Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 34 Into the past

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 15:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 34 Into the past
แบบอักษร

 

Chapter 34 Into the past 

ในที่แห่งนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางคนหนึ่งจะสามารถล้มชายที่ตัวใหญ่กว่าเกือบสองเท่าตัวได้ภายในเวลาไม่กี่วิ ภายในชั้นใต้ดินของคฤหาสน์เก่าแก่แห่งตระกูลออสซินี่ บางคนหันไปถามคนที่อยู่ด้านข้างว่ามีใครรู้จักเด็กหนุ่มบนเวทีบ้างทำไมตนถึงไม่เคยเห็น ในขณะที่บางคนก็ต้องแอบกลืนน้ำลายก่อนที่จะหันไปมองเจ้านายที่ยืนอยู่ข้างเวทีด้วยสายตาประหลาด

ทางฝั่งชายหน้าบากที่ยังยืนอยู่ด้านข้างเจ้านายมาตั้งแต่ต้นก็พูดออกมาอย่างลืมตัว “สุดยอด ผมก็คิดแล้วว่ามันแปลกๆ ที่ท่านยอมให้คนรักขึ้นไปแบบนั้น ด้วยตัวผอมๆ นั่นสามารถล้มเจ้ายักษ์ได้รวดเร็วขนาดนี้ ไม่ใช่ธรรมดาจริง”

มิคาเอลไม่ละสายตาจากเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนนั้นแม้แต่วินาทีเดียว ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ “เพราะอย่างนี้นายถึงต้องอยู่ที่ชั้นใต้ดินนี่ต่อไปยังไงล่ะ” มิคาเอลพูดขึ้นมาแต่กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกงุนงงสงสัย

ชายหนุ่มกลับกำลังคิดว่า เขาไม่เคยต่อสู้กับอคิราห์อย่างจริงจังมาก่อน มีเพียงแค่การปะทะกันเล็กๆน้อยๆ ในช่วงแรกเพียงเท่านั้น แต่เมื่อได้มองดูการเคลื่อนไหวเมื่อสักครู่ คำถามบางอย่างที่เขาไม่เคยคิดจะสนใจก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง

‘เด็กผู้ชายธรรมดาที่ไม่เคยได้รับการฝึกมีรูปแบบการเคลื่อนไหวราวกับนักฆ่ามืออาชีพได้อย่างไรกัน

ดูจากการเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้ ถ้ากะน้ำหนักมือพลาดไปอีกนิดเดียว แน่นอนว่าอีกฝ่ายคงไม่แค่สลบแต่เปลี่ยนเป็นเลือดออกในสมองตายคาเวทีไปทันที

ชายหน้าบากพยายามคิดถึงสิ่งที่เจ้านายพูดออกมา แต่ไม่ทันไรก็ต้องรีบคว้าสูทที่ถูกโยนมาให้ เสียงปรบมือเสียงหนึ่งดังอย่างช้าๆเป็นจังหวะดังกึกก้องภายใต้ความเงียบจากการตกตะลึงของทุกคน หลังจากที่มองเห็นว่าคนๆที่กำลังปรบมือเป็นใคร ทุกคนก็ต้องแหวกทางออกพร้อมก้มหัวลงอย่างรวดเร็ว

“ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน ฉันคงคิดว่าเธอเป็นนักฆ่าจากองค์กรไหนสักแห่งที่แฝงตัวเข้ามาใกล้ชิดฉันแน่นอน เป็นการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ” นัยน์ตาสีมรกตจับจ้องไปยังร่างที่ยืนอยู่ด้านบนอย่างสงบนิ่ง

