akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 51

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 145

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2562 20:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 51
แบบอักษร

51

            “ปล่อย!”

                โทระบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน  แต่คริสกลับยิ้มให้ น้ำเองก็อึดอัดใจจนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี  มือหนาบีบข้อมือของน้ำแรงขึ้น จนน้ำรู้สึกเจ็บและแสดงออกทางสีหน้า

                “ปล่อยน้ำนะโทระ”

                ไทกะเป็นคนเอ่ยขึ้น เพราะเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของน้ำ โทระไม่คิดจะปล่อย  ไทกะจึงเดินไปกระชากมือของโทระออก

                “พี่คริส ปล่อยผมเถอะครับ”

                ชายหนุ่มยอมปล่อยแต่โดยดี  โทระจ้องหน้าน้ำด้วยความโมโห

                “นายจะกลับกับฉันไหม”

                นึกจะพามาก็พามา  นึกจะพากลับก็พากลับ  เห็นเขาเป็นอะไรกัน แต่ตอนนี้เขากลัวว่าโทระจะอาละวาดใส่คริส และนั่นจะเป็นการรบกวนครอบครัวของวายุ

                “ทำไมถึงได้ชอบบังคับน้ำจังเลย  ถ้านายอยากกลับก็กลับไปก่อนเถอะ”

                คริสเอ่ยออกมานิ่งๆ ไม่ได้ใส่อารมณ์แต่อย่างใด แต่คนที่ฟังแทบจะพุ่งเขาไปต่อยหน้าคริส โชคดีที่ไทกะเข้าไปขวางไว้ก่อน

                “โทระ!  นี่มันจะมากไปแล้วนะ  นายควรจะเกรงใจวายุบ้าง”

                “งั้นฉันกลับดีกว่า   ไม่อยากอยู่ทำให้บรรยากาศของพวกนายเสียไปด้วย”

                แต่เจ้าตัวไม่ไปเปล่า เขาเลือกที่จะดึงน้ำออกไปด้วย ตอนแรกวายุคิดว่าโทระจะหยุดแล้วกลับไปคนเดียว แต่ทว่ากลับไม่เป็นอย่างนั้น 

                “รุ่นพี่ปล่อยผมนะครับ”

                น้ำพยายามแกะมือหนาออก  แม้แต่ในตอนนี้เขาเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมโทระถึงได้ทำแบบนี้

                “ฉันไม่ปล่อย!”

                เจ้าตัวตอบเสียงหนักแน่นจนน้ำอึ้งไป  เขายอมให้โทระลากไปที่รถยนต์  ชายหนุ่มหายใจแรง

                “รุ่นพี่โกรธผมเรื่องอะไรอีกครับ  หรือเพราะหงุดหงิดคุณคริส แล้วมาลงกับผมอย่างนั้นเหรอครับ  ผมไม่ใช่สิ่งของนะครับ”

                น้ำตัดพ้ออย่างเสียใจ เจ้าตัวเดินตามโทระมาด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจสักเท่าไหร่นัก โทระหันมามองน้ำที่ทำหน้าซึม

                “เป็นอะไร”

                “รุ่นพี่เกลียดผมมากเหรอครับ”

                พอคิดว่าที่โทระทำไปทั้งหมด ก็เป็นเพราะเกลียดเขา  น้ำก็ยิ่งรู้สึกแย่  เขาทำอะไรผิดนักหรือ ทำไมอีกฝ่ายถึงได้ไม่ชอบเขามากถึงเพียงนี้

                “ฉันเนี่ยนะ….เกลียดนาย”

                “ก็ใช่น่ะสิครับ  รุ่นพี่เกลียดผม”

                โทระหายใจแรง เขาจับน้ำให้หันมาคุยกันให้รู้เรื่อง

                “นายบอกว่าฉันเกลียดนายงั้นเหรอ!”

                “ครับ”

                เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เจ้าตัวน้อยใจจนอยากจะร้องไห้ออกมา  เขาสับสนไปหมดแล้วว่าเป็นเพราะโทระเกลียดเขา หรือว่าเจ้าตัวเกลียดคริสแล้วมาระบายกับเขา

                “ฉันไม่ได้เกลียด!”

