Hunny Exo

เจแปน vs คุณหมอตรี ใครจะโรคจิตและแสบกว่ากัน! ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้าาา~

บทที่48 : ลาก่อน

ชื่อตอน : บทที่48 : ลาก่อน

คำค้น : รักโหดๆอยู่ในโหมดมุ้งมิ้ง

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 866

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2562 16:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่48 : ลาก่อน
แบบอักษร

"พี่เสียใจด้วยนะครับ"

.

.

.

.

.

พรึ่บ!

"ฮึก! มะ..มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ"

หลังจากสิ้นเสียงหมออ้ายนั้นร่างบางที่ดูแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองพร้อมกับร่างกายที่ทรุดฮวบนั่งลงตรงนั้นพร้อมกับปล่อยให้หยาดหยดนํ้าตาหลั่งไหลออกมาอีกครั้งท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่เห็นภาพนี้อย่าสลด

หมอตรีเองก็ตกใจไม่น้อยก่อนจะรีบรุดเข้าไปพยุงร่างบางของเค้าให้ลุกขึ้นยืน แต่อีกคนกลับตอบโต้และสะบัดหนีราวกับกำลังจะโกหกตัวเองว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง

"ฮึก! มันต้องไม่ใช่แบบนี้! ไม่เอาแบบนี้! ฮือออ! ได้ยินมั้ยไอ้ปัน อึ่ก! มึงออกมาหากูเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฮืออ!"

"..."

"กูไม่ตลกกับมึงแล้วนะ ฮืออ! ออกมา! บอกให้กลับมา! กลับมาสิวะ!!!"

"จี้ครับ ตั้งสติก่อน มองพี่..."

"ฮือออ! กูบอกให้มึงกลับมา!"

ร่างสูงเห็นท่าว่าแฟนตัวบางของเค้าเริ่มที่จะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วก็ทำได้เพียงดึงร่างบางนั้นเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเค้าอย่างแนบแน่น อีกฝ่ายก็เอาแต่ดิ้นแล้วเรียกร้องหาเพื่อนรักจนแล้วจนรอดประตูห้องฉุกเฉินก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดและไม่มีวันที่ร่างไร้วิญญาณของเพื่อนรักจะลุกขึ้นมาได้อีกแล้ว

ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบพร้อมกับเสียงสะอื้นที่หนักสุดคงเป็นเจแปนที่รํ่าไห้จนตัวโยนไม่วายยังคงร้องเรียกอีกคนเหมือนมีหวัง ฝ่ามือเรียวอันสั่นเทาจับลำแขนแกร่งของตรีไว้แน่น พวงแก้มใสเปรอะไปด้วยนํ้าตาที่ไม่ว่าจะปาดออกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งมันก็ยังคงเช็ดออกได้ไม่หมดอยู่ดี

"ฮึก! พวกมึงแกล้งกูใช่มั้ย ไอ้เทล ฮึก...มึงบอกสิว่าไม่ใช่เรื่องจริง บอกกูมาว่ามันคือการล้อเล่นกู"

"..."

"เจ มะ..ไม่มีใครเล่นตลกอะไรทั้งนั้น ปะ..ปันมันไม่อยู่กับเราแล้ว"

"โกหก! ฮึก! พวกมึงโกหก! พวกมึงชอบแกล้งกกู! ฮืออ!!"

แม้เพื่อนอีกสามคนก็แทบจะรับความจริงไม่ได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นคือเจแปนยังคงหลอกตัวเองว่านี่มันคือการแกล้งเล่นเหมือนยามที่พวกเค้าเคยแกล้งเจแปนแบบเมื่อก่อน แต่กลับกันวันนี้มันเป็นเรื่องจริงที่ไม่มีใครมาเล่นตลกแน่นอน

"ไอ้อ้าย กูขอพากลับก่อนนะ"

"อะ..อื้ม! ดูแลน้องดีๆด้วยนะ"

ตรีเห็นแล้วว่าแฟนตัวน้อยของเค้าอาการคงทนได้อีกไม่นานถ้าไม่เป็นลมหมดสติคงไข้ขึ้นแน่นอน ด้วยเหตุนี้ตรีจึงรีบช้อนตัวของอีกคนขึ้นมาในท่าเจ้าสาวแล้วรีบเดินออกมาจากตรงนั้นทันที

"กลับบ้านกันนะครับ"

"ฮึก!"

