ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทส่งท้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2562 18:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย
แบบอักษร

image

บทส่งท้าย


“แน่ใจนะว่าชอบชุดนี้”


“แน่ใจสิ ทำไม ฉันดูไม่สวยเหรอ” ฉันรีบถามพลางก้มมองตัวเองอีกรอบหลังจากที่ซ้อมเดินไปรอบๆ ห้องหลายรอบจนเริ่มรู้สึกเหนื่อย


ฟุ่บ!


“ไดสึเกะ!”


“สวย” ไดสึเกะกระซิบบอก แต่แค่พูดก็พอนี่นา เขาเล่นดึงฉันมากอดเอาไว้ซะแน่นแบบนี้ทำไมกัน


วันนี้ฉันกับไดสึเกะกำลังลองชุดแต่งงานกันอยู่น่ะ และชุดที่ฉันเลือกก็คือชุดแต่งงานที่ฉันเคยลอง ชุดที่ไดสึเกะบอกฉันว่าแม่ของเขาเป็นคนตัดเย็บมันเองกับมือนั่นแหละ


“นายโกหก” ฉันบอกอย่างรู้ทันก่อนจะดันหน้าอกไดสึเกะออกเบาๆ แต่เขากลับยังจับมือของฉันเอาไว้แน่น ท่าทางว่าจะไม่ยอมปล่อยออกง่ายๆ


“ฉันไม่ได้โกหก”


“ถ้างั้นนายจะถามฉันทำไมซ้ำๆ นายถามเหมือนไม่อยากให้ฉันใส่ชุดนี้” ฉันบ่นกระปอดกระแปดพลางช้อนตามองผู้ชายตรงหน้าที่วันนี้เขาดูดีเป็นพิเศษ


ถึงแม้ว่าฉันจะเห็นเขาใส่สูทจนชินตา แต่เชื่อเถอะว่าวันนี้ฉันรู้สึกว่าเขาดูดีกว่าทุกวัน มันอาจเป็นเพราะสายตาที่เขามองฉันดูอ่อนโยนกว่าที่ผ่านๆ มา ไหนจะยังคำพูดที่ไม่ได้คอยแต่จะตะคอกใส่ฉัน และสุดท้ายที่ทำให้ฉันกำลังรู้สึกว่าฉันคงไม่คิดจะหนีเขาไปไหนอีกแล้วก็คือความใส่ใจในทุกอย่างของเขา ตั้งแต่ปลุกฉันเมื่อตอนเช้า เตือนให้ฉันกินยาหลังอาหาร แถมยังหันมามองฉันแทบจะทุกห้านาทีเหมือนกลัวว่าฉันจะหาย นี่ถ้าไม่ติดตรงที่สายตาที่เขามองมามันมีประกายของความอบอุ่นส่งออกมาฉันคงอึดอัด และถ้าเป็นตอนก่อนหน้านี้ฉันคงคิดว่าตัวเองเป็นนักโทษ ตรงกันข้ามกับตอนนี้ที่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นเจ้าหญิง


“นี่!”


“โทษที เมื่อกี้นายว่าไงนะ” ฉันรีบถาม มัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อยจนไม่ทันได้สนใจฟังเขาพูด


“ฉันถามว่าเธอชอบชุดนี้จริงๆ ใช่มั้ย”


“นั่นไง นายถามอีกแล้ว”


“ก็ต้องถามสิ จำได้ว่าครั้งแรกตอนที่ฉันเอาชุดนี้มาให้เธอลอง เธอไม่เต็มใจจะใส่มันด้วยซ้ำ”


ฉันเคยคิดว่าเขาคงไม่สนใจความรู้สึกของฉัน แต่ไม่เลย เขารับรู้ทุกอย่างมาตลอด


“ก็ตอนนั้นฉันไม่ชอบมันจริงๆ”


“แล้วทำไมตอนนี้อยากใส่ เป็นเพราะเธอรู้ว่าแม่ฉันเป็นคนตัดชุดนี้งั้นเหรอ” ไดสึเกะถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ถึงแม้สีหน้าและสายตาของเขาจะไม่ได้แสดงออกว่าไม่พอใจ แต่ฉันรู้ว่าลึกๆ แล้วเขาคงรู้สึกแบบนั้น


“เปล่า”


“ไม่ต้องโกหกหรอกน่า เพราะต่อให้เธอจะไม่ชอบชุดนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะยอมให้เธอใส่ชุดอื่น”


แบบนี้จะถามทำไมล่ะ!


