fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 8 เภสัชกร

ชื่อตอน : บทที่ 8 เภสัชกร

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 เม.ย. 2562 18:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 8 เภสัชกร
แบบอักษร

เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปยังทิศทางของหอผู้ป่วยในอายุรกรรมหญิง เขาวิ่งชนเข้ากับพยาบาลสาวคนหนึ่งแต่ไม่มีเวลาแม้แต่จะหันไปขอโทษ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยเหงื่อ ฝ่ามือเปียกชื้นทั้งสองข้าง เมื่อมาถึงที่หมายเขาก็รีบตรงไปยังตำแหน่งของเตียงหมายเลขห้า ซึ่งเป็นเตียงที่แม่ของเขานอนอยู่ ฝีเท้าของเด็กหนุ่มหยุดชะงัก เมื่อเห็นว่าเตียงหมายเลขห้าถูกล้อมรอบไปด้วยนักศึกษาแพทย์ พยาบาล แพทย์คนหนึ่งยืนอยู่บริเวณหัวเตียง กำลังพยายามใช้แท่งโลหะง้างปากของคนไข้หญิงที่อยู่บนเตียงนั้นเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ คนไข้บนเตียงดิ้นทุรนทุราย มีเสียงขลุกขลักในลำคอ เด็กหนุ่มเห็นเสมหะปนเลือดไหลออกมาจากมุมปากของมารดา

“หยุด!” เด็กหนุ่มที่เพิ่งมาถึงตะโกนลั่น คนที่อยู่บริเวณนั้นมองมาที่เขาเป็นตาเดียว เขาหายใจหอบแรง ดวงตาของเขาแดงก่ำ “หยุดได้แล้ว!”

แพทย์ประจำบ้านที่กำลังพยายามใส่ท่อช่วยหายใจไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง เขาใส่ท่อช่วยหายใจสำเร็จแล้วรีบหยิบสเต็ทที่พาดอยู่บนบ่าเพื่อฟังว่าท่อช่วยหายใจเข้าไปในหลอดลมไม่ใช่หลอดอาหาร “คนไข้เริ่มมีภาวะหายใจล้มเหลว หมอไม่มีทางเลือก”

เด็กหนุ่มรีบแทรกตัวเองเข้าไปดูแม่ที่ดูเหมือนไม่ได้สติ มีเสมหะปนเลือดออกมาให้เห็นในท่อช่วยหายใจเป็นปริมาณมาก ซึ่งพยาบาลกำลังทำการดูดเสมหะออกจากท่อนั้น ทุกครั้งที่ท่อดูดเข้าไปข้างในหลอดลม แม่ของเขาแสดงสีหน้าเจ็บปวด ซึ่งทรมานจิตใจของผู้เป็นลูกอย่างมาก

“แม่…” ตาของเด็กหนุ่มพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา พยาบาลสาวคนหนึ่งเดินมาหาเขาแล้วพยายามพาเขาออกจากที่ตรงนั้น “แม่เจ็บมาเยอะแล้ว…อย่าทำแม่”

พยาบาลมองมาที่เขา แสดงสีหน้าเข้าอกเข้าใจ “หมอกำลังช่วยเหลือคุณแม่เต็มที่นะคะ หนูไปนั่งรอข้างหน้าก่อน”

“โรคแม่ผม ไม่มีทางหายอยู่แล้ว…” น้ำตาของเด็กหนุ่มไหลลง แววตาของเขาเริ่มมืดมนและว่างเปล่า “ทำไมหมอต้องทำแม่เจ็บอีก…”

พยาบาลสาวนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบพาเขาเดินออกมาบริเวณที่นั่งหน้าหอผู้ป่วย “นั่งรอตรงนี้นะ”