"นะครับคนดี กลับบ้านเรากันก่อนนะ"

พอกลับมาถึงคอนโดที่เป็นที่พักของคนทั้งสองตรีก็ยังคงเป็นอุ้มร่างบางขึ้นมาบนห้อง ก่อนที่จะนำร่างบางที่เผลอหลับไปแล้วบนรถตอนกลับอุ้มไปในห้องนอนแล้ววางลงอย่างเบาที่สุด สายตาคมจ้องมองใบหน้าหวานที่ตรงขอบตาคู่สวยนั้นแดงกลํ่าที่ผ่านการร้องไห้จนผล็อยหลับไป

ตรีได้แต่ถอนหายใจหนักๆก่อนที่จะเดินหายเข้าไปในห้องนํ้าและเดินกลับมาก็มีอ่างนํ้าแก้วใบเล็กพร้อมกับผ้าผืนเล็ก ตรีไม่รอช้าจัดการใช้ผ้าชุบนํ้าแล้วนํ้าไปเช็ดตัวให้เจแปนทันทีพร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จเรียบร้อย

"ฝันดีนะครับ"

เมื่อเสร็จจากการเปลี่ยนชุดให้เจแปนเรียบร้อย ก็ถึงคราวที่ตรีต้องไปอาบนํ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าพอจัดการตัวเองเรียบร้อบก็กลับมาที่เตียงแล้วค่อยๆแทรกตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนเดียวกับคนที่นอนหลับสนิท จากนั้นก็ค่อยดึงร่างบางเข้ามากอดแนบชิดแผลงอก เหมือนอีกคนจะนึกว่าเค้านั้นเป็นหมอนข้างก็รีบกอดเอวสอบของอีกคนทันที ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าสู่ห้วงนิทรา

.

.

.

.

.

แสงแดดในช่วงสายยังคงเจิดจ้าพลางสาดส่องผ่านม่านผืนบางไปหาคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ก่อนที่ร่างกายนั้นจะค่อยๆขยับเขยื้อนคล้ายว่ากำลังจะตื่นนอนแล้ว

"พี่ตรี..."

ร่างกายขาวบางพองัวเงียตื่นลุกขึ้นมาก็ขยี้ตาและร้องเรียกชื่ออีกคนที่หายไปจากเตียงตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ เจแปนรู้เพียงว่าต้องรีบไปหาอีกคนให้เจอเร็วที่สุด 

"พี่ตรีไปไหน อยู่ข้างนอกรึเปล่า"

ใบหน้ามนต์ได้รูปจิ้มลิ้มตอนนี้ใต้ขอบตาบวมแดงจางๆเพราะเมื่อคืนเค้าพึ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ไม่ว่าร่างกายจะเหนื่อยล้าสักเท่าไหร่ตอนนี้เจแปนต้องหาตรีให้พบเสียก่อน

กึก!

"ตื่นแล้วหรอ?"

"อ่ะ อื้อ! ทำไมพี่ตื่นเช้าจัง"

"รีบตื่นมารอจีจี้ไง"

"หรอ อืมมม..วันนี้จี้ตื่นสายน่ะ ขอโทษด้วยนะที่ไม่ได้ทำอาหารเช้าไว้ให้เลย"

"ไม่ต้องห่วง พี่ทำให้แล้ว"

"เอ๊ะ?"

ตาคู่สวยกระพริบถี่หลายๆครั้งก่อนที่ร่างสูงของตรีจะยัดตัวลุกขึ้นจากโซฟาเดินตรงเข้ามากอบกุมมือคู่สวยแล้วพาไปยังโต๊ะดินข้าว ทั้งคู่นั่งลงพร้อมกันแล้วลงมือทานข้าวทันที

ตลอดช่วงเวลาไม่มีแม้แต่เสียงบทสนทนาพูดคุยใดๆทั้งสิ้น ทั้งที่ปกติแล้วเสียงเจื้อยแจ้วนั้นจะมาจากเจแปนไม่ว่าเมื่อไหร่คนตัวบางก็จะชวนร่างสูงพูดคุยเสมอ แต่วันนี้มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง...

เพล้ง!

"อึ่ก!"

"จีจี้!"

"เอ่อ..ขอบโทษนะพี่ตรี จี้ไม่ระวังเอง"

"โดนตรงไหนมั้ย ออกมานี่มา"

ตรีที่ดูตื่นตระหนกเพราะได้ยินเสียงบางสิ่งตกกระทบพื้นในห้องครัวจนดังลั่น ทำเอาต้องรีบวิ่งเข้าไปเพราะเป็นห่วงอีกคนเกรงว่าจะได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย แต่โชคดีที่แฟนตัวน้อยของเค้านั้นไม่ได้เป็นอะไรตรงไหนจึงทำให้เค้าโล่งใจไปมาก

ส่วนเจแปนนั้นยังคงทำใจไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการจากไปของปัน ตอนนี้หัวใจดวงน้อยที่อยู่ในอกเจ็บแปล๊บอยู่ตลอดเวลา มันยากที่จะหาเหตุผลอื่นมาแทนว่าตนนั้นไม่ใช่ต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด 

"ยิ้มหน่อยสิครับ..."

"..."

"อย่าโทษตัวเองเลย"

"ถ้าจี้ให้อภัยปันตั้งแต่แรก มันจะไม่เกิดขึ้นเลย..."

