เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 77 กายหยาบมาร

ชื่อตอน : บทที่ 77 กายหยาบมาร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 246

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2562 16:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 77 กายหยาบมาร
แบบอักษร

​ชุดวิชาฝ่ามือมังกรอัสนี วรยุทธ์ระดับห้าอันเลื่องชื่อนี้…แม้คนที่อาศัยในมณฑลสุดโพ้นทะเลอย่างฟูเฉียนจะไม่รู้จัก แต่นั่นต่างออกไปสำหรับคนจากใจกลางแผ่นดินใหญ่และผู้คนจากแคว้นหัวเปย ในยุคสมัยก่อนหน้านี้เคยมียอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งบัญญัติชุดวิชาฝ่ามือนี้ขึ้นมาและโลดแล่นไปทั่วทั้งยุทธภพ

ไม่รู้ว่าคนมากมายเพียงใดที่พ่ายแพ้ภายใต้ชุดวิชาฝ่ามือทั้งแปดของฝ่ามือมังกรอัสนีนี้ ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ผู้นั้นได้กลายเป็นดวงดาวที่เปล่งประกายมากที่สุดภายในแผ่นดินแคว้นหัวเปย กลายเป็นยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ผู้คนต่างหวาดกลัว จนแม้กระทั่งหัวหน้าพรรคใหญ่แห่งหนึ่งในแผ่นดินหัวเปยได้รับเขาเป็นศิษย์และถ่ายทอดวรยุทธ์อันเลื่องลือสองวิชาให้แก่เด็กหนุ่มผู้นั้น จนในภายหลังชื่อวิชานี้ก็ได้จางหายไปตามกระแสเวลา

แต่ถึงอย่างไรวิชานี้ก็เคยโลดโผนอยู่ในยุทธภพช่วงเวลาหนึ่ง ผู้คนมากหน้าหลายตาย่อมเคยได้ยินชื่อชุดวิชาฝ่ามือทั้งแปดนี้มาไม่มากก็น้อย เล็บมังกรทลายฟ้า มังกรอัสนีทำลายล้าง มังกรครามถล่มปฐพี คลื่นมังกรอัสนี มังกรครามสะบัดหาง มังกรอัสนีโบยบิน มังกรครามกลืนแก้ว และกระบวนท่าสุดท้าย…มังกรเก้าอัสนี

และเป็นกระบวนท่ามังกรเก้าอัสนีนี้เองที่ถูกกล่าวขานกันอย่างมากมายที่สุดในยุคสมัยนั้น นั่นเพราะชาวยุทธ์จำนวนมากมายต่างก็หาว่าเด็กหนุ่มคนนั้นที่คิดค้นวิชาเช่นนี้ขึ้นมาคือคนสติฟั่นเฟือนขนาดแท้ ท่ามังกรเก้าอัสนีเป็นการชักนำให้เก้าอัสนีจากท้องฟ้าผ่าฟาดลงมาใส่บริเวณร่างของผู้ใช้ วิชาเช่นนี้หากไม่ควบคุมให้ดีละก็คงถูกสายฟ้าฟาดตายตั้งแต่ยังฝึกไม่สำเร็จด้วยซ้ำไป มีโอกาสมากกว่าหลายส่วนที่ผู้ใช้จะตายภายใต้รัศมีพลังอันน่าหวาดกลัวของท้องฟ้า

มีคำกล่าวโบราณว่าไว้ว่า คนข่มได้ ฟ้าข่มไม่ได้ คนหยามได้ ฟ้าหยามไม่ได้! การกระทำของเด็กหนุ่มคนนั้นที่คิดค้นวิชาในการดึงดูดพลังจากฟากฟ้าให้ผ่าลงมาก็คือการหยามฟ้าประเภทหนึ่ง มีหลายคนที่เรียกเด็กหนุ่มคนนั้นว่าเป็นคนเสียสติเพราะฝึกวิชาเช่นนี้มากเกินไปและรับไม่ได้กับการกระทำของเขา แต่ในเวลาต่อมาเด็กหนุ่มคนนั้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง และไม่มีใครอีกเลยที่กล้าดูถูกเขา

