Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 35 Unexpected

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 15:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 35 Unexpected
แบบอักษร

 

Chapter 35 Unexpected 

ประเทศไทย

แสงแดดยามเช้าทอดลงบนใบหน้าของชายหนุ่มเจ้าของบ้านวอลเทอร์คนปัจจุบัน ซันขยับเปลือกตาเล็กน้อยก่อนที่จะหันกลับไปอีกด้านซุกตัวลงกับอกแน่นๆ ของฝรั่งตัวโตที่นอนอยู่ด้านข้างอย่างพยายามหลบหนีแสงแดดที่ส่องลงมา เรียวขาเปลือยเปล่าพัวพันกันจนแยกไม่ออกว่าขาใครเป็นขาใคร

ไลโอเนลขยับตัวกระชับกอดคนที่ซุกอยู่ตรงอก ลมหายใจร้อนผ่าวของอีกฝ่ายทำให้เขามีความต้องการขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเช้าเป็นเวลาที่อะไรๆมันมักจะขยับยุกยิกอยู่แล้ว ซันลืมตาโพลงเมื่อสัมผัสของแข็งๆบางอย่างได้ที่ต้นขา ชายหนุ่มยกขาขึ้นยันหน้าท้องของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง

โครม! 

“โอ๊ย”

เสียงแรกเป็นเสียงของคนที่โดนถีบตกลงไปบนพื้น ส่วนอีกเสียงเป็นเสียงของผู้กระทำที่ไม่ดูสังขารของตัวเอง ชายหนุ่มออกแรงมากเกินไปจนสะเทือนไปถึงสะโพก เขายกมือขึ้นนวดเอวไปมาซี้ดปากด้วยความเจ็บปวด “ยังจะนั่งอยู่อีก เพราะใครล่ะ ลุกขึ้นมานวดให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย”

ไลโอเนลลุกพรวดพราดขึ้นมาขยับตัวเข้ามาตั้งใจจะนวดให้อีกฝ่าย แต่ดูเหมือนซันจะโกรธมากจริงๆ เพราะจู่ๆก็หันหน้าหนีไปอีกทางเสียอย่างนั้น “รีบไปจัดการตัวเองก่อนเถอะ เสร็จแล้วรีบกลับมาด้วย”

ชายหนุ่มตัวโตก้มลงมองด้านล่าง ก่อนที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำตามที่อีกฝ่ายบอก

ซันนั่งนวดเอวของตัวเองไปมา คิดไปว่าพวกเขามาถึงจุดนี้กันได้ยังไง

คงต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เขาพยายามติดต่อญาติสนิททางฝั่งพ่อที่พอจะมีอิทธิพลทางธุรกิจด้านมืดอยู่บ้างถึงขนาดต้องขอให้อาภาคภูมิช่วยติดต่อเพื่อให้ช่วยน้องชายของเขากลับมา แต่ก็โดนไอ้ฝรั่งบ้านี่รู้เข้าอีกจนได้ จำได้ว่าทะเลาะกันยกใหญ่ จนสุดท้ายก็โดนหมอนั่นขังให้อยู่ในบ้าน และดูเหมือนญาติของเขาจะทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้เลยสักนิด เขาเองก็โดนขังอยู่ในห้อง ในช่วงที่กำลังรู้สึกผิดกับการเป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องอยู่นั้น ไลโอเนลก็พูดคำพูดหนึ่งออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

'ผมอยากอยู่กับคุณที่นี่นะครับซัน คุณอยากได้น้องชายกลับมา แต่ผมไม่อยากให้เขากลับมา' 

จำได้ว่าต่อยหมอนั่นไปหลายหมัด ไปๆมาๆก็โดนกินซะได้

เมื่อไม่กี่วันก่อนน้องชายก็พึ่งโทรมาบอกว่าตัวเองสบายดีแถมกลายเป็น ‘คนรัก’ กับไอ้มาเฟียนั่นเรียบร้อยแล้ว แถมกำลังจะย้ายไปอยู่กินที่บ้านมันอีก ซันอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือดถึงแม้ว่าน้องชายจะดูมีความสุขดีก็เถอะ แต่พอรู้ว่าอาคิน้อยของเขากำลังจะมีแฟน ซันก็อยากจะบินไปแหกอกเจ้าบ้านั่นถึงเยอรมันติดที่ว่าทำไม่ได้นั่นล่ะ

ในเมื่อทำเจ้านายไม่ได้ก็ต้องจัดการลูกน้องซะ

“รีบๆทำแล้วออกมานวดเอวให้ฉันได้แล้ว!”

