Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 39 Let's start NC

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มี.ค. 2563 17:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 39 Let's start NC
แบบอักษร

 

Chapter 39 Let's start 

ทั้งคู่นอนกอดกันอยู่อีกเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น อคิราห์คลายวงแขนออกให้มิคาเอลลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์ ชายหนุ่มนั่งพิงหัวเตียงโดยที่ด้านข้างมีคนกำลังนอนมองเขาอยู่ มิคาเอลพูดไปพลางอีกมือหนึ่งก็ยกขึ้นมาสางเส้นผมสีดำที่เกลี่ยอยู่ข้างตัว เด็กหนุ่มนอนมองคนรักคุยโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจลุกขึ้นพาดขาคร่อมตัวของคนที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่แล้วกอดซบอีกฝ่ายทั้งตัว 

“ท่านครับ...” 

“อืม ฉันฟังอยู่ ว่าต่อไป” 

อคิราห์วาดวงแขนกอดรัดอีกฝ่ายแน่น เอียงศีรษะซบหน้าอกจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำรัวอยู่ภายใน  

มิคาเอลนิ่งค้างไปชั่วขณะ สมาธิของเขากระเจิดกระเจิงไปพร้อมกับคนที่นั่งอยู่บนตัวของเขาไปแล้ว เมื่อได้สติชายหนุ่มจึงค่อยๆยกแขนที่ยังว่างอยู่อีกข้างกอดคนที่วันนี้ออกจะขี้อ้อนเป็นพิเศษเอาไว้เช่นกัน เขานั่งฟังรายงานจากคนปลายสายไปพลางจูบหัวไหล่มนของเด็กน้อยตรงหน้าไปพลาง หลังจากสั่งงานอีกสองสามคำถึงค่อยวางสายลงในที่สุด ชายหนุ่มค่อยๆประคองใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ซบอยู่บนอกขึ้นมาจูบเบาๆ “วันนี้ทำตัวน่ารักเป็นพิเศษ ไม่อยากได้อะไรจริงเหรอ” 

“ไม่ครับ” 

“แต่วันนี้ฉันมีรางวัลให้ เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ได้เลย” มิคาเอลยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ใครบางคนกลับรู้สึกเจ็บปวดในอก 

อคิราห์หลบสายตา เขาจูบลงบนปลายคางของชายหนุ่มก่อนที่จะลุกออกไปยังห้องน้ำ แต่ดูเหมือนวันนี้โชคจะไม่เข้าข้างเขาสักเท่าไหร่ 

หมับ... 

“เดี๋ยวก่อนสิที่รัก เธอจะไม่รอฉันอีกแล้วใช่มั้ย” 

“ปล่อยครับ ผมจะไปอาบน้ำ” 

“อาบด้วยกันสิ” โดยไม่พูดพล่ำทำเพลง มิคาเอลจัดการอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นมา พาเดินเข้าไปในห้องน้ำด้วยกัน ทันทีที่วางอีกฝ่ายลงใต้ฝักบัว เขาก็จัดการบดจูบลงบนริมฝีปากอ่อนนุ่มตรงหน้าพลางปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่ายออกทันที เรียวลิ้นของคนทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดกันไปมาจนได้ยินเสียงสะท้อน ชายหนุ่มโอบกอดร่างของอีกฝ่ายเข้าหาให้ส่วนกลางลำตัวบดเบียดกันไปมาจนอคิราห์ต้องครางออกมา 

 

(อ่าน nc ได้ในเล่มค่ะ) 

 

เขาซบหน้าลงบนไหล่ของอีกฝ่าย โอบกอดร่างโปร่งบางเอาไว้แน่น “ฉันรักเธอ” 

อคิราห์หันกลับมาโอบแขนรอบตัวของเขา มิคาเอลมองไม่เห็นใบหน้าของคนที่แนบหน้าผากอยู่กับอก ได้ยินเพียงเสียงเบาๆ ที่พูดผ่านเสียงน้ำที่ดังก้อง 

“ผมก็รักคุณครับ... มิคาเอล” 

 