“และก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่แต่งงานกับเธอ” ไดสึเกะทิ้งท้ายยิ้มๆ แต่ฉันมั่นใจว่าฉันยิ้มกว้างกว่า


“นายฟังฉันนะไดสึเกะ ที่ฉันบอกนายว่าตอนนั้นฉันไม่ชอบชุดนี้ ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่สวย และที่ตอนนี้ฉันชอบมัน ถึงส่วนหนึ่งจะมาจากเหตุผลที่แม่ของนายเป็นคนตัดมันก็จริง แต่เหตุผลหลักๆ เลยก็เพราะนาย”


“ฉันเหรอ”


“ใช่ ตอนนั้นฉันไม่ชอบมัน เพราะคิดว่ามันเป็นแค่ชุดที่นายพยายามยัดเยียดให้ฉันใส่ ฉันไม่มีโอกาสแม้แต่จะตัดสินใจอะไรเลยทั้งที่มันเป็นชุดแต่งงาน มันเหมือนนายไม่สนใจความรู้สึกของฉัน ไม่แคร์ว่าฉันจะคิดยังไง” ฉันอธิบายทั้งที่ยังยิ้มให้เขาตลอดเวลา ในขณะเดียวกันไดสึเกะเองก็เริ่มยิ้มกว้างขึ้น


“แล้วตอนนี้ล่ะ”


“ฉันชอบมันมาก เพราะรู้ว่าแท้จริงแล้วนายมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดของนายให้ฉัน ฉันสัญญาว่าฉันจะดูแลความรู้สึกของนายให้ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้”


“ขอบคุณ” ไดสึเกะยิ้มกว้าง ก่อนที่เขาจะดึงฉันเข้าไปกอดเอาไว้อีกครั้งพร้อมกับโยกตัวไปมาเบาๆ


หัวใจของฉันพองโตขึ้นทีละนิดๆ ความรู้สึกตื้นตันในอกมันกำลังมากมายขึ้นเพราะเขา


“หลังจากแต่งงานแล้ว รอให้ร่างกายของเธอแข็งแรงกว่านี้ เรามีลูกกันเลยดีมั้ยนามิ”


คำถามของไดสึเกะทำให้ฉันต้องรีบดันตัวเองออกจากอ้อมกอดของเขาแล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ


“ฉันว่าลูกคงคิดถึงเรา”


ฉันสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของผู้ชายคนนี้ และยอมรับว่าหลงรักเขาหมดหัวใจ


ฉันพยักหน้าตอบรัวๆ อย่างไม่คิดจะมีข้อแม้ ฉันบอกตัวเองแล้วว่าต่อไปนี้ฉันจะไม่ตั้งเงื่อนไขใดๆ กับเขาอีก ฉันชอบและมีความสุขทุกครั้งที่ได้กอดเขา ได้เอนหัวซบลงบนแผ่นอกกว้างที่ทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยจากทุกอย่างรอบตัว


ไดสึเกะยกมือขึ้นวางบนหัวฉัน ลูบลงเบาๆ ที่เส้นผมของฉันก่อนจะก้มลงจูบที่หน้าผากเมื่อฉันเงยหน้าขึ้นไปส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง


“ลูกจะให้โอกาสฉันใช่มั้ยนามิ”


หัวใจสั่นระรัวเมื่อได้ยินคำถามที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวจากคนตรงหน้า ไม่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยเลวร้ายกับฉัน หรือว่าในสายตาของคนอื่นเขาจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้และในอนาคตข้างหน้า ฉันเชื่อว่าเขาจะเป็นพ่อที่ดีของลูกฉัน


“ลูกไม่เคยโกรธนายเลยไดสึเกะ”


“ถ้างั้นเขาคงกลับมาให้ฉันได้ดูแลอีก”


“เขาจะกลับมาหานายแน่นอน” ฉันบอกด้วยความตื้นตัน


“ฉันจะดูแลตัวเองดีๆ จะกินยาบำรุงตามที่หมอสั่ง จะออกกำลังกายแล้วก็จะดื่มนมทุกวันเลย”


“ขาดไปอย่างนึง”


“อะไร”


“ต้องนอนกับฉัน”


“เอ่อ...”