"..."

"ฮึก! ปันจะไม่ตาย"

ตรีรีบดึงอีกคนเข้ามาไว้ในอ้อมกอดทันทีก่อนที่จะลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาอย่างแผ่วเบา ในใจของตรีคิดเพียงว่าต่อให้คนที่เค้ารักจะดูภายนอกว่าเป็นคนเข้มแข็งและกล้าหาญแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นภายในของเจแปนก็เปราะบางและอ่อนไหวง่ายที่สุด

ยิ่งเจแปนยังคงยึดติดว่าตนนั้นคือต้นเหตุคนที่จะพาลเศร้าใจไม่ได้มีแค่เจแปนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นตรีเองหรือคนอื่นที่ได้เห็นเจแปนยังคงโทษตัวเองอยู่แบบนี้ทุกคนคงไม่มีความสุขเช่นกัน

"คนเรามีเกิด ก็ต้องมีจากไป..." "ฮึก!"

"เราสามารถพบกันได้..."

"..."

"ก็จากกันได้เช่นกันนะครับ"



.

.

.




หลายวันต่อมา...

Rrrrrrrr!

"อืม ว่าไง"

(น้องเจเป็นยังไงบ้าง เห็นมึงลางานไปหลายวันเชียว)

"ยังคงซึมอยู่ กูก็พยายามดูแลไม่ให้ห่าง"

(อืม พาน้องออกไปข้างนอกบ้างก็ได้นะ ให้เวลาน้องมันหน่อยเถอะ ช่วงนี้เจแปนคงต้องฟื้นใจอีกเป็นระยะ)

"อืม กูจะดูแลเอง ขอบใจ"

หลังจากวางสายเพื่อนสนิทอย่างอ้ายไปเจ้าตัวก็คงเป็นห่วงอาการของเจแปนเช่นกัน จากวันที่เกิดอุบัติเหตุในวันเดียวกันที่ตัวเองไม่สามารถยื้อชีวิตเพื่อนรักของเจแปนได้ เป็นครั้งแรกที่อ้ายเองได้เห็นใครสักคนร้องไห้หนักขนาดเข่าทรุดลงไปอย่างนั้น ตัวอ้ายนั้นก็เข้าใจดีว่าการสูญเสียนั้นก็ไม่มีใครอยากให้เกิดเลยสักนิด

ตลอดหลายวันมานี้ตรียอมที่จะลาหยุดงานเพื่อมาดูแลแฟนตัวน้อยของเค้าอย่างใกล้ชิด เพราะไม่อยากจะห่างไปไหนไกลขอเพียงแค่ใกล้ชิดเพื่อหวังว่าต่อจากนี้เจแปนคนเดิมจะกลับมาในเร็ววัน

"พี่ตรี ทำไมไม่ไปทำงานล่ะ"

"ไม่ไปหรอก อยากดูแลแฟนครับ"

"เอาใจจังนะ"

"ยิ้มแล้วสิเรา"

"ไม่รู้สิ"

เจแปนที่เห็นอีกคนกำลังนั่งดูทีวีที่โซฟาอยู่นั้นก็เอ่ยถามทันที แต่พอได้ยินคำตอบกลับมาก็พอให้ได้เขินอยู่เหมือนกัน ฝ่ามือหนารีบคว้าเอวคอดเข้าหาตัวทันทีก่อนที่เจแปนจะปลิวล้มไปนั่งทับตักอีกคนอย่างไม่ได้ทันตั้งตัว ถึงอย่างนั้นเจแปนก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรกลับกันก็รีบซุกหน้าเข้ากับอกแกร่งของตรีทันที

มือหนาค่อยๆลูบหัวอีกคนอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะกดริมฝีปากแนบชิดไปกับหน้าผากมนต์ของเจแปน ถึงหลายวันผ่านมาแล้วเจแปนยังคงเงียบซึมและหมกตัวอยู่แต่ในห้องกลับตรีเพียงลำพัง แต่เมื่อวานมีเพื่อนเจ้าตัวที่มาเยี่ยมดูอาการเพราะเป็นห่วงความรู้สึก ถึงกระนั้นร่างบางยังคงยิ้มและปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นอะไรและยังโอเคอยู่เช่นเดิม...

"พรุ่งนี้อย่าตื่นสายนะครับ"

"พี่ตรี..."

"ครับ?"