เป็นครั้งแรกที่อคิราห์ตามติดอีกฝ่ายไปทุกที่ เด็กหนุ่มแทบจะไม่ยอมให้มิคาเอลคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว ถึงแม้ตลอดทั้งวันจะต้องเจอคนมากหน้าหลายตาก็ตาม แต่ละคนมองเขาด้วยความกังขา หากแต่ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาเพราะพวกเขารู้ดีว่าหากพูดอะไรผิดหูคนที่กำลังพูดคุยยิ้มแย้มอยู่ด้วยกันตรงหน้านี้เมื่อไหร่ รอยยิ้มเทวทูตก็จะเปลี่ยนเป็นซาตานทันที แค่เรื่องวันครบรอบที่ทั้งขอร้องทั้งพยายามบีบบังคับอีกฝ่ายให้จัดขึ้นครั้งนี้ก็เล่นเอาคนแก่แทบหัวใจวายกันไปตามๆกันแล้ว คนพวกนั้นเพียงแค่ผงกศีรษะลงเล็กน้อยในตอนที่มิคาเอลแนะนำตัวอคิราห์ในนามของ ‘คนรัก’ หลังจากนั้นก็ทำเป็นมองไม่เห็นเด็กหนุ่มอีกต่อไป 

มื้อเที่ยงบนโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ คนพวกนี้เอาแต่ถกเถียงกันแทบเป็นแทบตาย สิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันมีแต่เรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ของคนในตระกูลออสซินี่ทั้งนั้น  

ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มนัยน์ตาสีมรกตที่นั่งอยู่หัวโต๊ะกำลังคลึงแก้วไวน์ไปมาอย่างเงียบเชียบพลางเล่นนิ้วมือของคนรักที่อยู่ใต้โต๊ะ ส่วนอคิราห์ก็ไม่ได้สนใจคนพวกนี้มากนัก เขาสอดส่ายสายตาไปรอบๆราวกับไม่ได้ตั้งใจ 

ท่ามกลางเสียงโต้เถียงโดยรอบ อคิราห์รับรู้ได้ถึงลมหายใจของคนที่เอนตัวเข้ามาหา “คืนนี้ฉันมีเซอร์ไพรส์ให้เธอ เตรียมตัวเตรียมใจให้ดีล่ะ” มิคาเอลโน้มตัวเข้าไปกระซิบชิดริมใบหูของเด็กหนุ่มก่อนที่จะผละตัวออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

อคิราห์รู้สึกงุนงง หากแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้สนใจมากนัก ในหัวของเขาตอนนี้มีแค่เรื่องการปรากฏตัวของเพื่อนรักเท่านั้น 

ฝ่ายชายหนุ่มยังคงนั่งคลึงแก้วไวน์ไปมาราวกับไม่ได้สนใจสิ่งใด หากแต่เขาก็ลอบสังเกตท่าทางของเด็กหนุ่มอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ภายใต้แก้วไวน์ที่ถูกยกขึ้นมาแนบริมฝีปาก รอบยิ้มอย่างไม่ยี่หระของชายหนุ่มค่อยๆคลายลงทีละน้อย 

 

8.00 P.M. 

รถยี่ห้อดังมากมายเริ่มทยอยเข้ามาในพื้นที่ของคฤหาสน์หลังงาม แม้ว่าหลายคนจะเคยมาที่นี่ทุกปีแต่ก็ยังรู้สึกเกร็งอยู่ดี แม้ว่าจะได้ชื่อว่าออสซินี่เหมือนกั แต่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นคฤหาสน์กินคน ทั้งในรูปของร่างกายและจิตใจ เพียงแต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งที่กินคนกลับไม่ใช่คฤหาสน์แต่เป็นคนที่อยู่อาศัยต่างหาก ผู้คนภายนอกอาจไม่รู้ แต่คนที่ทำให้คฤหาสน์ออสซินี่ได้ชื่อเช่นนี้ก็คือเจ้าบ้านคนปัจจุบันนั่นเอง เพราะฉะนั้นหลายๆ คนที่ก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้จึงใช้สิทธิ์ที่มีปีละครั้งเพื่อที่จะมาเจอผู้ที่ได้ชื่อว่าเทวทูตแห่งวงการมืดผู้โด่งดังสักครั้ง 

