สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 465

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2562 22:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3
แบบอักษร

รถสปอร์ตสัญชาติยุโรปสีแดงสดแล่นปราดไปจอดที่บันไดใหญ่พร้อมกับเบรกเอี๊ยดอย่างแรง แสดงถึงความชำนาญยิ่งของผู้อยู่หลังพวงมาลัย หญิงสาวคนหนึ่งคว้ากระเป๋าสะพายใบโตจากที่นั่งข้างคนขับก้าวลงจากรถด้วยความรวดเร็ว แล้วสั่งเด็กรับใช้ที่วิ่งมารับ

“บอกสมคิดว่าไม่ต้องเก็บรถ ฉันแค่แวะกลับมาเปลี่ยนชุด เดี๋ยวจะออกไปประชุมข้างนอกอีก” เจ้าของร่างผอมสูงในชุดสูทสีครีมมีรอยเปื้อนเด่นชัดตรงอกเสื้อก้าวขึ้นบันไดหน้ามุข ก่อนเดินแกมวิ่งอย่างเร่งรีบ เธอเกือบผ่านโถงกลางไปยังปีกที่พักส่วนตัวทางด้านหลังแล้ว แต่ก็ต้องชะงักเพราะเสียงโวยวายที่ดังลอดมาจากห้องรับแขก

เหตุผลก็เพราะ...มันพาดพิงถึงเธอ !

“เสี่ยทำแบบนี้ไม่ถูกนะคะ ทีน้องหลิวทั้งเอาเงินไปเปิดบริษัทโฆษณา ทั้งไปเที่ยว ช็อปปิ้ง สารพัดจะใช้ เสี่ยไม่เห็นว่าสักคำ นี่ยายซินแค่ขอไปเรียนต่อที่อังกฤษ ไม่ได้ไปทำเรื่องไร้สาระสักหน่อย ทำไมเสี่ยถึงไม่อนุญาตล่ะคะ” เสียงสตรีกลางคนดังลั่นห้อง โดยไม่จำเป็นต้องเงี่ยหูฟังเลย

‘เสี่ย’ เป็นชายชาวจีนสูงอายุ รูปร่างสันทัด เส้นผมแซมสีเงินบนศีรษะบอกความร่วงโรยแห่งวัย แต่กระนั้นกิริยาการเคลื่อนไหวกลับยังดูกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว

รำไพตวัดค้อน ทำเสียงกระฟัดกระเฟียดในลำคออย่างขัดใจเมื่อเห็นคู่สนทนายังคงก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ราวกับไม่สนใจฟังสิ่งที่เธอพูดเลยแม้แต่น้อย

“เสี่ยคะ” รำไพลองพยายามอีกหน และคราวนี้ก็สำเร็จ เพราะอาจณรงค์พับกระดาษในมือโยนลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนเงยหน้ามองเธอด้วยสายตาแสดงความรำคาญอย่างเห็นได้ชัด

เพราะไม่ว่าจะคุยกันกี่ครั้ง เรื่องก็โยงมาจบตรงนี้เสมอ รำไพมักยกเรื่องส่วนตัวของบุตรสาวเขามาเป็นข้ออ้างยามจนแต้ม และยังกล่าวหาว่าเขาลำเอียงให้เงินรินรดาใช้มากกว่าลูก ๆ ของเธอ ต่อให้เขาเพียรอธิบายถึงเรื่องกองมรดกที่ภรรยาเก่าและพ่อตาของเขาเตรียมไว้ให้รินรดา ลูกสาวและหลานสาวคนเดียวของเศรษฐีใหญ่ชาวฮ่องกง ไปไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยครั้งแล้ว แต่ก็เหมือนเขาพูดกับก้อนหิน เพราะคนฟังไม่เคยเข้าใจเหตุผลของเขา จนเขาต้องตัดรำคาญด้วยการยอมตามที่รำไพร้องขอเสมอ แต่ครั้งนี้เขารู้สึกว่ารำไพกำลังล้ำเส้นมากกว่าปกติ เธอพยายามยุยงคล้ายจะให้ลูกสาวทั้งสองของเขาแข่งขันกันเอง ซึ่งนี่เป็นเรื่องเดียวที่เขายอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

รินรดากำลูกบิดประตูแน่นเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้บุกเข้าไปอาละวาดแม่เลี้ยง เธอได้ยินเสียงบิดาตอบโต้รำไพชัดเจน

“ผมบอกคุณหลายครั้งแล้วว่าหลิวไม่ได้ใช้เงินของผม ทุกบาททุกสตางค์ที่หลิวใช้ หลิวเบิกจากกองทุนของคุณใหญ่ทั้งนั้น คุณเลิกวุ่นวายกับการใช้เงินของลูกสาวผมเสียทีเถอะ เอาเวลาไปดูแลยายซินกับนายซันให้ดีก่อนก็พอแล้ว”

“ไม่พอค่ะ ! ” รำไพสวนคำ “สมบัติของคุณใหญ่ก็เหมือนของเสี่ยนั่นแหละ ในเมื่อคุณใหญ่ตายไปแล้ว ทุกอย่างก็ต้องเป็นของเสี่ยสิคะ เสี่ยจะได้เอามาแบ่งให้ลูกทุกคนใช้เท่ากัน ไพพูดผิดตรงไหนคะ”

“มันผิดตรงที่ผมไม่อยากทำอย่างนั้นไง” น้ำเสียงเด็ดขาดโต้กลับแทบจะทันที “ยายหลิวกำพร้าแม่ก็น่าสงสารพออยู่แล้ว อย่าให้ผมทำอะไรทุเรศ ๆ อย่างการไปฮุบสมบัติของลูกสาวมาให้คุณอีกเลยน่า”

