fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 ประตูสู่คดีฆาตกรรม

ชื่อตอน : บทที่ 7 ประตูสู่คดีฆาตกรรม

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 86

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2562 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 ประตูสู่คดีฆาตกรรม
แบบอักษร

อนันต์ เจ้าหน้าที่ห้องนิติเวช ยืนมองนายแพทย์บรรณกิจใช้เข็มขนาดใหญ่ปักลงในหัวใจและดูดเลือดสีแดงเข้มออกมาใส่หลอดเก็บเลือด “มีการขาดเลือดในหลายอวัยวะ ไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย มีแค่แผลจากรอยเข็มที่ข้อพับแขนกับขาหนีบจากการเจาะเลือด กับหน้าอกที่ช้ำกับกระดูกซี่โครงหักจากการ CPR*”

(Cardiopulmonary Resuscitation (CPR)*: การปฐมพยาบาลเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพในกรณีที่ผู้ป่วยไม่หายใจหรือหัวใจหยุดเต้น)

“ก้อนที่ปอดน่ากลัวเนอะหมอ” อนันต์บุ้ยปากไปทางก้อนมะเร็งที่กระจายเต็มปอดจนทำให้เนื้อปอดของศพดำและตะปุ่มตะป่ำ มือของชายวัยกลางคนถือกล้องคอมแพคที่ใช้ถ่ายรูประหว่างการชันสูตร “เป็นเหตุตายไม่ได้เหรอ?”

“ผมก็คิดเหมือนกันว่าเสียจากโรคธรรมชาติได้ครับ แต่ผลเลือดที่เขาเจาะส่งในห้องฉุกเฉินไม่ค่อยมีอะไรอธิบายได้ชัดเจนเท่าไหร่ โซเดียมต่ำเล็กน้อย โปแตสเซียมไม่สูง ไม่มีติดเชื้อในกระแสเลือด เลือดเป็นกรดก็อาจจะเกิดจากช่วงที่ภาวะหัวใจหยุดเต้นก็ได้ลอง Arterial blood gas*แล้ว แต่ก็บอกยากเพราะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นมาตั้งแต่ที่บ้าน” บรรณกิจถอดถุงมือออก “คนนี้ได้มอร์ฟีน กับ Lorazepam** จากวอร์ดอายุรกรรมตอนออกจากโรงพยาบาล ต้องส่งดูระดับยาในกระแสเลือดด้วย เท่าที่ถามจากตำรวจ เขาก็บอกว่าญาติยืนยันว่าไม่มียาตัวไหนที่หายไปหรือน้อยลงจนผิดปกตินะ แต่เราต้องละเอียดกันหน่อย เพราะตำรวจบอกว่าได้รับแจ้งว่ามีคนงัดแงะเข้าบ้านในช่วงนั้น”

(Arterial Blood Gas* : การวิเคราะห์ข้อมูลจากเลือดในหลอดเลือดแดงเพื่อประเมินค่าความเป็นกรดด่าง และความสามารถในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในร่างกาย)

(Lorazepam** : ยาที่ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ใช้เป็นยาคลายวิตกกังวล ยานอนหลับ)

“พฤติการณ์ไม่ปกติสินะ หมอบรรณ” อนันต์เดินเข้ามาติดสติกเกอร์ชื่อผู้ตายลงบนหลักฐานต่างๆ ที่บรรณกิจเก็บออกมาจากศพ “เดี๋ยวเย็บปิดแล้วผมจะรีบเอาไปส่งแล็บนิติเวชโรงพยาบาลมหาลัย หมอบรรณไปพักผ่อนกินกาแฟเถอะครับ”

“รบกวนด้วยครับพี่อนันต์” บรรณกิจหยิบชาร์ตขึ้นมาจดสิ่งที่เขาตรวจเจอครู่หนึ่งก่อนจะวางลงบนโต๊ะทำงาน แพทย์หนุ่มเดินออกไปจากห้องชันสูตรศพ บิดร่างกายซ้ายขวาสลัดความเมื่อยขบจากการทำงานต่อเนื่องมานาน

อนันต์ถือกล่องโฟมที่บรรจุหลอดใส่เลือด ปัสสาวะ หลักฐานต่างๆ ที่หมอบรรณเก็บออกมาจากร่างกายศพเดินตรงไปยังโรงรถของโรงพยาบาล เขาได้ทำการนัดแนะนายแอ๊ด พนักงานขับรถประจำโรงพยาบาล ให้นำกล่องนี้ไปส่งให้ห้องปฏิบัติการพิษวิทยาของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลออกไปประมาณสี่สิบนาทีจากที่นี่ พร้อมกับแล็บคนไข้รายอื่นที่จำเป็นต้องส่งนอกโรงพยาบาลเช่นกัน