“ลูกมาเกิดไม่ได้ถ้าเธอนอนหันหลังให้ฉันนะนามิ”


จริงๆ ข้อนี้ฉันว่าเราควรละไว้ในฐานที่เข้าใจก็ได้นี่นา


“รู้แล้วน่า” ฉันตอบอายๆ ไดสึเกะหัวเราะเบาๆ ก่อนที่เขาจะผละตัวออก จากนั้นก็มองฉันที่ยังคงอยู่ในชุดกิโมโนที่แม่ของเขาตั้งใจตัดเย็บมันอย่างประณีตตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าอีกครั้ง


สายตาที่เขาจ้องมองมาทำให้ฉันรู้สึกว่าร่างกายเหมือนถูกไฟชอร์ต เขามองแล้วอมยิ้มตลอดเวลาจนฉันเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ เพราะกลัวว่าตัวเองจะกำลังทำหน้าตลก


“ยิ้มอะไรของนาย ตกลงว่าฉันใส่ชุดนี้แล้วสวยแน่นะ”


“อืม”


“งั้นก็เลิกยิ้มสักทีสิ”


“ทำไม ฉันมองแล้วยิ้มไม่ได้รึไง อยากให้ฉันทำหน้าบึ้งใส่นักเหรอ”


“ก็นายยิ้มไม่หุบแบบนี้ฉันก็เขินแย่”


“เวลาเธอเขินมันน่ารักกว่าตอนดื้อตั้งเยอะนี่”


พูดแบบนี้แปลว่าเขาชอบที่ฉันกำลังเขินจริงๆ ใช่มั้ย เพราะแบบนี้เขาถึงได้ทำให้ฉันเขินไม่หยุดสินะ


“หยุดแซวได้แล้วน่า”


“ทำไม เขินเหรอ”


“ไดสึเกะ!”


“เหอะ เธอนี่มัน อุ้บส์”


ในตอนนี้ฉันคิดวิธีนี้ออกวิธีเดียวจริงๆ ที่จะทำให้ไดสึเกะหยุดพูดได้ เพราะถ้าไม่ปิดปากเขาเอาไว้ คนอย่างเขาไม่มีทางยอมหยุดแน่ ที่สำคัญคือต้องใช้ปากปิดด้วย เพราะถ้าฉันใช้แค่มือ เขาแค่ดึงออกฉันก็สู้ไม่ได้แล้ว


“หยุดพูดได้สักทีนะ”


“ขออีกที”


“อะไรของนาย”


“ขอจูบอีกที” ไดสึเกะพูดพลางยักคิ้วใส่ แถมยังทำสายตาวิบวับเจ้าเล่ห์


“ไม่ ฉันไปเปลี่ยนชุดดีกว่า”


“เดี๋ยว อีกทีเดียวน่า แค่จูบเอง”


“ไม่”


“ฉันต้องทำให้เธอเขินอีกรอบงั้นสิ”


เขาจะมาร้ายกาจใส่ฉันทำไมกันนะ


“ฉันรักเธอ อุ้บส์”


แล้วฉันก็เขินจนต้องรีบเขย่งปลายเท้าขึ้นไปเพื่อปิดปากของเขาด้วยริมฝีปากของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็ดูเหมือนว่าไดสึเกะจะตั้งใจรอเวลานี้อยู่แล้วเป็นพิเศษ เขาถึงได้รั้งเอวของฉันเอาไว้ชนิดที่คงไม่ยอมปล่อยออกง่ายๆ


ริมฝีปากอุ่นๆ ของไดสึเกะเร้าให้หัวใจของฉันเต้นแรง ความอ่อนโยนของเขาในวันนี้กำลังทำให้ฉันรู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองกำลังถูกหลอมละลายลงด้วยจูบ


ก๊อกๆๆ


“อุ้ย!”