“แล้วยายซินล่ะคะเสี่ย เพื่อน ๆ ของลูกไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อังกฤษกันหมด ถ้าลูกสาวเราไม่ได้ไป ก็น้อยหน้าเพื่อน เสียหน้าแย่เลยนะคะ แถมยังพาลจะเสียชื่อมาถึงเสี่ยด้วย”

“ที่อั๊วไม่ให้ซินไปอังกฤษน่ะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงิน แต่เป็นเพราะอั๊วเห็นว่ามันยังไม่ถึงเวลา” อาจณรงค์สวนกลับด้วยความโกรธเกรี้ยว สรรพนามที่ใช้พลันเปลี่ยนไปตามอารมณ์โดยไม่รู้ตัว

“ลื้ออย่าไปตามใจอีมากนัก บอกมันเรียนให้จบปริญญาสักใบในเมืองไทยก่อนเถอะ แล้วถ้ายังอยากเรียนต่อค่อยมาคุยเรื่องไปนอก อายุเพิ่ง๑๗ มันคิดเป็นแต่เรื่องใช้เงินหรือไง ฮึ ! ”

“เสี่ยพูดแบบนี้ได้ไงคะ นี่เสี่ยหาว่าไพกับลูกเป็นภาระเหรอ” พอจนด้วยเหตุผล รำไพก็กรีดน้ำตาร่ำไห้ “ใช่สิ...ไพมันจนนี่ ไม่เหมือนคุณใหญ่ เสี่ยถึงได้ทั้งรักทั้งเทิดทูนอยู่อย่างนี้ ทั้งที่คนก็ตายไปตั้งนานแล้ว...”

ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดผางออก ร่างที่ยืนจังก้าอยู่ตรงประตูทำให้คนพูดชะงักงัน หุบปากลงฉับ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของ ‘ลูกสาวเสี่ย’ เต็มตา

“เวลาพาดพิงถึงหม่าม้าของฉันช่วยให้เกียรติกันบ้างนะคะ คุณรำไพ” แม้ถ้อยคำจะธรรมดา แต่สายตาที่จ้องเขม็งของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้หญิงวัยกลางคนหน้าเสีย “แต่ถ้าเป็นไปได้ กรุณาอย่ามาข้องเกี่ยวกันเลยก็จะดีที่สุด เพราะถ้าฉันเกิดทนไม่ได้ แล้วทำอะไรลงไป เดี๋ยวจะขัดเคืองใจมองหน้ากันไม่ติดเปล่า ๆ ” สีหน้าของรินรดาบอกชัดว่าเธอกำลังสะกดกลั้นความไม่พอใจไว้เต็มที่

เมื่อเจอคนจริงเข้า รำไพที่เก่งแต่พูดลับหลังก็กลับสงบปากคำลงด้วยความยำเกรง ไม่รู้เหมือนกันว่าคร้ามอะไรกับผู้หญิงตัวผอมแค่นี้ แต่เธอไม่ยอมเสียหน้าง่าย ๆ จึงหันไปทางสามีเพื่อหาตัวช่วย

“ต๊าย เสี่ยดูสิคะ น้องหลิวพูดกับไพอย่างนี้ ทำเหมือนไม่เห็นหัว ไม่เคารพกันเลย”

รินรดาเบะปากเมื่อได้ยินสรรพนาม ‘น้องหลิว’ ที่อีกฝ่ายใช้ ในใจนึกเหยียดหยามกึ่งรำคาญผู้หญิงตรงหน้าที่ขยันสร้างภาพแม่เลี้ยงแสนดี ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่เลย !

“ลื้ออย่าตีตนไปก่อนไข้น่า หลิวไม่ได้พูดอย่างที่ลื้อว่าสักหน่อย” คนกลางเผลอไกล่เกลี่ยเข้าข้างบุตรสาวโดยไม่รู้ตัว

รินรดาเผยอยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ และก่อนที่รำไพจะตอบโต้ ผู้เป็นบิดาก็หันมาทางเธอพร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงรักใคร่

“วันนี้หลิวไม่ทำงานหรือลูก”

เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยอ่อนของพ่อ หญิงสาวจึงยอมเปลี่ยนเรื่องตามที่ท่านชักนำไปแต่โดยดี “ทำค่ะป๊า หลิวกลับมาเปลี่ยนเสื้อน่ะค่ะ พอดีได้ยินเสียงคุณรำไพก็เลยแวะเข้ามาดู งั้นเดี๋ยวหลิวขอตัวเลยละกันนะคะ”

เธอยกมือไหว้บิดาแล้วรีบผลุบออกจากห้อง ทว่ายิ่งทอดระยะห่างจากห้องรับแขกไปเท่าใด อาการเหนื่อยล้าห่อเหี่ยวกลับเอ่อท้นในใจมากขึ้นเท่านั้น

เธอต้องทนอยู่ในบ้านที่ไม่มีความเป็น ‘บ้าน’ หลังนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน

หญิงสาวถอนใจพลางนึกถึงคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ซื้อไว้ ตอนนั้นเธอมุ่งมั่นว่ายังไงก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ให้ได้ ! ครั้นเก็บข้าวของเตรียมตัวย้ายออก ผู้เป็นพ่อกลับห้ามปรามเสียงแข็งโดยยืนกรานว่า

‘หลิวเป็นผู้หญิงนะลูก จะไปอยู่ข้างนอกคนเดียวได้ยังไง อันตรายจะตาย นี่ถ้าหม่าม้าหนูบนสวรรค์รู้เข้า เขาก็คงโกรธที่ป๊าดูแลหนูไม่ดี’

