Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 43 Feel conflicted

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 43 Feel conflicted
แบบอักษร

 

Chapter 43 Feel conflicted 

บนท้องฟ้าแห่งมหานครนิวยอร์ก เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวของใครบางคนกำลังลงสู่สนามบินเล็กแห่งหนึ่ง ประตูเครื่องถูกเปิดออกหากแต่รออยู่หลายนาทีก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีใครออกมา ภายในห้องโดยสารส่วนตัวของเครื่องบินเดินทางขนาดกลาง ร่างของชายสองคนกำลังขยับเคลื่อนไหวเข้าหากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ชายหนุ่มที่นั่งซ้อนตัวอยู่ด้านหลังสอดมือเข้าไปในเสื้อเชิ้ตเรียบกริบของคนด้านหน้าพลางลูบไล้แผ่นอกไปมาตามแรงอารมณ์ เขาดึงมือข้างหนึ่งออกมายึดบ่าของอีกฝ่ายแต่ก็โดนมือของคนด้านหน้าฟาดลงไปอย่างแรง

เพี๊ยะ! 

“โอ๊ย เจ็บนะครับ”

“ไม่ได้ครึ่ง...อึก...กับที่นายทำกับฉันหรอก...บอกแล้วไงว่าห้ามทำให้เสื้อฉันยับเด็ดขาด โง่จริง” เจ้าของเครื่องบินลำเอ่ยออกมาอย่างเกรี้ยวกราด กางเกงขายาวถูกถอดออกไป หากแต่ชั้นในกลับถูกรูดลงมาถึงหัวเข่าเท่านั้น เสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ยังเรียบร้อยดี แม้แต่เน็คไทยังไม่เบี้ยวแม้แต่นิดเดียว

“ขอโทษครับ”

“ไม่ทำตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง”

“แต่เวลาทำกันบนเครื่อง มันก็เร้าใจดีใช่มั้ยครับ”

มาคัสไม่อยากจะยอมรับ ชายหนุ่มกัดริมฝีปากหันกลับไปมองคนที่เปลี่ยนไปจับเอวของเขาเชิดหน้าเงยไปด้านหลังให้ตายสิ 

“เร็วหน่อย...เรากำลัง...จะสายแล้ว”

“อีกนิดเดียวครับ อีกนิด”

หลังจากวันนั้นที่เขาโดนหมอนี่หลอกให้กินไวน์บ้านั่น มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง สาบานเลยว่าหลังตื่นขึ้นมาเขาอยากฆ่าหมอนี่แทบตาย ติดอยู่ที่อีกฝ่ายกุมความลับของเขาเอาไว้มากเกินไป

‘แววตาคุณตอนนี้ไม่เลวเลย แต่ว่าถ้าผมตายเมื่อไหร่ข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ของคุณจะถูกเอาไปใช้ทำอะไรบ้างคุณคงคิดไม่ถึงเลยเชียวล่ะ’ 

ด้วยคำพูดนั้นเขาจึงได้แต่กัดฟันทน ยอมให้หมอนี่อยู่ข้างกายแม้ว่าจะรังเกียจแค่ไหนก็ตาม เมื่อนึกถึงเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้น ใบหน้าของใครบางคนก็ปรากฏเข้ามาในความคิดของเขาอย่างไม่สามารถสลัดให้หลุดออกไปได้

‘ทำไมนายต้องทำกับฉันแบบนี้ด้วยมิคาเอล ฉันก็แค่รักนายเท่านั้น

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น มาคัสหอบหายใจอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะดึงชั้นในขึ้นมา เขาเดินไปหยิบกางเกงและสูทที่พาดอยู่บนโซฟาขึ้นมาสวมหน้ากระจก นัยน์ตาเหม่อมองออกไปไกลแสนไกล

‘ราคาที่ฉันต้องจ่ายไปเพราะแค่ต้องการทำลายคนรักของนายไม่น้อยเลยจริงๆ มิคาเอล

ฉับพลันเขาก็รู้สึกได้ถึงอ้อมกอดจากทางด้านหลัง เจสัน โลเวล...คนที่เขาเกลียดที่สุดในโลก 