อคิราห์ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรกับคำพูดของมิคาเอล ถึงแม้ว่าอดีตเขาจะเป็นนักฆ่าจริงๆก็เถอะ “ขอบคุณสำหรับคำชมครับ” เด็กหนุ่มหันไปมองร่างที่ถูกหามออกไป ในหัวคิดถึงภาพอดีตของตัวเองเมื่อครั้งเป็นนักฆ่าของโรส การเคลื่อนไหวของเขาแม้ว่าจะดูเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่กว่าจะทำได้ถึงขั้นนี้ เขาต้องรับมือกับการต่อสู้ในช่วงเวลาบาดเจ็บเป็นสิบๆครั้ง เคลื่อนไหวแต่น้อย มุ่งเข้าหาจุดตายอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยการต่อสู้เมื่อครู่นี้ก็ทำให้เขามั่นใจว่าความสามารถของเขายังมีอยู่เหมือนเดิม

“ถ้าอย่างนั้นมาลองสู้กับฉันสักรอบมั้ยที่รัก แต่อย่ารุนแรงกับฉันเกินไปล่ะ”

ได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มพลันหันกลับมามองคนที่ก้าวขึ้นมาบนเวทีทันที อคิราห์เองก็สงสัยในฝีมือของคนตรงหน้าเช่นเดียวกัน การพ่ายแพ้ให้กับมิคาเอลบ่อยครั้งทำให้เขาเสียความมั่นใจไปเล็กน้อย เขาจึงอยากรู้ว่าตัวในตอนนี้จะสามารถชนะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าได้รึเปล่า ผู้คนโดยรอบหยุดการฝึกซ้อมของตัวเอง หันมาล้อมเวทีแห่งนี้กันอย่างคับคั่ง

ไม่มีการสนทนาต่อใดๆสำหรับคนสองคน ราวกับกำลังดูท่าทีซึ่งกันและกัน และเป็นฝั่งอคิราห์ที่พุ่งเข้าไป หากแต่ก่อนที่จะถึงตัวอีกฝ่าย เด็กหนุ่มก็กระโดดขึ้นหมุนตัวฟาดขาลงไป

คนที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วใช้แขนรับแรงเตะของอีกฝ่าย แรงเตะที่รุนแรงนี้ทำให้เขารู้สึกชาหนึบ ชายหนุ่มขึงตาใส่เด็กหนุ่มที่เขาไม่คิดว่าจะโจมตีเข้ามารุนแรงขนาดนี้ก่อนที่จะใช้มืออีกข้างคว้าจับที่ขาของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วแล้วพลิกตัวทุ่มไปด้านหลัง

อคิราห์ม้วนตัวยืนขึ้นอย่างง่ายดาย ยังไม่ทันได้หันหลังกลับก็รับรู้การเคลื่อนไหวจากด้านหลังได้จากสัญชาตญาณ ทำให้เขาต้องกระโดดเบี่ยงตัวไปอีกทาง

มิคาเอลที่พยายามคว้ามือไปจับตัวเด็กหนุ่มไม่รอช้า ชายหนุ่มเตะขาวาดลงไปกับพื้นอีกรอบ คนที่พึ่งทรงตัวได้หลบการจู่โจมของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะสวนหมัดกลับไป เด็กหนุ่มออกท่าเตะต่อยอย่างรวดเร็วจนคนด้านล่างเวทีแทบจะมองไม่ทัน หากแต่คนที่อยู่บนเวทีกลับยังคงสามารถหลบได้อย่างชำนาญแม้จะรู้สึกตึงมือเหลือเกิน

ในความเป็นจริง มิคาเอลกลับรู้สึกเสียใจต่อการตัดสินใจของตัวเอง ก่อนหน้านี้เขารู้สึกตื่นเต้นแต่เอาเข้าจริง เขาไม่สามารถออกหมัดเตะต่อยเด็กหนุ่มที่กำลังจริงจังกับการต่อสู้ตรงหน้าได้เลย

อคิราห์กำลังหาช่องโหว่ นัยน์ตาเข้มลึกขึ้นจนแม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ตัว มิคาเอลสังเกตเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย บางอย่างบอกให้เขาต้องรีบเรียกชื่อเด็กหนุ่มขึ้นมา

“อคิราห์” ชายหนุ่มใช้มือรับหมัดที่พุ่งเข้าใส่ทำให้ต้องถอยหลังไปหลายก้าว ทั้งมือและขาของเขาชาไปหมด