เมื่อพยาบาลสาวเดินกลับไปทำหน้าที่ของเธอต่อ เด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ประตูทางเข้าหอผู้ป่วย พยายามหาตำแหน่งที่ทำหน้าเขาสามารถมองเห็นแม่ได้ เด็กหนุ่มสะอื้นหนักเมื่อเห็นว่าหมอคนที่ใส่ท่อช่วยหายใจให้แม่เมื่อครู่ปีนขึ้นไปคุกเข่าบนเตียงแล้ววางสองมือลงไปกดหน้าอกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

“แม่….” เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนทรุดกายลงคุกเข่า มือหนึ่งพยายามค้ำยันตัวเองไว้กับกำแพง “หมอ…แม่ไม่อยากเจ็บแล้วครับ หมออย่าทำแม่…..” เสียงสะอื้นปานจะขาดใจของเด็กหนุ่มสร้างความเวทนาให้แก่ผู้ผ่านมาเห็นเป็นอย่างมาก

ภาพเมื่อครั้งที่แม่กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาลย้อนกลับเข้ามาในความคิดของเด็กหนุ่ม แม่ผู้น่าสงสารของเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งรังไข่ระยะลุกลาม และกำลังทรมานกับผลข้างเคียงของเคมีบำบัด ใบหน้าได้รูปสวยของเธอเริ่มผ่ายผอม ผมดำยาวสลวยของเธอร่วงจนเหลือเพียงไม่กี่หย่อม

“ถ้าผมสอบติดหมอ ผมจะมารักษาแม่ให้หาย แม่ต้องอยู่รอจนผมเป็นนายแพทย์นะ” เด็กหนุ่มพูดขณะที่กุมมือของเธอเอาไว้ ผู้เป็นมารดามองเขาแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

“อย่ารักษาแต่แม่คนเดียว ถ้าลูกได้เป็นหมอ ลูกต้องรักษาคนอื่นๆ ด้วย” มือผ่ายผอมของเธอกระชับมือของบุตรชายแน่น “ถ้าเป็นไปได้ จงเป็นหมอที่ไม่ได้รักษาแค่โรค แต่ต้องกำจัดความรู้สึกทุกข์ทรมานแบบที่แม่เป็นอยู่ตอนนี้ให้หายไป ให้คนไข้ที่ป่วยแบบแม่ ยอมรับในตัวโรค ยอมรับในวิถีแห่งธรรมชาติ และพาคนไข้เหล่านั้นไปสู่ความสงบสุขในบั้นปลายให้ได้นะลูก”

หลังจากความพยายามช่วยชีวิตอย่างยาวนาน แม่ของเด็กหนุ่มเสียชีวิตในสภาพคาบท่อช่วยหายใจ สายน้ำเกลือที่ต่อจากขวดน้ำเกลือ ยาฆ่าเชื้อและยากระตุ้นหัวใจ สายมอนิเตอร์ระโยงระยาง ผ้าปูเตียงเปียกชื้นไปด้วยเสมหะและเลือดจากการเจาะเลือด บนรถเข็นเตรียมยาของพยาบาลเต็มไปด้วยหลอดบรรจุยาที่ถูกหักใช้ไประหว่างการช่วยชีวิต ผู้คนเดินไปเดินมารอบเตียงเธอเพื่อเก็บกวาดและทำความสะอาด พยาบาลคนหนึ่งเดินมาถอดท่อช่วยหายใจ และสายทุกอย่างออกจากตัวของเธอ และดึงผ้าขึ้นคลุมปิดใบหน้าของผู้เสียชีวิต

ในเมื่อผลสุดท้ายคือความตายเหมือนกัน ทำไมวาระสุดท้ายของแม่ ถึงต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปได้เล่า

ภาพที่คนเป็นลูกวาดเอาไว้ คือการที่เขาได้นั่งอยู่ข้างเตียงพร้อมกับช่อกุหลาบดอกไม้โปรดของเธอ กุมมือมารดาเอาไว้ มองผู้หญิงที่สวยที่สุดของเขานอนหลับไปอย่างสงบ สง่างาม ไร้ความเจ็บปวด ในสถานที่ที่สะอาด สว่าง และสงบ