“คิดอะไรอยู่ครับ คิดถึงผมอยู่รึเปล่า”

“ใช่” มาคัสมองคนที่กำลังซุกไซ้อยู่บนลำคอ เขาดึงแขนของอีกฝ่ายออกก่อนที่จะหันไปเผชิญหน้าตรงๆ “คิดว่าเมื่อไหร่นายจะออกไปให้พ้นๆจากชีวิตฉันสักที”

รอยยิ้มของชายหนุ่มชะงักค้างไปในเสี้ยววิอย่างที่หากไม่สังเกตก็คงมองไม่เห็น “โธ่ พูดแบบนี้ผมเสียใจแย่สิครับมาคัส”

“เลิกพล่ามแล้วรีบไปแต่งตัวได้แล้ว” ผู้นำตระกูลโอดิเลียก้าวออกไปจากห้องโดยมีสายตาของคนอีกคนหนึ่งมองตามแผ่นหลังไปจนลับสายตา

 

คนทั้งคู่เดินมาขึ้นรถโรลสรอยด์สีดำที่จอดรออยู่ เป็นภาพชินตาของคนในตระกูลโอดิเลียแล้วที่ด้านหลังของเจ้านายจะต้องมีใครอีกคนเดินตามไม่ยอมห่าง

เจสัน โลเวล ผู้ที่ได้ชื่อว่ามือขวาของเทวทูตหรือ...คนของนายท่าน 

ช่วงหลังมานี้ความสัมพันธ์ของโอดิเลียและออสซินี่ถือว่าดีมากเป็นพิเศษจนทำให้คนอีกหลายกลุ่มต้องรู้สึกยำเกรงพวกเขามากขึ้น ทั้งธุรกิจในยุโรปและอเมริกาเหนือก็ไปได้สวย เจสันกำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนอย่างระริกระรี้ มาคัสที่นั่งฟังอยู่ด้านข้างจับใจความได้บางประโยค หลังจากที่อีกฝ่ายวางสายลงเขาก็อดถามออกมาไม่ได้ “วันนี้เป็นวันครบรอบการก่อตั้งของพวกนายนี่” ชายหนุ่มเท้าคางมองออกไปยังมหานครแห่งแสงสีที่สีสันมากมายวิ่งผ่านไปจนลายตา

เจสันขยับเข้าไปใกล้คนที่นั่งอยู่ด้านข้างก่อนที่จะซบลงบนไหล่อีกฝ่ายให้โดนสะบัดทิ้งเล่น “แหม จำได้ด้วยเหรอครับ”

“หึ เจ้านายของนายชักจะหายหน้าหายตาไปนานกว่าทุกที ช่วงนี้ไม่เห็นออกไปไหนเลยนี่ คงติดเด็กนั่นน่าดู”

“ก็มีผมมาแทนแล้วไงครับ อีกอย่าง” ชายหนุ่มโอบร่างกายของอีกฝ่ายเขามาอย่างถือวิสาสะ เขายกมือขึ้นจับปลายคางของคนที่อยู่ในอ้อมกอดให้หันไปหาก่อนที่จะกระซิบข้างใบหูของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า .จะติดหรือไม่ติด เขาก็ไม่มีวันหันมามองคุณอยู่ดี”

มาคัสกัดฟันกรอด เขาอยากจะดิ้นรนออกจากตัวของคนตรงหน้าแต่ก็เกรงว่าจะทำให้ลูกน้องที่นั่งอยู่ด้านหน้าสังเกตเห็น “ปล่อย”

“หึๆ” เจสันกดจูบลงบนริมฝีปากที่ขบเข้าหากันแรงๆ ครั้งหนึ่งก่อนที่จะยอมปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ

มาคัสยกมือขึ้นฟาดลงบนใบหน้าของอีกฝ่ายทันทีแต่เจสันก็ยกแขนขึ้นกันไว้ก่อน

“อย่าพึ่งมีอารมณ์ตอนนี้สิครับ ไว้กลับเมื่อไหร่คุณจะตบจะตีจะเฆี่ยนผมยังไงผมยอมทุกอย่าง” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างอ้อนวอนจนคนที่ได้ยินบทสนทนาของคนที่อยู่ด้านหลังก็ให้รู้สึกเห็นใจคนของเจ้านายขึ้นมา

'ที่แท้นายท่านก็มีรสนิยมแบบนี้นี่เอง' 

ฝ่ายคนที่กำลังง้างมืออยู่ก็ต้องคิ้วกระตุกมองคนที่กำลังทำท่าปกป้องตัวเองอย่างคนไร้ทางสู้ด้วยสายตาราวกับอยากจะฆ่าคน

ไอ้เวรนี่...

 

ชั้นสูงสุดบนตึกหรูในแมนฮัตตันถูกตกแต่งด้วยแก้วคริสตัลและแสงไฟหลากสี แก้วแชมเปญถูกวางซ้อนกันสูงลิบ น้ำแข็งแห้งถูกแกะสลักอย่างประณีตวางอยู่บนโต๊ะกลางงานเลี้ยง ผู้คนในชุดหรูหรายืนพูดคุยกันอยู่เป็นกลุ่มๆ ทั้งคนที่เป็นที่รู้จักในวงการบันเทิงและสื่อต่างๆ ทั้งคนที่เป็นที่โด่งดังเพียงแค่ในวงการมืด

แทบทุกสายตาพุ่งตรงไปยังชายหนุ่มที่พึ่งมาใหม่ทั้งสองคนเป็นตาเดียว ในที่นี้มีทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จักคนทั้งคู่ เหล่าชายหญิงหลายคนที่พึ่งเคยพบเห็นพวกเขาต่างก็อยากจะเดินเข้าไปทำความรู้จัก หากแต่เมื่อมองเห็นคนที่กำลังเดินเข้าไปทักทายคนทั้งสองในเวลานี้ ทุกคนต่างก็ต้องชะงักความต้องการของตัวเองและทำได้เพียงแอบมองอยู่เงียบๆ

“ยินดีต้อนรับสู่อเมริกาครับมาคัส เจสัน” อีริค สเปนเซอร์เจ้าของบริษัทผลิตและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์อันดับหนึ่งในสหรัฐฯ หรือที่รู้จักกันในนามของผู้นำองค์กรไวท์เกอรริลล่ายกมือขึ้นมาจับทักทายคนทั้งคู่อย่างให้ความรู้สึกสนิทสนม

“เช่นกันอีริค บรรยากาศในงานวันนี้น่าประทับใจมาก” มาคัสกล่าวออกมาอย่างไม่หวงคำชม

“ขอบคุณมาคัส ช่วงนี้พวกคุณสองคนไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยนะครับ ผมขอเสียมารยาทสักหน่อย นี่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัวเหรอครับ” อีริคพูดออกมายิ้มๆ

“แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องธุรกิจอยู่แล้ว” มาคัสพูดออกมาอย่างรวดเร็ว ทำเป็นมองไม่เห็นแก้วแชมเปญที่ถูกส่งมาให้จากคนที่ยืนอยู่ด้วยกันด้านข้าง

“นั่นสินะครับ เพราะเท่าที่ผมจำได้ครั้งล่าสุดที่พวกคุณไม่ได้มาด้วยกันก็ตอนงานประมูลเมื่อคราวก่อน ธุรกิจบนเกาะของพวกคุณราบรื่นดีนะครับ”

“ใช่ ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้สวยจริงมั้ยครับมาคัส” เจสันยกแก้วที่ถูกอีกฝ่ายละเลยขึ้นจิบอย่างสบายใจ

“หึ จู่ๆผมก็รู้สึกคลื่นไส้ ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”

เจสันยกยิ้มพลางกระดกแชมเปญขึ้นดื่มอีกอึกหนึ่ง มองคนที่เดินออกไปอย่างรู้สึกสนุก อีริคหันมาหาคนที่ยังมองออกไปยังทิศทางนั้นพลางพูดออกมายิ้มๆ “ดูเหมือนเขาจะไม่เห็นด้วยกับคุณนะครับเจสัน”