ราวกับไม่ได้ยินเสียงใดๆ ในช่วงเวลาวิกฤติ ความรู้สึกเจ็บปวดพุ่งขึ้นมาตามไหล่บางด้านที่โดนยิงไปเมื่อครั้งนั้น

‘ต้องรีบจัดการ

เด็กหนุ่มยกขาขึ้นถีบลงบนหัวเข่าคนตรงหน้า มิคาเอลพลันยกขาขึ้นเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างแต่ในเวลาเดียวกันเด็กหนุ่มฝืนตัวใช้ความเร็วจับแขนของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนที่จะผลักตัวกระโดดข้ามศีรษะไปด้านหลังของมิคาเอลทั้งๆที่ยังจับแขนข้างนั้นเอาไว้แน่น ชายหนุ่มรีบพลิกตัวตามไปด้านหลังก่อนที่กระดูกไหล่ของเขาจะหลุดออกมาก่อน แต่อคิราห์ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ในตอนที่มือเรียวกำลังยื่นเข้ามากดหลอดลมของเขา ชายหนุ่มกลับยืนนิ่งอยู่กับที่รอรับการโจมตีนั่นโดยไม่สวนกลับ

“นายท่าน!”

อาวุธที่อยู่ในมือของคนรอบข้างต่างพุ่งจ่อมาที่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียว แต่ถูกคนที่ยืนอยู่บนเวทียกมือขึ้นห้าม ฝ่ามือที่กดลงบนลำคอของเขาพึ่งกดลงไปได้เพียงเล็กน้อยก่อนที่จะชะงักไป ฉับพลันมิคาเอลก็เห็นว่าดวงตาสีดำมืดมีประกายขึ้นมาอีกครั้ง

เด็กหนุ่มก้มมองมือตัวเองที่กำแขนของอีกฝ่ายแน่นก่อนที่จะเงยขึ้นมามองดูมือที่สัมผัสอยู่บนลำคอของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างสับสน จู่ๆเขาก็รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาในจิตใจ ในตอนนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด มีชั่วขณะหนึ่งที่เขารู้สึกว่าตัวเองกลับไปเป็นหมายเลขสิบเจ็ดอีกครั้ง ในช่วงอันตราย ความเจ็บปวดที่แล่นลามขึ้นมาทำให้จิตใจสั่งการโดยอัตโนมัติ

การฆ่าใครสักคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่การฆ่าคนอย่างเคยชินทำให้เขาลงมืออย่างไม่รู้ตัว เขาไม่เคยคิดว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะไม่เคยจำเป็นที่จะต้องควบคุม ความรู้สึกไม่มั่นคงเริ่มเข้าเกาะกินจิตใจ

“ผม...ขอโทษ” เด็กหนุ่มลดมือลง ก้มหน้าไม่ยอมสบตาอีกฝ่าย ใบหน้าของเขายังขาวซีดจากความเจ็บปวดบริเวณไหล่ที่ยังไม่หายไป เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อไป รอฟังคำตัดสินโทษจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างยอมรับ

“เจ็บมากรึเปล่า”

หากแต่ประโยคที่ได้ยินกลับทำให้เขาต้องเบิกตาขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เด็กหนุ่มโดนจูงมือลงจากเวทีอย่างไม่ทันตั้งตัว อคิราห์ไม่ขัดขืน เขาจ้องมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก

มิคาเอลจูงมือเด็กหนุ่มกลับห้อง ระหว่างทางเจอผู้คนเป็นระยะแต่เหมือนคนทั้งคู่จะไม่ได้สนใจใครแม้แต่คนเดียว ทันทีที่เห็นคุณหมอที่กำลังเดินสวนมามิคาเอลก็เอ่ยสั่งให้อีกฝ่ายตามมาโดยไม่แม้แต่จะชะลอฝีเท้าลง ถึงจะสงสัยแต่คนที่กำลังจะเอ่ยทักก็ต้องหุบปากฉับเมื่อรับรู้ได้ถึงบรรยากาศผิดปกติ เมื่อถึงห้องนอน มิคาเอลปล่อยให้เรเวนตรวจร่างกายของเด็กหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาโดยที่ตนเองก็ยังยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่พูดอะไร