ภายในโถงงานเลี้ยง ผู้ที่ทำหน้าที่รับรองแขกเหรื่อที่เข้ามาในงานคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้านผู้หนึ่ง ผมสีเงินถูกหวีปัดไปด้านหลังทั้งหมดเผยให้เห็นโครงหน้างดงาม นัยน์ตาสีฟ้าไร้ระลอกคลื่นและรอยยิ้มบางเบาที่ติดอยู่บนใบหน้าทำให้หนุ่มสาวภายในงานไม่อาจละสายตาออกจากชายหนุ่มคนนี้ไปได้ คนๆนี้ก็คือเรเวนนั่นเอง วันนี้ชายหนุ่มดูออกจะแตกต่างไปจากทุกวัน 

ใครจะไปคิดว่าชายในชุดทักซิโด้สีขาวเข้ารูปจะเป็นคนๆเดียวกันกับคนที่ใส่ชุดนอนและรองเท้าสลิปเปอร์เดินถือแก้วกาแฟไปมาด้วยร่างที่แทบจะลงไปกองกับพื้นได้ตลอดเวลาคนนั้น โดยเฉพาะวันนี้เขาใส่ต่างหูเพียงแค่คู่เดียว ริมฝีปากก็ไม่มีห่วงสีเงินใดๆ อีกด้วย 

“สวัสดีครับคุณเรเวน ไม่ว่าจะกี่ปีก็ยังดูดีเหมือนเดิมเลยนะครับ นี่หลานสาวของผมเธอพึ่งมีโอกาสได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก ถ้าเธอทำอะไรผิดไปต้องขออภัยล่วงหน้าด้วยนะครับ” 

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าไม่มีอะไรร้ายแรงผมคิดว่านายท่านคงไม่ว่าอะไรหรอกครับ” 

“สวัสดีครับคุณเรเวน ปีนี้คุณดูดีกว่าปีที่แล้วอีกนะครับ” 

“ครับ คุณเองก็เช่นกัน” 

“คุณเรเวน...” 

“ครับ ขออภัยแต่ผมต้องขอตัวสักครู่นะครับ” เขากล่าวขอโทษแขกภายในงานก่อนที่จะมอบหมายให้พ่อบ้านดูแลที่เหลือ ชายหนุ่มเดินหลบขึ้นไปบนดาดฟ้าด้วยใบหน้าจืดสนิท...ให้ตายเถอะ เมื่อไหร่วันนี้จะผ่านไปสักที 

เขาหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอย่างอดรนทนไม่ไหว ปีก่อนๆ มีเจสันคอยช่วยรับหน้าอีกคน แต่ปีนี้เขากลับต้องรับศึกอยู่คนเดียวโดยที่อีกฝ่ายยังมีเวลาไปหยอกเล่นเจ้ามาคัสนั่นอย่างสนุกสนาน นึกถึงน้ำเสียงตอนที่คุยโทรศัพท์กับเจ้าหมอนั่นครั้งล่าสุดแล้ว เรเวนก็ได้แต่สูดควันสีขาวเข้าปอดไปเฮือกใหญ่ เขาดับบุหรี่ลง เดินกลับไปจัดการกับกลิ่นบนร่างกายก่อนที่จะลงไปทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง 

 

ในห้องแต่งตัว มิคาเอลยืนพิจารณาเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างพึงพอใจ ชุดสูทสีดำเข้ารูปและเสื้อเชิ้ตเนื้อกำมะหยี่สีเดียวกันยิ่งขับให้หนุ่มน้อยตรงหน้ามีบรรยากาศที่ดูลึกลับมากยิ่งขึ้น 

“ฉันคิดแล้วว่าเธอต้องดูดีมากในชุดแบบนี้” 

“คุณก็ดูดีเหมือนกันครับ” 