 

คฤหาสน์ตระกูลออสซินี่

เด็กหนุ่มผมดำกำลังนอนจ้องมองใบหน้ายามหลับใหลของใครอีกคนอยู่เงียบๆ ปอยผมสีบลอนด์ทองยุ่งเหยิงตกลงมาปิดดวงตาที่ยังปิดสนิทของอีกฝ่าย อคิราห์ปัดมันออกอย่างแผ่วเบาพลางลูบขนตาสีทองเล่นไปมา ใบหน้าขาวซีดดูผ่อนคลายผิดกับเวลาปกติที่มักจะฉาบไปด้วยหน้ากากที่เจ้าตัวสร้างขึ้นมาจนถอดแทบจะไม่ออก ริมฝีปากบางเฉียบปิดสนิทไร้ซึ่งรอยยิ้ม ร่างกายที่ออกจะเย็นกว่าคนทั่วไปที่แนบชิดอยู่ด้วยกันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหนาวเย็นแม้แต่น้อย

อคิราห์มองดูอีกฝ่ายอยู่เงียบๆมาเกือบสิบนาที พยายามย้อนคิดว่าตัวเองเริ่มชอบคนๆนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาอดรู้สึกไม่ได้คือการได้รับโอกาสมีชีวิตอีกครั้งเป็นอะไรที่คุ้มค่าเหลือเกิน พอคิดถึงชีวิตครั้งก่อน เขาก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่านั่นเรียกว่าการใช้ชีวิตได้รึเปล่า หากแต่จู่ๆเด็กหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่เคยวางอย่างสงบนิ่งบนแผ่นหลังเริ่มเลื่อนต่ำลงเรื่อยๆ และในขณะที่มันกำลังเลื้อยลงไปที่สะโพก เขาเลยต้องหยุดการเคลื่อนไหวของมันเอาไว้ก่อนโดยเอื้อมมือไปจับมือปลาหมึกนั่นแล้วพลิกมันออกอย่างแรงจนคนที่ยังหลับตาอยู่ต้องลืมตาโพลง

“ที่รัก ฉันปล่อยให้เธอจ้องฉันอยู่ตั้งนาน ขอรางวัลหน่อยไม่ได้รึไง ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ร่างกายต้องการความกระปรี้กระเปร่านะ” ชายหนุ่มพูดขึ้นพลางบีบนวดข้อมือตัวเองไปมาด้วยสีหน้าของคนที่โดนทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรง

ฝ่ายเด็กหนุ่มที่หลุดพ้นจากอุ้งมือมารออกมาได้ก็กำลังสวมเสื้อตัวใหญ่ที่ตกอยู่ข้างเตียงอย่างลวกๆ ไม่แม้แต่พยายามที่จะติดกระดุมให้เรียบร้อย ก้าวเดินดุ่มๆไปยังห้องน้ำทันที สาเหตุแรกคือเขาไม่อยากหันกลับไปคุยกับมิคาเอลที่กลับมาเป็นเทวทูตกวนประสาทคนเดิม และอีกสาเหตุหนึ่งคือถ้ายังอยู่ใกล้มือหมอนี่มากเกินไป เขาอาจจะไม่ได้ลุกออกไปไหนจริงๆ

ฝั่งคนที่ยังนั่งเอนหลังอยู่บนเตียงกว้างก็ต้องหยุดบีบนวดฝ่ามือตัวเองลงอย่างลืมตัวเนื่องจากสมาธิของเขากำลังจดจ่อกับเส้นสายลำตัวด้านหลังของใครบางคน ตั้งแต่ช่วงขาเรียวยาวขึ้นไปถึงสะโพกที่โผล่ออกมาตามชายเสื้อวับๆแวมๆ ตามจังหวะการก้าวเดิน โดยเฉพาะเวลาที่เด็กหนุ่มเหลียวกลับมามองด้านหลัง มิคาเอลก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป “ที่รักรอฉันด้วย”

ปัง... 