ภาพที่แม่ของเขาดิ้นทุรนทุรายก่อนเสียชีวิต จึงเป็นภาพที่ไม่มีวันลืมไปได้แม้แต่วินาทีเดียว

กันตภัทรตื่นลืมตาเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เสียงปลุกนี้เป็นเสียงที่แปลกหู เนื่องจากต้นเสียงดังมาจากโทรศัพท์ของเจ้าของอีกคนหนึ่งที่กำลังนอนอยู่ข้างกายเขา แพทย์หนุ่มหันไปมองวสันต์ที่ยังนอนนิ่งไม่ไหวติงราวกับไม่ได้ยินเสียงปลุกเลยแม้แต่น้อย กันต์เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของวสันต์ที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียง เลขนาฬิกาบนหน้าจอแสดงเวลาหกโมงเช้า กันต์กดปิดเสียงปลุก แล้วหันกลับมามองนายตำรวจที่ยังหลับเป็นตาย เขาเข้าใจความเหนื่อยอ่อนหลังควบเวรไม่ได้หลับได้นอนของวสันต์เป็นอย่างดี เมื่อครั้งที่เขาเป็นแพทย์ใช้ทุน แพทย์หนุ่มก็ต้องผ่านการอยู่เวรแบบไม่ได้หลับได้นอนเช่นเดียวกัน การที่วสันต์สลบไปแทบจะในทันทีที่เสร็จกิจก็สมเหตุสมผล

“คุณ” กันต์เอื้อมมือไปเขย่าตัวนายตำรวจ “ผมอยากปล่อยให้คุณนอนต่อนะ ถ้าคุณไม่บอกผมว่าวันนี้ต้องไปทำงานแต่เช้า”

วสันต์ส่งเสียงอือในลำคอเบาๆ ก่อนที่ดวงตาคู่ที่มักมองมาที่กันต์อย่างดื้อดึงตลอดเวลาจะค่อยๆ ลืมขึ้น นายแพทย์ส่งรอยยิ้มให้แทนคำทักทายอารุณสวัสดิ์ แล้วก้มจูบลงไปที่หน้าผากของคนอายุมากกว่า กันต์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่สบายใจหรืออึดอัดใจบางอย่างของวสันต์มาตั้งแต่เมื่อคืน ถึงแม้ว่าจะเป็นวันใหม่แล้ว กันต์ก็ยังคงรับรู้ได้ถึงความตึงเครียดที่ยังไม่จางหาย

“เมื่อไหร่จะเลิกทำคิ้วขมวดครับ คนดี” กันตภัทรใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปตามแนวสันคิ้วของนายตำรวจ และกดนวดที่บริเวณระหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่น

“ผมมีเรื่องต้องคิดเยอะ” วสันต์หลับตาแล้วหันตะแคงหนี นอนนิ่งเหมือนกำลังทำใจครู่หนึ่งแล้วยันกายลุกขึ้นนั่ง ผ้าห่มสีขาวร่วงหล่นจากร่างกายวสันต์เผยให้เห็นเนื้อหนังข้างใต้จนถึงบั้นท้าย ความจริงแล้ววสันต์เป็นคนผิวขาวตามพันธุกรรมของคนเมืองเหนือ คงด้วยความที่เขาตากแดดตากลมบ่อยครั้ง ทำให้ผิวหนังที่โดนแสงแดดบ่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีแทน เป็นสีผิวที่กันต์รู้สึกว่ามีเสน่ห์เหลือเกิน

“มีอะไรที่คุณยังไม่บอกผมรึเปล่า?” กันต์มองตามวสันต์ที่ลุกเดินไปหยิบผ้าขนหนู

“ไม่มี” วสันต์ตอบห้วนๆ

“คุณดูเหมือนกำลังเครียด กังวลอะไรบางอย่าง” กันต์เริ่มใช้วิชาคุยกับคนไข้อย่างเข้าอกเข้าใจ “มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้”