                ชายหนุ่มแทบจะตะคอกใส่ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมน้ำถึงได้เข้าใจอะไรยากแบบนี้ ในขณะน้ำสะดุ้งด้วยความตกใจ ไม่ทันได้จับใจความสิ่งที่โทระบอกด้วยซ้ำ

                “รุ่นพี่ใจร้ายกับผมตลอดเลย”

                น้ำยกมือเช็ดน้ำตาตัวเอง  โทระหงุดหงิดที่น้ำไม่ฟังที่เขาพูดสักนิด เจ้าตัวรั้งใบหน้าเล็กมากดจูบอย่างรวดเร็ว  น้ำเบิกตากว้างอย่างตกใจ รีบยกมือดันโทระให้ออกห่าง

                “รุ่นพี่…”

                ทั้งๆที่โมโหใส่ตลอด แต่ก็ชอบมาจูบแบบนี้  เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ

                …หรือว่ารุ่นพี่จะชอบเขาเหมือนกัน…

                 แต่เพียงคิดเท่านั้น น้ำไม่อยากจะคาดหวังไปมากกว่านี้  การที่โทระจะมาชอบเขานั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

                “หมายความว่ายังไงเหรอครับ ผมไม่เข้าใจ”

                โทระถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกนิ้วดีดหน้าผากของเจ้าเด็กบื้อ  ในเมื่อบอกขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจ เขาก็ไม่อยากจะพูดอะไรแล้ว

                “ตกลงจะกลับไปกับฉันหรือเปล่า”

                “ลากผมมาขนาดนี้ ผมกลับได้เหรอครับ”ถามกลับอย่างแปลกใจ

                “ก็ไม่ได้น่ะสิ”

                เจ้าตัวสวนกลับไปอย่างเอาแต่ใจ  น้ำระบายยิ้ม ถึงโทระจะเอาแต่ใจขนาดนี้ แต่เขาก็แพ้ทางรอยยิ้มที่โทระมอบให้ทุกที

                “เข้าใจแล้วครับ  แล้วรุ่นพี่ไม่กลัวพี่วายุโกรธเหรอครับ ที่ไม่อยู่ทานมื้อเย็น”

                “งั้นนายก็เลือกเอา  ว่าฉันต้องกลัวเจ้านั่นโกรธ  หรืออยากเห็นฉันมีเรื่องชกต่อย”

                เขารู้ดีว่าตัวเองคงยั้งมือไม่อยู่แน่ๆ โดยเฉพาะเวลาที่เจอใบหน้าของคริส น้ำเองก็คงไม่มีทางเลือกเช่นกัน

                “รุ่นพี่บอกแบบนี้  ผมก็เหมือนไม่ได้เลือกอยู่ดี”

                “บ่นอะไรของนาย”

                “เปล่าครับ  แค่ผมต้องยอมรุ่นพี่เท่านั้นเอง”

                “เข้าใจแบบนั้นก็ดีแล้ว”

                เขายกมือขยี้กลุ่มผมนิ่มของเด็กตัวเล็ก  น้ำเองก็เผลอยิ้มตามเมื่อเห็นโทระอารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว

                “แล้วรุ่นพี่จะไปไหนเหรอครับ”

                “นายอยากไปไหนล่ะ”

                “ผมยังไม่ได้คิดเลยครับ  ตอนแรกผมจะออกมาซื้อหนังสือ”

                “โอเค  งั้นก็ไปร้านหนังสือ”

                โทระเอ่ยสวนทันที  น้ำเลยยิ้มกว้าง  แต่ทว่าก็กลัวขึ้นมาว่าตัวเองหูฝาดไป  จึงต้องถามกลับไปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

                “รุ่นพี่จะตามใจผมเหรอครับ”

                “ทำไมต้องทำเป็นเรื่องแปลกขนาดนั้นด้วย”

                ชายหนุ่มทำหน้าตาเซ็งจัด น้ำยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะเอ่ยบอก

                “ก็นึกว่ารุ่นพี่ถามเฉยๆนี่ครับ”

                “งั้นสรุปไปร้านหนังสือนะ  ไปกันเถอะ”

                โทระเดินไปที่รถ  เขาให้คนขับรถพาเขาออกไปจากที่นี่ ตอนแรกก็คิดว่าควรจะนั่งแท็กซี่อยู่หรอก  แต่คิดไปคิดมา  แกล้งเจ้าแฝดพี่สักหน่อยดีกว่า  แค่คิด…โทระก็เผลอระบายยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาแล้ว

