดนั้นหางตาของเด็กหนุ่มผมแดงพลันเห็นปืนสีดำมะเมื่อมจ่อประชิดศีรษะ เขาร้องดังลั่นยิ่งกว่าเดิมยกมือขึ้นกำปืนด้ามนั้นไว้แน่นพยายามดึงออกจากมืออีกฝ่าย

ช่างบังเอิญ...ด้วยการกระทำอย่างไม่ได้ตั้งใจกลับทำให้มือปืนถูกกระชากลงจากรถพร้อมกับมอเตอร์ไซต์เสียหลัก คนขับไถลไปกับพื้นกระแทกริมฟุตบาท ส่วนมือปืนที่ว่ากลับถูกกระชากไถลไปกับรถ ศีรษะถูกล้อหลังเหยียบครั้งหนึ่งพลันแน่นิ่งไป ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วถึงที่สุดแม้แต่อคิราห์ยังอดรู้สึกงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้

‘เมื่อกี้นี้มัน...’ 

โชคดีที่พวกเขาพึ่งผ่านเข้าเมืองมาไม่นาน ยังไม่ถึงย่านที่มีผู้คน รถคันนี้จึงยังคงแล่นต่อไปได้อย่างราบรื่น...ผิดกับความปั่นป่วนในใจของผู้คน อคิราห์มองใบหน้าของคนด้านข้าง เขารู้สึกได้ถึงล้อรถที่โยกขึ้นจากการบดกะโหลกผู้คน มองเห็นมือและเท้าของอีกฝ่ายพลันอ่อนแรงขึ้นมาก่อนที่รถจะจอดสนิท

“ผ...ผ...ผมฆ่าคน พระเจ้า ผมจะทำยังไงดี” เด็กหนุ่มกลอกสายตาไปมาพูดประโยคเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น จู่ๆใบหน้าทั้งสองข้างก็ถูกตบอย่างแรง

เพี๊ยะ! 

เขาถูกบังคับให้หันกลับไปมองคนที่อยู่ด้านข้าง ในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นยังแน่วนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง “ฉันขอโทษที่ทำให้นายต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ แต่นายแค่ป้องกันตัวทุกอย่างคืออุบัติเหตุ" อคิราห์มองดูเด็กหนุ่มที่น้ำตานองหน้า "นายชื่ออะไร”

“โจ...โจนาธาน”

“เอาล่ะโจนาธาน นายฟังฉันให้ดี ฉันจะปล่อยนายไป อีกราวสามชั่วโมงนายค่อยติดต่อตำรวจบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาย ฉันจะไม่โทษนายและไม่กลับมาแก้แค้นแน่นอน เป็นฉันที่ผิดเอง...ทีนี้นายลงไปได้แล้ว”

ไม่รู้ว่าเพราะน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง หรือเพราะความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขา อีกฝ่ายหลุบตาลง ใบหน้าเกิดความกังวลสับสนอยู่นานจนในที่สุด...โจนาธานสูดน้ำมูกหนึ่งครั้งแววตามีความมุ่งมั่นราวกับพึ่งผ่านการตัดสินใจเรื่องสำคัญ “ผมจะไปกับคุณครับ”

อคิราห์รู้สึกตื่นตะลึง เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาเสียงเข้ม “ฉันพานายไปด้วยไม่ได้ ไปซะ” เขาผละตัวออกมาไล่อีกฝ่ายทันที

“ห...ให้ผมไปเถอะครับ มันอาจจะบ้ามาก ผมคิดว่าผมอาจจะบ้าไปแล้วจริงๆ แต่พาผมไปด้วยเถอะครับ”

“ไม่โจนาธาน เวลานี้นายกำลังช็อคอย่างรุนแรง หลังจากนี้ไปนายจะต้องเสียใจที่ตัดสินใจแบบนี้แน่ๆ เพราะฉะนั้นลงจากรถไปเดี๋ยวนี้” อคิราห์ยกปืนขึ้นมาเล็งที่หน้าผากของอีกฝ่าย

“ค...คุณไม่ยิงผมหรอก...ใช่มั้ย” ประโยคแรกเหมือนจะกล้าหาญหากแต่ก็ยังรู้สึกตกประหม่าอยู่ดี

“นายไปกับฉัน ไม่ตายวันนี้พรุ่งนี้ก็ต้องตาย”

“ผม...ผมยินดีจะลองเสี่ยง ชีวิตผมคงไม่ตกต่ำไปกว่าที่ผมเป็นอยู่แล้วล่ะ”

“ครอบครัวนายล่ะ”

“ผมไม่มีหรอกครับ”

อคิราห์มองหน้าอีกฝ่าย นิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

“ออกรถ เราไม่มีเวลาแล้ว อยู่เป็นเป้านิ่งแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดี”

โจนาธานเบิกตากว้าง เขารีบสตาร์ตรถขับออกไปทันที เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในความรู้สึก เด็กหนุ่มมีท่าทางพะอืดพะอมมาตลอดทางแต่ก็พยายามทำตัวเข้มแข็ง “เราจะไปไหนกันเหรอครับ”

คำว่า ‘เรา’ ที่ใช้ออกมาอย่างรวดเร็วนี้ทำให้อคิราห์อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

“ไปซูริค” 

To be con... 

_______________________________ 

Talk 

เอาไปแบบยาวๆ ยาวปายๆ ไม่รู้จุใจพอหรือยัง 

ตอนหน้าจะมีการtime skipครั้งใหญ่ ใหญ่แค่ไหนไม่รู้ 

ในส่วนของเจสันที่พึ่งกลับบ้าน (ชายหนุ่มที่รี้ดเดอร์ทั้งหลายแทบจะลืมกันไปแล้ว) ไรท์ส่งไปเป็นตัวแทนแห่งดวงจันทร์ลงทัณฑ์น้องคาเรนด้วยฝีปากอันแก่กล้าเรียบร้อยแล้วเอาไปเบาๆ ก่อน 

ส่วนพ่อหนุ่มผมแดงก็มีชื่อแล้วจ้า ตอนนี้อิฉันให้เขาเป็นแมนออฟเดอะแมชไปเลยพ่อคุณ 

น้องอาคิก็คนพบลูกน้อง1ea ส่วนเฮกเตอร์ขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว...ล้อเล่น. 

เจอกันตอนหน้าจ้าาา 

#อาคิและลุงของเขา 

Crystal** 

ความคิดเห็น