ฝ่ายมิคาเอลไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปมากเท่าไหร่ เพียงแต่เวลานี้เขาอยู่ในชุดสูทสีดำแบบเดียวกันกับของเด็กหนุ่มทำให้ไม่ว่าใครที่มองเห็นก็ต้องดูออกว่าตัดมาคู่กัน เขายกมือขึ้นมาโอบร่างของอีกฝ่ายเข้ามาประชิดพลางก้มลงไปกระซิบข้างใบหู “รู้รึเปล่าว่าฉันอยากจะกระชากเสื้อผ้าของเธอออกแล้วทำกันบนโซฟาตอนนี้เลยที่รัก” ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังก้มหน้าเข้าหาอีกฝ่ายก็มีเสียงโทรศัพท์สั่นครืดอยู่บนโต๊ะเสียก่อน 

‘ฮัลโหล ถึงเวลาแล้วนะมิคาเอล นายรีบลงมาเถอะ ตอนนี้ฉันกำลังจะแย่แล้ว’ คนปลายสายโอดครวญจนเสียงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์ 

“ไปกันเถอะ” มิคาเอลถอนหายใจพลางเก็บมันเข้ากระเป๋า เขาก้มลงดูนาฬิกาก่อนที่จะจูงมือเด็กหนุ่มให้เดินไปด้วยกัน อคิราห์หันไปมองคนที่เดินด้วยกันด้านข้าง แววตาของเด็กหนุ่มเข้มลึกขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

 

ภายในงานเลี้ยง ผู้คนภายในงานพูดคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา บรรยากาศราวกับอยู่ในงานเลี้ยงของชนชั้นสูง วงออร์เคสต้าเล็กๆ กำลังเล่นเพลงอยู่ที่มุมหนึ่ง มีทั้งคนที่พูดคุยกันอย่างเป็นปกติ และคนที่เห็นครั้งแรกก็มองออกว่ามาที่นี่เป็นครั้งแรก แต่ละคนต่างสอดส่ายสายตาไปมาอย่างอดไม่ไหว 

ท่ามกลางคนเหล่านี้ที่มุมๆหนึ่ง เด็กหนุ่มหน้าตางดงามในชุดสูทสีเงินเข้ารูปกำลังยืนพูดคุยกับกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยท่าทางราวกับเป็นเจ้าบ้านที่ดี ทันทีที่เดินลงมาจากบันไดชั้นบน เขาก็ถูกจับจ้องด้วยสายตาของคนมากมาย ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามราวกับเทวดาตัวน้อย แก้มขาวใสแดงปลั่งทั้งยังดูประหม่า ในใจของทุกคนต่างอยากรู้อยากเห็น เด็กหนุ่มได้รับความสนใจจากคนมากมายทันทีที่ก้าวลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย มีหลากหลายคำถามที่เอ่ยถามออกมาแต่ส่วนใหญ่สิ่งที่พวกเขาต้องการรู้เพียงแค่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นใครและเป็นอะไรกับเจ้าของคฤหาสน์ พวงแก้มของเขาแดงเปล่งปลั่ง หนุ่มน้อยผมสีน้ำตาลก้มหน้าลงเล็กน้อยพลางตอบออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา “คุณมิคาเอลแค่รู้สึกเห็นใจที่ผมไม่มีที่ไปน่ะครับ ก็เลยอนุญาตให้ผมอยู่ที่นี่ ไม่มีอะไรจริงๆครับ” ถึงเด็กหนุ่มจะพูดออกมาแบบนั้นแต่ท่าทางที่แสดงออกมายิ่งทำให้ผู้คนไม่เชื่อว่าสิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริง ฝั่งคนเป็นพ่ออย่างอลาริคที่เห็นลูกชายตั้งแต่แรกก็ได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆโดยมีภรรยาที่ควงแขนอยู่ด้านข้าง 

ทันใดนั้นเสียงผู้คนก็ดังมากขึ้นก่อนที่จะเงียบลง พวกเขาไม่แน่ใจนักว่าคนๆนี้เดินมาจากทางไหน มองเห็นอีกทีก็ตอนที่อีกฝ่ายกำลังเดินไปที่เวทีด้านหน้าโดยมีกลุ่มคนชุดดำอยู่รายรอบ ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีคนสามคนที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ชายหนุ่มผมบลอนด์หันไปหาเด็กหนุ่มที่ดูไม่ธรรมดาแม้ว่าจะมองเห็นหน้าตาไม่ชัดเจนก่อนที่จะก้าวขึ้นไปบนเวทีที่จัดเอาไว้ เขาคนนั้นคือมิคาเอล ออสซินี่ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันนั่นเอง 