‘ไม่เกี่ยวกันเลยค่ะ หลิวแค่เบื่อรถติดเท่านั้นเอง ย้ายไปอยู่คอนโดแถวนั้น มันใกล้ออฟฟิศกว่ากันตั้งเยอะนะคะป๊า’ รินรดาจำต้องปด เพราะไม่อยากบอกสาเหตุที่แท้จริงให้พ่อทราบ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา หญิงสาวได้แต่งำความร้ายกาจของแม่เลี้ยงไว้กับตัว เพราะไม่อยากให้พ่อกังวล เธอรู้ว่าท่านทั้งรักและสงสารเธอ เพราะความที่เธอกำพร้าแม่ตั้งแต่อายุเพียงห้าขวบเท่านั้น

เมื่อมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก รินรดาเชื่อว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบต่อการที่อาจณรงค์แต่งงานใหม่และพารำไพเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้าน เรื่องทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่ใช่เพราะความรักของพ่อที่มีต่อเธอ เหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงฝังตรึงแนบแน่นอยู่ในความทรงจำของหญิงสาว

ตอนรินรดาเข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งที่โรงเรียนจีนย่านสาทร ทางโรงเรียนจัดงานปีใหม่และอนุญาตให้นักเรียนสวมชุดสวย ๆ ไปร่วมงานได้ เด็กหญิงเซ้าซี้ให้พ่อพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าฟู ๆ สีขาวชุดใหม่อย่างที่เพื่อนทุกคนในห้องมี

แต่พ่อม่ายลูกติดที่จำเป็นต้องทำงานและเลี้ยงลูกไปพร้อมกันกลับไม่มีเวลาเพียงพอ ก่อนวันงานอาจณรงค์หยิบกระโปรงจากในตู้เสื้อผ้าออกมาให้เธอเลือก และหลอกล่อให้เธอสวมไปโรงเรียน เด็กหญิงเหวี่ยงกระโปรงสีชมพูทิ้ง แล้วทุ่มตัวลงบนพื้นร้องห่มร้องไห้ราวกับเสียสติ และที่ร้ายก็คือเธอไม่ยอมพูดกับพ่อไปอีกหลายวัน

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจณรงค์มองหาใครสักคนมาทำหน้าที่ ‘แม่’ ให้เธอ

เย็นวันที่รินรดาอายุครบเจ็ดขวบเต็ม พ่อพาสมาชิกคนใหม่ของบ้านอุ้มเค้กมาให้เธอเป่าเทียน บอกให้เธอทำความเคารพหญิงสาวท่าทางเรียบร้อยใจดี และเรียกผู้หญิงคนนั้นว่า ‘แม่เล็ก’

รำไพก้าวเข้ามาพร้อมกับความหวังของสองพ่อลูกว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีดังที่รินรดาต้องการได้ ความปรารถนาของอาจณรงค์เป็นจริง แต่ก็แค่ในระยะเวลาสี่ปีแรก !

เมื่อรำไพเริ่มตั้งครรภ์บุตรสาวคนโต ผู้หญิงใจดีที่รินรดาเคยรู้จัก ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปรไป สถานการณ์ระหว่างคนต่างสายเลือดเข้ามาถึงจุดย่ำแย่เมื่ออาจณรงค์และรำไพมีลูกชายคนเล็ก...นายซัน

หญิงสาวไม่สนใจจำว่าคำขาน ‘แม่เล็ก’ ที่เคยติดปากเปลี่ยนเป็น ‘คุณรำไพ’ ตั้งแต่เมื่อไร เธอรู้แค่ว่าชีวิตของเด็กหญิงรินรดา จะไม่มี ‘แม่เล็ก’ ที่เคยใจดี คอยดูแลเธออีกต่อไปแล้ว!

อาจณรงค์ซึ่งเป็นที่พึ่งเดียวของเด็กหญิงยังคงทำงานหนักเท่าเดิม ทั้งที่ปกติพ่อก็แทบไม่มีเวลาให้เธออยู่แล้ว การมีครอบครัวใหม่ให้ต้องดูแล ก็ยิ่งเบียดเบียนเวลาจนเหลือมาถึงเธอน้อยลงไปอีก

ถึงตอนนั้นรินรดาก็โตพอที่จะเข้าใจแล้วว่าตนเองเป็นส่วนเกินของบ้านหลังนั้น

คำว่า ‘กลับบ้าน’ อาจยิ่งใหญ่เรียกน้ำตาใครหลายคนได้ แต่มันไม่เคยมีความหมายสำหรับเธอ เพราะที่จริงแล้ว...บ้านคือที่สุดท้ายที่รินรดาอยากกลับไป!

เธออยู่กับความโดดเดี่ยวจนคุ้นเคยกับชีวิตเดียวดายเป็นอย่างดี ดังนั้นจะให้อยู่บ้านหรือย้ายไปอยู่คอนโดฯ ก็ไม่ต่างกัน

แต่ในความรู้สึกของพ่อ...มันคงไม่เหมือนกัน!

เมื่อใช้ไม้แข็งไม่สำเร็จ พ่อก็เปลี่ยนมาใช้ไม้นวม

‘ป๊าจะอยู่กับหลิวอีกกี่ปีก็ไม่รู้ หลิวอยู่ใกล้ ๆ ป๊าเถอะนะลูก ไปอยู่ไกลตา ป๊าคิดถึง เอาไว้หนูแต่งงานเมื่อไหร่ ตอนนั้นป๊าจะยอมทำใจให้หนูย้ายออก’

รินรดาอยากเถียงใจจะขาด ว่าสาทรกับสุขุมวิทใกล้กันนิดเดียว คิดถึงก็มาหามาเยี่ยมกันได้ไม่ยาก แต่พอเห็นสีหน้าแห้ง ๆ ของผู้เป็นบิดาก็ใจอ่อนยอมแพ้ กระนั้นเธอก็ไม่วายแอบถอนใจหนักหน่วง

เธอต้องแต่งงาน ถึงจะพ้นไปจากบ้านหลังนี้ได้เนี่ยนะ แค่คิดก็อยากกรี๊ดละ แล้วเธอจะแน่ใจได้ยังไง ว่าจะไม่หนีเสือปะจระเข้ !