นายตำรวจหันมามองกันต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับต้องการที่จะมองทะลุเข้ามาในจิตใจให้ได้ “ตอนนี้ยังไม่มี ถ้าผมต้องการอะไรผมจะบอกคุณเอง ไม่ต้องคาดคั้น”

กันตภัทรยกสองมือขึ้นยอมแพ้ คนที่เข้าถึงยากอย่างไรก็ยังคงเข้าถึงยากอย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันจนมาถึงขั้นที่นอนด้วยกันเกือบทุกครั้งที่มีโอกาสแล้วก็ตาม

ในตอนนี้ทั้งสองเหมือนกับยังอยู่คนละฝั่งของกำแพงกระจก ที่สามารถมองเห็นใบหน้า แต่ไม่สามารถยื่นมือมาสัมผัสกันได้อย่างแท้จริง

“ครับๆ ไม่ถามแล้วครับ”

นายตำรวจเดินเข้าไปในห้องน้ำไม่พูดไม่จา กันต์ยกสองมือขึ้นประสานรองใต้ศีรษะ มองเพดานห้องของโรงแรมที่เขากับวสันต์เลือกมาใช้เวลายามค่ำคืนด้วยกัน เขาอยากพาวสันต์ไปนอนที่บ้านของเขา ติดที่มีความไม่สะดวกบางอย่างที่ทำให้นายแพทย์ไม่สามารถพาวสันต์ไปค้างคืนด้วยได้ เขาต้องหาวิธีใหม่ อาจจะเป็นการหาบ้านเช่าดีๆ หรือซื้อคอนโดสักห้อง แล้วให้อีกฝ่ายย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน

กันต์จริงจังกับคนคนนี้ จริงจังที่สุดเท่าที่เขาเคยจีบใครสักคนมา ทั้งคู่มีเคมีที่เข้ากันในแบบที่หาได้ยาก จะมีสักกี่คนที่เขารู้สึกถูกชะตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า เขามองเห็นความน่ารักที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ของนายตำรวจผู้ห้าวหาญ เป็นความน่าเอ็นดูบางอย่างที่ถ้าหากไม่ได้ใกล้ชิดก็คงไม่มีวันได้สัมผัส กันต์วาดภาพอนาคตของตนเองไว้กับคนคนนี้ เมื่อมีของมีค่าอยู่ในมือแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นายแพทย์จะไม่ยอมปล่อยวสันต์ไปง่ายๆ เด็ดขาด

ฆาตกรรม

“คิดมากน่า วสันต์” นี่คือประโยคที่รองผู้กำกับสอบสวนเบิร์ดพูดกับวสันต์ตอนที่เขาเข้าไปขอคำปรึกษา “มันอาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวก็ได้ คุณยังไม่ต้องโยงไปเรื่องคนตายคนอื่นๆ โฟกัสที่คดีนี้ให้ได้สรุปสำนวนที่ชัดเจนก่อน”

ใช่ เขาอาจจะคิดมากไปเอง แต่คำคำนี้วนเวียนอยู่ในหัววสันต์ตลอดเวลาที่ได้เห็นข้อมูลคนไข้ระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตในช่วงสามปีที่ผ่านมา แต้ นักวิชาการสาธารณสุขได้ส่งตัวเลขคนไข้ระยะสุดท้ายของตำบลที่ตนทำงานอยู่กับอีกสองตำบลข้างเคียงมาให้วสันต์ ดูผิวเผินแล้วอาจจะเป็นเพียงแค่การเสียชีวิตโดยธรรมชาติของตัวโรคได้ แต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เร็วขึ้นขัดกับการประเมินของทีมรักษาอย่างน่าผิดสังเกตในช่วงสามปี โดยเฉพาะหนึ่งปีที่ผ่านมานี้โดดเด่นมากจนไม่อาจมองข้าม ก่อนหน้านี้ไม่มีใครติดใจเรื่องเหตุตายจนร้องขอชันสูตร มีเพียงแค่เคสล่าสุดเท่านั้นที่ตรวจเจอความผิดปกติ