ริมฝีปากที่โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มตลอดเวลาไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มดูน่าเข้าใกล้เพิ่มขึ้นแม้แต่น้อย ด้วยดวงตาสีมรกตที่ดูราวกับอสรพิษกำลังจ้องมองเหยื่อนั่น ที่หากจ้องมองใครโดยตรงก็ทำให้คนๆ นั้นพลันเหงื่อไหลชุ่มออกมาได้อย่างง่ายดายด้านข้างเยื้องไปทางด้านหลังยังมีชายหนุ่มท่าทางโดดเด่นอีกคนหนึ่งแม้ว่าจะใส่ชุดแบบเดียวกันกับคนอื่นๆที่ยืนอยู่รอบๆ 

เด็กหนุ่มที่ถูกชายชุดดำยืนบังอยู่ด้านหน้าเวทีพยายามสอดส่ายสายตาไปรอบๆมองหาจุดที่เหมาะกับการลอบสังหารหรือความเป็นไปได้ต่างๆที่เฮกเตอร์จะปรากฏตัวออกมา ผู้คนด้านล่างหยุดนิ่งยืนฟังคำกล่าวเปิดงานของคนที่อยู่บนเวที ทุกประตูมีชายในชุดดำประจำตำแหน่ง นัยน์ตาสีดำสนิทมองขึ้นไปชั้นบน ชายชุดดำเดินวนเวียนรอบบริเวณทางเดินตลอดเวลา หากมีการเคลื่อนไหวผิดปกติใดๆย่อมต้องสังเกตเห็น 

ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถวางใจได้เพราะคนๆ นั้นคือเฮกเตอร์ คนที่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายสามารถทำอะไรได้บ้าง เวลานี้ที่เขารู้อย่างหนึ่ง คือเฮกไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนด้านล่างนี่ 

ชายหนุ่มในชุดสูทสีขาวเดินมายืนด้านข้าง ในมือถือแก้วแชมเปญข้างหนึ่งมองขึ้นไปยังคนที่กำลังยืนอยู่บนเวที “เธอดูเป็นกังวล” เรเวนพูดคุยกับเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านข้างทั้งที่สายตายังไม่ละออกจากคนที่อยู่ด้านบน 

“ครับ ผมคิดว่าการยืนอยู่บนที่โล่งๆเป็นเป้านิ่งแบบนี้ เป็นอะไรที่ล่อตาล่อใจมือสังหารได้ง่าย” 

ชายหนุ่มยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบ “ไม่ต้องกังวลไป เธอคิดว่านั่นคือใครล่ะ มิคาเอล ออสซินี่เชียวนะ มีลุคคุ้มกันอยู่ด้วยไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอก” ชายหนุ่มพูดออกมาด้วยท่าทางไม่ยี่หร่ะอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ในใจของเด็กหนุ่มกลับกำลังเต้นระรัว อคิราห์ยังคงสอดส่ายสายตามองดูสีหน้าและการเคลื่อนไหวของทั้งแขกและคนของออสซินี่ที่อยู่โดยรอบ ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงของมิคาเอลกล่าวขึ้น เหงื่อกาลของเด็กหนุ่มก็ยิ่งไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ 

“สวัสดีท่านทั้งหลาย ขอขอบคุณทุกท่านที่เดินทางมาร่วมงานในค่ำคืนนี้” 

“ผมขอตัวก่อน” เด็กหนุ่มเดินไปข้างหน้าตั้งจะขึ้นไปยังจุดที่มิคาเอลยืนอยู่ เขาได้แต่คิดว่าบางทีตรงนั้นอาจจะมองเห็นอะไรได้มากขึ้น 

“นั่นเธอจะไปไหน” 

“ผมจะขึ้นไปด้านบน”  

“เป็นอะไรไป เธอจะขึ้นไปทำอะไร” 