“นั่นสิ ผมคิดว่าเราคิดเหมือนกันเสียอีก”

“คุณก็อย่ากดดันทางนั้นมากเลยครับ ดูจากสถานการณ์ตอนนี้โอดิเลียคงไม่สามารถจับมือกับยาโคลอฟได้อีก”

“หึๆ ข่าวไวจริงๆนะครับอีริค ถ้าอย่างนั้น คุณก็คงจะทราบว่าออสซินี่ก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกับยาโคลอฟได้เช่นกัน แล้วทำไมผมถึงเห็นยูริเอล ยาโคลอฟเดินตรงมาทางนี้ล่ะครับ” ชายหนุ่มที่มักจะขี้เล่นอยู่ตลอดเวลามองคนตรงหน้าด้วยสายตาคมกริบก่อนที่จะหันไปทักทายคนที่เดินเข้ามาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “สวัสดีครับมิสเตอร์ยาโคลอฟ ได้ยินแต่ชื่อมานาน พึ่งมีโอกาสได้พบคุณเป็นครั้งแรก ผมเจสัน โลเวลยินดีที่ได้รู้จักครับ” เจสันยิ้มทั้งปากทั้งตา พูดคุยกับคนที่พึ่งมาถึงได้อย่างลื่นไหลโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด

“เช่นกัน ได้ยินชื่อเสียงมือขวาของเทวทูตแห่งวงการมืดมานานแล้ว ไม่ผิดจากที่คิดเอาไว้จริงๆ”

“ขอบคุณที่ชมครับ”

ชายหนุ่มนัยน์ตาสีทองได้แต่มุมปากกระตุก แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นั้น

“อ้อ เกี่ยวกับเรื่องท่อส่งก๊าซในไซบีเรีย เสียใจด้วยนะครับ ถ้ามีอะไรให้เราช่วยก็บอกมาได้เลยนะครับ ผมมั่นใจว่านายท่านของเรายินดีที่จะ ‘ช่วยเหลือ’ คุณอย่างสุดความสามารถ”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ขอบคุณที่เป็นห่วง พูดถึงมิคาเอลแล้ว ตั้งแต่รับตำแหน่งผมยังไม่เคยเจอเขาเลยนะครับ ไม่ทราบว่ากำลังมีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ พอดีช่วงนี้นายท่านกับคนรักกำลังอยู่ในช่วงฮันนีมูนกัน ผมเลยไม่อยากรบกวนเวลาคู่รัก เลยอาสามาช่วยแทน”

“โอ้ ฮันนีมูนงั้นเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า...”

เพล้ง! 

“ขออภัย ผมไม่ระวังเอง ขอโทษที่ทำให้ตกใจกันนะครับ” เลือดสีแดงสดไหลหยดลงบนพื้นผสมปนเปไปกับแชมเปญสีทอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนที่ยืนอยู่แถวนั้นต้องหันมามองเป็นตาเดียวกัน

“ไม่ครับ แล้วนั่นมือของคุณ”

“ผมคงต้องขอตัวไปทำแผลสักครู่ ขอตัวก่อนนะครับ”

ทั้งคู่มองตามแผ่นหลังของคู่สนทนาที่พึ่งเดินจากไป รู้สึกแปลกใจกับผมสีทองที่ถูกมัดด้วยริบบิ้นสีฟ้าเก่าๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหันมาพูดคุยกันเอง

“ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่า”

“ไม่นี่ครับ ว่าแต่งเรื่องคุณมิคาเอล”

“โอ้ ดูเหมือนมาคัสจะไปนานแล้ว ผมขอไปดูเขาสักหน่อยแล้วกัน คุณก็ไปดูแลคุณยาโคลอฟสักหน่อยเถอะ ทางนั้นจะอารมณ์ไม่ดีเท่าไหร่”