“เริ่มจากตรงไหนดีวะเนี่ย” วสันต์ยกมือขึ้นลูบผมที่ตัดสั้นจนมองเห็นหนังศีรษะของตน มองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยสำนวนคดี บางทีการไปคุยกับผู้ที่มีความรู้อาจจะช่วยอะไรได้มากกว่านี้ ซึ่งต้องเป็นผู้มีความรู้ที่ไม่ใช่นายแพทย์กันตภัทร เพราะรายนั้นนอกจากจะให้คำตอบที่ไม่ได้ช่วยเขาเท่าไหร่แล้ว ยังชอบทำให้เขาเสียสมาธิไปมากกว่าเดิมเสียอีก

หลังจากส่งผู้ต้องสงสัยคดียาเสพติดเพื่อตรวจที่ห้องตรวจนิติเวชเสร็จสิ้น สารวัตรหนุ่มขอรบกวนเวลานายแพทย์บรรณกิจเพื่อสอบถามเพิ่มเติมเรื่องศพที่ตรวจพบว่ามียากล่อมประสาทปริมาณสูงในเลือดซึ่งถูกระบุว่าเป็นเหตุตาย บรรณกิจพาวสันต์ไปพูดคุยในห้องพักแพทย์บริเวณด้านหลังห้องฉุกเฉิน

“ฆาตกรรมแน่นอนใช่มั้ย หมอบรรณกิจ”

นายแพทย์เม้มปาก สีหน้าครุ่นคิด “ผมว่าด้วยสภาพของคนไข้ ไม่น่าจะฉีดสารตัวนั้นเข้าไปในเส้นเลือดได้ด้วยตัวเองครับ”

“มีพยานพบเห็นการบุกรุกเข้าบ้านในช่วงเวลานั้นโดยที่ไม่มีทรัพย์สินใดๆ หายไป หมอมีความเห็นอะไรมั้ย?”

“ถ้าคนนั้นเป็นคนร้ายจริง ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์แน่ๆ ไม่ใช่แค่ฝีมือการฉีดยาที่ทำให้สงสัย แต่คนคนนี้จะเอาตัวยามาจากไหนถ้าไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องในวงการ” แพทย์หนุ่มเลื่อนสายตาไปมองใบหน้าวสันต์ “สารวัตรลองไปถามที่คลังยาหรือไม่ก็แผนกเภสัชกรรมดูมั้ยครับ ว่ามีการสั่งยาหรือนำยาออกจากคลังแบบผิดปกติรึเปล่า ปกติแล้วห้องยาก็มีระบบบันทึกว่ามียาเข้าออกเท่าไหร่ แพทย์คนไหนเป็นผู้สั่ง ถ้ายาที่ถูกลักลอบออกไปใช้มาจากโรงพยาบาลนี้จริง อาจจะเจอข้อมูลบางอย่างก็ได้”

ต้องขอบคุณนายแพทย์นิติเวชคนนี้ที่สร้างจุดตั้งต้นที่น่าสนใจให้เขา “ถ้าไม่พบอะไรผิดปกติก็แสดงว่ายาน่าจะถูกนำมาจากที่อื่นได้ใช่ไหม?”