“แอ๊ดอยู่ไหนล่ะ” อนันต์จิปากเมื่อเขาเดินมาที่โรงรถแล้วไม่พบใครสักคนรออยู่แถวนั้น อนันต์เดินกลับไปชะเง้อชะแง้ดูห้องทำงานด้านข้างโรงจอดรถ พบว่ามีแต่ความว่างเปล่า เขาวางกล่องลงบนโต๊ะทำงานของใครสักคนในห้องนั้นอย่างหัวเสีย แล้วกดโทรออกหานายแอ๊ดอีกที

“อ้ายๆ รอกำเต๊อะ ผมโดนเรียกให้ไปรับผอ. ที่สาธารณสุขจังหวัดด่วน รอแหมสิบนาที” ทันทีที่แอ๊ดรับสาย คนขับรถก็รีบอธิบายอย่างร้อนรน

“เออๆ บ่เป็นหยัง รอแถวนี้ล่ะ”

“อ้ายฟั่งก่อ? ละไว้ตี้ห้องหน่วยยานพาหนะก่อได้หนา จะได้ไปยะก๋านอย่างอื่น”

“ไม่ได้เว้ย เดี๋ยวหลักฐานหายไปงานจะเข้า” อนันต์เดินออกมาจากบริเวณโรงจอดรถเพื่อเลี่ยงที่อับสัญญาณ “ตอนนี้ไม่มีงานอื่นที่ต้องรีบไปทำ หมอบรรณก็กำลังพักอยู่ พี่รออยู่นี่ล่ะ”

“โอเค แหมสิบนาทีเน้อครับอ้าย!”

อนันต์กดวางสายโทรศัพท์แล้วเดินย้อนกลับมายังทิศทางของห้องทำงานของแผนกยานพาหนะ เขาคาดหวังว่าจะเห็นห้องที่ไร้ผู้คน แต่สิ่งที่เขาเห็นคือเงาศีรษะมนุษย์ผลุบโผล่ให้ผ่านหน้าต่างบานเกล็ด เจ้าหน้าที่นิติเวชวัยกลางคนขมวดคิ้ว รีบวิ่งตรงไปที่ประตูห้องเพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชัดเจนเพราะเขามั่นใจว่าก่อนหน้านี้ไม่มีคนอยู่จริงๆ

แล้วอนันต์ก็ชนเข้ากับใครบางคนที่เดินสวนออกมาจากห้องนั้นด้วยความเร่งรีบ เขาเงยหน้าขึ้นมองชายร่างสูงตรงหน้า เภสัชกรหนุ่มที่มีใบหน้าขาวใสและหล่อเหลาคนนั้นสวมเสื้อกาวน์สั้นกับกางเกงสีดำ ที่หน้าอกปักชื่อด้วยด้ายสีเขียวอ่อนว่า 'ภก.ชาญชัย มณีรัตน์' อนันต์ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนที่ตกอกตกใจมากกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ ดวงตาของเภสัชกรหนุ่มเบิกกว้างมากทีเดียว

“เภสัชบอส!” อนันต์ร้อง

“พี่อนันต์…” เภสัชกรหนุ่มพูด ส่งยิ้มแห้งให้อนันต์ “พี่มาทำอะไรที่นี่ครับ”

“เอาแล็บนิติเวชมาฝากให้แอ๊ดส่งน่ะ” อนันต์มองชายอายุน้อยกว่าด้วยสีหน้าฉงนสงสัย “มาทำอะไรแถวนี้?”

“ผมทำของหล่นไว้ในรถตู้ตอนที่เยี่ยมบ้านคนไข้กับหมอกันต์เมื่อวานน่ะครับ” บอสยิ้มกว้างแล้วยกมือขึ้นเกาหลังศีรษะแก้ขวยเขิน “แต่มาไม่เจอใครเลย สงสัยต้องมาอีกทีวันพรุ่งนี้”

“วันนั้นเภสัชบอสไปกับใครล่ะ? ถ้าแอ๊ดเป็นคนขับวันนั้นก็รออีกสิบนาที กำลังมา” อนันต์ยกนาฬิกาขึ้นมองเวลา

“ไม่ใช่พี่แอ๊ดครับ ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมค่อยมาอีกที” ชายหนุ่มเบี่ยงตัวให้พ้นประตู “ขอตัวก่อนนะครับ”