นั่นเพราะเด็กหนุ่มคนนั้นในตอนนี้ก็คือจุดสูงสุดของแผ่นดิน หนึ่งในหกจอมยุทธ์ในตำนานของยุคสมัยนี้ ประมุขพรรคกระยาจก ขอทานเทพยดาโจ้วซือ หากมีคนที่กล้าดูถูกจุดสูงสุดและเป้าหมายของจอมยุทธ์จำนวนมากเช่นนี้…คนผู้นั้นคงได้โดนชาวยุทธ์รุมประชาทัณฑ์ด้วยความผิดที่ล่วงเกินคนที่ชาวยุทธ์เคารพรัก

เปรี้ยงงงงง!!

เสียงของสายฟ้าอันดังสนั่นฟาดผ่าลงมายังบริเวณภูเขาใกล้เมืองฝูโจว เสียงนั้นดังจนทำให้เด็กๆจำนวนมากในเมืองต่างตื่นตกใจขึ้นมากลางดึกเช่นนี้และร้องไห้กันระงม ผู้คนที่มองเห็นสายฟ้าฟาดนั่นทันต่างก็สามารถเห็นสายฟ้าสายใหญ่ขนาดเท่ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่ผ่าลงมาจากฟากฟ้า

ที่ห่างออกไป ยังใจกลางของสายฟ้าฟาดนั่น บนพื้นดินบริเวณนั้นเกิดหลุมขนาดใหญ่และกลิ่นเหม็นไหม้จำนวนมาก ร่างของค้างคาวปีกม่วงนับพันได้ล่วงหล่นลงมาจากฟ้าและทยอยตกกระทบใส่พื้น และในตอนนั้นเองที่ได้เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้น ร่างเงาหนึ่งขยับและลุกขึ้นยืน

ที่แท้ร่างเงานั้นก็คือถังเฟยหู่นั่นเอง เสื้อของเขากลายเป็นรอยไหม้สีดำและมีรูขนาดใหญ่จำนวนมากอยู่บนเสื้อตัวนั้น เป็นผลจากสายฟ้าฟาดของมังกรเก้าอัสนี เขายังได้กลินเหม็นไหม้บางส่วนจากผิวกายเส้นและเส้นผมของตัวเองเสียด้วยซ้ำไป ดวงตาสีม่วงดำของเขากวาดมองออกไปโดยรอบ บนฟากฟ้ายังมีลูกสมุนค้างคาวปีกม่วงเกือบครึ่งที่ยังโบยบินอยู่ หลายส่วนมีแววตาที่หวาดกลัว หลายส่วนของพวกมันมีกลิ่นเหม็นไหม้ส่งออกมาจากตัวของพวกมัน

เป็นถังเฟยหู่เองที่บีบพลังของมังกรเก้าอัสนีในห้วงเวลาสุดท้ายให้เล็กลงเพื่อเพิ่มอานุภาพในการทำลายล้าง เขากลัวว่าการใช้ในวงกว้างจะทำให้การโจมตีนี้เบาเกินไปที่จะใช้จัดการราชาค้างคาวปีกม่วง

เขามองไปยังซากศพของราชาค้างคาวปีกม่วงที่ไหม้เกรียมจนเป็นเถ้าถ่าน เขาเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูให้แน่ใจว่ามันตายไปแล้วจริงๆ แต่ยังไม่ทันที่จะทันได้ทำอะไรดี ปลอกแขนอสูรเมฆาทั้งสองข้างกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาด มันได้สลายไปและกลับเป็นจิตวิญญาณอสูรทมิฬด้วยตัวของมันเอง

โครงกระดูกสีดำลอยอยู่เบื้องหน้าของเขาโดยหันไปทางซากศพของราชาค้างคาวปีกม่วง ดวงตาไฟวิญญาณของมันโหมกระหน่ำอย่างแปลกประหลาด แต่แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างของอสูรทมิฬถอยหลังมาอย่างรวดเร็วและชนเข้ากับร่างของถังเฟยหู่เข้าอย่างจัง…ไม่สิไม่ถูกต้อง