“...”

 

“อรุณสวัสดิ์อคิราห์ อาการปวดที่แขนดีขึ้นรึเปล่า” เรเวนที่กำลังเดินมาพร้อมกับลุคทักทายเด็กหนุ่มที่เดินลงมาจากบันไดชั้นบนพร้อมกับเจ้านายที่ดูอารมณ์ดีแตกต่างจากช่วงเวลาก่อนที่จะมีเด็กหนุ่มคนนี้เข้ามามากโข

“ครับ ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณคุณเรเวนอีกครั้งนะครับ”

“เรียกฉันว่าเรเวนเฉยๆก็ได้ ถ้าไม่รังเกียจจะเรียกว่าพี่เรเวนตามลุคก็ได้นะ” ชายหนุ่มในชุดคลุมยาวยิ้มบาง ห่วงเหล็กสีเงินที่สะท้อนแสงไฟทำให้มิคาเอลรู้สึกรำคาญสายตาเป็นพิเศษ

“ทั้งสองคนสนใจไปทานอาหารเช้าด้วยกันมั้ยครับ”

“เชิญตามสบาย ฉันกับลุคทานกันเรียบร้อยแล้วล่ะ”

“อย่ามัวแต่คุยกับหมอนี่เลย ไปกันเถอะ” มิคาเอลพูดพลางโอบแขนรอบเอวของเด็กหนุ่มให้เดินไปด้วยกัน     จนอคิราห์ต้องหันไปค้อมหัวให้เรเวนเล็กน้อยก่อนเดินออกมา ความรู้สึกที่ถูกโอบเอวให้เดินตามเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนเกินไป อคิราห์ก้าวขาเร็วขึ้นเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุมแต่มิคาเอลก็ยังกระชับเอวของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย “ปล่อยก่อนเถอะครับ”

“ไม่ชอบให้ฉันโอบ?” ชายหนุ่มพูดขึ้นทั้งพยายามคลอเคลียที่ริมใบหูของอคิราห์ไม่ห่างไม่ได้สนใจเหล่าพ่อบ้านแม่บ้านที่ยืนรออยู่ในห้องอาหารเลยแม้แต่น้อย

“มันเดินลำบากครับ” อคิราห์พูดทั้งผละเดินออกมานั่งประจำตำแหน่งของตัวเอง

มิคาเอลไม่ได้ว่าอะไร เขานั่งลงทานอาหารเลิกล้อเด็กหนุ่มตรงหน้าเล่นชั่วคราว “อาทิตย์นี้คฤหาสน์จะวุ่นวายอยู่สักหน่อย เธอคงจะเห็นแล้วว่าที่โถงด้านหน้ามีคนพลุกพล่านเป็นพิเศษ เพราะสุดสัปดาห์นี้จะมีงานครบรอบการก่อตั้งของตระกูล ถ้าทำได้ฉันก็อยากจะยกเลิกเรื่องไร้สาระนี่เหมือนกัน” แต่พวกคนแก่ที่ยังเหลืออยู่ไม่มีทางยินยอมและมันก็เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวจนเกินไป เขาไม่อยากจะไปเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ มิคาเอลคิดต่อในใจ

ฝั่งอคิราห์ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ สัญชาตญาณระวังภัยของเขากำลังร้องเตือนว่าอาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น หากแต่การแฝงตัวเข้ามาเพื่อจัดการใครสักคนโดยเฉพาะเจ้าของบ้านเป็นอะไรที่เสี่ยงตายมากสำหรับเหล่านักฆ่า โดยเฉพาะตระกูลออสซินี่ โอกาสรอดกลับไปเรียกได้ว่าศูนย์ แต่ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครทำภารกิจฆ่าผู้นำองค์กรในคฤหาสน์สำเร็จมาก่อน

ยกตัวอย่างเช่นคนที่กำลังนั่งทานซาลามี่อยู่เงียบๆ ตรงนี้...

