พาพราว

:)

บทที่ 2 บัวลอย! | 35%

ชื่อตอน : บทที่ 2 บัวลอย! | 35%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 424

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ค. 2562 18:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 บัวลอย! | 35%
แบบอักษร

บทที่ 2

บัวลอย!

“กานต์! ไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไรอะไร ให้เราช่วยดีกว่า”

รักนรินทร์จ้องหน้าเพื่อนชายที่แย่งบัวรดน้ำสีฟ้าจากมือเธอไป ครั้นสู้ความรั้นของเขาไม่ได้ก็ยอมปล่อยมือในที่สุด เอื้อกานต์มักมีน้ำใจกับเธอเสมอ แต่ชอบมาแบบทีเผลอให้เธอตั้งตัวไม่ทันอยู่ร่ำไป

“ขอบคุณนะกานต์” ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจแล้วยิ้มสดใสตามแบบฉบับดาวโรงเรียน

“อื้อ...” เขาพยักหน้าส่งๆ หิ้วบัวสีฟ้าไปทางสระน้ำโดยไว คล้ายไม่ได้ใส่ใจรอยยิ้มนั้น

เมื่อกลับมาที่แปลงผักอีกครั้งก็เห็นคนน่ารักนั่งถอนวัชพืชอย่างตั้งใจ จึงอาศัยจังหวะนี้แกล้งให้เธอตกใจเล่น

“กานต์!” เด็กสาวรีบขยับตัวหนีสายน้ำจากบัวในมือเขาที่เอาแต่เหวี่ยงมาแกล้งกัน

“ชื่อน้ำแต่กลัวน้ำ” เอื้อกานต์หัวเราะชอบใจ ยิ้มหยอกอย่างอารมณ์ดี

“เอามาเลย เดี๋ยวเรารดเอง” เธอพยายามขึ้นเสียง แต่ก็ยังดูอ่อนโยนนุ่มนวล

“ดุก็เป็น” แซวเล่นแล้วเดินขนาบกลางระหว่างสองแปลง กางแขนรดทั้งของเขาและเธอไปพร้อมกัน

รักนรินทร์ขี้เกียจจะค้าน เลยนั่งลงพรวนดินต่อไปเงียบๆ อันที่จริงเธอไม่ค่อยสนิทกับเขาสักเท่าไหร่ เลยไม่รู้จะชวนคุยอะไรดี  

“แล้วนี่เพื่อนไปไหนหมด” เขาถามหลังจากรดน้ำเสร็จ ก้าวมานั่งอีกฝั่งของแปลงตรงข้ามเธอ ลอบมองมือขาวๆ เลอะเศษดิน

เด็กสาวเงยหน้ามองคนถาม ความสวยทำให้เธอต้องระวังตัว แต่เพราะแววตาเขาจริงใจจึงยอมตอบไปตามความจริง “เพื่อนกลับแล้ว เรามัวแต่ไปซ้อมดรัมฯ เพิ่งเลิก กานต์ล่ะ เย็นแล้วไม่กลับบ้านเหรอ”

“ก็...กำลังจะกลับ”

“กลับเลยก็ได้ เดี๋ยวเราเก็บบัวให้เอง”

เขามองไปรอบๆ ไม่เห็นใครในบริเวณแปลงผักหลังโรงเรียน “อยู่คนเดียว ไม่กลัวเหรอ”

“...กลัวอะไร” หน้าตาเธอสงสัยปนระแวง

“ก็...ลุงภารโรงไง”

ภายในอาคารไม้เก่าแก่ หลอดไฟใช้การไม่ได้ ต้องอาศัยแสงสว่างรางๆ ที่ส่องผ่านช่องว่างระหว่างซี่ไม้เหนือหน้าต่าง มีกลิ่นอับชื้นและกลิ่นปุ๋ยเคมีลอยจางๆ ไหนจะอุปกรณ์ทางการเกษตรที่วางไว้อย่างระเกะระกะ ฝุ่นหนาเขรอะพร้อมหยากไย่ ชวนให้รู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย

“แกไปดิพีช” พู่กันดันหลังเพื่อน

“ไม่เอา แกแหละเข้าไปก่อน”  

“แกสิ แกเป็นหัวหน้าห้อง”

แพรพิชชากลั้นใจ เดินลึกเข้าไปในห้องเกษตรที่ร้างไม่ต่างจากบ้านผีสิง ยิ่งในเวลาโพล้เพล้แบบนี้ก็ยิ่งน่ากลัว พยายามเพ่งสายตาหาถุงพลาสติกสีส้มซึ่งบรรจุเอกสารประกอบการเรียนที่อาจารย์สั่งให้นำไปถ่ายเอกสารเพื่อแจกเพื่อนร่วมห้อง

“เจอยัง” พู่กันที่ยืนอยู่ตรงกรอบประตูถามเสียงเบา

“ยัง...” เธอตอบ เดินลึกเข้าไปตรงซอกหนึ่งซึ่งมีตู้เก็บของเก่าคร่ำครึ พยายามเลื่อนเปิดบานกระจกฝืดๆ จนได้ยินเสียงครืดคราดดังท่ามกลางความเงียบวังเวง หันไปมองด้านหลังก็ยังเห็นเพื่อนสนิทยืนรออยู่ตรงประตู