"จี้ไม่อยากไปเลย จี้ไม่พร้อมเลยสักนิด ไม่พร้อมเลย"

"ทำไมละครับ บอกเหตุผลได้มั้ย"

แขนแกร่งเพิ่มแรงกอดร่างบางให้แน่นกว่าเดิมพลางถามถึงเหตุผลว่าทำไมเจแปนถึงยังไม่พร้อมกับงานในวันพรุ่งนี้ เจแปนที่เอ่ยบอกกับตรีด้วยนํ้าเสียงที่เริ่มสั่นเครือและแผ่วเบา ความรู้สึกแย่ของเจแปนตอนนี้คือเค้ายังไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้าต่อความจริงในวันพรุ่งนี้

เจแปนรู้แค่ว่าหลายมาวันนี้ที่ตัวเองเอาแต่อยู่ในห้องกับพี่ตรีเพียงสองคนก็เพื่อหลอกตัวเอง เพราะยังไงความรู้สึกผิดยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเค้าไม่ห่างไปไหนเลยสักนิด ไม่รู้ว่าถ้าพรุ่งนี้ไปงานศพของเพื่อนรัก เค้าจะอดทนได้นานแค่ไหนกัน...

"มันรู้สึกไม่ดีเลย จี้รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรไปเพราะเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด จะ..จี้ไม่กล้าไปสู้หน้าทุกคน"

"แต่จีจี้ครับ พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของปันแล้วนะ..."

"..."

"ปันรอให้จีจี้ไปบอกอะไรสักอย่างอยู่นะ"

"จะ...จะทำได้ยังไง อึ่ก! จี้ยังรู้สึกว่าไม่พร้อมเลย จี้อ่อนแอขนาดนี้จะไปสู้หน้าไอ้ปันมันได้ที่ไหน ฮึก! ยังมานั่งงอแงใส่พี่ตรีอยู่แบบนี้เลย"

"ชู่ววว ไม่ร้องนะคนเก่ง"

"ฮึก! มัน...มันทรมานจังเลยพี่ตรี"

เพียงประโยคสั้นๆจากความรู้สึกของเจแปนก็ทำเอาตรีนั้นรู้สึกทรมานปวดร้าวอยู่ด้านอกซ้ายขึ้นมาทันที แค่เห็นอีกฝ่ายนั้นละเมอฝันร้องไห้ออกมาทุกคืนหัวใจของตรีก็ทรมานที่ต้องเห็นเจแปนเป็นอย่างนี้เช่นกัน

"เดี๋ยวมันก็ผ่านไปนะคนดี เชื่อพี่สิ"

ฝ่ามือหนาที่คอยพยายามลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาพร้อมกับคำปลอบโยนที่ได้แต่หวังว่าเจแปนของเค้านั้นจะฟื้นใจได้ในเร็วๆนี้ ความรู้สึกผิดของเจแปนจะจางหายไปพร้อมทั้งความรู้สึกที่นึกโทษโกรธตัวเองอยู่ตอนนี้ตรีก็อยากให้เจแปนคนเดิมของเค้ากลับมา

ร่างบางที่ยังคงกอดตรีแน่นอยู่บนตักได้แต่สะอื้นไห้พลางนึกถึงเรื่องราวของวันพรุ่งนี้ เจแปนไม่รู้เลยว่าจะออกมาเป็นแบบไหนและผลที่ผ่านมาจะทำให้วันพรุ่งนี้ตัวเค้านั้นจะยังทำให้เค้าสามารถก้าวต่อไปได้หรือรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตกันแน่

"พี่อยู่ข้างๆเสมอนะครับ"

"ฮึก จี้รักพี่ตรีนะ ขอละ...อย่าทิ้งจี้ไปไหนเลยนะ"

"ครับ พี่ไม่เคยคิดแบบนั้นอยู่แล้ว..."

"..."

"รักจี้มากนะ"

.

.

.

.

.


"ไอ้ซี ไหนมึงตกลงกับเจแล้วไงว่าจะมาน่ะ นี่กูยังไม่เห็นเจมันเลยนะ"

"มึงก็จะรีบไปไหนวะ รู้ๆอยู่ว่าเจมันกำลังตกอยู่ในภาวะแบบไหน ให้เวลามันหน่อย"

"ไอ้ซีพูดถูกนะไอ้ไมล์...เจมันยังปรับตัวไม่ได้ เดี๋ยวมันก็คงมาแหละ"

หลายวันต่อมาหลังจากการสูญเสียครั้งนั้นไปทำให้คนรอบข้างที่ได้ทราบข่าวของปันก็ต่างเสียใจและพร้อมใจที่จะมาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งเป็นอีกวันที่ไม่ได้มีความสนุกสนานหรือเสียงเฮฮากลับกันภายในงานวันนี้ชุดที่แขกใส่มาเป็นสีดำสนิทเพื่อไว้อาลัยแก่คนที่เสียไป

"งานของปันมันไม่เหมือนบ้านเราเลยเนอะ ถ้าไม่มีเจมันบอกว่าปันมันนับถือศาสนาคริสต์ ชาตินี้กูจะไม่รู้เลย"เทลว่าขึ้น

"กูก็เหมือนกัน รู้สึกโง่ชะมัดที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมันเลย ยกเว้นไอ้เจ"