“ที่รัก เธอไม่ควรคิดถึงเรื่องอื่นในเวลาทานอาหารเช้าที่สุดแสนจะสำคัญกับคนรักที่แสนจะเพอร์เฟคอย่างฉันนะรู้รึเปล่า” เด็กหนุ่มหลุดออกจากภวังค์เงยหน้าขึ้นมองคนที่นั่งด้านข้างทั้งยังยกส้อมที่มีมินิคอกเทลขึ้นมาจิ้มริมฝีปากด้านล่างของเขาเบาๆ อคิราห์อ้าปากงับมันเข้าไปหลังจากนั้นก็หันกลับไปทานของตัวเองต่อ

มิคาเอลนั่งยิ้มมองดูอีกฝ่ายอย่างรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก “เด็กดี วันนี้เธออยากทำอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

“ผมอยากลงไปชั้นใต้ดินอีกครับ”

หลังจากได้ยินคำขอของเด็กหนุ่ม คนอารมณ์ดีก็หุบปากลงฉับ “ฉันไม่อนุญาตให้เธอไปสู้กับใครอีกนอกจากฉัน อีกอย่างแขนของเธอก็ยังไม่หายดี”

“ผมขอไปนั่งดูเฉยๆ ก็ได้นี่ครับ”

“ฉันกำลังไปที่ห้องทำงาน สนใจไปนั่งเล่นที่ห้องทำงานกับฉันรึเปล่า”

“ไม่ครับ” คำตอบที่ออกมาอย่างรวดเร็วทำให้มิคาเอลรู้สึกว่าต้องทำใจสักพัก

“เธอไม่อยากอยู่กับฉันงั้นเหรอ” น้ำเสียงที่ราวกับโดนทำร้ายจิตใจถูกเอ่ยออกมาอีกครั้งโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนที่ยังยืนอยู่ในห้องอาหารแห่งนี้แม้แต่น้อยว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไงที่ได้เห็นชายผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลออสซินี่กำลังพูดจาราวกับกำลังออดอ้อนเด็กหนุ่มที่ยังคงสีหน้าเรียบเฉยตลอดเวลาคนหนึ่ง เรื่องมันชักจะกลับตาลปัตรไปกันใหญ่แล้ว

“ผมอยู่กับคุณแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วนะครับ” เด็กหนุ่มหันมาพูดด้วยท่าทางจริงจัง ฝ่ายมิคาเอลก็ได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายอย่างใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่จะยอมอนุญาตในที่สุด

“เอาเถอะ ฉันตามใจเธออยู่แล้ว” มิคาเอลพูดอย่างรู้สึกจนใจก่อนที่จะหันไปเรียกพ่อบ้านคนหนึ่งให้ไปตามตัวลุคมา

“ฉันจะให้ลุคเป็นคนคอยดูแลเธอ ให้เวลาแค่สองชั่วโมง ฉันจะรออยู่ในห้องทำงาน เข้าใจมั้ย”

“ขอบคุณครับ”

“ไหนล่ะรางวัลของฉัน” ชายหนุ่มยกกาแฟขึ้นมาจิบคำหนึ่ง ทวงถามสิ่งที่ตนเองควรได้

อคิราห์ใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะโน้มตัวเข้าไปจูบอีกฝ่ายเร็วๆตั้งแต่หน้าผากแก้มทั้งสองข้าง จมูก ปลายคางและจบลงที่ริมฝีปาก การจู่โจมอย่างไม่คาดคิดทำให้ชายหนุ่มที่ยังนั่งอยู่ที่เดิมมึนงงก่อนที่จะรู้สึกตัวอีกครั้งก็ในตอนที่เห็นแผ่นหลังของอีกฝ่ายเดินออกไปไวๆ

มิคาเอลมีเวลาจมอยู่กับความรู้สึกอิ่มเอมของตัวเองเพียงไม่นานลุคก็เดินเข้ามา “ตามอคิราห์ไป อีกอย่างเรื่องที่ฉันให้ไปจัดการไปถึงไหนแล้ว”