แต่จู่ๆ แพรพิชชาก็สะดุ้งตัวโยน ตกใจเนื่องจากมีอะไรบางอย่างสั่นระรัวอยู่ในกระเป๋ากระโปรง

อ่อ...โทรศัพท์มือถือ ล้วงออกมาดูก็พบว่าศิรินโทร. มา

“เซ่ แกแน่ใจนะว่าอยู่ในนี้ ไม่เห็นจะมีเลย ถุงส้มๆ อะไรนั่นน่ะ แล้วทำไมจารย์เป็ดต้องเอามาเก็บไว้ในนี้ด้วย” เด็กหญิงรัวใส่เพื่อนที่รับคำสั่งจากอาจารย์มาบอกเธออีกต่อหนึ่ง

“ไม่รู้อ้ะ ก็จารย์บอกลืมไว้ในนั้น แกลองหาดีๆ”

“งูจะฉกฉันตายไหม รกฉิบหาย” หัวหน้าห้องที่มีความรับผิดชอบเป็นเลิศปิดตู้ แล้วเริ่มสำรวจส่วนอื่นๆ ของห้องอย่างตั้งใจ พลางบ่นเพื่อนในสายไปด้วย “แกนะแก น่าจะบอกให้เร็วกว่านี้ แล้วมีหน้ามาชิ่งกลับก่อน มืดก็มืด”

“เออ ก็คนมันลืม ทำไม กลัวผีเหรอ”

“อย่ามาอำ! ไม่ขำนะเว้ย”

“ไม่อำก็ได้ แกลองเงยหน้ามองดิ มีอะไรห้อยๆ ไหม”

“ไม่มี! มีแต่จอบ!” แพรพิชชาประชด มองไปยังผนังฝั่งหนึ่งซึ่งตีราวไม้ไว้สอดจอบ เสียมและคราด

“เห็นคานไหม” ศิรินถามเสียงแผ่ว

“...” เด็กหญิงในห้องสลัวเงยหน้ามองตามคำถามชี้นำของเพื่อน เลื่อนสายตาไปตามคานไม้ที่มีหยากไย่เกาะรุงรัง มีเชือกเก่าๆ พันอยู่

“ตรงนั้นน่ะ...ที่ลุงภารโรงผูกคอตาย!”

ปัง*!!!*

ประตูไม้แบบสองบานเลื่อนปิดพร้อมกันเสียงดังลั่นหลังจากนั้น พู่กันหายไป!

...ไม่มีใครในห้องนี้ นอกจากเธอ

แพรพิชชาหลับหูหลับตาแล้วพุ่งไปที่ประตู กระโจนพรวดสุดแรงด้วยความกลัว วิ่งแบบไม่รู้ทิศทาง พลางตะโกนเรียกหาเพื่อนสนิทด้วยเสียงสั่นๆ ขนลุกขนชัน    

พลันนั้นก็ชนเข้ากับใครบางคนอย่างรุนแรงที่มุมอาคาร

บัวรดน้ำสองอันลอยคว้างขึ้นไปกลางอากาศ น้ำที่เหลือค้างด้านในกระจายตัวเป็นหยดเล็กๆ หล่นลงมา

“เฮ้ย!!!” เอื้อกานต์หงายหลังล้มกระแทกพื้นหญ้าหนานุ่ม ตั้งหลักไม่ทัน

ส่วนแพรพิชชาที่ยังหลับตาจมอยู่กับความกลัวนั้นเอาแต่กอดเขาไว้แน่น พึมพำแทบไม่เป็นคำ เธอไม่รู้หรอกว่าใคร แต่ในนาทีนี้ขอแค่ใครสักคน ใครก็ได้ที่ยังไม่ผูกคอตาย ยังหายใจอยู่

“...!” เขาอึ้งไปหลายวินาทีที่จู่ๆ ก็มีรุ่นน้องพุ่งเข้าใส่ขนาดนี้

คนตัวสั่นเริ่มได้สติ รับรู้ถึงความอุ่นนุ่มของสิ่งที่รองรับตัวเองไว้ ได้กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจางๆ

“น้อง...เป็นอะไร” เอื้อกานต์ถาม กุมไหล่เด็กหญิงที่นอนซบอยู่บนตัวแล้วดันขึ้นเบาๆ เริ่มเห็นว่าท่าทางเธอไม่ปกติ คล้ายวิ่งหนีอะไรมา

“...?” แพรพิชชารีบเงยหน้ามองเจ้าของเสียงคุ้นหู กระทั่งรู้ว่าเป็นใครก็แทบไปไม่เป็น

ใจเต้นแรงเพียงได้สบตาคู่นั้นในระยะนี้

...รู้จักวิธีตกหลุมรักเป็นครั้งแรกตอนอายุสิบสี่



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น