​.


รินรดาใช้ชีวิตปกติสุขได้เพียงไม่กี่วัน เรื่องหนักใจระลอกใหม่ก็ผ่านเข้ามา โทรศัพท์จากแม่ของเพื่อนสนิท ทำให้หญิงสาวต้องรีบเก็บของออกจากบริษัททันทีที่ประชุมกับทีมงานและอนุมัติงบการถ่ายทำโฆษณาเสร็จเรียบร้อย เธอแวะกำชับเลขาฯ ให้เตรียมสตอรี่บอร์ดและสปอตวิทยุที่จะใช้ในการประชุมพรุ่งนี้ไว้ให้พร้อม แล้วจึงขับรถตรงไปยังโรงพยาบาลด้วยความร้อนใจ

หญิงสาวเดินแกมวิ่งไปตามทางเดินยาวมาหยุดอ่านป้ายชื่อหน้าห้องจนแน่ใจ แล้วจึงผลักประตูเข้าไป ณิชาหันมาพลันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นยินดี

“หลิว ! ” ความสดใสบนใบหน้า น้ำเสียงและรอยยิ้มของเพื่อนบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวอาการดีขึ้นมากแล้ว

รินรดาโล่งอกก้าวเข้าไปยืนข้างเตียง บีบมือคนเจ็บ “เป็นไงมั่งณิชา อยู่ดี ๆ ทำไมถึงไส้ติ่งอักเสบได้เนี่ย ตอนรับโทรศัพท์จากแม่ณิ หลิวตกใจหมดเลย”

“เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นได้ยังไง ทีแรกก็นึกว่าโรคกระเพาะ แต่มันปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเลยต้องให้แม่พามาหาหมอนี่ละ พอตรวจเสร็จ หมอก็จับเข้าห้องผ่าตัดเลย” คนไข้เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

รินรดาหน้ามุ่ย เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันโดยไม่ตั้งใจ “หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ แล้วนี่ณิจะหายทันไปเที่ยวกับเราไหม”

“น่าจะทันนะ เราถามหมอละ หมอบอกว่าพักสักสองสามวันก็กลับบ้านได้แล้ว รับรองว่าเราต้องได้ไปเที่ยวด้วยกันแน่ ขืนไปไม่ได้ก็เสียดายแย่สิ เงินค่าทัวร์ก็จ่ายไปหมดแล้วนี่”

“จ้า...รีบหายเข้านะ ถ้าไม่มีณิชาไปด้วย แค่นึกก็ไม่สนุกแล้ว”

“ไม่ต้องห่วงหลิว เราหายทันแน่” คนเจ็บยกแขนเบ่งกล้ามอวดความแข็งแรง

รินรดาผงกศีรษะรับรู้ ทว่าสีหน้าห่วงกังวลยังคงฉายชัด

ก่อนออกจากโรงพยาบาล นักโฆษณาสาวไปขอความเห็นจากแพทย์เจ้าของไข้ว่าเพื่อนเธอเดินทางไกลได้หรือไม่ ซึ่งหมอก็แนะนำว่าถึงณิชาจะฟื้นตัวเร็วแค่ไหน แต่ก็ไม่ควรเสี่ยงให้ไปตะลอน ๆ ต่างเมืองอยู่ดี

หญิงสาวขับรถออกจากโรงพยาบาล พลางครุ่นคิดว่าจะทำยังไงกับแพ็คเก็จทัวร์ที่จ่ายเงินไปแล้วดี จะยกเลิกตั๋วก็กระชั้นเกินไป บริษัททัวร์คงคืนเงินให้เล็กน้อยเท่านั้น

อุตส่าห์ดีใจล่วงหน้า นึกว่าจะได้ไปพ้นเสียงบ่นและถ้อยคำกระแนะกระแหนของรำไพอยู่แล้วเชียว ถึงจะแค่พักหนึ่งก็ยังดี เฮ้อ !...

รินรดาชั่งใจ ถามตัวเองว่าระหว่างต้องไปเที่ยวคนเดียว กับเลือกอยู่บ้านแต่ต้องทนฟังเรื่องร้อนหูตลอดทั้งสัปดาห์ ทางเลือกไหนจะดูดีกว่ากัน

เสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะความคิด หญิงสาวหยิบมือถือจากช่องวางของข้าง ๆ มาดูชื่อคนโทร.เข้า และขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเห็นชื่อนี้ปรากฎบนหน้าจออีกครั้ง

“หลิวค่ะ” เธอรับสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“โธ่...หลิว ทำไมต้องทำเสียงดุแบบนั้นด้วย นี่กานนนะ” อีกฝ่ายทอดเสียงอ่อน

“ค่ะ คุณโทร.มามีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ผมต้องมีอะไรด้วยหรือ ถึงจะโทร.หาหลิวได้น่ะ” ปลายสายพ้อ

“ก็เราไม่มีเรื่องให้คุยกันมาตั้ง...สองปีแล้วมั้ง แล้วอยู่ดี ๆ คุณก็โทร.มาอย่างนี้ จะให้ฉันถามยังไงล่ะคะ”

กานนทอดจังหวะเล็กน้อย ก่อนทิ้งปลายเสียงอ่อนหวาน “ผมคิดถึงหลิวจัง”

“ฉันได้ยินอะไรผิดหรือเปล่าคะเนี่ย” หญิงสาวหัวเราะ ตอกกลับด้วยน้ำเสียง

ไม่แยแส “คุณน่าจะเก็บคำพูดพวกนี้ไปบอกคู่หมั้นของคุณนะคะ เธอคงอยากฟังมากกว่าฉันแน่”