“เป็นไปได้ครับ แต่เหตุเกิดในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลนี้ และยาตัวนี้เป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือดที่ไม่ได้หาใช้ได้ทั่วๆ ไป คงมีแค่ที่นี่แหละครับที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด”

“ครับ ขอบคุณหมอมาก ไว้มีอะไรผมจะมารบกวนหมออีก” สารวัตรหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงบอกลา

“ยินดีครับ สารวัตร ผมจะให้ความร่วมมือเต็มที่จนกว่าจะหมดเวลาของผมที่นี่”

“คุณอยู่ต่ออีกแค่ไม่กี่เดือนสินะ น่าเสียดายที่ผมได้มีโอกาสร่วมงานหมอนิติเวชเก่งๆ อย่างคุณแค่แป้บเดียว” วสันต์บอกขอบคุณนายแพทย์อีกสองสามประโยคแล้วขอตัวออกมาจากบริเวณห้องฉุกเฉิน นายตำรวจเดินตรงไปยังประชาสัมพันธ์เพื่อถามทางไปห้องเภสัชกรรมที่อย่างไม่รอช้า เขาอยากเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่มีเวลาในตอนนี้ ชุดเครื่องแบบตำรวจของวสันต์ทำให้โดดเด่นท่ามกลางฝูงชน เลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะตกเป็นเป้าสายตาของเจ้าหน้าที่และคนไข้ไปจนถึงที่หมาย

วสันต์ตัดสินใจเดินเข้าไปหาชายร่างสูงผิวขาวในชุดเสื้อกาวน์สั้นปักชื่อสีเขียวอ่อนว่า ภก.ชาญชัย ที่กำลังง่วนอยู่กับการติดฉลากยาในตะกร้าใบเล็ก

“สวัสดีครับ ผมมีเรื่องจะรบกวนสอบถาม”

เภสัชกรหนุ่มเงยหน้าขึ้นมามองวสันต์ แววตาที่ว่างเปล่าพลันเบิกกว้างและตื่นกลัว ตะกร้าใส่ยาที่อยู่ในมือของเขาร่วงลงไปบนพื้นจนซองยากระจัดกระจาย วสันต์ขมวดคิ้วกับปฏิกริยานี้

“ขอโทษครับ ขอโทษ ผมเป็นคนตกใจแรงไปหน่อย” เภสัชกรหนุ่มหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะรีบก้มเก็บสิ่งของที่เขาทำหล่น วสันต์นั่งลงไปช่วยเก็บซองยากลับใส่ที่เดิม “ขอบคุณครับ”

“พอดีผมกำลังทำคดีเกี่ยวกับคนไข้ที่ได้รับยา Benzodiazepine ทางหลอดเลือดเกินขนาดจนเสียชีวิต” ดวงตาคมปลาบของวสันต์จับจ้องไปที่ใบหน้าของเภสัชกร “ผมอยากถามทางห้องยาว่ามีอะไรที่ผิดปกติเกี่ยวกับการสั่งยากลุ่มนี้รึเปล่า”

เภสัชกรชาญชัยส่ายหน้า วสันต์สังเกตเห็นเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นมาบริเวณขมับ ทั้งสองคนลุกขึ้นยืน “เท่าที่รู้ไม่มีนะครับ อาจจะมีเบิกยาไปเกินเพราะพยาบาลทำแอมป์ยาตกแตกไปบ้าง หรือแพทย์สั่งยาผิดยาซ้ำบ้าง แต่ไม่มีอะไรที่ดูน่าผิดปกติครับ” ชายหนุ่มยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดหน้าผาก เหมือนพยายามหลบเลี่ยงสายตาของนายตำรวจ

“ครับ ขอบคุณครับ” วสันต์มีความรู้สึกว่าเขาต้องไปถามอีกหลายๆ คนเพื่อความมั่นใจ และคนคนนี้มีปฏิกริยาในการตอบคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “ผมจะขอคุยกับคนที่ดูแลคลังยาได้ที่ไหน?”