ซีโอพูดขึ้นพร้อมกับมองเพื่อนรักถึงแม้จะนั่งหันข้าง ใบหน้านั้นก็เห็นได้เพียวเสี้ยวเดียวก็ทำเอาความรู้สึกภายในของคนทั้งคู่เจ็บไปพร้อมๆกันในตอนนี้ เทลนั้นคิดแค่ว่าถ้าไม่มีงานวันนี้ตัวเค้านั้นจะไม่ทราบเลยว่าเพื่อนของเค้านั้นนับถือศาสนาคริสต์

งานของปันภายในวันนี้จัดขึ้นภายในโบสถ์ตามพิธีของชาวคริสต์ที่ปันนับถือ เวลานี้ภายใบโบสถ์ก็มีแต่ความเงียบสงบโดยภายในงานแขกทุกคนต่างสำรวมกิริยามารยาทแก่งาน รวมไปถึงเพื่อนสนิททั้งสามเช่นกัน

"พี่ๆ"

เสียงที่แสนคุ้นเคยที่ดูเหมือนจะห่างหายไปนานทำเอาสามสหายที่ได้ยินต้องหันไปตามเสียงเรียกทันควัน พร้อมกับเบิกตาโพลงที่ทั้งสามคนไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าจะได้พบกันอีกครั้ง สไมล์โผลงเรียกเจ้าเด็กยักษ์ตัวโตทันทีพร้อมกับร้อยยิ้มที่ปรากฏให้เห็นของเจ้าตัว

"ไอ้แทม พวกกูนึกว่าจะไม่เจอมึงแล้ว มึงหายไปเลยตั้งแต่วันนั้น..มึงเป็นยังไงบ้าง?"

"ฮะๆ ผมสบายดีครับพวกพี่ไม่ต้องห่วง ขอบคุณนะครับที่มาในวันนี้"

"ไม่ต้องมาขอบคุณอะไรทั้งนั้นแหละ กูเพื่อนมันนะกูต้องมาสิ"เทลแทรกขึ้นพลางกวักมือเรียกให้แทมมานั่งกับพวกเค้าด้วย

"ครับพี่"

เมื่อถามตอบกันตามประสารุ่นพี่รุ่นน้องที่เป็นห่วงกันและความรู้สึกอีกฝั่งของแทมเอง ตัวเทลนั้นก็พอรู้และทราบแล้วว่าเจ้ารุ่นน้องตัวยักษ์ของเค้านั้นหลงรักเพื่อนเค้าให้เต็มเปา แล้วไหนเหมือนจะมีอีท่าหายสาบสูญไปหลายวันทำเอารุ่นพี่ทั้งสามใจเสียไปตามๆกัน แต่โชคดีที่วันนี้แทมปรับตัวได้และพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด

ร่างสูงของแทมที่ดูจะสำรวมค่อยๆหย่อนกายนั่งลงข้างๆพี่ๆทั้งสาม สายตาพลางสอดส่องมองหาพี่ที่แสนสนิทอีกคนนึงจนทั่วแต่แล้วก็ไม่พบ จนต้องสะกิดถามซีโอแทนใยอีกคนเจ้าตัวถึงยังไม่มาหรือวันนี้เค้าจะไม่มารึเปล่า

"พี่ซี เอ่อ...พี่เจล่ะครับ?"

"คือ ก็ให้คำตอบอะไรไม่ได้อ่ะนะ ไม่แน่ใจว่าจะพอไหวมามั้ย"

"ผมเข้าใจแล้วครับ พี่เจเค้า..."

"...?"

"ดูน่าสงสารจังเลยครับ ขอโทษนะครับที่พูดแบบนี้ ที่ผมหายไปก็เพราะรับไม่ได้เหมือนกันครับ มันแทบจะทำใจไม่ได้เลย..."

"..."

"ความรู้สึกของผมน่าจะไม่ต่างอะไรกันเลย พูดแล้วสงสารตัวเองจังเลยเนอะพี่"

"เราทุกคนไม่ต่างอะไรกันหรอกแทม แรกๆก็เจ็บจนจุกพูดไม่ออกไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ แต่พอนึกคิดว่ามันต้องเกิดขึ้นสักวันกูก็ปล่อยวาง...แต่ลึกๆแล้วทุกคนก็เสียใจนะแทม แต่เจมัน..."

"พี่เทลผมขอ.."

"มะ..ไม่เป็นไรๆ"

เทลใช้ปลายนิ้วปาดขอบนํ้าสีใสที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาอย่างลวกๆ ที่พูดมาแล้วมันก็รู้สึกเหมือนทุกๆคนที่จะเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน แต่เพียงเพราะเรื่องนี้พวกเค้าทั้งสี่คนสามารถปล่อยว่างแล้วปล่อยไปตามสิ่งที่ได้ทำร่วมกันมาแม้เวลามันจะสั้นไปเสียจนไม่ได้ทันได้บอกลา

ยกเว้น'เจแปน'ที่ทุกคนต่างเป็นห่วงเจ้าตัวมากที่สุด เทลรู้มาอีกอย่างคือทุกคนที่ยังคงเสียใจในวันนี้แต่ในวันต่อๆไปทุกคนจะต้องก้าวเดินไปพร้อมกับความเป็นจริงในภายภาคหน้า ทุกคนล้วนมีเกราะป้องกันภายในตัวเพื่อจะดำรงชีพต่อไปโดยต่างจากเจแปนอย่างสิ้นเชิง...