อสูรทมิฬมิได้ชนเข้ากับร่างของเขาแต่มันได้หลอมรวมเข้าไปในร่างของเขาราวกับจมหายลงไปในผิวน้ำก็ไม่ปาน ถังเฟยหู่ทำหน้าตกใจเป็นอย่างมากที่อยู่ๆอสูรทมิฬจิตวิญญาณอันลึกลับได้ทำเช่นนั้น เขาสามารถสัมผัสได้เลยว่านี่มิใช่การกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณเหมือนที่แล้วๆมาเป็นแน่

และในตอนนั้นเองที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกายของเขา มุกมารทั้งสามบริหน้าอกของเขาราวกับส่งความรู้สึกร้อนลวกไปตามร่างกาย และจากนั้นมันก็ได้เกิดรอยดำมากมายบนผิวกายของเขา รอยดำพวกนั้นคล้ายกับภาษาโบราณประเภทหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจความหมายของมัน

รอยดำเหล่านั้นราวกับจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง พวกมันขยับเคลื่อนไหวไปมาบนผิวหนังของเขา จากนั้นพวกมันก็ได้มารวมตัวกันบริเวณอกของเขาซึ่งตรงกับจุดกึ่งกลางระหว่างมุกมายทั้งสามอย่างพอดิบพอดี และในระหว่างที่ทุกสิ่งได้เกิดขึ้นนั้นเขาไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อยไม่ว่าจะทำอย่างไร ไม่นานนักรอยดำเหล่านั้นก็ได้มารวมกันจนกลายเป็นภาพของหัวกะโหลกสีดำ มันคือใบหน้าของอสูรทมิฬ

ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่พลันรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ถังเฟยหู่ได้ดำดิ่งลงไปในห้วงความทรงจำของตนเองเพื่อตามหาว่าเขาเคยเจอความรู้สึกแปลกประหลาดเช่นนี้ในตอนไหน แต่แล้วเขาก็รู้ในที่สุด ถูกต้อง ความรู้สึกนี้ช่างคล้ายกันเหลือเกิน คล้ายกับตอนเขาได้กลายร่างเป็นพยัคฆ์ขาว การใช้จิตวิญญาณผ่านร่างกาย วิธีแบบชาวซีเซี่ย!

แต่เขากลับยิ่งไม่เข้าใจ…สิ่งนี้กลับมาเกิดกับจิตวิญญาณอสูรทมิฬได้อย่างไรกัน ตามทฤษฎีของท่านตาได้กล่าวเอาไว้ว่าอาจเป็นเพราะความผิดปกติของจิตวิญญาณที่ไม่สามารถออกมานอกร่างได้จึงได้ผสานเข้ากับร่างมนุษย์แทน…แต่นี่เขาเคยเรียกจิตวิญญาณอสูรทมิฬออกมาได้เหมือนกับจิตวิญญาณทั่วไป….

แต่แล้วถังเฟยหู่ก็เกิดความคิดบ้าๆหนึ่งขึ้นมา หากว่าจิตวิญญาณทุกตนก็สามารถใช้พลังทั้งสองรูปแบบได้ อย่างนั้นเขาก็สามารถหลอมรวมร่างกายเข้ากับจิตวิญญาณอสรพิษมรกตได้เช่นกัน หัวสมองของเขาหมุนอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเรื่องที่พึ่งค้นพบตรงหน้านี้

แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรดี ในตอนนั้นเองที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง ภาพใบหน้าของอสูรทมิฬได้นู่นขึ้นเรื่อยๆ เพียงเวลาไม่นานนักหัวกะโหลกสีดำก็ได้ยื่นออกมาจากหน้าอกของเขาอย่างแปลกประหลาด มันได้อ้าปากออกและมองไปทางซากศพที่ไหม้เกรียมของราชาค้างคาวปีกม่วงตรงหน้า

ในตอนนั้นเองที่มุกมารทั้งสามได้เกิดการตอบรับกับหัวกะโหลกสีดำบนหน้าอก แรงดึงดูดอันมหาศาลได้ถูกปล่อยออกมาจากปากของอสูรทมิฬ ไม่นานนักวิญญาณสีดำที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมของราชาค้างคาวปีกม่วงก็ได้หลุดลอยออกจากร่างของมัน

กี๊!!