“ต้องใช้เวลาอีกอาทิตย์หนึ่งครับท่าน”

“เร่งให้เร็วกว่านี้ ไปได้”

“ครับ”

 

อคิราห์เดินไปตามเส้นทางเดิมที่มิคาเอลเคยนำมาโดยมีลุคคอยประกบอยู่ด้านหลัง วันนี้เด็กหนุ่มก็ยังแต่งตัวอย่างเรียบง่ายเหมือนทุกวัน หากแต่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่เกินไซต์ที่แม่บ้านจัดมาผิดยิ่งทำให้รูปร่างของเขาดูผอมบางยิ่งกว่าเดิมจนคนที่เดินตามอยู่ด้านหลังอดคิดไม่ได้ว่าคนเราไม่ควรประเมินคนเพียงแค่รูปร่างหน้าตาจริงๆ เพียงแต่เดินไปไม่นานก็ต้องพบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญเสียก่อน

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณลุค คุณอคิราห์ เช้านี้อากาศดีนะครับ ไม่ทราบว่าคุณสองคนจะไปไหนกันงั้นเหรอครับ ผมขอไปด้วยคนได้รึเปล่า” เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักเผยรอยยิ้มสว่างสดใสมาแต่ไกลพลางก้าวเร็วๆ มาหาอีกสองคนที่หยุดยืนอยู่กับที่

“อรุณสวัสดิ์” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบเรียบๆ

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณคาเรน พวกเรากำลังไปที่ศูนย์ฝึกซ้อม คุณมีธุระอะไรรึเปล่าครับ”

“ว้าว ฟังดูน่าตื่นเต้นจังเลย ผมขอไปด้วยคนได้มั้ยครับ”

"เรื่องนี้ผมเกรงว่า...”

โดยไม่ฟังคำตอบจากลุค คาเรนก้าวเข้าไปจับมืออคิราห์อย่างรวดเร็วแต่อีกฝ่ายกลับถอยไปด้านหลังก่อนที่จะเขาเอื้อมถึงจนคาเรนต้องชะงักนิ่งไป

“ขอโทษด้วย ฉันแค่ไม่ชอบให้ใครเข้ามาประชิดตัว”

คนที่ดูหน้าเสียไปปรับสีหน้ากลับมายิ้มแย้มเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว “ไม่เป็นไรครับ ก็เรายังไม่สนิทกันนี่เนอะ ผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณอคิราห์นะครับ ที่เข้าไปเมื่อกี้แค่อยากให้คุณช่วยพาไปที่ศูนย์ฝึกด้วยแค่นั้นเอง แต่ถ้าไม่ได้...” เด็กหนุ่มผู้ร่าเริงหน้าหมองลงจนใครที่เห็นภาพตรงหน้าก็พากันอยากจะเดินเข้าไปปลอบใจทั้งนั้น เพียงแต่

“อืมก็ไม่ได้นั่นล่ะ เรื่องนี้คงต้องไปขอมิคาเอลดู ฉันพานายเข้าไปไม่ได้หรอก”

“แต่คุณมิคาเอลก็ยอมให้คุณเข้าไปนี่ครับ!” คาเรนตะโกนออกมาก่อนที่จะชะงักไปเมื่อรู้สึกตัว ถึงอย่างนั้นสีหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็ยังไม่เปลี่ยน ทำราวกับเขาเป็นมดแมลงตัวหนึ่งที่ไม่มีค่าให้สนใจ เด็กหนุ่มข่มกลั้นความคิดของตัวเอง ค่อยๆเผยอยิ้มออกมา “เอ่อ ขอโทษครับ ผมแค่คิดว่าคุณก็เข้าไปได้ ที่นั่นก็น่าจะเป็นแค่ศูนย์ฝึกธรรมดา ถ้ายังไงผมขอตัวก่อนนะครับ เชิญพวกคุณตามสบาย” คาเรนพูดอย่างไม่มั่นใจก่อนที่จะเดินออกไปเร็วๆ โดยไม่มีใครมองเห็นสีหน้าบิดเบี้ยวของเขาได้แม้แต่คนเดียว