-------+++++-------

                “ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่น้องชายผมเสียมารยาทกับคุณ”

                ไทกะหันมากล่าวกับคริส  แม้เขาไม่เข้าใจว่าทำไมที่โทระถึงแสดงท่าทีแบบนั้น แต่เขาเองก็ไม่ได้มีอคติอะไรกับคริส  ไม่หนำซ้ำ คริสยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยเขาไว้อีกต่างหาก

                “ไม่เป็นไรหรอก  เพราะดูเหมือนน้องชายของนายจะไม่ชอบหน้าฉันมาตั้งแต่แรกแล้ว”

                ไม่ใช่ว่าคริสไม่รู้ว่าโทระไม่ชอบหน้าเขา แต่เขารู้ถึงได้ทำแบบนั้น

                “ฉันเองก็สนิทกับน้ำมากพอสมควร  ถ้าเป็นไปได้  ก็ไม่อยากให้น้องชายนายมาทำหน้ายักษ์ใส่แล้วดึงตัวน้ำไปแบบนั้นหรอกนะ”

                คริสบอกด้วยท่าทางสบายๆ แต่ไทกะเริ่มจะไม่ชอบใจขึ้นมา แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป  เพราะคริสเองก็เป็นคนที่ช่วยเขาไว้เหมือนกัน

                “ฉันขอบใจนายจริงๆนะ ที่ช่วยน้องฉันไว้”

                เชนเข้ามาคุยกับเพื่อนสนิท  วายุไม่อยากจะยุ่งกับคริสมากก็เพราะว่าคริสเป็นเพื่อนกับเชน  เขาไม่รู้ว่าเชนกับคริสร่วมมือกันหรือเปล่า

                “ฉันพานายไปนั่งพักดีกว่า”

                วายุไม่อยากอยู่มองหน้าเชนกับคริสนานมากเกินไป เขาจึงพาไทกะกลับไปนั่งพักในห้อง

                “พวกเขาสนิทกันมากเลยงั้นเหรอ”ไทกะถามขึ้น

                “ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ  แต่เท่าที่สังเกต  ทั้งคู่น่าจะสนิทกันมาก”       

                “แล้วมันเป็นไปได้ไหมว่า คุณคริสอาจจะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องที่นายโดนตามฆ่า”ไทกะสันนิษฐาน

                “แต่ถ้าเขามีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ ทำไมเขาต้องช่วยพวกเราด้วยล่ะ”

                นั่นเป็นสิ่งที่ย้อนแย้ง และไทกะเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้  นักสืบที่เขาให้ตามสืบนั้นแน่ใจแล้วว่าจิตตาอยู่เบื้องหลัง จิตตาเป็นมารดาของเชน  มีความเป็นไปได้ว่าคริสอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง

                “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือน แต่ฉันก็ไม่อยากให้นายไว้ใจเขามากเกินไป”

                “ไม่มีใครที่ฉันจะไว้ใจได้หรอก…นอกจากนาย”

                วายุสบตากับไทกะ  สำหรับเขาแล้ว ไทกะเป็นคนที่เขาสามารถไว้วางใจได้ ชายหนุ่มจริงใจกับเขามาตลอด

                “พูดจริงเหรอ”

                หัวใจของเด็กหนุ่มพองโต  ไม่คิดว่าวายุจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา  วายุแกล้งหันหน้าไปทางอื่น เพราะรู้สึกเขินอายขึ้นมา เขาใช้การพยักหน้าเบาๆ แทนการตอบรับด้วยคำพูด แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ไทกะกล้าขยับเข้าไปสวมกอดวายุจากด้านหลัง ชายหนุ่มตกใจเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน

                “ฉันดีใจ…ที่นายพูดแบบนั้น”

                จูบแผ่วเบาประทับลงที่ต้นคอขาว  วายุใจเต้นแรง เขาก้มหน้าลง จับมือของ

ไทกะ ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปคุยกับอีกฝ่าย

                “ที่นี่มันในบ้านฉันนะ  นายยังจะกล้าทำแบบนี้อีก”

                คนอายุมากกว่าเริ่มต่อว่า แต่น้ำเสียงกลับไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิดเดียว  ไทกะอมยิ้ม เคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้