มันยังคงร้องโวยวายด้วยความหวาดกลัว มันไม่ต้องการถูกกินราวกับเป็นเหยื่อเช่นนี้ ตลอดชีวิตของมันๆคือผู้ที่ล่า มิใช่ผู้ถูกล่า! วิญญาณของมันได้หลุดลอยออกมาจากร่างไปเรื่อยๆ ไม่นานวิญญาณของมันก็ได้แยกออกจากร่างของมันโดยสมบูรณ์ วิญญาณของราชาค้างคาวปีกม่วงซึ่งไม่มีที่เกาะเกี่ยวได้ถูกกลืนเข้าไปโดยอสูรทมิฬอย่างรวดเร็ว

เมื่อวิญญาณสีดำของราชาค้างคาวปีกม่วงเข้าสู่ร่างของถังเฟยหู่มันก็ถูกแรงเหวี่ยงอันมหาศาลของมุกมารบดขยี้และแยกออกเป็นสามส่วนจากนั้นมุกมารทั้งสามต่างก็แบ่งกันดูดซับวิญญาณเหล่านั้นอย่างเท่าเทียม

แต่ยังไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น! อสูรทมิฬยังคงอ้าปากและปล่อยแรงดูดกลืนของมันต่อไป แถมยังมีพลังมากขึ้นกว่าเดิมหลังจากกินวิญญาณของราชาค้างคาวปีกม่วงไปแล้ว ในตอนนั้นเองที่ซากศพอันไหม้เกรียมของราชาค้างคาวปีกม่วงได้ขยับเคลื่อนเข้ามาหาร่างกายของถังเฟยหู่ที่ยังไม่อาจขยับได้

ถังเฟยหู่มีสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาไม่รับรู้เลยแม้แต่น้อยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเขากันแน่ แต่สิ่งที่เขารับรู้ได้อย่างหนึ่งก็คือจิตวิญญาณอสูรทมิฬกำลังบังคับร่างกายของเขาให้โคจรลมปราณมารไร้ลักษณ์! ศพของราชาค้างคาวปีกม่วงได้เข้าใกล้ร่างของเขาเรื่อยๆจนในที่สุดร่างของมันก็ถูกดูดจนลอยขึ้นกลางอากาศ

ศพอันไหม้เกรียมนั้นลอยเข้าหาร่างของเขา และเมื่อมันเข้ามาใกล้หัวกะโหลกตรงหน้าอกของเขา ร่างศพอันไหม้เกรียมนั้นราวกับบิดเบี้ยวไปมาก่อนที่จะถูกกลืนกินโดยปากที่อ้าออกของอสูรทมิฬ ร่างศพนั้นเมื่อเข้าสู่ร่างกายของเขาก็ถูกดูดกลืนต่อโดยมุกมารทั้งสาม ในตอนนั้นเองที่ราวกับสายเลือดที่กลายพันธุ์ของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นส่วนหนึ่งและพลังกายรวมถึงกล้ามเนื้อยังดูแข็งแกร่งขึ้นส่วนหนึ่ง

ถังเฟยหู่แปลกใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “หรือว่านี่คือ…ขั้นที่สามของลมปราณมารไร้ลักษณ์ บ่มเพาะกายาแห่งมาร…ขั้นที่สาม กายหยาบมาร” เขาได้นึกถึงเคล็ดวิชาในตำราที่เขาได้จากอสูรทมิฬ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ช่างคล้ายกับการฝึกกายหยาบมารของปราณมารไร้ลักษณ์เป็นอย่างมาก แต่เขาก็ยังรู้สึกมีบางส่วนไม่ถูกต้อง แม้ดูไปจะคล้ายกันแต่วิธีฝึกในตำราคือการกินเลือดเนื้อของสัตว์อสูรต่างๆและโคจรเคล็ดวิชาเพื่อนำพลังงานในเลือดเนื้อของสัตว์อสูรมาฝึกฝนร่างกาย แต่สิ่งที่อสูรทมิฬทำก็คือการกลืนกินร่างของศัตรูโดยสมบูรณ์ มีผลที่ยอดเยี่ยมกว่ากันมากนัก