อคิราห์มองตามหลังอีกฝ่ายไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเลิกสนใจ เดินไปยังจุดหมายปลายทางของตัวเอง

 

ทันทีที่ประตูบานเดิมถูกเปิดออกอีกครั้ง ผู้คนด้านในนั้นในทีแรกไม่มีใครให้ความสนใจต่อผู้มาใหม่ หากแต่เมื่อมีคนที่จ้องมองอยู่จุดเดิมหนึ่งคนก็มีคนหันไปมองดูในทิศเดียวกันจนตอนนี้แทบทุกสายตาต่างก็มองมายังคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักของนายท่านโดยพร้อมเพรียงกันก่อนที่จะมองไปยังด้านหลังแล้วก้มหัวลงทักทายทั้งคู่

“ทำตัวตามปกติเถอะ” แม้ว่าลุคจะพูดเช่นนั้นแต่เห็นได้ชัดว่ายังมีอีกหลายคนที่มองมาที่เด็กหนุ่มด้วยสายตาที่แตกต่างกัน

อคิราห์ไม่ได้สนใจมากนัก เขาเดินไปนั่งที่บาร์ด้านข้างอย่างเงียบๆโดยมีผู้คุมอย่างลุคนั่งอยู่ด้านข้าง ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเหล่าคนที่นั่งอยู่ในบาร์แห่งนี้จะยังพูดคุยกันตามปกติแต่ทุกคนก็ยังสังเกตดูการเคลื่อนไหวของคนมาใหม่อยู่ตลอดเวลา

“อึดอัดรึเปล่าครับ”

อคิราห์ส่ายหน้าพลางหันไปมองคนที่กำลังต่อสู้อยู่บนเวที

“ยินดีต้อนรับอีกครั้งครับคุณอคิราห์และสวัสดีครับลุค ไม่ได้พบกันนานเหมือนกันนะ สบายดีใช่มั้ย”

“ครับ ผมสบายดี”

ชายหน้าบากคนเดิมเดินเข้ามาทักทายคนทั้งคู่อย่างเป็นมิตร เขานั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงด้านข้างลุคก่อนที่จะหันมาพูดกับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านในสุด “เมื่อวานคุณดูอาการไม่ค่อยดี ตอนนี้ดีขึ้นรึยังครับ” เขาเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานทั้งยังเป็นคนแรกๆที่หยิบปืนขึ้นมาเล็งไปยังเด็กหนุ่มอีกด้วย คำถามนี้ที่จริงแล้วเขาอยากจะถามทั้งเรื่องร่างกายและเรื่องจิตใจแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจรึเปล่า

และแน่นอน อคิราห์เข้าใจคำถามของคนๆนี้ดี “ครับ ดีขึ้นมากทีเดียว”

“ฮ่าฮ่า ถ้างั้นก็ดีแล้วครับ ดีแล้ว เฮ้ยไอ้เด็กใหม่ ไปเอาน้ำอะไรมาให้คุณเขากินหน่อย!”

“ครับ หัวหน้า!”

หลังจากหันไปตะโกนใส่ลูกน้องเขาก็หันกลับมาคุยกับคนรักของเจ้านายอีกครั้ง

“คุณทำให้พวกผมอึ้งกันไปหมด การเคลื่อนไหวของคุณยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะตอนที่คุณล้มเจ้ายักษ์นั่นมันน่าประทับใจมาก ผมคิดถึงคำพูดของท่านทั้งคืนจนในที่สุดก็เข้าใจ คุณนี่มันร้ายกาจจริงๆ ถ้าคุณออกแรงอีกนิดหมอนั้นต้องตายแน่ ทักษะการฆ่าของคุณมันระดับ เฮ้ย! ระวังหน่อยสิวะเด็กใหม่ ใครมันเอาไอ้หมอนี่เข้ามาให้ตายเหอะ”