                “มากกว่านี้…ฉันก็กล้าทำนะ”

                “ทำอะไร?”แกล้งถามกลับไป

                ไทกะไม่ตอบ แต่เขาก้มลงมาจูบวายุแทน  วายุเองก็ไม่ได้ผลักไส  แต่มือบางกลับเคลื่อนไปโอบรอบคอของไทกะเอาไว้ เจ้าตัวจูบตอบอย่างไม่มีรังเกียจ  มือร้อนสัมผัสโอบที่เอวบาง ลูบไล้ไปมาเบาๆ

                “อืม…”

                ชายหนุ่มถอนจูบออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ถ้าไม่ติดว่าอีกไม่นานจะต้องออกไปทานข้าวร่วมกับบิดาของวายุ  ไทกะก็อยากจะทำมากกว่านี้

                “ไม่เจ็บแผลแล้วจริงๆเหรอ”

                วายุถามออกไปอย่างเป็นห่วง มือสัมผัสบริเวณแผ่นอก  ไทกะส่ายหน้าไปมาช้าๆ

                “แค่เห็นหน้านายก็ดีขึ้นเยอะแล้ว”ตอบพร้อมรอยยิ้ม

                “เว่อร์น่า!”

                วายุหัวเราะเบาๆ ในลำคอ  ไทกะรั้งกายสูงเข้ามาสวมกอด เขาก้มลงหอมกลิ่นกายของวายุ

                “แล้วนายล่ะ  ดีขึ้นมากแล้วใช่ไหม”

                เพราะตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล เขาก็ไม่ได้เจอวายุเลย วายุระบายยิ้ม ซบแก้มกับไหล่แกร่ง

                “ฉันเจ็บน้อยกว่านายแล้วกัน เจ้าเด็กแก่แดด”

                “นายว่าใครแก่แดด”

                ไทกะดันร่างของวายุออกห่าง แล้วจ้องหน้า วายุหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี

                “ก็นายน่ะสิ…จะใครล่ะ”

                “พูดจาแบบนี้ มันน่าจับลงโทษ”

                วายุถอนกายหลบ แต่ไทกะก็เดินตรงเข้าไปหา  ชายหนุ่มไม่คิดจะยอมให้ไทกะจับตัวเขาได้ง่ายๆ แต่ไทกะไวกว่าตะครุบตัวของวายุเอาไว้ได้

                ผลัก!

                วายุออกแรงผลักไปอย่างลืมตัวเพื่อจะวิ่งหนีต่อ ทำให้ไทกะเซล้มไปบนโซฟา ใบหน้าเหยเก

                “โอ้ย”

                เจ้าตัวกุมอกของตัวเอง วายุที่กำลังจะหันกายหนี มีอันต้องหันกลับมาหา เขารีบวิ่งกลับมาดูไทกะ

                “ไทกะ!”

                วายุเข้ามาดูอาการ ท่าทางเจ็บปวดของไทกะทำให้เขารู้สึกผิด

                “ฉันขอโทษ  ฉันไม่คิดว่าจะทำให้นายเจ็บ  ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

                ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายไทกะเลยสักนิเดียว

                “นายเจ็บมากหรือเปล่า”

                “อืม…”

                “นายจะตีฉันคืนก็ได้นะ  ถ้านายโกรธฉัน”

                เพราะเห็นไทกะทำหน้านิ่ง วายุจึงพูดออกไป แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามที่เขาคิด ไทกะรั้งร่างวายุมา  ชายหนุ่มถูกจับพลิกให้นอนลง  โดยมีไทกะคร่อมอยู่ด้านบน

                “นายหลอกฉันนี่”

                “ช่วยไม่ได้นะ”

                ไทกะยิ้มแล้วก้มลงมาจูบริมฝีปากสวยอีกครั้งอย่างแผ่วเบา  วายุค่อยๆดันร่างไทกะให้ออกห่าง เพราะอีกฝ่ายทำให้เขาเขินมากเกินไปแล้ว

                ทุกการกระทำของทั้งคู่อยู่ในสายตาของคริสที่เดินมายังห้องนั่งเล่น แต่เขาไม่ได้เข้าไปหาทั้งสองคน  ชายหนุ่มก็พอจะเข้าใจความสัมพันธ์ของทั้งสอง แต่ไม่คิดว่าจะมีความสัมพันธ์จะลึกซึ้งถึงเพียงนี้