เจแปนมีเกราะที่แสนเปราะบาง...

แต่ถ้าหากมันแตกไปแล้ว...

เจแปนจะซ่อมแซมมันได้อยู่มั้ย...?

หรือเจแปนจะปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นต่อไปโดยไม่ลุกขึ้นมาซ่อมมันเลยหรือ...?

. . .

"พวกพี่ๆครับ พอเราทำพิธีเสร็จแล้วต่อไปเราจะไปที่สุสานกันต่อนะครับ"

"อืม แล้วพอไปที่สุสานจะทำอะไรต่อบ้างหรอแทม"

"ก็ขั้นตอนต่อไปบาทหลวงจะนำร่างของพี่ปันไปฝังน่ะครับ พอเสร็จแล้วบาทหลวงจะให้ญาติๆและเพื่อนพี่น้องได้รำลึกถึงพร้อมการวางดอกไม้บนหลุมศพต่อครับ"

"แบบนี้เองหรอกหรอ เข้าใจแล้วล่ะ"สไมล์พยักหน้ารับ

"ครับ พวกพี่ๆเดินตามผมมาเลยก็ได้ครับ"

ทั้งสามคนต่างพยักหน้ารับเป็นอันว่าเข้าใจในขั้นตอนของพิธีเป็นพื้นฐาน ก่อนที่ทุกคนภายในโบสถ์จะเริ่มทยอยกันออกไปสำหรับเครือญาติที่มารวมงานก็ถือว่าไม่ได้มากมายเพียงงานนี้ที่จัดขึ้นเป็นเพียงงานเล็กๆของญาติ เพื่อน พี่ น้อง ให้ได้มารวมกันและอำลาเป็นครั้งสุดท้าย



ภายใต้ดวงตากลมโตที่แฝงเจือปนไปด้วยความเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลาจนแล้วจนเล่าสิ่งที่อยู่ภายในใจยังคงตอกยํ้าเจ้าตัวอยู่เสมอ ถึงอยากจะลืมแต่ก็ทำได้ยากเสียเหลือเกิน

เรียวขาที่ค่อยๆก้าวลงจากรถสปอรต์คันงามของตรีที่เคลื่อนเข้ามาจอดก่อนจะหยุดนิ่งและเผยให้เห็นคนทั้งสองคนที่ลงจากรถมาพร้อมๆกัน ร่างสูงที่ใส่สูทสีดำสนิทรีบสาวเท้าเข้าไปหาแฟนตัวน้อยของเค้าที่ดูเหมือนจะไม่กล้าเดินตามตัวเค้าไป

"จีจี้ มาเถอะครับ ในนั้นไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว"

"จี้ไม่กล้าเข้าไปเลยพี่ตรี"

"ยื่นมือมานี่สิ พี่จะจับไว้ตลอดเลยนะ..จะไม่มีวันปล่อยด้วย"

สายตาอันเฉียบคมของตรีเห็นว่ามือเรียวที่กำเข้าหากันแน่นเพราะความไม่มั่นใจ เค้าจึงยื่นมือออกไปพร้อมกับแบมันออกเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าเค้ายังอยู่ข้างเจ้าตัวเสมอและจะไม่มีทางปล่อยแน่นอน เจแปนเห็นดังนั้นก็ค่อยๆสูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกกำลังใจพร้อมกับจับมือของตรีแน่นและตรงเข้างานไปพร้อมกัน

"เราคงมาไม่ทันตอนเข้าโบสถ์แล้วล่ะ"

"อ่าว แบบนี้งานก็เสร็จไปแล้วน่ะสิ"

"ยังหรอก ทุกคนคงอยู่ที่สุสานฝั่งโน้นน่ะ เราไปกันเถอะ"

ใบหน้าหวานได้แต่พยักรับไว้แล้วรีบกอบกุ่มจับมือร่างสูงไว้แน่น ภายในอกที่มีแต่ความรู้สึกมากมายต่างๆนาๆ ครั้นสายตาคู่สวยกลมโตก็เห็นกลุ่มชายหญิงที่ใส่ชุดดำเหมือนกับเค้าและตรีที่กำลังยืนล้อมหลุมศพของเพื่อนรักอยู่นั้น แค่นี้ความเจ็บในอกก็ตีรวนขึ้นมาทันที