“ทำไมผมต้องไปบอกเขา ในเมื่อผมไม่ได้รักเขาเหมือนที่ผมรักหลิวนี่”

“ถ้าพูดอย่างนั้นแล้วทำให้คุณสบายใจขึ้น ก็เชิญเถอะค่ะ แต่บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ปลื้มหรอกนะ”

“ทำไมหลิวพูดกับผมอย่างนี้ล่ะคะ ไม่น่ารักเลย” กานนลงท้ายคะขาเอาใจเต็มที่

“ก็เพราะฉันรู้ไงคะ ว่าคุณกำลังจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือ เพื่อประชดที่คุณหญิงแม่บังคับให้คุณหมั้นกับผู้หญิงคนนั้น” หญิงสาวพูดสิ่งที่คิดตรง ๆ

“ผมต้องทำยังไงหลิวถึงจะยกโทษให้ผม ต้องให้ผมบอกอีกกี่ครั้งว่าผมเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น” เขาถามด้วยความอ่อนใจ

“ฉันไม่ต้องการความเสียใจของคุณหรอกค่ะ คุณทำให้ฉันขายหน้าไปทั่วบ้านทั้งเมืองขนาดนั้น คุณยังมีหน้ากลับมาขอให้ฉันยกโทษให้อีกเหรอ” หญิงสาวกรอกเสียงลงในโทรศัพท์ด้วยสำเนียงเย้ยหยัน

“หลิวก็รู้ว่าผมทำไปเพราะความจำเป็นทั้งนั้น”

“พอเถอะค่ะนน ฉันเหนื่อยฟังคำแก้ตัวของคุณเต็มทีละ คุณน่าจะเลิกสมเพชตัวเอง แล้วก็เลิกเสียใจกับเรื่องในอดีตที่คุณไม่กล้าทำได้แล้ว ลืมเรื่องของเราซะ หรือคุณจะคิดว่าฉันว่าตายไปแล้วก็ได้ ต่างคนต่างก็ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ซะทีเถอะ” รินรดาไม่สนใจเสียงโอดครวญจากปลายสาย เธอเอ่ยคำสุดท้าย “ฉันต้องวางสายแล้ว แค่นี้นะคะ”

หญิงสาวกำพวงมาลัยแน่น นึกยินดีที่หัวใจไม่เต้นผิดจังหวะเลยแม้แต่นิดเดียว !

สองปีแล้วที่เธอและกานนเลิกรากัน มันเป็นระยะเวลาเท่ากันที่เขาไม่เคยติดต่อกลับมาอีก ช่วงแรกของการแยกทาง เธอทั้งเสียใจ เจ็บปวด และผิดหวังจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน ครั้นผ่านไปไม่นาน รินรดากลับฟื้นตัวจากความโศกเศร้านั้นได้รวดเร็วเหลือเชื่อ

ตอนเห็นชื่อเขาเมื่อครู่ ความรู้สึกเดียวที่เธอมีเหลือไว้ให้ผู้ชายคนนั้นก็คือความเฉยชา !

มองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์สมัยนั้น รินรดาจึงได้รู้ว่าความรู้สึกในวันเวลาเก่า ๆ ไม่ใช่ความเสียใจ

แต่ถ้าจะให้แยกแยะว่าอาการขึ้งเครียดอันอัดแน่นอยู่ในอกพวกนั้นคืออะไร หญิงสาวกลับไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันคือ ‘ความผิดหวัง’ หรือ ‘ความเสียหน้า’ กันแน่ !

.


นักโฆษณาสาวเพิ่งจะเชื่อว่าคำที่ใคร ๆ เคยบอก ‘เรื่องร้ายไม่มาแค่หนเดียว’ เป็นจริงก็ตอนนี้เอง เพราะอีกสามวันถัดมาซึ่งตรงกับวันคริสต์มาส เรื่องรกใจระลอกใหม่ก็ผ่านเข้ามารบกวนใจ เธออุตส่าห์ดีใจที่พ่อพาแม่เลี้ยงและลูกทั้งสองไปบ้านมารดาของรำไพ หญิงสาวจึงได้ครอบครองบ้านเพียงลำพังอย่างแสนสำราญ แต่บทคนจะถูกรังควาญ ต่อให้หนีไปอยู่สุดขอบโลก ‘เรื่อง’ ก็คงตามไปหาจนเจออยู่ดี!

หญิงสาวนอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาตัวยาว กำลังชมภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว นางเอกฝ่าฟันสารพัดอุปสรรคเพื่อจะฟ้องขอหย่าจากสามีจอมเจ้าชู้ และความพยายามของเธอก็เป็นผลสำเร็จ ฉากสุดท้ายเป็นตอนที่ผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำตัดสินโดยออกคำสั่งให้สามีหย่าขาดกับนางเอก

รินรดาคลี่ยิ้มเมื่อภาพยนตร์จบลง แม้พระนางจะไม่ได้คู่กัน แต่ก็สมเหตุสมผลกว่าให้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งตั้งเยอะ เธอลุกขึ้นยืน บิดกายขับไล่ความเมื่อยขบ มือกดรีโมทปิดโทรทัศน์พลางนึกย้อนไปถึงฉากที่ประทับใจที่สุด ซึ่งก็คือตอนที่ทนายนัดสองสามีภรรยาไปเจรจาข้อตกลงเรื่องการหย่า

หญิงสาวนึกชมดารานำชายคนนี้ว่าฝีมือดีไม่เบา เพราะแค่สีหน้าและแววตาร้าวราน แถมยังเสียงโศก ๆ แค่ประโยคเดียวก็เด็ดใจคนดูให้ปลิวตามไปได้แล้ว

‘เราจำเป็นต้องทำร้ายกันแบบนี้จริงหรือ’ น้ำเสียงอ้อนวอนดังขึ้นริมหู

แรกทีเดียวรินรดาอมยิ้ม แต่เมื่อสะกิดใจกับอะไรบางอย่าง นางเอก ‘นอกจอ’ ก็หันขวับมองรอบกายหาเจ้าของเสียงทันที

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากเย็น เมื่อระลึกได้ว่าประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ไม่ได้มาจากในหนัง เพราะเธอดูภาพยนตร์ที่เป็นเสียงภาษาอังกฤษ

แต่เจ้าของเสียงเศร้าเว้าวอนที่เธอได้ยินเมื่อกี้ แม้จะพูดด้วยเนื้อหาใจความเดียวกัน แต่มันเป็นภาษาไทย !