                คริสถอยกายออกมา เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่แม่บ้านกำลังจะเดินมาตามทุกคนให้ไปร่วมโต๊ะอาหาร

                “คุณเชนให้ดิฉันมาตามค่ะ”

                “ครับ”

                ชายหนุ่มตอบรับ แม่บ้านจึงเดินจากไป  คริสไม่คิดจะเข้าไปขัดจังหวะของทั้งคู่  ชายหนุ่มจึงแกล้งพูดเสียงดัง เพื่อให้ทั้งสองได้รู้ตัว

                “วายุ! ไทกะ!”

                เสียงของคริสที่ดังขึ้นทำให้วายุรีบดันร่างของไทกะให้ออกห่าง เขาจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย ในขณะที่ไทกะกดยิ้มอย่างมีความสุข

                “พวกเขามาตามแล้ว  ไปกันเถอะ”

                ทั้งคู่จึงเดินออกมาจากห้องนั่งเล่น  เพื่อตรงไปยังห้องอาหาร วินัยอดไม่ได้ที่จะถาม

                “เหมือนบอกพ่อว่าจะมีเพื่อนมาอีกสองคนไม่ใช่เหรอ”

                เพราะเห็นแค่ไทกะแค่คนเดียว เขาจึงถามออกไป  วายุจึงอธิบาย แต่ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด

                “พอดีพวกเขามีธุระน่ะครับ”

                “น่าเสียดายจัง  อย่างนี้ลุงก็อดเจอแฝดของไทกะเลยน่ะสิ”

                วินัยแอบเสียดาย เพราะเขาเองก็เอ็นดูไทกะมากพอสมควร พอเห็นว่าไทกะมีแฝดด้วยก็เลยอยากจะเจอ

                “ไว้วันหลัง ผมจะพาเขามาพบคุณลุงนะครับ”

                ไทกะบอก ท่าทางเขาอ่อนน้อมเป็นที่ถูกใจของวินัยมากนัก  คริสเองก็อดคิดไม่ได้ว่าไทกะเหมือนลูกเขยที่กำลังฝากเนื้อฝากตัวกับพ่อตาไม่มีผิด

                “ตักข้าวให้ทุกคนเลยนะ”

                เชนหันไปบอกแม่บ้าน เมื่อจิตตาเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร  คริสมองมือสวยของวายุ เขาสังเกตมาพักหนึ่งแล้ว ว่าวายุชอบลูบแหวนเงินที่เจ้าตัวใส่อยู่

                “แหวนที่วายุใส่  สวยแปลกตาจังเลยนะ”

                “อ่า…”

                เจ้าตัวตกใจ สีหน้าเปลี่ยนไป จนคริสสังเกตได้ เขาเองก็รู้สึกแปลกๆ มาพักใหญ่แล้ว สงสัยเหลือเกินว่าแหวนวงนั้นมีความเกี่ยวข้องกับอีกฝ่ายยังไงกันแน่

                “พี่ขอดูหน่อยได้ไหม”

                คิ้วทั้งสองของไทกะขมวดเข้าหากันทันที เขารู้ว่าแหวนวงนี้ช่วยวายุไม่ให้กลายร่างเป็นอมนุษย์

                วายุกุมมือตัวเองแน่น  ท่าทางเหมือนไม่อยากถอดแหวนนั่น ยิ่งทำให้คริสสงสัย

                “ทำไมไม่ถอดแหวนให้พี่เขาดูล่ะ”จิตตาพูดขึ้น

                “แหวนนั้นเป็นแหวนที่แม่ของวายุเขาทิ้งเอาไว้ให้น่ะ”วินัยเอ่ยขึ้น

                คำกล่าวของวินัยนั้นทำให้คริสเริ่มคิดหนัก เพราะจากที่เขารับรู้ วินัยเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน  แต่วายุนั้นไม่ใช่ แสดงว่าสายเลือดอีกครึ่งต้องมาจากทางฝ่ายมารดา

                “งั้นผมขอไม่ดูดีกว่าครับ”

                คริสเอ่ยขึ้นอย่างยอมแพ้ แล้วหันไปคุยกับวายุ        

                “ต้องขอโทษด้วยนะ ที่ทำให้ลำบากใจ”