“อ..เออ เจอกัน” อนันต์หันหลังมองตามชายหนุ่มในชุดเสื้อกาวน์สั้นที่เดินเร็วๆ จากไปจนสุดสายตา เจ้าหน้าที่นิติเวชวัยกลางคนเดินกลับเข้าไปในห้อง มองกล่องโฟมที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างบังเกิดขึ้นในใจของอนันต์ มันทำให้เขาต้องรีบเดินไปที่โต๊ะตัวนั้นแล้วเปิดกล่องออกดู

ซองใส่หลักฐานยังคงอยู่ในนั้น ซีลแน่นหนาด้วยเทปกาวปิดทับด้วยสติกเกอร์ที่มีลายเซ็นต์ของหมอบรรณกิจ ไม่มีทางที่ใครจะเอาหลักฐานข้างในไปได้โดยไม่ทิ้งร่องรอย ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก แต่อนันต์ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่มีใครเอาของข้างในไปแน่นอน

สิบนาทีต่อมา แอ๊ด พนักงานขับรถประจำโรงพยาบาลวิ่งตาลีตาเหลือกมาหาอนันต์ที่ห้อง บอกว่ารถพร้อมออกไปส่งแล็บแล้ว อนันต์ส่งกล่องโฟมให้แอ๊ด เน้นย้ำเรื่องสถานที่ส่ง และหันหลังเดินกลับไปยังทิศทางของแผนกนิติเวช เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของอนันต์ในบ่ายวันนี้

คำสั่งแต่งตั้งมาถึงแล้ว ขณะนี้ร้อยตำรวจเอกวสันต์ ได้เลื่อนยศเป็น พันตำรวจตรี วสันต์ คำบุญเรือง สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอย่างเป็นทางการ

นายตำรวจยืนอยู่ด้านหน้ารูปถ่ายของแม่เมื่อสมัยยังสาวสะพรั่ง เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอ เธอเป็นคนเก่ง เข้มแข็ง เลี้ยงดูลูกชายสามคนจนเติบใหญ่โดยไม่สนใจว่าเธอจะเหนื่อยยากลำบากแค่ไหน ถึงครอบครัวจะยากจน แต่วสันต์ไม่เคยรู้สึกหิว และเติบโตขึ้นมาเป็นนายตำรวจที่สง่างามได้ ก็เพราะผู้หญิงในรูปคนนี้

“พี่ขอเป็นตัวแทนของแม่ก็แล้วกันนะ” ทองคำบรรจงติดดาวครอบมงกุฎลงไปที่บ่าของวสันต์ ยกหลังมือขึ้นเช็ดตาที่เปียกชื้นเป็นครั้งคราว “สารวัตรเป็นความภาคภูมิใจที่สุดของครอบครัวเรา แม่ชอบเอาแกไปพูดให้ใครต่อใครฟังอย่างมีความสุข”

“ลูกที่ควรได้รับการเชิดชูคือลูกที่ได้มีโอกาสอยู่ดูแลแม่มากกว่า” วสันต์มองรูปมารดาด้วยสายตาว่างเปล่า “คนที่ควรได้รับการชื่นชมคือพี่ทอง ไม่ใช่ผม”

“ฉันมันเรียนไม่เก่งเหมือนแก ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าแก ทำได้มากที่สุดก็ทำงานที่บ้านช่วยแม่นี่ล่ะ แกมันอนาคตไกล ทำให้ตัวเองเป็นเจ้าคนนายคนแบบนี้ล่ะถูกต้องแล้ว” ทองคำตบบ่าวสันต์ ถอยออกมามองน้องชายด้วยสายตาสุดแสนภูมิใจ “เสร็จแล้วล่ะ”

วสันต์หันไปมองดาวครอบมงกุฎใหม่เอี่ยมที่อยู่บนบ่าพร้อมความรู้สึกจุกแน่นในอก เขาอยากให้แม่ได้เห็นสิ่งนี้เหลือเกิน เธอคงสวมกอดเขาเนิ่นนาน หอมแก้มเขา แล้วบอกว่าจะทำแกงฮังเลของโปรดของวสันต์เป็นการเฉลิมฉลอง เหมือนครั้งที่เขาเรียนจบโรงเรียนนายร้อย นายตำรวจถอยออกจากโต๊ะที่วางรูปของแม่ไว้ คุกเข่าลงบนพื้นไม้ พนมมือ ก้มลงกราบรูปของมารดา เขาพยายามจะไม่ร้องไห้ แต่เขารู้สึกได้ถึงน้ำใสๆ ที่เอ่อคลอเบ้าตาทั้งสองข้าง วสันต์เงยหน้าขึ้นมา ยกมือไว้รูปพี่ชายคนกลางที่ตั้งอยู่ข้างๆ รูปของแม่ มองคนในครอบครัวผู้ล่วงลับทั้งสองแล้วพยายามทำใจให้สงบก่อนจะลุกขึ้นยืน