หญิงสาวใจหายวูบ มือขาวบางกดลงที่ตำแหน่งของหัวใจ นึกฉงนว่าเหตุใดมันจึงเจ็บแปลบได้มากมายขนาดนี้

’ถ้ามันเป็นความต้องการของหลิว ผมก็จะหย่าให้’

เสียงโศกนั้นดังขึ้นในหัวอีกครั้ง

รินรดาชาวาบไปทั้งตัว เสียงผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว แต่ทำไมคราวนี้มันถึงหม่นเศร้ามากกว่าที่เธอเคยจำได้กันนะ

เธอลูบหน้าเรียกสติ และก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามือตัวเองเย็นเฉียบ ดวงตาเรียวกวาดไปรอบห้องด้วยความมึนงง ไม่แน่ใจนักว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่ ภาพสถานที่ราชการที่ไหนสักแห่งแวบผ่านเข้ามาในหัว ทำให้ต้องยกมือกุมศีรษะเรียกสัมปชัญญะให้กลับคืนมา

ตอนนั้นเองที่ใบหน้าคมสันของใครคนหนึ่งวาบขึ้นดุจสายฟ้า และจางหายไปอย่างรวดเร็วเท่ากับตอนที่มันผุดขึ้นมา

รินรดาชะงัก หัวสมองหมุนจี๋ พยายามคิดทบทวน แต่จำอะไรไม่ได้มากไปกว่า...

“คุณหลิวคะ” เสียงเรียกเหมือนดังอยู่ใกล้ ๆ

รินรดาสะดุ้งเฮือก กะพริบตาถี่จนมองเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน เธอทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืนด้วยอาการตกใจ และหันขวับไปทางเด็กรับใช้ซึ่งคุกเข่าอยู่ไม่ห่าง

“ฉันหลับไปหรือภา”

“ค่ะ หนูเรียกตั้งนาน แต่คุณหลิวก็ไม่ตื่นซะที”

หญิงสาวลูบหน้าแรง และพบว่ามือเธอเย็นเฉียบไม่แผกจากในความฝันเมื่อครู่นี้เลย

บ้าจริง*! เมื่อกี้เธอดูหนังอยู่ไม่ใช่เหรอ นี่เธอเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไรกัน*

หญิงสาวมองจอโทรทัศน์ที่ยังเปิดค้างอยู่ด้วยอาการมึนงง พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้เข้าที่ “ภาเข้ามานี่ มีอะไรหรือเปล่า”

“มีคนมาขอพบคุณหลิวค่ะ เธอบอกว่าชื่อมนลุมาด สมคิดให้มาเรียนถามก่อน ว่าคุณหลิวจะอนุญาตให้เข้าพบไหม”

หญิงสาวแปลกใจนิด ๆ เมื่อได้ยินชื่อผู้มาเยือน แม้จะเคยคาดการณ์ว่าสักวันคงต้องมีเรื่องอย่างนี้ แต่พอมันเกิดขึ้นจริง เธอกลับรู้สึกเซ็งมากกว่าที่คิด

“ภาเชิญเขาไปที่ห้องรับแขกละกัน เดี๋ยวฉันไป” เด็กรับใช้รุดไปปฏิบัติตามคำสั่ง ขณะที่รินรดาหลับตาลงพยายามทบทวนภาพในฝันเมื่อครู่

ผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว*! เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่คุ้นเคย ถึงจะจำเรื่องราวของเขาไม่ได้มากไปกว่านี้ แต่หญิงสาวกลับไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือกังวลใจสักนิด*

หญิงสาวนึกถึงวันเวลาที่เธอรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกได้เป็นอย่างดี การที่พ่อมัวทำแต่งาน และแม่เลี้ยงไม่สนใจไยดี ทำให้ความอ้างว้างเดียวดายกัดกินหัวใจของเด็กหญิงวัยสิบสองขวบจนเธอกลายเป็นคนเก็บตัวและค่อนข้างซึมเศร้า รินรดา ‘เคย’ เข้าใจว่านั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอสร้างเพื่อนในจินตนาการคนหนึ่งขึ้นมา

เธอไม่ปริปากเล่าเรื่องชายหนุ่มแปลกหน้าในจินตนาการคนนั้นให้พ่อฟัง ด้วยรู้ดีว่าท้ายที่สุดพ่อก็จะส่งต่อปัญหาไปให้รำไพเป็นผู้จัดการอย่างเคย ขนาดอายุเพียงเท่านั้น รินรดายังเดาได้เลยว่ารำไพที่มัวแต่วุ่นวายอยู่กับลูกของตัวเอง คงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น และปล่อยให้เธอใช้ชีวิตตามมีตามเกิดไปอย่างเดิม โดยไม่มีวันจะมาช่วยให้เธอหลุดพ้นจากเรื่องราวเหล่านั้น