“คุณก็รู้เจสัน มันคือธุรกิจ” อีริคพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” เจสันยกแก้วขึ้นเป็นการบอกลาครั้งหนึ่งก่อนจะแยกตัวออกมาหาคนพึ่งเดินจากไป เขาผงกศีรษะทักทายคนของมาคัสที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำครั้งหนึ่งโดยที่อีกฝ่ายก็ยินยอมให้เขาเข้าไปได้โดยไม่มีแม้แต่คำถามใดๆ

มาคัส โอดิเลียกำลังยืนทำสมาธิอยู่หน้ากระจก การที่ได้ยินเรื่องที่เกี่ยวกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งนั้นจากคนอื่นที่ดูเหมือนจะรู้เรื่องของเขาและเจสัน อีกทั้งเมื่อครู่เขายังมองเห็นเจ้ายาโคลอฟนั่นทำให้รู้สึกปั่นป่วนไปหมด

ถ้าเขาไม่ถูกหมอนั่นเล่นงานเมื่อวันนั้น เรื่องมันก็คงไม่บ้าบอเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเขาไม่คิดจะร่วมมือกับยาโคลอฟ เพื่อทำลายเด็กนั่น...ไม่ ต่อให้สามารถย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้ง เขาก็คงจะทำเหมือนเดิม 

“คิดอะไรอยู่ครับ ทำหน้าตาน่ากลัวเชียว” มาคัสหันกลับไปทางประตูที่มีคนที่เขาเกลียดที่สุดโผล่หน้าเข้ามาก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินมาอย่างไม่รีบร้อนด้วยท่าทางกวนอารมณ์เหมือนอย่างที่เขาต้องพบเจออยู่แทบทุกวัน

“งั้นฉันจะบอกให้รู้ไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันทำหน้าแบบนี้ นั่นแปลว่าฉันกำลังคิดว่าจะฆ่านานยังไงให้ทรมานที่สุด” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงลอดไรฟันก่อนจะเดินสวนคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไป หากแต่ในระหว่างที่กำลังเดินสวนกัน ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่สัมผัสบริเวณนิ้วมือ เขาไม่ลังเลที่จะปัดมันออกทันที หากแต่เมื่อคิดจะเดินต่อไปแขนของเขาก็ถูกใครอีกคนกระชากจากด้านหลังก่อนที่จะถูกผลักจนร่างแนบไปกับกำแพงเซรามิกเย็นๆ

“ทำบ้าอะไรของนาย” มาคัสพูดออกมาด้วยความหงุดหงิด ผลักอีกคนออกไปอย่างแรง

“กำลังอารมณ์ไม่ดีเหรอครับ”

“ใช่ ยิ่งเห็นนายตอนนี้ฉันก็ยิ่งหงุดหงิด เพราะฉะนั้นถอยไป อุ๊บ” ฉับพลันริมฝีปากของเขากลับถูกกลืนกินด้วยชายหนุ่มอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เป็นจูบที่ไม่ได้เร่าร้อนรุนแรง หากแต่เต็มไปด้วยการปลอบประโลมอย่างที่คนอย่างเจสัน โลเวลไม่น่าจะทำได้ มาคัสไม่อาจปฏิเสธว่าจูบที่แสนจะเนิบนาบของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกสงบขึ้น จนเมื่อรู้สึกถึงนิ้วมือที่เลื้อยเข้าไปในกางเกงเขาก็ต้องผลักอีกฝ่ายออกพลางเช็ดของเหลวใสที่ไหลออกมาที่มุมปาก มองคนที่กำลังยกมือสองข้างขึ้นอย่างยอมแพ้ด้วยสายตาดุดัน

“อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นทั้งที่คุณยังอยู่ในสภาพนี้สิครับ มันทำให้ผมรู้สึกอยากจะกลืนคุณเข้าไปทั้งตัวจนแทบจะอดใจไม่ไหว” ชายหนุ่มเดินเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าที่ขึ้นสีแดงด้วยความโกรธของคนที่สะบัดหน้าหนีไปอีกทางทันทีที่ถูกเขาสัมผัสอย่างขบขัน