“คืนนี้ไปไหนรึเปล่า ไก่เตรียมกับข้าวไว้เพียบ” ไก่คือภรรยาของทองคำ พี่สะใภ้ของวสันต์ สองคนนี้คือผู้ที่ช่วยกันดูแลแม่จนกระทั่งวาระสุดท้าย

“คืนนี้ไม่ไปไหน” วสันต์ดึงชายเสื้อเครื่องแบบออกจากกางเกง แล้วรูดซิปเสื้อลง “ว่าจะนั่งทำงานที่บ้าน สำนวนกองเป็นภูเขา”

“ว่าแต่แกเวรเยอะมากเลยรึไง ไม่ค่อยเห็นกลับบ้านกลับช่อง”

วสันต์ที่กำลังหยิบไม้แขวนเสื้อมาแขวนเครื่องแบบท่อนบนชะงักไป คำตอบที่แท้จริงคือเขาเปิดห้องนอนกับผู้ชายคนหนึ่งที่โรงแรมบ่อยๆ ในช่วงนี้ แต่วสันต์ไม่ควรให้คำตอบนั้นหลุดปากออกไป รสนิยมทางเพศของวสันต์ยังเป็นความลับแม้กระทั่งกับคนในครอบครัว “ติดเวรบ้าง กินเหล้าเมาสลบบ้านเพื่อนบ้าง คนดังเพิ่งกลับมา โดนแย่งตัวไปโน่นไปนี่เป็นธรรมดา”

“ว่าแล้ว! พวกตำรวจน่ะกินเหล้าดุ เพลาๆ ลงบ้าง เป็นตับแข็งละข้าไม่รับดูแลนะเว้ย!”

“หึ” วสันต์หัวเราะน้อยๆ มองพี่ชายที่บ่นเป็นหมีกินผึ้งเดินตรงไปที่ห้องครัวที่เริ่มมีกลิ่นหอมหวนชวนกินโชยออกมา “พอได้บ้านเช่าเหมาะๆ ก็จะย้ายออกแล้ว อย่าบ่นคิดถึงน้องชายขี้เหล้าตับแข็งคนนี้ก็แล้วกัน”

“หาบ้านได้แล้วก็รีบหาเมียด้วย สารวัตร!” เสียงตะโกนออกมาจากห้องครัวทำให้วสันต์ส่ายหัว ยิ้มกว้างแบบที่ไม่ได้ยิ้มมาหลายวัน นี่เป็นสิ่งที่แม่ที่อยู่บนฟ้าน่าจะชื่นใจ ว่าลูกชายสองคนที่ยังเหลือของแม่นั้นรักกันใคร่กันดีแค่ไหน

กันตภัทรยืนมองห้องว่างที่อยู่ตรงหน้าสลับกับมองผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ยืนกอดอกยิ้มกริ่มอยู่ข้างๆ “อาจารย์สมศักดิ์เอาใจผมเยอะแปลกๆ นะครับช่วงนี้”

“ไม่ได้เอาใจ เขาเรียกว่าสนับสนุน” สมศักดิ์ยกสองมือขึ้นทำท่าเล็งขนาดไปที่หน้าประตู “เดี๋ยวตรงนี้ก็จะมีป้าย หน่วยงานดูแลคนไข้แบบประคับประคอง ของนายแพทย์กันตภัทร อัครเมธี”

กันต์หัวเราะ “ไม่ต้องใส่ชื่อผมในป้ายก็ได้มั้งครับ เผื่อหมอคนอื่นมาใช้ต่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนป้าย”

นายแพทย์วัยกลางคนร่างสูงหันมามองกันต์ ถึงอายุใกล้เลขห้าเต็มที แต่กาลเวลาดูจะไม่สามารถทำร้ายนายแพทย์สมศักดิ์ได้ เขายังคงความเป็นผู้ชายร่างสูงบุคลิกดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ถึงแม้ว่าเส้นผมจะเริ่มแซมสีเทา และสวมแว่นสายตายาวแล้วก็ตาม “พูดเหมือนเป็นลางว่าจะอยู่อีกไม่นานนะ กันต์”

กันต์ส่ายหน้าแล้วยิ้มบางๆ “ตอนนี้ผมยังไม่มีแผนที่จะย้ายไปไหน แต่อนาคตก็เป็นเรื่องที่เรายังมองไม่เห็นนี่ครับ” กันต์เดินเข้าไปในห้องที่อดีตเคยเป็นห้องประชุมของฝ่ายการพยาบาล “ห้องกว้างเกินไปที่จะอยู่กันแค่ผมกับพี่พยาบาลสองคนนะเนี่ย”