ช่วงชีวิตมัธยมของรินรดาเติบโตขึ้นพร้อมกับการเฝ้ามองชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ค่อย ๆ กลายเป็นผู้ใหญ่ราวกับกำลังชมภาพยนตร์ กระทั่งก่อเกิดเป็นความผูกพันเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นสิ่งเดียวที่เธอมักระลึกถึงเสมอในยามเหงา แม้ไม่ได้มีส่วนในความสุขของเขา แต่รินรดารู้ว่าตัวเองซึมซับเอาความมีชีวิตชีวานั้นเข้ามาทำให้ชีวิตเธอไม่รู้สึกอ้างว้างจนเกินไปนัก

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย วิชาจิตวิทยาอธิบายเหตุการณ์ที่เธอประสบอยู่ว่าอาจเกิดจากภาวะจิตหลอน รินรดากลัดกลุ้มคิดว่าตนมีอาการทางจิตอยู่พักใหญ่ กระทั่งไปศึกษาต่อระดับมหาบัณฑิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หญิงสาวจึงตัดสินใจเข้าพบจิตแพทย์เพื่อทำการวิเคราะห์สภาวะของจิต และความฝันของตัวเอง

ตอนนั้นเองที่เธอได้รู้ว่าตามหลักการแพทย์แล้ว ผู้ชายที่เธอผูกพันด้วยและเติบโตมาพร้อมกันคนนั้นไม่ใช่เพื่อนในจินตนาการที่เธออุปโลกน์ขึ้น แต่เขาเป็นภาพจาก ‘ความฝัน’ ของเธอต่างหาก !

หญิงสาวค้นหาที่มาของความฝันที่ทำให้เธอประหวัดถึงคนคนเดิมซ้ำกันมาตลอดด้วยความอยากรู้ กระทั่งค้นพบในที่สุด

‘ฝันโดยบุรพนิมิตบอกให้ทราบว่าจะมีเหตุดีหรือเหตุร้ายเกิดขึ้นล่วงหน้า บุรพนิมิตนี้เกิดจากดวงจิตของตัวผู้ฝันเอง หรืออาจเรียกว่าเป็น ‘ญาณล่วงหน้า’ ก็ได้ ดวงจิตที่สงบสะอาดเหมือนแก้วหรือกระจกใส ปราศจากสิ่งปิดบังให้มืดมัวจะสามารถมองเห็นภาพล่วงหน้าได้ ซึ่งอาจเกิดจากตัวผู้ฝันเอง จากความทรงจำในอดีตชาติ หรือจากความปรารถนาแรงกล้าก็ได้ ความฝันประเภทนี้อาจเป็นความฝันตรง ๆ หรือบางครั้งก็อาจต้องอาศัยการถอดความ เนื่องจากความฝันนั้นไม่มีความชัดเจนเพียงพอ[1]

จากเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นเพียงเพื่อนในจินตนาการ ผู้ชายคนนั้นได้กลายมาเป็นความฝันเดียวที่เธอประหวัดหา รินรดาเชื่อว่าเขาคือคนที่จะเข้ามาทำให้ชีวิตอ้างว้างเดียวดายของเธอมีความหมายขึ้น

หญิงสาวทบทวนน้ำเสียงหมองเศร้าและถ้อยคำที่แว่วดังเมื่อครู่นี้ด้วยความไม่สบายใจ ‘เราจำเป็นต้องทำร้ายกันแบบนี้จริงหรือ’

ที่ผ่านมา แม้จะจำรายละเอียดของความฝันที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่หญิงสาวก็รู้สึกได้เสมอว่าเธอมักฝันถึงแต่เรื่องดี ๆ

เพิ่งมีครั้งนี้แหละที่ฝันแปลก...ฝันถึงการหย่า !

รินรดาสะบัดศีรษะขับไล่ความฉงนออกจากหัว แล้วเดินไปยังห้องรับแขกเมื่อระลึกได้ว่าต้องไปจัดการกับเรื่องรกใจอีกหนึ่งเรื่อง

เจ้าของบ้านคอยเพียงชั่วครู่ ผู้เป็นแขกก็ก้าวเข้ามาในห้อง ผู้มาเยือนมีรูปร่างสูงโปร่งสวมเดรสเปิดไหล่เข้ารูปสีเขียวใบไม้ ชายกระโปรงสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย

รินรดาลุกขึ้นต้อนรับแขกที่ไม่ได้เชิญ พลางผายมือไปทางโซฟา ทักทายเรียบ ๆ ตามมารยาท

ผู้หญิงในชุดเขียวไม่แม้แต่ปรายตามองเก้าอี้นั้น แต่มุ่งเข้าสู่ประเด็นทันที

“คุณคงรู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นใคร เพราะฉะนั้นฉันก็จะไม่อ้อมค้อมละนะ อย่ามายุ่งกับกานนอีก” ถ้อยคำนั้นฟังเด็ดขาดมุ่งมั่น แต่น้ำเสียงกลับแฝงความไม่มั่นใจ

“ฉันจำเป็นต้องทราบด้วยหรือคะว่าคุณเป็นใคร” รินรดาย้อนถาม พลางนึกสงสัยว่าคนที่ออกความคิดและบังคับให้ผู้หญิงคนนี้มาระรานเธอ คือใครกันแน่ ระหว่างแม่ตัวเอง หรือแม่ของกานน

“ฉันชื่อมนลุมาด เป็นคู่หมั้นของนน”

“อ๋อ...” หญิงสาวลากเสียงยาว พยักหน้า “แล้วมาบอกฉันทำไมคะ” รินรดาตีหน้าซื่อ เลิกคิ้วนิด ๆ

“ฉันบอกคุณ ก็เพื่อให้คุณเลิกยุ่ง เลิกติดต่อกับนนได้แล้ว ฉันรู้นะว่าเขายังโทร.หาคุณอยู่”

“ฉันก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอกค่ะ แต่ ยิ่งเขาพยายามขอโทษเท่าไร ฉันก็ยิ่งสงสารเขามากขึ้นเท่านั้น เพราะพอจะเดาได้ว่าชีวิตที่ต้องหมั้นกับคนที่ไม่ได้รักน่ะ มันคงน่าเศร้าไม่น้อย” ใครดีมาเธอก็ดีตอบ แต่คนที่ตั้งใจมาหาเรื่องกันอย่างนี้ จะให้นั่งพับเพียบเป็นแม่พลอยสี่แผ่นดินรอโดนจิกหัวด่าอย่างเดียวคงไม่ไหว เธอไม่ใช่ดาวพระศุกร์ !