“แผลหายดีนานแล้ว แต่เวลานี้ยังไม่ควรเคลื่อนไหวมากเกินไป เดี๋ยวกล้ามเนื้อไหล่จะอักเสบขึ้นมาจริงๆ”

“ขอบคุณมากครับ”

เรเวนยังพูดอยู่อีกไม่กี่คำ ก่อนที่จะขอตัวออกไป

หลังจากเหลือพวกเขาอยู่แค่สองคน ทุกอย่างก็กลับมาเงียบงัน อคิราห์กลับมาก้มหน้าลงเหมือนเดิม ในใจจมลงไปกับอดีตของตัวเองอีกครั้ง

“มีอะไรอยากจะเล่าให้ฉันฟังมั้ย” มิคาเอลเอ่ยถาม ชายหนุ่มยืนรอคำตอบจากอีกฝ่ายอยู่นานแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา จนกระทั่งหมอหนุ่มมาเคาะประตูเพื่อนำยามาให้อีกครั้ง เมื่อมิคาเอลเดินกลับมาอคิราห์ก็ยังนั่งอยู่ในท่าเดิม

ความคิดของเด็กหนุ่มกำลังจมลงสู่ความดำมืด แต่แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่กอบกุมลงบนมือทั้งสองข้าง อคิราห์เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่คุกเข่าข้างหนึ่งจับมือของเขาอยู่ตรงหน้า

“รู้สึกตัวสักที ที่รักของฉันทำหน้าหงอยแบบนี้ไม่น่ารักเอาเสียเลย”

“ผมขอโทษครับ”

“พอแล้ว ช่างเรื่องพวกนั้นเถอะ ที่เธอควรทำคือถอดเสื้อออกมาให้ฉันทายา”

“แต่คุณเองก็...ขอโทษครับ” อคิราห์หลุบตาลงอีกครั้ง

ฝ่ายมิคาเอลกลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกลี่ยผมที่ปรกหน้าของเอีกฝ่ายออกก่อนที่จะจุมพิตลงบนกลีบปากบางอย่างแผ่วเบา “ฉันทาให้เธอ เธอก็ทาให้ฉัน แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกปวดไปหมด เธอคงต้องไถ่โทษด้วยการนวดให้ฉันทั้งตัวแล้วล่ะนะ ตกลงมั้ย”

อคิราห์เงยหน้าขึ้นมา อย่างไม่ทันคิดอะไร เขาพยักหน้าตกลงพลางถอดเสื้อออกให้อีกฝ่ายจัดการกับหัวไหล่ของตนเองอย่างว่าง่าย

“เลิกโทษตัวเองได้แล้ว ฉันผิดเองที่ขึ้นไปสู้กับเธออย่างนั้นทั้งที่เธอก็ยังไม่หายดี”

“แต่ผมก็ผิดที่ไม่สามารถยั้งมือได้เหมือนกัน” เด็กหนุ่มหวนคิดไปถึงเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านไป

“แล้วอะไรทำให้เธอยั้งมือไม่ได้ล่ะ หื้ม”

“ผม...”

“เอาล่ะ ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไร เลิกคิดได้แล้ว เธอที่เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว”

เด็กหนุ่มหันกลับไปสบตากับชายหนุ่มที่ยังทายาอยู่ด้านหลัง “ทั้งๆที่ผมที่เกือบจะฆ่าคุณน่ะเหรอครับ”

“ก่อนหน้านี้เธอก็เกือบจะฆ่าฉันอยู่หลายครั้งไม่ใช่รึไง” มิคาเอลพูดยิ้มๆ

“นั่นไม่เหมือนกันสักหน่อยครับ ที่ตอนนั้นเพราะคุณน่ะ...”