“ดึงหมอมาช่วยอีกคนสิ”

“หมอแฟมเมดคนอื่นหนีไปทำอย่างอื่นหมดแล้วครับ เหลือผมแค่คนเดียวที่ยังมีความสุขกับการทำงานในฟิลด์นี้” กันต์หันไปมองผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัยกลางคนที่ยืนพิงกรอบประตู ร่างกายสูงใหญ่ของเขายังคงได้สัดส่วนที่ดีจากการหมั่นออกกำลังกาย “ขอบคุณสำหรับห้องนะครับอาจารย์ ผมจะได้มีที่เก็บเอกสารเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้นด้วย”

“อยากได้ตู้อะไรเพิ่มก็บอก เดี๋ยวผมสั่งคนเอามาไว้ให้” สมศักดิ์ยกนาฬิกาขึ้นดู “ผมต้องรีบไปประชุมแล้ว วางแพลนตกแต่งห้องไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน อยากได้อะไรก็ไลน์บอกผม”

“ขอบคุณครับ” กันตภัทรยกมือไหว้ ผู้อำนวยการยกมือขวาขึ้นรับไหว้ก่อนจะผละเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้ายิ้มแย้มของกันต์ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เขาหันกลับมามองห้องโล่งกว้างที่กำลังจะกลายเป็นห้องทำงาน มันกว้างเกินไปสำหรับแพทย์และพยาบาลสองคนจริงๆ ถ้ากั้นห้องแบ่งสัดส่วนให้ญาติคนไข้ได้มาเรียนรู้เรื่องการดูแลที่บ้านที่นี่ก็น่าจะดี

หลังจากที่นายแพทย์กันตภัทรมารับราชการที่โรงพยาบาลจังหวัดแห่งนี้ งานดูแลคนไข้แบบประคับประคองที่ลุ่มๆ ดอนๆ มาหลายปีก็กลายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น กันต์ได้เข้ามาทำการวางระบบใหม่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นระบบการขอปรึกษาจากผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน การประสานกับเครือข่ายเยี่ยมบ้าน การจัดทีมสอนผู้ดูแลคนไข้ การทำคลินิกดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายโดยเฉพาะ ระบบการเก็บข้อมูลต่างๆ หลังจากทดลองใช้มาเป็นระยะเวลากว่าสองปี ตัวชี้วัดต่างๆ ที่ตั้งไว้มีแนวโน้มไปในทางที่ดี จนกระทั่งมีแพทย์และพยาบาลจากแห่งอื่นมาขอดูงานเป็นครั้งคราว และคงจะดีจนนายแพทย์สมศักดิ์ให้ห้องทำงานส่วนตัวมาหนึ่งห้องแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ซึ่งควรเป็นเรื่องที่น่าดีใจ

“ฮัลโหล แวะมาดูออฟฟิศใหม่” เสียงของหมอหนิงดังจากทางประตู

กันต์หันไปหาเพื่อนแพทย์แล้วยิ้มกว้าง “อิจฉาล่ะสิ”

“อยากได้บ้างต้องทำยังไงเนี่ย”

“ต้องถามผอ.ล่ะ ไม่งั้นก็มาช่วยกันดูคนไข้ระยะสุดท้าย”

“คนไข้ระยะสุดท้ายคงไม่มีใครคลอดลูกแล้วมั้ง ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่” ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกัน แพทย์หญิงเดินเข้ามายืนข้างๆ กันต์ เอามือไพล่หลัง หันมามองแพทย์หนุ่มด้วยดวงตากลมโตของเธอ “แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันช่วยได้นะ”

“เรื่องอะไรเหรอ?” กันต์หันไปถาม

“ถ้าเธอมีเรื่องไม่สบายใจหรือเดือดร้อนอะไร นึกถึงเราได้เสมอ” หลังจากพูดจบ หนิงก็หันไปอีกทางอย่างรวดเร็ว “เราไปเข้า ห้องผ่าตัดก่อนนะ”