เสียงอุทานของใครอีกคนที่เพิ่งจะเปิดประตูเข้ามาทำให้ฉันกับไดสึเกะผละตัวออกจากกันทันที เราทั้งคู่หันไปมองเด็กผู้หญิงที่เดินทะเล่อทะล่าเข้ามาทั้งที่ฉันเพิ่งจะได้ยินเสียงเธอเคาะประตู แต่ว่ายังไม่ทันจะได้อนุญาตสักหน่อย ไดสึเกะเองยังไม่ทันจะสนใจเสียงเคาะประตูของเธอเลยด้วยซ้ำ


“อีกแล้วนะ” ไดสึเกะช้อนตามองริโกะดุๆ ซึ่งฉันเองก็กำลังมองเธออยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ฉันเห็นกลับไม่ใช่ท่าทีสลดหรือสำนึกผิดของเธอน่ะสิ


“นายเป็นคนบอกฉันเองว่าไม่ต้องเคาะประตู ถ้ามีเรื่องสำคัญให้ฉันเข้ามาได้เลย” ริโกะลอยหน้าลอยตาบอก เธอแยกเขี้ยวใส่ไดสึเกะนิดหน่อย ก่อนที่เธอจะสะดุ้งเบาๆ เมื่อหันมาสบตากับฉันโดยบังเอิญ


“ริโกะขอโทษค่ะคุณนามิ”


“เหอะ! เธอขอโทษทุกคนยกเว้นฉัน เรียกทุกคนว่าคุณ ยกเว้นฉัน ทั้งที่ฉันเป็นเจ้านายของเธองั้นเหรอริโกะ”


“เจ้านายฉันชื่อคุณโอยามะ”


“ยัย...”


“ฉันขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนก็แล้วกัน” ฉันพูดแทรก ใจหนึ่งก็ไม่ได้อยากจะขัดจังหวะของพวกเขาหรอก แต่จะเดินไปเฉยๆ ก็คงน่าเกลียด เอาเป็นว่าฉันแค่บอกให้รับรู้เฉยๆ ก็แล้วกัน


หมับ!


“เดี๋ยว!”


“นายคุยกับริโกะไปเถอะ เปลี่ยนชุดเสร็จฉันจะขึ้นไปพัก เหมือนจะปวดหัว” ฉันบอกเร็วๆ พลางแกะมือของไดสึเกะออกเพราะเขาพยายามจะรั้งฉันเอาไว้ พูดจบก็เดินกลับเข้ามาด้านในทันที ไม่ได้หันกลับไปมองหรอกว่าเขาทำหน้ายังไง


ปัง!


เมื่อไหร่ความรู้สึกแบบนี้มันจะหายไปสักทีนะ ฉันไม่ชอบที่ตัวเองอึดอัด ไม่พอใจเวลาที่เห็นไดสึเกะคุยกับริโกะแบบนี้เลย ฉันรู้ว่าริโกะเป็นผู้หญิงของคิราวะ และท่าทางของเธอก็ไม่ได้มีใจให้ไดสึเกะสักนิด ส่วนไดสึเกะเองเขาก็แสดงออกและพิสูจน์ให้ฉันเห็นแล้วว่าเขาทำเพื่อฉันมาตลอดนี่นา


ก๊อกๆๆ


“นามิ เปิดประตูหน่อย” ไดสึเกะตะโกนมาจากด้านหลังประตู


“ฉันเปลี่ยนชุดอยู่”


“ฉันช่วย”


“ไม่ต้อง”


เขานี่ท่าทางจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว


“เปิดเถอะน่า ฉันรู้ว่าเธอยังไม่ได้ถอดชุดด้วยซ้ำ”


เขาติดกล้องวงจรปิดไว้ในห้องห้องนี้รึยังไงกันนะ


“นามิ ฉันสั่งให้เธอเปิดประตู”


ฟึ่บ!


บานประตูตรงหน้าถูกเปิดออกเพราะฉันตัดสินใจเดินมาเปิดมันตามที่ไดสึเกะต้องการ เพราะถ้าขืนฉันไม่เดินมาเปิด เขาคงไม่มีทางหยุดโวยวายแน่ๆ


“มีอะไร” ฉันถามแล้วยืนมองไดสึเกะนิ่งๆ แต่เขากลับช้อนตามองฉันเหมือนกำลังไม่พอใจอะไรในตัวฉันสักอย่าง


“เป็นอะไร”


“เปล่า”


“ไหนเมื่อกี้บอกปวดหัว”


“ก็...”