และเมื่อขั้นตอนทั้งหมดสิ้นสุดลง ถังเฟยหู่ก็สามารถขยับร่างกายได้อีกครั้งหนึ่ง กะโหลกสีดำบนหน้าอกก็หดกลับไปจนเหลือเพียงแค่รอยสักสีดำรูปหัวกะโหลก จากนั้นรอยสีดำรูปหัวกะโหลกก็ขยับเคลื่อนไหวจากนั้นมันก็แย่งออกไปหลากหลายเส้นสายบนผิวหนังของเขา จากนั้นพวกมันต่างก็แหวกว่ายบนผิวของเขาลงสู่ท้องของเขาและซึมหายไป อสูรทมิฬได้กลับไปยังห้วงวิญญาณของเขาแล้ว

ในตอนนั้นเองที่ฝูงค้างคาวปีกม่วงทีเหลือไม่ถึงครึ่งได้มีความรู้สึกต่างออกไป พวกมันต่างก็พุ่งทะยานจากฟากฟ้าลงมาสู่เบื้องล่าง ค้างคาวที่เหลือเพียงเกือบครึ่งหนึ่งของตนแรกต่างก็พุ่งเข้าหาร่างของถังเฟยหู่อย่างรวดเร็ว

“ยังไม่จบอีกเหรอ! บ้าเอ้ย!” ถังเฟยหู่ตกใจเป็นอย่างมากที่อยู่ๆพวกสมุนค้างคาวยังจะโจมตีใส่เขาอีก เขาปลดปล่อยพลังสายฟ้าที่สะสมไว้จนหมดสิ้นแล้ว เขารีบเดินพลังปราณเก้าเยือกแข็งออกมาพร้อมกับตั้งท่าจะต่อสู้ทันที!

แต่ในตอนที่ถังเฟยหู่กำลังชกหมัดออกไปนั่นเอง ค้างคาวปีกม่วงตัวหนึ่งกลับบินมาจากทางด้านหลังของเขาและเกาะลงบนไหล่ของเขา ถังเฟยหู่หยุดทุกการกระทำและหันกลับไปมองค้างคาวตัวเล็กบนไหล่ด้วยความแปลกใจ ค้างคาวปีกม่วงได้มองหน้าเขาด้วยความสงสัยและแปลกใจ จากนั้นมันจึงค่อยเอาหัวลูบไปกับใบหน้าของเขา

“นี่มัน…” ถังเฟยหู่ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นการกระทำของมัน จากนั้นเขาได้หันกลับไปมองพวกค้างคาวที่เหลือ พวกมันต่างก็ลงมายืนอยู่บนพื้นรายล้อมรอบตัวเขาไปหมด สายตาของพวกมันเต็มไปด้วยความเคารพและยำเกรง

ถังเฟยหู่มองภาพเหล่านั้นด้วยความแปลกใจ เขาลองคิดทบทวนดูอีกครั้งก่อนที่จะนึกบางอย่างออกมาได้ “หรือเพราะว่าอสูรทมิฬได้กินราชาของพวกมันไป…เลือดเนื้อของราชาค้างคาวปีกม่วงได้ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของข้า มันจึงทำให้พวกมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นของจ่าฝูงพวกมัน ในตอนนี้พวกมันคงคิดว่าข้าเป็นจ่าฝูงสินะ จริงสิ! ราชาสัตว์อสูรก็เกิดเช่นนี้ พวกมันต่อสู้กันเองในเผ่าพันธุ์และกลืนกินตัวที่แข็งแกร่งกว่า กลายเป็นว่าในตอนนี้ข้าคือราชาของค้างคาวปีกม่วง…”

เขาได้กวาดตามองพวกมัน จำนวนของพวกมันลดลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับตอนแรกที่มีนับหมื่น ในตอนนี้การประเมิณคร่าวๆคงมีค้างคาวเหล่านี้ประมาณแค่ไม่กี่พันตัวเท่านั้นเอง อีกทั้งพวกมันยังนั่งเฝ้ารอเขาราวกับจะรอคำสั่งบางอย่าง “ภารกิจของสำนักคือการกำจัดพวกเจ้าที่เป็นภัยต่อหมู่บ้าน…แต่เหมือนตอนนี้พวกเจ้าจะว่านอนสอนง่ายแล้วสินะ ปัญหาก็คือ…ข้าควรทำอย่างไรกับพวกจ้าดี?”