                “ไม่เป็นไรครับ”

                อย่างน้อยตอนนี้ วายุก็มองคริสในแง่ดีขึ้น ที่เจ้าตัวไม่เซ้าซี้จะขอดูให้ได้ คริสยังคงมีความเกรงใจอยู่บ้าง แต่วายุไม่รู้เลยว่า ที่คริสทำแบบนั้น ไม่ใช่เพราะว่าเกรงใจ เพียงแต่เขาไม่อยากทำให้วายุสงสัยมากขึ้นต่างหาก

-------+++++-------

                พยัคฆ์เดินเข้ามาหาพอลที่กำลังนั่งเลี้ยงลูกแฝดทั้งสอง ส่วนวิรุจน์นั้นไม่อยู่บ้าน เจ้าตัวออกไปซื้อของกับกรณัฐและกานต์  รวมทั้งยังพาลิซ่าและแม็กซ์ไปด้วย

                “แด๊ดดี้  ฮือ”

                เสียงของนาเดียดังขึ้น เมื่อพอลกำลังป้อนขนมเอเดน  เขาหันไปมองก็พบว่าลูกสาวตัวเองกำลังปีนโซฟาแล้วกลิ้งตกลงไปที่พื้น

                “ฮือ  ฮือ”

                “นาเดีย!”

                คนเป็นพ่อตกใจ จะเข้าไปหาลูกสาว แต่พยัคฆ์ก้มลงไปอุ้มนาเดียขึ้นมา แล้วเอ่ยปลอบอย่างอ่อนโยน

                “โอ๋ๆ ไม่ร้องนะหลานลุง”

                “ฮือๆ นาเดียเจ็บค่า”

                “งั้นเดี๋ยวลุงเป่าให้นะ เพี้ยง”

                พยัคฆ์ก้มลงมาเป่าบาดแขนที่นาเดียบ่นว่าเจ็บ  ไม่นานเด็กน้อยก็เลิกงอแง

                “หายเจ็บหรือยังหืม”

                “หายแล้วค่า”

                นาเดียฉีกยิ้มกว้าง  พยัคฆ์เองก็ส่งยิ้มให้หลานสาวเช่นกัน  เขาหย่อนกายนั่งลงโดยที่อุ้มนาเดียนั่งบนตัก

                “ขอบคุณครับ”

                พอลหันไปขอบคุณ  เพราะวิรุจน์ออกไปข้างนอก มันก็เลยค่อนข้างจะวุ่นวายสักหน่อยที่ทิ้งเด็กไว้ให้กับเขาแค่สองคนแบบนี้

                “ทุกคนไปกันหมดเลยสินะ”

                “อืม  พ่อกับแม่ของคุณก็ออกไปร่วมงานสังสรรค์ ผมเลยต้องจัดการคนเดียว”

                เขาลูบกลุ่มผมนิ่มของลูกชาย  เอเดนเงยหน้ามามองบิดา  เด็กน้อยฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เพราะได้ทานเค้กที่แสนอร่อย

                “ฉันสงสัยขึ้นมา  พอมาคิดๆดูแล้ว เหมือนนายจะถามถึงไทกะ ตั้งแต่วันแรกที่นายมาถึง  เกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกฉัน”

                “เรื่องนั้นเองเหรอ”

                พยัคฆ์กำลังหมายถึงคำถามที่พอลเคยถาม ราวกับว่าไทกะอาจจะได้รับบาดเจ็บ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้คิดอะไร แต่วันนี้เริ่มจะคิดขึ้นมา  เพราะมันออกจะบังเอิญเกินไปหน่อย

                แถมพอลยังรู้เรื่องที่ไทกะไปอยู่ที่โรงพยาบาลอีกด้วย

                “นายรู้อะไรมากันแน่”

                “ตอนนี้ผมสบายใจขึ้นแล้วครับ  ที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเรา”

                “หมายความว่ายังไง ฉันไม่เข้าใจ”พยัคฆ์งงหนัก

                “ที่ไทกะบาดเจ็บ ก็เพราะมีคนต้องการทำร้ายวายุ ไทกะก็แค่ซวยเท่านั้นเอง อีกอย่างตอนนี้ผมก็สืบจนรู้แล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง  ต่อจากนี้ ก็คงจะไม่มีเหตุการณ์น่ากังวลอีกแล้ว”