ขาเรียวที่คราวแรกยังก้าวเดินตามร่างสูงได้ปกติแต่พอผ่านหลุมศพของเพื่อนรักเค้านั้นก็ทำเอาขามันก้าวช้าลงไปเรื่อยๆเหมือนหมดเรี่ยวแรง สายตาไม่สามารถละไปจากป้ายชื่อที่สลักอักษรเป็นชื่อเพื่อนรักเค้าได้เลย จนกระทั่งตรีต้องเปลี่ยนมาพยุงร่างบางให้ไปหากลุ่มเพื่อนที่ยืนอยู่

"พี่ตรีสวัสดีครับ พวกเรานึกว่าจะไม่มากันแล้ว" เป็นเทลที่เอ่ยทักขึ้นเป็นคนแรกทำให้อีกสามคนรีบกล่าวทักทายทันที 

"ไอ้เจมึงเป็นไงบ้าง หน้ามึงดูไม่ดีอีกแล้วนะ"

"กูไหว พวกมึงไม่ต้องห่วงหรอก" เจแปนรีบปฏิเสธทันทีเพื่อไม่ให้ที่เหลือเป็นห่วง เพราะยังไงวันนี้เค้าตั้งใจจะมาและต้องไม่เป็นภาระให้ใครเป็นห่วงด้วย

"พี่เจ นี่ดอกไม้นะครับผมเตรียมเผื่อไว้ให้ด้วย"

"เอ่อ...มีแต่กุหลาบสีแดงหรอแทม?"

"อยากได้สีอะไร?"ตรีเอ่ยถาม

"คือ จำได้ว่าปันน่ะชอบดอกกุหลาบสีขาวน่ะ ถ้ามีแต่สีแดงก็ไม่เป็นไรนะแทม"

"สีขาวหรอ..ผมว่ามีอยู่นะ รอผมแป๊ปนึงนะพี่เจ"

ร่างสูงที่ไล่เรี่ยกันพอๆกับตรีวิ่งหายออกไปก่อนที่เพื่อนทั้งสามจะผลัดกันมองหน้าไปมาโดยที่นึกไม่ถึงว่าเจแปนจะยังทราบอีกว่าเพื่อนรักของเค้าชอบดอกกุหลาบสีขาว ทว่ากุกลาบที่จัดให้มีแต่สีแดงจึงทำให้เจแปนคิดว่า รู้แบบนี้เค้าน่าจะเตรียมมา

"ฮึ่ย ไอ้เจมึงรู้ด้วยหรอว่าปันมันชอบกุหลาบสีขาว พวกกูไม่มีใครรู้เลยนะ"สไมล์เอ่ยถามทันทีด้วยความสงสัย

"มันก็เค่ยพูดออกมาลอยๆเมื่อวันวาเลนไทน์ตอนมอสี่อ่ะ เลยพอๆจำขึ้นมาได้"

"ฮะๆ ความสนิทของมึงสองคนทำเอาพวกกูตะลึงตลอดเลยนะถึงเราจะอยู่ด้วยกันห้าคน แต่ปันมันก็สนิทกับมึงที่สุดเลยในกลุ่มเรา"

"อืม นั่นสินะ"

สนิท...?

เราสนิทกันมากขนาดนี้ตอนไหนกัน....

ทำไมกูถึงนึกไม่ออกเลยวะปัน...?

เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ตามพิธีแล้วเครือญาติก็ต่างพากันทยอยวางดอกไม้กันไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแทมก็ถึงขั้นสั่งช่อดอกไม้ให้มาส่งเลยทีเดียวด้วยเพราะเหตุว่าเจแปนนั้นรู้ว่าพี่ชายของต้นชื่นชอบกุหลาบขาวซึ่งเค้าเองนั้นยังไม่เคยรู้มาก่อนเลย

ดอกไม้มากมายที่ถูกจัดวางอยู่รอบๆหลุมศพของเพื่อนรักแทบจะไม่มีที่ได้ว่าง ถึงกระนั้นเจแปนก็ยังคงอยากจะมอบสิ่งที่เพื่อนรักนั้นชอบให้อยู่ดีถึงอาจจะสายไปแล้วก็ตาม

"พี่ตรีครับ ผมว่าเราไปรอที่ด้านในโบสถ์กันเถอะนะครับ เจคงอยากจะอยู่กับปันมันเพียงลำพังก่อน"

"อืม ได้สิ"ตรีพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินตามเทลไปแล้วปล่อยให้แฟนตัวน้อยของเค้านั้นได้อยู่กับเพื่อนรักเพียงลำพัง ครั้นสายตาก็หันกลับไปมองอย่างเป็นห่วงอยู่เสมอ

ตัดมาที่ด้านของเจแปนที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆตัวอีกครั้งดูเหมือนว่าที่ตรงนี้จะเหลือเพียงแค่เค้าคนเดียวลำพังต่อหน้าหลุมศพเพื่อนรักที่จากไปแล้ว ร่างกายที่อยู่ๆก็เหมือนจะไร้เรี่ยวแรงก็ทรุดลงนั่งตรงหน้าหลุมศพนั่นทันที

"ทำไมวะปัน ทำไมมึงต้องทำแบบนี้ มึงจำเป็นที่ต้องทำขนาดนี้เลยหรอ?"