“ขอโทษครับ ผมไม่ระวังเอง ขอโทษครับ” ชายคนนั้นก้มหัวขอโทษซ้ำๆ หลังจากทำแก้วน้ำส้มหกรดบนโต๊ะจนไหลลงมาโดนกางเกงของอคิราห์ เขาพยายามช่วยเช็ดบนกางเกงของเด็กหนุ่ม ทำให้คนหน้าบากอารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม

“พอเลย ไม่มีอะไรทำก็ขึ้นไปซ้อม เฮ้ย! เอาหมอนี่ขึ้นไปอัดหน่อย”

ชายคนนั้นถูกคนอื่นทั้งผลักทั้งดันให้ขึ้นไปบนเวที เขามีท่าทางกังวลในทีแรกแต่ก็ยังหันกลับมามองเด็กหนุ่มด้านล่างอย่างไม่ตั้งใจ

ทันทีที่สบตากันเวลาของเด็กหนุ่มผมดำก็เหมือนหยุดลง

“ขอโทษแทนหมอนี่ด้วยจริงๆ หมอนี่พึ่งเข้ามาใหม่พร้อมกับคนอื่นเมื่อสองเดือนก่อนแต่ไอ้ความงุ่มง่ามของมันนี่แหละ ทุกคนเลยยังเรียกว่าเด็กใหม่ ถ้าไม่นับเวลาปกติ ตอนเริ่มต่อสู้หมอนี่ก็ถือว่าฝีมือใช้ได้เลย แต่ก็ยังต้องฝึกกันอีกนานล่ะนะ ผมก็อยากเอามันมาใช้งานเป็นเบ๊เฉยๆอยู่เหมือนกัน นั่นไง คุณลองดู”

โดยไม่ต้องให้ใครบอก เขาจับตาดูการเคลื่อนไหวของคนที่อยู่บนเวทีตาไม่กะพริบตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะเมื่อชายคนนั้นล้มลงไปกองบนเวทีและมีเสียงเฮรอบๆ อคิราห์ก็ไม่รับรู้อะไรอีก ร่างกายของเขาชาวาบ เหงื่อไหลชุ่มบนแผ่นหลังเป็นวงกว้าง

‘ไม่ใช่ ต้องไม่ใช่ ไม่มีทาง

“ผมบอกแล้ว เป็นไงล่ะ”

นัยน์ตาสีดำขลับของเด็กหนุ่มจ้องมองร่างนั้นเขม็ง ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นเค้าใบหน้า ทั้งรูปร่างแบบนั้น ผมดำยาวแบบนั้นแม้ผิวจะคล้ำลง จมูกและโครงหน้าไม่เหมือนเดิม แต่ว่า...

เด็กหนุ่มกำมือลงบนขอบโต๊ะแน่นโดยไม่รู้ตัว

‘เฮกทำไมนายมาอยู่ที่นี่ 

To be continue.... 

======================== 

Talk 

เอาล่ะและแล้วคนสำคัญอีกคนสำหรับน้องก็โผล่ออกมายังจำกันได้มั้ยจำไม่ได้ไรท์จะเฉลย 

นางคือคนที่โตมาด้วยกันคนที่ช่วยน้องตอนเด็กๆ และคือคนเดียวกันกับที่เจอที่งานเลี้ยงในฮ่องกง 

ได้กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาแต่ไกล ตอนนี้เป็นตอนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มันก็มีอะไร? เชื่อว่าหลายคนต้องค้างและไรท์ก็มีความสุขมากโฮะๆ (โดนถีบ) สำหรับคนที่ไม่อยากได้มาม่า เสียใจด้วยฮะ มันก็ต้องมีบ้างกรุบกริบ ขอย้ำว่าไม่ใช่นิยายฟีลกู๊ดนาจา ตั้งใจว่าจะเป็นบู๊เลือดสาด แต่ดูหลังๆ มันมุ้งมิ้งไงไม่รู้ว 

Ps. อยากแชร์ความรู้สึกเสียใจที่พี่สาวขายนิยายวายที่รักออกไป (สำคัญคือมันเป็นนิยายทำมือและหายากมากT_T) แล้วฉันจะไปยืมใครอ่านได้อีก ฮืออ 

#อาคิและลุงของเขา 

Crystal 

ความคิดเห็น