“หึงฉันกับริโกะเหรอ” ไดสึเกะถามพลางกระตุกยิ้มมุมปาก แต่นั่นกลับยิ่งทำให้ฉันรู้สึกร้อนวูบในอก ครั้นจะเดินหนีก็ทำไม่ได้เพราะไม่ใช่นิสัย


“ตลกมากมั้ย ถ้ามากก็หัวเราะให้ดังๆ พอใจแล้วก็รีบไปให้พ้นหน้าฉันสักที”


“ไม่เอาน่า ยัยนั่นไม่ได้คิดอะไรกับฉันสักหน่อย”


เขาพูดเองเต็มปากเลย


“แต่นายคิด”


ฉันพูดบ้าง พูดแบบเต็มปากเต็มคำเหมือนกัน!


“นามิ คือฉัน...”


“ฉันไม่ได้สนใจว่าริโกะคิดยังไง แต่ฉันสนใจว่านายคิดยังไงมากกว่า และที่ผ่านมาฉันคิดว่าฉันดูออกว่านาย...คิดยังไงกับเด็กคนนั้น”


“ฉันไม่ได้คิดอะไร” ไดสึเกะยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ฉันกลับสัมผัสไม่ได้ถึงคำคำนั้นจริงๆ สายตาที่เขามองเธอมันอ่อนโยน คำพูดที่เขาหยอกล้อกับเธอมันดูสนิทกันเกินไป ไหนจะยังความหมายของแต่ละคำที่เขาพูดกับเธออีกล่ะ มันมีความหมายเสมอ ฉันรู้และคิดว่าฉันไม่ได้เข้าใจผิดแน่ๆ


“อืม”


“เชื่อฉันนามิ”


มันคือประโยคขอร้องหรือประโยคคำสั่งกันนะ


“ฉันจะไม่รักใครนอกจากเธอ”


“พูดจบแล้วก็ออกไปสิ ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” ฉันไล่อย่างนึกอยากจะเอาแต่ใจ แต่แทนที่เขาจะถอยออกไป เขากลับก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันในทันที


ฟุ่บ!


“ถอยออกไปนะไดสึเกะ”


“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับริโกะ แค่เอ็นดูเด็กนั่น แล้วก็รู้สึกผิดด้วยที่เคยทำให้เดือดร้อนเท่านั้น” ไดสึเกะพยายามอธิบาย แต่สำหรับฉันมันยากจะเชื่อจริงๆ


คนอย่างเขาใช้คำว่าเอ็นดูกับเด็กนั่นเนี่ยนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่มีทางหยุดแค่นั้น


ฟุ่บ!


ไดสึเกะรั้งฉันเข้าไปกอดเอาไว้เมื่อฉันพยายามจะเดินหนี ซึ่งฉันไม่ได้พยายามดิ้น ไม่ได้จะขัดขืน ฉันเพียงแต่ยืนนิ่งๆ ให้เขากอดอยู่อย่างนั้น เพราะไม่ว่าเขาจะคิดยังไงกับเธอ ความจริงที่ฉันรู้ดีแก่ใจก็คือมันไม่อาจเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขาไปได้


“เชื่อฉันนะ”


“ฉัน...”


“คิดง่ายๆ ว่าถ้าฉันชอบยัยเด็กนั่นจริงๆ เธอคิดว่าฉันจะยอมให้ไอ้คิราวะมันได้ไปรึยังไง”


ทำไมเขาต้องพูดให้ฉันรู้สึกสับสนแบบนี้ด้วยนะ


“นามิ”


เวลาที่เขาเรียกชื่อฉันเบาๆ แบบนี้ทีไร หัวใจต้องอ่อนยวบลงทุกที รู้สึกเหมือนถูกเขาล่อลวงด้วยน้ำเสียงออดอ้อนจนฉันไม่เป็นตัวของตัวเองไปซะทุกครั้ง จากที่กำลังตั้งใจจะใช้ความคิดก็เป็นอันต้องคล้อยตามเขาเสมอ


“ฉัน...”