รินรดาคาดว่าเดี๋ยวคงได้ยินเสียงกรี๊ด หรือไม่ก็กิริยาอาละวาดฟาดงวงฟาดงาอย่างตัวอิจฉาในละคร แต่กลับต้องแปลกใจเพราะผู้หญิงตรงหน้ายืนนิ่งนาน...นานมาก

แล้วมนลุมาดก็ยิ้มออกมาอย่างหม่นเศร้า

“คุณพูดถูก การต้องหมั้นกับคนที่ไม่ได้รักมันก็น่าเศร้าจริงแหละ” สีหน้าสลดและท่าทีสุภาพซึ่งน่าจะเป็นตัวตนแท้จริงของเธอทำให้รินรดาชะงัก คำพูดที่เตรียมไว้ตอบโต้ฟาดฟันปลิวหายไปในอากาศ

หญิงสาวพิเคราะห์ผู้มาเยือน ท่าทางเธอดูท้อแท้เหนื่อยหน่าย เครื่องแต่งกายฉูดฉาดทันสมัยไม่ได้ช่วยให้เธอคนนี้ดูมีความสุขขึ้นเลย

นี่หรือ...คนที่เพิ่งผ่านพิธีหมั้นหมาย

นี่หรือ...คนที่กำลังจะแต่งงาน

รินรดามองแววตาแห้งผากของผู้มาเยือน ชั่วขณะหนึ่งเธอบอกตัวเองว่า ผู้หญิงคนนี้น่าสงสาร !

“คุณเองก็ถูกบังคับให้หมั้นหรือคะ” รินรดาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

อีกฝ่ายถอนใจหนักหน่วง ดุจกำลังนิ่งคิดหาคำอธิบาย “มันไม่สำคัญหรอกค่ะว่าฉันถูกบังคับหรือเปล่า แต่การต้องยอมรับว่าผู้ชายคนหนึ่งไม่เต็มใจหมั้นกับฉัน ก็เป็นเรื่องที่ทำใจยากอยู่เหมือนกันนะคะ” เนื้อแท้ของมนลุมาดคงไม่เลวร้ายนัก เธอพูดจาค่อนข้างสุภาพทีเดียว

แต่ยิ่งเธอฝืนยิ้มบ่อยเท่าไร คนมองก็ยิ่งเอะใจและเดาบางเรื่องราวได้ลาง ๆ

ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นทุกข์ที่ถูกบังคับให้หมั้น แต่เธอสะเทือนใจเพราะฝ่ายชายแสดงออกชัดเจนว่าไม่เต็มใจหมั้นต่างหาก เพิ่งรู้ว่ามนลุมาดชอบกานนจริง ๆ !

ครั้นแจ้งใจเช่นนั้น หญิงสาวก็ยิ่งเวทนาผู้มาเยือน การต้องหมั้นตามที่แม่ชี้นิ้วสั่งว่าแย่แล้ว แต่การแอบชอบผู้ชายที่ไม่แยแสตัวเองเลย นั่นน่าเศร้ายิ่งกว่าเสียอีก

น้ำเสียงที่เอ่ยประโยคต่อไปจึงเต็มไปด้วยความเห็นใจคู่หมั้นคนปัจจุบันของ ‘อดีตผู้ชายของเธอ’

“ฉันกับนนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันนานแล้ว คุณไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ”

อาจเพราะน้ำเสียงและสีหน้าเธอเจือด้วยความ ‘สงสาร’ มนลุมาดจึงได้สติ หญิงสาวปรับสีหน้า ฝืนยิ้มออกมาอีกครั้ง พยายามทำสิ่งที่ถูกสั่งมาให้สมบูรณ์ที่สุด

“ไม่มีอะไรที่ฉันต้องกังวลหรอกค่ะ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ สุดท้ายเขาก็ต้องหมั้นอยู่ดี จะไปยากอะไรถ้าจะต้องบังคับให้เขาแต่งแล้วก็ทนอยู่กับฉันไปเรื่อย ๆ จำไว้นะคะ ต่อให้โลกถล่มลงมา เขาก็ไม่มีวันกลับมาหาคุณ ฉันพูดสิ่งที่ต้องการหมดแล้ว ขอตัวค่ะ"

เจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดสีเขียวก้มศีรษะน้อย ๆ แล้วหันหลังออกจากห้องไปทันที

รินรดาแลตามไปเงียบ ๆ ด้วยความระอา พร้อมกับคำถามที่ไร้คำตอบซึ่งผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง

เธอเคยไปติดค้าง ‘คนพวกนี้’ มาตั้งแต่ชาติไหน แล้วเมื่อไรเธอถึงจะ ‘ชดใช้’ ได้หมดเสียที !

[1] พระนันทาจารย์ซึ่งเป็นปราชญ์ในพระพุทธศาสนา ผู้แต่งคัมภีร์สารัตถสังคหะตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามูลเหตุของความฝันมีสี่แบบ และหนึ่งในนั้นคือบุรพนิมิต


. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

sds

ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

สิริณจะลงให้อ่านจนจบ แล้วลบครึ่งเล่มนะคะ

.

ภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >> http://bit.ly/2U5XWXu

ookbee >> http://bit.ly/2YTz2Oh

Hytexts >> http://bit.ly/2I59t7z

.

นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC 

หน้าปกฉบับตีพิมพ์ค่ะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น