“นายทำเสื้อฉันยับ” เจสันมองคนที่พูดออกมาโดยไม่มองหน้าเขา มองดูอารมณ์ที่ผสมปนเปของอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ ถึงจะพูดว่าเกลียดแต่ระยะหลังมานี้อีกฝ่ายก็ไม่เคยปฏิเสธสัมผัสของเขาเลยสักครั้ง

“ไว้ผมจะชดใช้ให้แล้วกันครับ”

“ยังไง”

“ถ้าคุณบอกว่าแรงผมก็จะทำแรงๆ ถ้าเบาก็จะเบา คุณอยากได้ท่าไหนหรือจะอยู่ข้างบนผมยอมทุกอย่าง ให้ชดใช้ตอนนี้ยังได้เลยครับ โอ๊ย”

“ถอยไปไอ้โรคจิต” ฝ่ามือของผู้นำตระกูลโอดิเลียฟาดลงบนศีรษะของอีกฝ่ายจนหัวสั่นหัวคลอน ต่อให้กล้ายังไงเขาก็ไม่คิดจะทำในห้องน้ำสาธารณะแบบนี้เด็ดขาด ชายหนุ่มสำรวจร่างกายในกระจกไปพลางเหลือบมองคนที่นวดขมับอยู่ด้านหลัง ไม่อยากจะยอมรับเลยว่าครั้งนี้หมออนี่ทำให้เขาเลิกคิดฟุ้งซ่านได้จริงๆ เพราะมันดันถูกกลบทับด้วยความหงุดหงิดใจแทน ความเงียบเกิดขึ้นอยู่ไม่นานก่อนที่จะถูกรบกวนด้วยเสียงโทรศัพท์ของคนที่ยืนพิงหลังกับกำแพงพลางนวดศีรษะไปมา

“ครับ”

มาคัสเหลือบมองใบหน้าของอีกฝ่ายผ่านกระจก เจสันไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไปพักหนึ่ง แต่ดูจากสีหน้าที่ตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นแปลว่าไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

“ครับท่าน”

มาคัสทำราวกับไม่ได้สนใจคนที่เดินเข้ามาใกล้ เขายังคงจัดระเบียบเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองต่อไปโดยไม่หันไปมองคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง

“ผมต้องกลับแล้วครับ”

“จะไปไหนก็เรื่องของนายสิ”

“ผมหมายถึง มีคำสั่งให้ผมกลับไปที่ตระกูลออสซีนี่ครับ”

มือเรียวที่กำลังจัดผมของตัวเองชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง “หึ ดีจริง ฉันจะได้หลุดพ้นจากนายไปสักที จะไปไหนก็ไปเถอะ” ชายหนุ่มพูดออกมาราวกับเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศธรรมดา ทำให้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องกำมือเข้าหากันแน่น

“คุณรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เหรอครับ”

“แน่นอน จะให้ฉันรู้สึกอะไรได้ล่ะ” มาคัสจัดเนคไทที่ดูเรียบร้อยอยู่แล้วของตัวเองโดยไม่คิดที่จะหันไปมองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

“ถ้างั้นก็...ลาก่อนครับ”

ปัง... 

ในห้องน้ำบนตึกสูงในแมนฮัตตัน ผู้นำตระกูลโอดิเลียยืนนิ่งมองเนคไทของตัวเองอยู่เนิ่นนาน 

To be con 

_____________________________________________ 

Talk 

กลับมาแล้วจ้า หายไปนานเลยกราบขอประทานอภัยจีๆ ตอนนี้ขอเป็นคู่J&M ยาวๆ ก่อนเนอะ เพื่อเป็นการปูทางหลายๆ อย่าง หายไปนานเหมือนกันสำหรับสองคนนี้ ส่วนเรื่องของน้องต้องรอตอนหน้าเด้อ แต่งไปก็แอบรู้สึกอยากแต่งตอนพิเศษของคู่นี้นะ แต่แบบ..เอาคู่ลุงกับน้องให้รอดก่อนดีกว่า (=_=) 

#อาคิและลุงของเขา 

Crystal** 

ความคิดเห็น