                พอลบอกตามที่คิดด้วยประโยคที่ยืดยาว พยัคฆ์พอได้ฟังก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง

                “ไทกะรู้แล้วใช่ไหม ว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลัง”

                “ครับ เขารู้แล้ว”

                พยัคฆ์นิ่งคิดไปพักหนึ่ง  ก่อนจะเอ่ยขึ้น

                “นายควรจะบอกฉันด้วย”

                “ถ้าคุณอยากรู้ ผมจะบอกให้ก็ได้  คนคนนั้นก็คือแม่เลี้ยงของวายุ  ผมคิดว่าคงเป็นปัญหาภายในครอบครัว”

                “ฉันคงต้องจัดการอย่างเด็ดขาด”

                พยัคฆ์คงทนไม่ได้ถ้าจะต้องเห็นลูกชายต้องเจ็บตัวอีก  อย่างน้อยก็กันไว้ดีกว่าแก้

                “ผมคิดว่าเรื่องนี้ให้เด็กๆเขาจัดการกันเองก็ได้”

                “แล้วถ้าเกิดไทกะเจ็บตัวขึ้นมาอีก  นายจะรับผิดชอบหรือไง”

                “ผมบอกไทกะแล้วว่า ผมยินดีช่วยเขาทุกอย่าง ตามที่เขาต้องการ  คุณเองก็คงไม่อยากจะมีปัญหาทีหลังกับลูกชายหรอกใช่ไหมครับ”               

                เพราะความห่วงใยลูกชายที่มากเกินไป เขาจึงไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ดีนัก  แต่ถึงยังไง เขาก็อยากจะจัดการให้มันเสร็จสิ้น เพื่อความปลอดภัยของลูกชายเขาอยู่ดี

                “ขอบใจ…ที่รักและห่วงใยลูกชายฉันขนาดนี้”

                “ก็ช่วยไม่ได้ที่นี่ครับ  ในเมื่อเจ้าสองแฝดดันเป็นหลานรักของเมียผมซะด้วย  โอ้ย!”

                พอลร้องออกมา ที่อยู่ๆ เอเดนก็มาดึงผมเขาเล่น  ร่างสูงหันไปจ้องลูกชาย  ดูเหมือนว่านาเดียต่างก็มารุมแด๊ดดี้ด้วยเช่นกัน

                “อย่าดึงสินาเดีย  เอเดน…แด๊ดดี้เจ็บนะ”

                ร่างสูงก้มลงมาพูดกับลูกแฝดทั้งสอง  เขาไม่ได้ดุด่าอย่างรุนแรง  แต่พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน จนพยัคฆ์เผลอยิ้มไปกับท่าทางนั้น

                …พอลเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

                “ขอโทษค่า / ขอโทษค้าบ”

                เด็กทั้งสองเข้ามาสวมกอดบิดา  พอลลูบกลุ่มผมนิ่มของสองแฝด เขาระบายยิ้มอย่างเอ็นดู

                “ยิ้มอะไรครับ”

                พอลเห็นว่าพยัคฆ์กำลังยิ้มในขณะที่มองเขา  ร่างสูงตอบกลับไป

                “เห็นนายดูมีความสุขขนาดนี้  ฉันก็แค่คิดว่าควรมีลูกเพิ่มอีกดีหรือเปล่า”

                พอลหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่ร้ายกาจ

                “ผมว่าอีกไม่นานคุณก็คงจะมีลูกเพิ่มอีก 2 คน”

                “?”

                พยัคฆ์ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง  เพราะภรรยาเขาไม่ได้ท้องเสียหน่อย  แต่พอลก็กดยิ้มร้ายแล้วเอ่ยบอกเฉลยให้

                “ลูกสะใภ้น่ะครับ”


100%

อากิหายไปนานมากกก  เพราะมัวแต่ยุ่งๆกับงานค่ะ 

จากนี้จะเริ่มกลับมาอัพต่อแล้วค่ะ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ตอน ในเรื่องนี้

ติดตามการอัพและข่าวสารได้ที่เพจเฟสบุค Akikoneko17​  นะคะ


หากท่านใดต้องการสั่งซื้อนิยายของอากิ  ติดต่อสอบถามทางข้อความที่เพจเฟส Akikoneko17 ได้เลยค่า

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}