แต่ก็ยังไม่รู้จะอธิบายยังไงอยู่ดี


“ฉันรู้ว่าเธอไม่สบายใจ งั้นเอาแบบนี้ดีมั้ย ต่อไปนี้เธอก็อย่าอยู่ห่างจากฉัน เวลาที่ริโกะมาพบฉันหรือว่ามีเรื่องพูดกับฉัน เธอจะได้รู้ว่าฉันบริสุทธิ์ใจ”


“แล้วถ้าตอนนั้นฉันต้องออกไปข้างนอกหรือบังเอิญไม่อยู่ล่ะ” ฉันรีบหันกลับไปถาม แต่เพิ่งนึกได้ว่าไม่ควรดีใจเกินเหตุก็ตอนที่เห็นรอยยิ้มมุมปากของไดสึเกะนั่นแหละ


“ฉันจะเล่าให้เธอฟังเอง” ไดสึเกะบอกเบาๆ พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาโอบประคองใบหน้าของฉันเอาไว้อย่างอ่อนโยน


“ฉันยอมรับว่าที่ผ่านมาฉันมักจะคุยกับริโกะเวลาที่ฉันว่างๆ ไม่เหมือนเธอที่ฉันพยายามหาเวลาว่าง หาโอกาส อ้างโน่นอ้างนี่กับตัวเองสารพัดเพื่อจะคุยด้วย อุ้บส์”


ฉันไม่รู้หรอกว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง แต่ในเมื่อฉันตัดสินใจไปแล้วว่าเลือกเขา มั่นใจว่าจะเชื่อมั่นในตัวเขา มันก็คงไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะนั่งหวาดระแวงอีก


ในเมื่อตอนนี้ฉันมีโอกาสได้อยู่ใกล้เขา ได้เป็นคนรักของเขา ได้เป็นเจ้าสาวของเขา ฉันก็จะตักตวงทุกความสุขที่กำลังเกิดขึ้นในทุกวินาทีนี้เอาไว้ และถ้าหากว่าวันข้างหน้าเราจะต้องเลิกกัน หรือหากวันใดที่เขาหมดรักฉันแล้ว ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจว่าฉันพลาดโอกาส อย่างน้อยครั้งหนึ่งฉันก็ได้เป็นผู้หญิงที่เขารัก


“ฉันรักนาย” ฉันบอกหลังจากที่ละริมฝีปากออก ไดสึเกะช้อนตามองฉันนิ่งๆ ใบหน้าของเรายังห่างกันไม่มาก ทำให้ฉันยังรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่เป่ากระทบอยู่ที่ผิวแก้ม


“ฉันก็รักเธอ”


“เรามีลูกด้วยกันกี่คนดี สักสามคนดีมั้ย นายอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว”


“ลูกสาว ฉันอยากให้ลูกเราสวยเหมือนเธอ”


“งั้นฉันขอลูกชายคนนึงนะ  ฉันอยากให้เขาเก่งเหมือนนาย” ฉันบอกยิ้มๆ ไดสึเกะยิ้มกว้าง ก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันแล้วกอดฉันอีกครั้งพร้อมกับโยกตัวไปมาแบบที่ช่วงนี้เขาชอบทำบ่อยๆ


เรากอดกันบ่อยขึ้น ยิ้มให้กันมากขึ้น และฉันมั่นใจว่าเรากำลังรักกันมากขึ้น


“เขาจะต้องเก่งเหมือนฉัน และจะต้องดูแลเธอได้ดีมากแน่ๆ นามิ”


“อะไรทำให้นายมั่นใจขนาดนั้นไดสึเกะ” ฉันถามพลางหัวเราะเบาๆ อยู่ในอ้อมกอดของไดสึเกะ เราสองคนกำลังสบตากันผ่านเงาสะท้อนของเราทั้งคู่บนกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้า ต่างคนต่างยิ้มให้กันอย่างไม่รู้จักเบื่อ


“เพราะฉันจะทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง”


คำตอบของเขาทำให้หัวใจของฉันพองโตได้เสมอ


“ขอบคุณ”


“ฉันสัญญาว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกของเรา”


ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้อีกแล้วจริงๆ...


ความคิดเห็น