“อะไรกัน มาแค่นี้เหรอ?” กันต์หันไปมองเพื่อนสาวอย่างงงงวย ในขณะที่หนิงเดินออกจากห้องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กันตภัทรถอนหายใจออกมายาว มองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ใช่ว่าเขาดูไม่ออกว่าหนิงกำลังคิดอะไร แต่เพราะเขารู้ เขาจึงทำเป็นเหมือนหนุ่มใหญ่ผู้ไร้เดียงสาให้หนิงเห็นจนถึงทุกวันนี้ หลังจากลองผิดลองถูกเรื่องความรักมาอย่างยาวนาน ตอนนี้กันตภัทรชัดเจนในตัวเองดีแล้วว่าเขาต้องการอะไร เขาไม่อยากให้หนิงเสียใจ มีผู้ชายดีๆ ที่คู่ควรกับเธอมากกว่ากันต์มากมายนัก

กันต์เดินกลับมาห้องรวมโต๊ะทำงานของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวที่อยู่ในแผนกเวชกรรมสังคม ซึ่งตั้งอยู่ในชั้นที่หนึ่งของอาคารไม่ไกลจากแผนกฉุกเฉิน บ่ายวันนี้เขาต้องทำหน้าที่เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้ดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ยังเหลือข้อมูลอีกเล็กน้อยที่กันต์ต้องเพิ่มลงไปในสไลด์นำเสนอ แพทย์หนุ่มหย่อนกายลงนั่ง ส่งสติ๊กเกอร์รูปหัวใจใส่ในไลน์ของวสันต์ พักให้หายเหนื่อยได้เพียงไม่กี่วินาทีก็มีแขกมาเยือนอีกหนึ่งคน นายแพทย์บรรณกิจนั่นเอง แพทย์รุ่นน้องเข้ามาหาเขาพร้อมกับหนังสือสองเล่ม

“ผมแนะนำให้อ่านสองเล่มนี้ครับพี่ น่าจะอ่านง่ายที่สุดแล้ว ส่วนเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับพิษวิทยาที่พี่ต้องการ” บรรณกิจยืนค้ำโต๊ะของกันต์แล้วส่งยิ้มให้ กันต์ไม่ปฏิเสธว่ายิ้มของบรรณกิจเป็นหนึ่งในยิ้มที่ชวนมองมากทีเดียว รวมถึงรูปร่างที่ได้สัดส่วน ส่วนสูงของบรรณกิจน่าจะเท่ากับวสันต์ ผมสีน้ำตาลเข้มหยักศกเล็กน้อยเสริมให้เขาดูโดดเด่น กันต์คิดว่าเขากำลังเห็นผีอีกตัวหนึ่ง ค่อนข้างมั่นใจมากเสียด้วยว่าใช่

“ขอบคุณมาก ให้พี่คืนเมื่อไหร่ดี” กันต์รับหนังสือมาเปิดดูผ่านๆ

“ผมทำงานที่นี่ถึงเดือนมิถุนาครับ คืนตอนที่ผมใกล้จะไปก็ได้”

“แต่ถ้าต้องการใช้เร่งด่วน บอกพี่ให้เอาไปคืนได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

บรรณกิจพยักหน้า “ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีมีเรื่องด่วนกับเคสมะเร็งปอดที่เสียชีวิตที่บ้าน”

กันตภัทร์ละสายตาจากหนังสือ เงยหน้าขึ้นมองบรรณกิจ มองประสานกับดวงตาของแพทย์นิติเวชที่จ้องนิ่งมาที่ใบหน้าของกันตภัทร ทำให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวหนุ่มคิดว่านี่คือแววตาของคนที่ฉลาดเป็นกรด กันต์พูดตอบด้วยน้ำเสียงปกติ “เคสที่ตำรวจพามาห้องฉุกเฉิน พี่ก็ได้ยินมาเหมือนกัน ญาติให้ชันสูตรเหรอ?”

“ดีแล้วครับที่ให้ชันสูตร” บรรณกิจพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมไปก่อนนะครับ”

กันต์มองบรรณกิจเดินออกจากห้องไป ตามมาด้วยเสียงเสียดสีของประตูกระจกที่ปิดลง นายแพทย์เอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นประสานไว้บนตัก ปล่อยให้ตัวเองตกลงไปในภวังค์แห่งความคิด

“ดีแล้วงั้นเหรอ” กันต์พูดกับตัวเองเบาๆ

เขาเกลียดรูปหัวใจสีชมพูนี่เหลือเกิน และยิ่งเกลียดมากขึ้นเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนส่งมาให้ วสันต์เก็บโทรศัพท์ลงไปในกระเป๋ากางเกงโดยไม่กดเปิดอ่านให้ขึ้นคำว่า ‘อ่านแล้ว’ ให้เจ้าของสติ๊กเกอร์หัวใจได้ใจจนเกินไปนัก เงยหน้าขึ้นมองพยานที่เขานัดมาพูดคุยเพิ่มเติม คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะชื่อนายเปี่ยม จินดาหลวง ชายร่างเล็กคนนี้คือบุคคลที่โทรแจ้งว่าเห็นคนงัดหน้าต่างเข้าไปในบ้านของคนไข้มะเร็งปอด ต่อมามีอาการชักเกร็งและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