ฝูงค้างคาวปีกม่วงพวกนี้หากไม่กำหราบให้ดีก็อาจจะสร้างความวุ่นวายให้แก่ชาวบ้านอีกเป็นแน่ และหากปล่อยกลับไปตามธรรมชาติของพวกมัน ด้วยความที่พวกมันเป็นสัตว์อสูรต่างถิ่นก็จะทำให้สมดุลในธรรมชาติของสัตว์อสูรในบริเวณเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี พวกมันก็อาจจะแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วรวมถึงอาจเกิดราชาค้างคาวตนที่สองก็ได้

แต่ในตอนนั้นเองที่เขาคิดอะไรบางอย่างออก “จริงสิ พวกเจ้าสนใจจะไปกับข้าไหมละ ในเมื่อข้าเป็นจ่าฝูงแล้ว พวกเจ้าก็จงมาเป็นทาสอสูรของข้าเสียเถอะ” แม้ถังเฟยหู่จะกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่เข้าใจและเคียงคอไปมาด้วยความสงสัย เขานึกขำตัวเองที่พูดคุยกับสัตว์อสูรเหล่านี้ทั้งๆที่รู้ว่าพวกมันไม่เข้าใจ จากนั้นเขาได้หลับตาและพยายามสื่อจิตกับค้างคาวตัวเล็กที่เกาะไหล่เขาอยู่เพื่อทดลองดู

และในตอนนั้นเองที่ร่างของค้างคาวตัวเล็กบนไหล่ได้ส่องแสงออกมา ถังเฟยหู่สามารถสัมผัสถึงสายสัมพันธ์ของเขากับมันได้ในใจ การทำสัญญาทาสอสูรสำเร็จอย่างง่ายดาย ค้างคาวน้อยไม่แม้แต่จะขัดขืน อาจจะเพราะเขาคือราชาค้างคาวตนใหม่ พวกมันจึงได้ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้

จากนั้นเขาจึงได้ลองทำเช่นเดียวกันกับค้างคาวปีกม่วงตนอื่น เขาทดลองทำกับสองตัวพร้อมกัน และเมื่อสำเร็จเขาจึงได้ลองกับค้างคาวสี่ตัว แปดตัว สิบหกตัว ทวีคูณไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ค้างคาวปีกม่วง สัตว์อสูรระดับสองทั้งหมดหลายพันตัวได้กลายมาเป็นทาสอสูรของเขา แม้ถังเฟยหู่จะรู้สึกเหนื่อยอยู่บ้างแต่เขาก็ดีใจกับผลสำเร็จของมัน เขาได้โบกมือและเรียกฝูงค้างคาวหลายพันตัวให้กลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของเขาในทันที ฝูงค้างคาวได้สลายกลายเป็นละอองปราณและกลับเข้าสู่ใจกลางของตันเถียนของเขา ชั่วพริบตาเดียวพื้นที่นี้ก็กลายเป็นเงียบสงบไป

ถังเฟยหู่นั่งลงบนพื้นและเริ่มโคจรลมปราณเพื่อดูดกลืนพลังวิญญาณในอากาศ ลมปราณภายในร่างและความเหนื่อยล้าเริ่มฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว ครึ่งชั่วยามต่อมาเขาก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาฟื้นฟูจนกลับมาเป็นปกติแล้วจึงได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

เขาก้าวเดินออกไปและกลับไปยังหมู่บ้านอีกครั้ง แต่แล้วในตอนนั้นเองที่เขานึกบางอย่างออก เขาควานหาไปรอบๆตัวและหาของสิ่งหนึ่งไม่เจอ ซึ่งของสิ่งนั้นก็คือป้ายยืนยันตัวตนของสำนักนั่นเอง เขาหันหลังและเดินกลับไปยังบริเวณที่เขาและราชาค้างคาวล่วงหล่นลงจากท้องฟ้า