“คุณตำรวจเดินตามทางเดินด้านซ้ายมือของห้องนี้ ตรงไปที่ห้องหมายเลข 30 ถามหาหัวหน้าคลังยาที่ชื่อว่าสมเกียรติได้เลยครับ”

“เภสัชบอสเสร็จรึยังคะ?” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งร้องเรียกเภสัชหนุ่มผ่านทางช่องกระจก ชายหนุ่มหันไปมองแล้วหันกลับมาหาวสันต์หน้าตื่นๆ

“ผมขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะครับ” เภสัชกรหนุ่มโค้งน้อยๆ เป็นเชิงขอตัวแล้วเดินหาเจ้าหน้าที่ที่รอรับยาจากเขา วสันต์มองกิริยาของคนที่ถูกเรียกว่า 'เภสัชบอส' อยู่พักหนึ่ง จดจำใบหน้า ชื่อ ตำแหน่งที่ทำงานให้ได้แม่นยำ ถึงแม้ว่าข้อมูลอาจจะออกมาว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่อย่างหนึ่งที่ผิดปกติแน่ๆ คือท่าทีแปลกประหลาดของเภสัชกรคนนี้เมื่อได้พบเห็นเขา

วสันต์เดินออกจากห้องจ่ายยาผู้ป่วยในตรงไปยังทิศทางที่เภสัชบอสบอกเอาไว้ เมื่อเดินมาถึงบริเวณที่มีคนไข้นั่งรอตรวจ เขาก็พบคนที่ทำให้เขาต้องรีบหมุนตัวหันหลังกลับ นายแพทย์กันตภัทรเดินออกมาจากห้องตรวจพร้อมกับสีหน้าสุดประหลาดใจเมื่อเห็นสารวัตรหนุ่มยืนเด่นเป็นสง่า ด้วยเครื่องแต่งกายแบบนี้ถึงกันตภัทรจะอยู่ไกลร้อยเมตรก็คงมองเห็นว่าเป็นตำรวจที่ชื่อว่าวสันต์ นายตำรวจหลับตานิ่งไปเพื่อทำใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันหลังไปเผชิญหน้ากับแพทย์หนุ่มที่เดินเข้ามา

“คิดถึงผมจนถึงขั้นมาหาถึงที่เลยเหรอครับ?”

ยิ้มกวนบาทานั้นกระตุ้นให้กำหมัดแน่น ถึงขั้นมีความคิดว่าตำรวจต่อยหมอกลางโรงพยาบาลสักตั้งคงไม่มีใครว่า “หลงตัวเอง ผมมาทำงาน ไม่ได้มาหาคุณ” วสันต์ทำหน้านึกอะไรขึ้นได้ “ไหนๆ คุณก็มาแล้ว ทำตัวให้เป็นประโยชน์สักครั้ง คุณรู้จักเภสัชกรที่ชื่อว่าบอสมั้ย?”

“รู้จักครับ” กันตภัทรตอบทันที

“มีข่าวอะไรเกี่ยวกับเขาบ้างมั้ย?”

“ไม่มีข่าวอะไรเกี่ยวกับเภสัชบอสนะครับ ผมกับเขาไม่ได้สนิทกันมาก เคยเยี่ยมบ้านด้วยกันไม่กี่หน รู้แต่ว่าบอสเขาเป็นคนค่อนข้างขี้อาย ส่วนใหญ่ก็อยู่ในห้องยา ไม่ค่อยออกมาให้ผมเห็นบ่อยเท่าไหร่ หน้าตาค่อนข้างดี ผมเองก็เคยคิดจะจีบอยู่หนหนึ่ง”

คำพูดของกันต์ทำให้วสันต์รู้สึกหัวใจถูกดึงออกจากอกไปเสี้ยววินาทีหนึ่งทั้งที่ไม่มีเหตุผลที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น นายตำรวจมองกันภัทรทางหางตา “ว่าแล้วว่าถามคุณไปก็เปลืองน้ำลายตามเคย”

“ไม่ถามต่อเหรอว่าทำไมผมถึงล้มเลิกความคิดที่จะจีบเขา”

วสันต์หันหลังกลับตั้งท่าจะเดินไปทำงานต่อ “ไม่ถาม เพราะคำตอบของคุณไม่เคยช่วยอะไรผม”