“เล่าให้ฟังหน่อยว่าเห็นอะไรบ้างตอนนั้น” วสันต์ถาม

“มันก่อมืดๆ นะครับคุณตำรวจ หันบ่ค่อยชัดเท่าใด ตอนนั้นผมเพิ่งกลับมาที่บ้าน กำลังจะเดินเข้าบ้านก็หันไปเห็นเงาคนแวบๆ ตอนแรกก็คิดว่าผีหลอกก็เลยรีบล่นเข้าบ้านไปเลย แต่พอขึ้นมาที่ชั้นสอง มองออกไปเห็นเงาคนกำลังงัดหน้าต่างแล้วก็ปีนเข้าไป หน้าต่างที่ตรงกับระเบียงน่ะคุณตำรวจ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะเสียเวลางัดทำไม เหมือนไม่รู้ว่าด้านหลังบ้านนั้นเข้าออกง่ายกว่าเยอะ”

“ไม่ใช่โจรมืออาชีพสินะ แล้วพอจะจำรูปพรรณสัณฐานได้มั้ย?”

นายเปี่ยมหลับตาแน่นพยายามคิด “ไม่เห็นหน้าเลยครับ มืดตึ๊ดตื๋อ แต่เป็นผู้ชายแน่ๆ ใส่เสื้อแขนยาวสีดำกับกางเกงสีดำ พอเห็นแล้วก็กลัว กลัวมันจะมางัดบ้านผมต่อ เลยรีบโทรหาตำรวจ”

“ตอนนั้นเวลากี่โมงนะ?”

“ประมาณสามทุ่มครับ”

ยี่สิบนาทีผ่านไป วสันต์ไม่ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากขึ้นไปกว่าการยืนยันว่ามีผู้บุกรุกจริง และน่าจะเป็นผู้ชายสวมชุดสีดำ วสันต์จึงกล่าวขอบคุณนายเปี่ยมและกำชับว่าถ้าใครมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมให้รีบมาแจ้งให้เขาทราบ นายตำรวจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองอีกครั้ง เพิ่งรู้ตัวว่าขณะนี้ผ่านช่วงเวลาพักเที่ยงไปแล้วโดยที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง

‘หิวโคตร’ วสันต์พิมพ์ข้อความตอบกันตภัทร เพียงไม่กี่วินาทีก็มีคำว่า อ่านแล้ว ปรากฏขึ้น

‘ยังไม่ทานข้าวเหรอครับ’

‘ยัง งานไม่เสร็จ’

‘รีบหาอะไรทานนะครับ เดี๋ยวจะผอมเกินไป กอดไม่อุ่น’

‘กอดไม่อุ่นก็ไม่ต้องมากอด’

นี่เป็นเด็กวัยรุ่นกันอยู่รึไง คุยอะไรกันไร้สาระเป็นบ้า วสันต์คิด ทว่ามีรอยยิ้มเปื้อนมุมปาก นายตำรวจรอคอยคำตอบของกันตภัทรอยู่พักหนึ่ง คาดหวังว่าจะได้เห็นคำตอบหรือสติ๊กเกอร์บางอย่างในอีกไม่ช้า แล้ววสันต์ก็จะรีบไปทำงานอย่างอื่นต่อ

ทว่าสิ่งที่เขาเห็นต่อมาไม่ใช่สติ๊กเกอร์หรือข้อความ แต่เป็นสายโทรเข้าของคนที่เขาบันทึกชื่อไว้ว่า ‘หมอบรรณกิจ นิติเวช’

วสันต์กดรับสายอย่างรวดเร็ว รู้สึกใจสั่นรัว สารวัตรหนุ่มเคยติดต่อกับนายแพทย์บรรณกิจเพียงหนึ่งครั้งตอนที่มีเหตุตายผิดธรรมชาติเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำการแนะนำตัวให้หมอนิติเวชได้รู้ว่าเขาเป็นสารวัตรสอบสวนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ “ครับผม”

“สารวัตรวสันต์รึเปล่าครับ” เสียงปลายสายพูด “ผมบรรณกิจ หมอนิติเวชนะครับ”

“ครับหมอ”

“รายงานชันสูตรของนายชาติชายยังไม่เสร็จนะครับ แต่ผมอยากจะบอกผลเบื้องต้นให้สารวัตรได้ทราบไว้ก่อน”