เขาโคจรวิชาสายเลือดดวงตาและกวาดตามองออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็ได้พบเข้ากับป้ายคำสั่งที่ถูกดินฝังไว้ เขาเดินไปหามันและหยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาจากนั้นจึงได้ส่งจิตเข้าไปตรวจสอบเพื่อดูว่ามันยังใช้ได้อยู่หรือไม่

เมื่อพบว่าป้ายยืนยันตัวยังไม่บุบสลายและยังใช้งานได้อย่างปกติ เขาก็ได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เฮ้ออ…คิดว่าจะขาดทุนเสียแล้ว หากป้ายเสียหายไปละก็ ไม่รู้ว่าภารกิจยังนับว่าสำเร็จหรือไม่ โชคดีจริงๆ” เขานำป้ายมาเช็ดกับกางเกงของเขาเพื่อให้เศษดินที่ติดอยู่หลุดร่วงออกไป

จากนั้นเขาจึงได้ออกวิ่งกลับไปยังหมู่บ้าน เขาใช้เวลาหลายชั่วยามเป็นอย่างมากกว่าจะมาถึง ในตอนขาไปนั้นเขาได้ใช้วิธีเพิ่มความเร็วอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อหนีและล่อพวกฝูงค้างคาวออกจากหมู่บ้านไป

เขาได้กลับมาถึงยังหมู่บ้านในยามเช้าพอดิบพอดี บ้านทุกหลังในหมู่บ้านต่างก็ปิดประตูอย่างแน่นสนิทไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะออกจากบ้านเรือนของตนเอง พวกเขาต่างหวาดกลัวว่าจะถูกพวกค้างคาวปีศาจเหล่านั้นลากไปกิน สำหรับชาวบ้านทั้งหลายในบริเวณโดยรอบนี้ต่างก็เห็นฝูงค้างคาวปีกม่วงเหล่านี้เป็นภูตผีจากนรก ก่อนหน้าที่พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสำนักยุทธ์ พวกเขากเคยเรียนเชิญหมอผีมาทำพิธีขับไล่พวกมัน หญิงชราที่เป็นหมอผีผู้นั้นได้เชือดคอหมาดำและนำเลือดของมันสาดไปทั่วทั้งหมู่บ้านด้วยความเชื่อที่ว่ามันจะสามารถล้างอาถรรพ์พวกค้างคาวได้

แต่สุดท้ายแล้วขณะที่หมอผีชราผู้นั้นกำลังเต้นแร้งเต้นกาตอนทำพิธีขับไล่พวกมันก็ถูกเหล่าสัตว์อสูรพวกนั้นฉีกกระชากจนเป็นชิ้นๆและกินต่อหน้าต่อตาของชาวบ้าน จนสุดท้ายแล้วพวกชาวบ้านหลายๆหมู่บ้านก็ได้รวมตัวกันและขอความช่วยเหลือจากสำนักยุทธ์ในยุทธภพแทนนั่นเอง

“ท่านผู้ใหญ่บ้าน!” ถังเฟยหู่เอามือป้องปากและตะโกนเรียกหาผู้ใหญ่บ้าน เมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่ม ไม่นานนักเหล่าชาวบ้านก็เปิดประตูบ้านของตนและต่างออกมาหาชาวยุทธ์ซึ่งเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขา

“เป็นท่านจอมยุทธ์น้อยนี่เอง เป็นอย่างไรบ้าง” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวออกมาทันทีหลังจากเห็นหน้าของชายหนุ่มเร่งรีบวิ่งกุลีกุจอมาหา เขาถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ ใจนึงก็หวังว่าอยากให้จอมยุทธ์น้อยผู้นี้ทำภารกิจให้สำเร็จ แต่อีกใจหนึ่งก็เผื่อใจไว้ว่าภารกิจนี้อาจไม่สำเร็จและพวกเขาจะต้องทนทุกข์ต่อไป

แต่ถังเฟยหู่กลับตอบรับคำถามของผู้ใหญ่บ้านกลับไปด้วยรอยยิ้มแทน “ข้าทำสำเร็จแล้วท่านผู้ใหญ่บ้าน ฝูงค้างคาวปีกม่วงเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหามารบกวนท่านอีกต่อไป ข้าทำภารกิจเสร็จแล้ว รบกวนท่านช่วยส่งหลักฐานยืนยันต่อสำนักให้ข้าด้วย”

เฮ่!

ในทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของถังเฟยหู่ ชาวบ้านทั้งหลายต่างมีสีหน้าที่ยินดีและโห่ร้องออกมาด้วยความสุข บางคนถึงกับทรุดเข่าลงไปกับพื้นเพราะความตึงเครียดทั้งหลายได้หายไปแล้ว หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขและโล่งอกที่ทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว

“ขอบคุณท่านมากจริงๆท่านจอมยุทธ์น้อย” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวขอบคุณถังเฟยหู่ออกมาด้วยความซึ้งใจ เขาได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งออกมาเกี่ยวกับรายละเอียดว่าถังเฟยหู่สามารถจัดการปัญหาของหมู่บ้านได้แล้ว จากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ได้กัดนิ้วของตัวเองและหยดเลือดงไปหนึ่งหยด เขาได้นำนิ้วของตนเองประทับลงไปเพื่อเป็นรอยประทับลายนิ้วมือเพื่อยืนยันว่าจดหมายฉบับนี้เป็นของจริง

ถังเฟยหู่รับจดหมายฉบับนั้นมาพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณ ทันใดนั้นเองที่เขาได้นึกบางอย่างออก “จริงสิท่านผู้ใหญ่บ้าน…ท่านพอจะมีเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วหรือไม่ พอดีตอนข้าสู้กับค้างคาวพวกนั้น ชุดของข้าก็ขาดไปเสียหมดแล้ว” เขากล่าวออกมาพร้อมกับมองดูเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยรอยไหม้และรูโหว่จากสายฟ้าฟาด

ผู้ใหญ่บ้านถึงกับขำออกมาในคำขอของจอมยุทธ์น้อย “เรื่องนี้ช่างเล็กน้อยจริงๆ ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไป ที่บ้านข้ายังมีเก็บเสื้อผ้าเก่าของลูกชายข้าในสมัยก่อนไว้ รูปร่างของเขาก็ใกล้เคียงกับท่าน คิดว่าคงจะใส่พอดีเป็นแน่” ผู้ใหญ่บ้านใช้ให้ลูกบ้านคนหนึ่งไปนำเสื้อผ้าตัวที่ว่ามา

จากนั้นถังเฟยหู่จึงได้ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในบ้านหลังหนึ่ง จากนั้นเมื่อออกมาเขาก็สวมใส่เสื้อผ้าสะอาดตาไร้รอยขาดอีกครั้ง เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วเขาก็ได้นำป้ายยืนยันตัวและจดหมายของผู้ใหญ่บ้านใส่ไว้ในอกเสื้อและตรงกลับไปยังสำนัก โดยก่อนที่เขาจะกลับก็ไม่ลืมที่จะบอกลาชาวบ้านทั้งหลาย

ในระหว่างทางกลับขึ้นยอดเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักนั้น ในหัวของเขาต่างก็เต็มไปเรื่องให้ขบคิด เขาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาไม่ทราบว่าทำไมอสูรทมิฬถึงได้รวมเข้ากับร่างของเขาได้ เช่นนั้นนี่อาจเป็นการค้นพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการใช้จิตวิญญาณร่างกายแบบซีเซี่ยหรือไม่?

รวมถึงเขาได้คิดเกี่ยวกับการหล่อเลี้ยงร่างกายด้วยเลือดเนื้อของสัตว์อสูร ไม่ทราบว่าจะต้องใช้ทรัพยากรมากมายเพียงใดถึงจะสามารถฝึกขั้นที่สามของลมปราณมารไร้ลักษณ์นี้ได้สำเร็จ แต่เขาเองก็ตั้งความหวังไว้กับวิชานี้มากด้วยเช่นกัน นั่นเพราะทุกครั้งที่เขาฝึกสำเร็จหนึ่งขั้นของวิชานี้เขาก็จะได้รับประโยชน์ที่มากมายยิ่งนัก

ในระหว่างที่คิดเรื่องราวต่างๆเขาก็ได้กลับมาถึงสำนักแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว…

ความคิดเห็น