มือเรียวกำช่อดอกไม้แน่นก่อนที่จะก้มลงมองช่อกุหลาบขาวที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งช่อดอกไม้ในมือเค้าก็ฉายภาพย้อนในอดีตออกมาได้มากมาย ทุกความรู้สึกที่เคยได้สัมผัสไม่ว่าจะเป็นความสุข เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม หรือแม้กระทั่งความเศร้าต่างสะท้อนให้เห็นทุกเรื่องราว

"กูเหงามากนะปันที่ไม่มีมึงตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เสียใจจนกูท้อเลยรู้มั้ย..."

"แต่กูก็พยายามที่สุดเลย ฮึก! พยายามเข้มแข็งให้มึงเห็นนี่ไงว่ากูไม่เป็นไร ฮึก! กูจะต้องเข้มแข็งใช่มั้ยปัน"

เรื่องราวที่ผ่านมากาลเวลาทำให้ตอนนั้นคล้ายจะยาวนานเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่กลับกันมันสั้นจนไม่ได้นึกเลยว่าจะผ่านมาได้รวดเร็วเช่นนี้ เจแปนนั้นได้รับบทเรียนมากมายจากปันทั้งๆที่แต่ก่อนปันนั้นก็เป็นที่พึ่งของเจแปนไปซะทุกเรื่อง

แต่นับจากวันนี้เป็นต้นไปคนที่ดื้อดึงเอาแต่ใจอย่างเจแปนนั้นจะต้องลุกขึ้นให้ได้ นี่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่จะต้องลุกขึ้นใหม่แต่มันคือครั้งที่สองแล้วต่างหาก มือเรียวปาดนํ้าตาออกอย่างช้าๆก่อนจะค่อยๆว่างช่อดอกกุหลาบสีขาวข้างๆหลุมศพเพื่อนรัก

"เรื่องที่ผ่านมากูโกรธมึงก็จริง แต่สำหรับมึงกับกูแล้วเพราะคำว่าเพื่อนถึงทำให้กูเข้มแข็งขึ้นเยอะเลยตอนที่มึงไม่อยู่..."

"ขะ..ขอบคุณนะปัน แล้วไม่ต้องกังวลอะไรแล้วนะไอ้แทมน่ะกูจะช่วยดูแลให้ แล้วก็เรื่องที่มึงขอโทษกู..."

ริมฝีปากบางแม้มเข้าหากันแน่นคล้ายกลั้นนํ้าตาและเสียงไม่ให้สั่นเครือไปมากกว่านี้ ก่อนที่จะค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นและจ้องมองช่อกุหลาบที่ตัวเองพึ่งว่างลงไป

ดวงตากลมโตค่อยๆปิดลงอย่างช้าๆ ถึงโลกใบนี้มนุษย์จะไม่สามารถอยู่ได้อย่างยืนยาวเป็นอมตะแต่สิ่งๆหนึ่งที่คนจากไปอยากจะได้ยินและรับรู้คงไม่พ้นที่เจแปนได้คำตอบในใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าปันต้องการที่จะได้ยินมันอย่างแน่นอน...

"กู...ให้อภัยมึงนะปัน..."

ที่จริงกูไม่จำเป็นต้องให้อภัยมึงเลยนะปัน...

...เพราะกูไม่เคยโกรธมึงด้วยซํ้า

"ไว้พบกันใหม่..."

วันนี้มาถึงแล้วใช่มั้ยปันระหว่างมึงกับกู...

...ไม่เร็วก็ช้าถูกมั้ยที่ต้องจากกัน กูจะเข้มแข็งขึ้นนะและจะพยายามอยู่บนโลกใบนี้ให้มึงเห็นว่ากูดูแลตัวเองได้...

...เรื่องราวระหว่างมึงกับกู มันเป็น'ความทรงจำ'ที่กูจะไม่มีวันลืม

"ฮึก ลาก่อนปัน"






ติดตามตอนต่อไป

-ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ 

-ความทรงจำที่ดีที่สุดสำหรับมิตรภาพของใครหลายๆคนนะคะ ความรู้สึกตอนที่จบวันปัจฉิมเรารู้แค่ว่าคนที่อยู่เคียงข้างมาพร้อมกันคือ มิตรภาพ ที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ

-ขอบคุณนะคะที่เข้ามาอ่าน แต่งเศร้ามากมั้ยเราไม่รู้จริงๆค่ะ แต่เหมือนมันออกมาจากใจจริงๆ 

-แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ^^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}