วสันต์ขมวดคิ้วมุ่น “ว่ามาเลย”

“จากการตรวจเบื้องต้นไม่พบอะไรที่บอกถึงพฤติการณ์ที่ตายได้จากภายนอก แต่ผลตรวจระดับยาในเลือดเพิ่งกลับมาหาผมเมื่อกี้นี้…” เสียงของนายแพทย์เว้นไปพักหนึ่ง “พบว่ามีระดับยา Benzodiazepine ระดับสูงมากในเลือดโดยที่ไม่พบยาในกระเพาะอาหาร”

วสันต์นิ่งอึ้งไปเหมือนโดนสาป “สูงในระดับที่ทำให้ตายได้เลยเหรอ?”

“สูงในระดับที่ทำให้ตายได้ครับ วิธีการที่ผู้ตายได้รับยาเข้าไปคือทางหลอดเลือดดำในขณะนั้น ยากลุ่มนี้เป็นยากดประสาท ถ้าหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะกดการหายใจจนอวัยวะต่างๆ ขาดออกซิเจน”

เสียงของนายแพทย์นิติเวชกลายเป็นเสียงที่ดังมาจากที่ไกลแสนไกล เป็นคำตอบที่วสันต์ได้ยินทางหู แต่ใจเขากลับไม่อยากรับรู้ ประโยคเมื่อครู่ของบรรณกิจเปิดประตูบานใหม่ให้แก่เส้นทางที่เขามองว่าเป็นหนทางแห่งธรรมชาติในตอนแรก แต่ไม่สามารถตอบคำถามให้กับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นอยู่นี้ได้ คำตอบที่ได้จากบรรณกิจอธิบายทุกสิ่ง ประกอบชิ้นส่วนที่ไม่เชื่อมโยงเหล่านี้เข้ากันเป็นเรื่องเดียว

ประตูบานนั้นมีชื่อว่า คดีฆาตกรรม

“สารวัตรครับ?” บรรณกิจทักเมื่อวสันต์เงียบไปนาน

“นี่คือเหตุตายใช่มั้ย?”

“นี่คือเหตุตายแน่นอนครับ”

“คนไข้ไม่ได้กินยาเข้าไปเอง?”

“ไม่พบยาในกระเพาะอาหารครับ”

“เป็นไปได้ใช่ไหมว่ามีบุคคลผู้อื่นฉีดสารตัวนี้เข้ากระแสเลือดผู้ตาย?”

วสันต์ได้ยินเสียงบรรณกิจหายใจเข้าลึก “อ้างอิงจากผลการชันสูตรในขณะนี้ คำตอบคือมีความเป็นไปได้ครับ”

“คนที่ปีนเข้าไปในบ้านผู้ตายอาจจะเป็นคนที่ลงมือก็ได้ ว่าแต่ทำไปเพื่ออะไรกัน?” แล้ววสันต์ก็เพิ่งรู้ตัวว่ากำลังรำพึงกับตนเองโดยที่มีหมอบรรณกิจรับฟังด้วยในสาย “ขอบคุณครับ ผมจะรอรายงานชันสูตร ถ้ามีอะไรคืบหน้าหรือขอความช่วยเหลือหมอเพิ่มเติมผมจะแจ้งให้ทราบ”

วสันต์กดวางสาย ทิ้งแขนลงวางบนโต๊ะด้วยความรู้สึกหลายหลายอย่างถาโถมเข้าใส่เหมือนน้ำป่าไหลหลาก สารวัตรหนุ่มปิดเปลือกตาที่หนักอึ้ง พยายามเรียบเรียงความคิดว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปกับคดีนี้ ถ้าอ้างอิงจากผลชันสูตรศพอย่างไม่เป็นทางการเมื่อครู่ ก็แทบจะสรุปพฤติการณ์ที่ตายได้อย่างแน่นอนแล้ว วสันต์ตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้หลังจากกลับจากศาล เขาจะแวะไปเอาข้อมูลกับแต้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพื่อเอาตัวเลขของคนไข้ระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตมากผิดปกติมานั่งพิจารณา

โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นสั้นๆ หนึ่งครั้ง กันตภัทรตอบไลน์มาแล้ว แต่สารวัตรหนุ่มไม่มีอารมณ์แม้แต่จะเหลือบมองข้อความนั้น


มากันรวดเดียว 2 ตอนเลยอย่าลืมกดไลค์ กดดาวเป็นกำลังใจให้กันด้วยนะคะ

ฝาก #การุณยฆาต ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจนักอ่านทุกคนด้วยค่ะ :)


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น