“ขอโทษครับ ผมต้องขึ้นไป” 

“อย่าทำให้เรื่องยุ่งยาก เธอกำลังทำให้งานเสีย” 

ในขณะที่ความวุ่นวายกำลังเกิดขึ้น เสียงของมิคาเอล ออสซินี่ดังก็ยังดังก้องไปทั่วห้องโถง “ผมรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง อย่างที่รู้กันตระกูลของเราก่อตั้งขึ้นมากว่าห้าร้อยปี เป็นเวลายาวนานที่ออสซินี่ ได้รับการยอมรับว่าเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดในเยอรมัน และเวลานี้...” 

ร่างของเด็กหนุ่มถูกชายชุดดำกันเอาไว้ อคิราห์เงยหน้ามองคนที่ยังยืนพูดอยู่บนนั้นอีกฝ่ายยังคงมองไปด้านหน้าไม่ก้มลงมาสบตา “ให้ผมขึ้นไป” 

“ขออภัยครับ นายท่านบอกให้ผมคุ้มกันคุณอยู่ตรงนี้ จนกว่าท่านจะลงมา” 

“ผมบอกว่า...ให้-ผม-ขึ้น-ไป” 

คนที่ยืนคุ้มกันผู้เป็นนายอยู่บนเวทีเริ่มหันมามองทางนี้อย่างสงสัย ลุคมองเห็นสายตาของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านล่าง ในใจของเขาพลันมีลางสังหรณ์บางอย่างก่อนที่ชายหนุ่มจะเบิกตาขึ้น ก้มลงติดต่อกับลูกน้องผ่านวิทยุสื่อสารบนปกเสื้อทันที 

“...เราพอใจแล้วเหรอสำหรับคำๆนี้ ในยุคสมัยของผม ผมได้พยายามทำให้ชื่อของออสซินี่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในระดับที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น...” มิคาเอลยังคงพูดต่อไปอย่างใจเย็นแม้ว่าจะได้รับรายงานด่วนจากคนด้านข้าง 

“ท่านครับ...เจฟ โบการ์ทหายไปแล้ว” 

“...และผมจะไม่ยอมหยุด ด้วยตำแหน่งที่ผมกำลังยืนอยู่นี้ ผมหวังว่าทุกคนจะไม่มองเห็นแค่ผลประโยชน์ของตัวเอง...” 

“ท่านครับ...ขาดการติดต่อจากหน่วยสอง คนของผมกำลังปะทะกับเป้าหมาย” 

“ด้วยมือของผม และพวกคุณ ตระกูลออสซินี่ จะเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจเช่นนี้ไปตลอดกาล” 

เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านล่างพลันมองเห็นแสงบางอย่างสะท้อนมาจากโถงด้านบน อคิราห์กวาดขาเตะลงบนหัวเข่าของชายในชุดสูทดำคนหนึ่งก่อนที่จะแย่งปืนของอีกฝ่ายออกมา 

ในเวลาเดียวกัน เสียงปรบมือดังเกรียวกราวจากฝูงชนด้านล่างดังสะท้อนไปทั่วห้องโถง ชายหนุ่มหยิบแก้วแชมเปญมาจากลูกน้องคนสนิท ริมฝีปากบางเฉียบค่อยๆเยียบเย็นลงเรื่อยๆ สายตาของเขากวาดมองคนทั่วงานก่อนที่จะเหลือบเห็นลำกล้องปืนไรเฟิลด้านบน ชายหนุ่มพลันขยับตัวพร้อมกับคนที่โถมตัวเข้ามาจากด้านข้าง 

ปัง 

ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้อง ฉับพลันกลับเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องระงม 

To be con 

_____________________________________ 

Talk 

ตอนนี้ก็จะยาวมากจุใจ ตอนแรกว่าจะตัดไปอีกตอนแต่ไหนแล้วก็ลงไปเลยดีกว่า 

คิดว่าเป็นการตัดจบที่ทำร้ายจิตใจที่สุดตอนหนึ่ง พอดีไรต์เป็นคนซาดิส55555 

Crystal** 

ความคิดเห็น