“ผมล้มเลิกเพราะตอนนี้สายตาผมกำลังมืดบอด ไม่สามารถมองเห็นใครได้อีกนอกจากคุณ”

วสันต์หยุดชะงัก สายตาของนายแพทย์จดจ้องไปที่ผมบนศีรษะที่ตัดจนสั้นเกรียน แผ่นหลังกว้างในชุดเครื่องแบบสีกากีนิ่งไม่ไหวติงไปครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเดินต่อไปอย่างหนักแน่นโดยไม่พูดอะไร ระยะห่างของสองชายหนุ่มกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวสันต์เดินเลี้ยวหายไปจากสายตาของกันตภัทร

“ตำรวจรู้แล้ว ทำยังไงดี ทำยังไงดี ทำยังไงดี…” ตลอดเวลากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วที่บอสไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเดินวนไปมารอบห้องพักในบ้านพักข้าราชการและพูดประโยคเดิมซ้ำๆ เหมือนคนบ้า สองมือของชายหนุ่มประสานกันแน่นเพื่อพยายามระงับอาการสั่นที่ควบคุมไม่ได้ เสียงลมหวีดหวิวจากพายุฤดูร้อนภายนอกเทียบไม่ได้เลยกับพายุที่อยู่ในสมองของเขาในขณะนี้ แสงฟ้าแลบแปลบปลาบที่ลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างยิ่งทำให้เขาคลั่ง

“อ้าก!!” แขนแกร่งของชายหนุ่มปัดป่ายไปยังกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยกระเปาะแก้วที่บรรจุยาสีใสพร้อมสำหรับการใช้งาน กล่องใบนั้นร่วงลงสู่พื้น ตามด้วยกระเปาะแก้วที่ร่วงกราวราวกับสายฝน ชายร่างสูงเดินตรงไปที่เตียงนอนแล้วทรุดตัวลงนั่ง ยกสองมือขึ้นกุมขมับ ดวงตาทั้งสองของเขาเบิกกว้างและเต็มไปด้วยความตื่นกลัว

“ทำยังไงดี…”

เสียงฟ้าร้องเป็นเสียงเดียวที่หยุดเสียงในหัวของเขาได้ ถึงแม้จะชั่วคราว แต่ทำให้มือที่สั่นเทาของเภสัชกรหนุ่มหยุดไป ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาแดงก่ำค่อยๆ เหลือบขึ้นมองห้องที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากถูกพายุพัด หนังสือบนชั้นถูกกวาดลงมาอยู่บนพื้นเพราะแรงอาละวาด กระดาษเอกสารกระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ

ที่เขาต้องทำแบบนี้ เพราะความรุนแรง เป็นสิ่งเดียวที่ระงับความกลัวของเขาได้

ดวงตาคมกริบปานกรีดเนื้อให้ได้เลือดของนายตำรวจคนนั้นหลอกหลอนเขาอยู่ทุกวินาที เขาต้องหาวิธีที่จะทำให้มันหายไปจากชีวิตของเขา ก่อนที่เจ้าของดวงตาคู่นั้นจะกลับมาพรากชีวิตทั้งชีวิตของเขาไป

“ฆ่า…ตำรวจ” ไม่มีใครได้ยินคำนี้นอกจากตัวเขาเอง เพราะเป็นคำพูดที่หลุดออกมาจากปากพร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังสนั่น น้ำตาของเภสัชกรก็เช่นกัน มันไหลออกมาพร้อมกับท้องฟ้าภายนอกที่กำลังเริ่มร่ำไห้ น้ำฝนหล่นกระทบกับหลังคาบ้านพักข้าราชการดังครืน กลบเสียงพูดของชายหนุ่มไปเสียสิ้น


พูดคุยถึงเรื่องนี้อย่าลืม #การุณยฆาต ด้วยน้า ><

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น