“ฉันทำไม”

กลับเป็นฝ่ายเด็กหนุ่มที่ชะงักไปหลังจากที่พูดออกมา นึกไปถึงตอนที่เขาปะทะกับอีกฝ่ายและจบลงบนเตียงทุกครั้ง ตอนแรกเขายังกังวลอยู่แต่ทำไมพอได้พูดคุยกับคนๆ นี้แล้วก็ต้องวกกลับมาเป็นเรื่องแบบนี้ทุกที เหมือนความกังวลต่างๆ จะหายไปเพราะความกวนประสาทของอีกฝ่ายไปเสียแล้ว

“เธอไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น” จู่ๆมิคาเอลก็พูดโพล่งออกมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “เธอที่เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว คนที่บางครั้งชอบทำตัวเหมือนเด็ก ดื้อเงียบ ความรู้สึกช้า หรือแม้แต่เกือบจะพลั้งมือฆ่าฉัน” เขาพูดไปพลางมือก็ยังขยับอย่างขยันขันแข็ง “สำหรับฉัน ทั้งหมดก็คืออคิราห์คนที่ฉันรัก เอาล่ะเสร็จแล้วทีนี้เธอก็ อุบ...” โดยไม่ทันตั้งตัว เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายจูบเขาก่อน แขนทั้งสองข้างโอบรอบคอของชายหนุ่มตรงหน้า ในขณะที่พอรู้สึกตัวมิคาเอลก็โอบไปรอบตัวของอีกฝ่ายดันให้เข้ามาชิดกันมากขึ้น เรียวลิ้นที่แตะสัมผัสกันส่งผ่านความรู้สึกต่างๆที่คนทั้งคู่มีให้กัน แม้จะไม่ได้วาบหวามแต่ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการถ่ายทอดถึงกันได้อย่างชัดเจน

อคิราห์รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก เขาอยากจะขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้เขาได้กลับมาอีกครั้ง และทำให้เขาได้รู้จักกับคนๆนี้

หลังจากผ่านการจูบที่ยาวนาน ผ่านไปสักพักอคิราห์ก็เหมือนพึ่งจะหาเสียงตัวเองพบ “ถ้าเกิดเหตุการณ์เหมือนวันนี้ขึ้นมาอีก คุณจะทำยังไงครับ จะยืนอยู่ตรงนั้นปล่อยให้ผมฆ่าคุณจริงๆน่ะเหรอ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามคนที่ยังคลอเคลียอยู่กับผิวแก้มของเขาไม่ห่าง

“แค่เธอไม่มีเรื่องให้ต้องสู้กับฉันก็พอแล้วนี่ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มั่นใจว่าสามารถเรียกเธอกลับมาได้ เหมือนกับวันนี้นั่นล่ะ” มิคาเอลพูดออกมาในขณะที่ยังโอบร่างของอีกฝ่ายเอาไว้

“คุณมั่นใจเกินไปแล้ว คิดว่าตัวเองมีอิทธิพลกับผมขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“แน่นอน ไม่อย่างนั้นวันนี้เธอจะหยุดงั้นเหรอ ป่านนี้ออสซินี่คงไร้ผู้นำตระกูลไปแล้ว”

เด็กหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่า “ผมรู้นะครับว่าตอนนั้นต่อให้ผมหยุดตัวเองไม่ได้คุณก็ยังหลบออกไปได้อยู่ดี”

รอยยิ้มบนริมฝีปากของชายหนุ่มตรงหน้าแข็งค้างอย่างเห็นได้ชัด “เธอนี่มัน เป็นคนที่ไม่โรแมนติกเอาซะเลยให้ตายเถอะ”

 

ห้องทำงานในคฤหาสน์ออสซินี่

ควันสีขาวลอยฟุ้งไปในอากาศเป็นสายก่อนที่จะจางหายไปเหลือเพียงกลิ่นใบยาสูบที่ยังคละคลุ้ง ภายในห้องทำงานที่ให้ความรู้สึกเคร่งขรึม ชายหนุ่มนัยน์ตาสีมรกตนั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่หลังโต๊ะทำงาน ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง

“ว่ามา” นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนเก้าอี้เป็นจังหวะ สร้างความอึดอัดให้ใครก็ตามที่เป็นคู่สนทนาได้ทุกครั้งไป

“ข้อมูลที่เรามีเกี่ยวกับคุณอคิราห์ถือว่าถูกต้องทั้งหมดไม่มีผิดพลาดแน่นอนครับ แต่ว่าตั้งแต่ที่ผมไปรับคุณอคิราห์มาอย่างที่ท่านทราบ ผมเคยต่อสู้กับเขาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นคุณอคิราห์พึ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่นานนัก แต่ผมก็แน่ใจทีเดียวว่า ถ้าไม่ทราบประวัติกันมาก่อน ผมคงคิดว่าคนๆนี้ต้องเป็นมือสังหารขององค์กรหนึ่งอย่างนแน่นอน ด้วยทักษะระดับนี้ เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็น...โรส” เขาเว้นจังหวะมองสีหน้าของเจ้านายที่สะท้อนบนกระจก แต่ก็ไม่มีความรู้สึกใดๆปรากฏอยู่บนนั้น “เมื่อดูจากประวัติ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณอคิราห์จะเป็นคนขององค์กรใด แต่ว่า...”

“พูดต่อไป”

“แต่ว่าตั้งแต่คุณอคิราห์ฟื้นขึ้นมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้นก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เหมือนเป็นคนละคน ด้วยความสามารถระดับนี้ ถึงจะฝึกฝนมากแค่ไหนแต่ความเชี่ยวชาญและสัญชาตญาณเหล่านั้นไม่สามารถฝึกได้ตามปกติ ต้องสั่งสมมาจากประสบการณ์จริงเท่านั้น ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือ...ถูกใครบางคนสวมรอย”

นี่เป็นคำพูดที่ยาวที่สุดในรอบหลายปีที่ลุคพูดออกมา หลังจากการปะทะกันเมื่อครั้งแรกที่พบกัน ลุคก็จับตามองเด็กหนุ่มคนนั้นมาตลอด จนกลายเป็นความเคยชิน แต่หลังจากนั้นอคิราห์ก็ไม่เคยมีท่าทีน่าสงสัยใดๆ อีก อีกทั้งความนิ่งเฉยของเด็กหนุ่มก็ทำให้เขาวางใจในที่สุด

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยคิดเรื่องนี้ แต่จากทั้งประวัติและผลตรวจต่างๆ ก่อนหน้านี้ก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าคนๆ นี้คืออคิราห์ตัวจริงแน่นอน” มิคาเอลเริ่มครุ่นคิดเรื่องความสามารถของเด็กหนุ่มมานานแล้วแต่ก็ไม่มีอะไรสามารถพิสูจน์ได้ จะบอกว่าเป็นนักฆ่าที่ปลอมตัวมาก็ไม่ใช่ จะบอกว่าอคิราห์คือคนที่ถูกส่งตัวมาให้ล้วงความลับจากเขาก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเป็นเขาเองที่ต้องการเด็กหนุ่มคนนี้ตั้งแต่แรก

เพราะฉะนั้น ในเมื่อนี่คือคิราห์ตัวจริง ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่คิดทรยศความรู้สึกของเขา เขาก็คร้านจะมานั่งคิดถึงเหตุผลของเรื่องอื่นให้เหนื่อยเปล่า

ลูกแมวน้อยของเขา ถึงจะซุกซนแค่ไหนก็ยังน่ารักที่สุด... 

-------------------------------------------- 

Talk 

อิฉันแอบสงสารน้องนิดหน่อย แต่ตอนนี้คุณลุงของเราก็ละมุนมากจีๆ ยังคงความกวนติงเล็กๆ เหมือนเดิม..กำลังคิดว่า จะมีดราม่าดีมั้ยน้า ไม่แน่ใจว่าเรียกดราม่าได้รึเปล่าแต่มันก็เป็นพล็อตที่คิดเอาไว้ว่าจะแต่งล่ะนะ 

พูดคุยกันได้ที่ #อาคิและลุงของเขา 

Crystal 

ความคิดเห็น