fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 6 โจรผู้ไม่ลักทรัพย์

ชื่อตอน : บทที่ 6 โจรผู้ไม่ลักทรัพย์

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 70

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2562 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 โจรผู้ไม่ลักทรัพย์
แบบอักษร

“คุณกำลังคิดอะไรอยู่?”

เสียงทุ้มลึกของอีกคนดังขึ้นข้างหู ตามมาด้วยสัมผัสจากริมฝีปากที่ประทับลงที่ผิวหนังหลังคอของวสันต์พร้อมลมหายใจอุ่น มือเรียวยาวของนายแพทย์เลื่อนเข้ามาสวมกอดและลูบไล้ผิวหนังภายใต้เสื้อยืดตั้งแต่หน้าท้องขึ้นมาที่ยอดอก ทำให้เสื้อยืดถูกเลิกเปิดออกจนเห็นเนื้อหนังข้างใต้ นายตำรวจรับรู้ถึงสัมผัสรุนแรงจากจุดที่เส้นประสาทอ่อนไหวไวต่อความรู้สึก วสันต์หลับตา ส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอ ขณะนี้ชายทั้งสองเปิดห้องที่โรงแรมแห่งเดิมเพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกันในยามค่ำคืนอีกครั้ง วสันต์ที่นั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่างกำลังถูกกันตภัทรรบกวนด้วยสัมผัสเร้าอารมณ์

“คนเราไม่จำเป็นต้องรู้ความคิดของคนอื่นก็ได้”

“แต่ผมอยากรู้ของคุณ” กันต์ยังคงไม่หยุดมือ ความคิดอะไรก็ตามที่อยู่ในหัววสันต์เริ่มตีกันยุ่งเหยิงเหมือนน้ำถูกกวนให้ขุ่น “มีอะไรไม่สบายใจจะเล่าให้ผมฟังรึเปล่า?”

“กันต์…” วสันต์จับมือซุกซนของอีกฝ่ายให้อยู่นิ่งก่อนที่เขาจะลืมสิ่งที่อยากพูด “ในฐานะที่คุณเป็นหมอ คุณว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้คนไข้ป่วยใกล้ตาย ตายมากขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงเวลาเดียว?”

กันตภัทรผละตัวออกจากวสันต์ไปนั่งที่ขอบเตียง “ก็คิดได้หลายอย่างครับ โรคบางโรคสามารถคาดเดาพยากรณ์โรคได้ ถ้าผู้ป่วยเริ่มป่วยในเวลาใกล้เคียงกัน ก็อาจจะเสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน” กันต์ทำหน้านึก “มีอะไรอีกล่ะ สภาพอากาศก็อาจจะมีผลกับผู้ป่วยมะเร็งปอดหรือถุงลมโป่งพอง หรืออาจจะเป็นเหตุทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อย่างเช่น สารพิษในดิน ในน้ำ ในอากาศ ที่ทำให้คนป่วยคนอ่อนแอเสียชีวิต”

วสันต์ยกขาขึ้นไขว้ห้าง ประสานมือไว้บนตัก จ้องมองกันตภัทรด้วยสายตาอ่านความรู้สึกได้ยาก “ถ้ามันเกิดขึ้นในพื้นที่ของเรา คุณจะอธิบายว่ายังไง?”

นายแพทย์ยิ้ม “ทุกวันนี้ก็ยังมีหลายเรื่องที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ ไม่มีอะไรหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ในการแพทย์ นี่เป็นสิ่งที่ผมถูกสอนมาตลอด ถ้าคุณพยายามคาดคั้นเอาคำตอบจากแพทย์ ก็จะได้แค่คำว่า อาจจะ น่าจะ คาดว่า ขึ้นอยู่กับว่าคำตอบของคำถามนั้นถูกศึกษามามากน้อยแค่ไหน”

“ตอบไม่ตรงคำถามนะ” วสันต์พูด สีหน้าดูหงุดหงิด “ผมก็แค่อยากได้ความเห็นของคุณ ไม่มีผิดถูก เราคุยกันส่วนตัว ไม่ต้องอิงหลักฐานอะไรมากมาย”

“ผมก็อาจจะลงเก็บข้อมูลทำวิจัยหาปัจจัยที่สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกว่าจะได้คำตอบที่ดีที่สุดก็คงใช้เวลานาน” กันต์ลุกขึ้นยืนหลังจากพูดจบแล้วปลดเสื้อเชิ้ตของตนออกให้เห็นร่างกายส่วนบนที่กำยำ นายแพทย์ก้าวเข้าไปหาวสันต์เหมือนราชสีห์ก้าวหาเหยื่อ คำตอบที่วสันต์ต้องการก็ถูกแขวนกลางอากาศไปเสียอย่างนั้น เขาถูกเบี่ยงเบนความสนใจด้วยรสสัมผัสจากร่างกายอีกฝ่าย วสันต์พับเก็บข้อสงสัยเอาไว้ แล้วทำตามวัตถุประสงค์ของการที่ทั้งสองมาอยู่ในห้องเดียวกันในตอนนี้ กันตภัทรดึงให้วสันต์ลุกขึ้นยืน แล้วดันร่างของนายตำรวจให้ถอยไปจนหลังชนหน้าต่าง ก้มลงจูบวสันต์เหมือนราชสีห์ที่หิวโหยตะครุบกินเหยื่อ

ห้านาทีต่อมาชายทั้งสองนอนอยู่บนเตียงในสภาพเปลือยเปล่า เสื้อผ้าถูกถอดกองไว้บนพื้นข้างเตียง

“เงื่อนไขเดิม” วสันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“ถ้าไม่ทำตามคุณจะจับผมใส่กุญแจมือมั้ย?”

“ถ้าอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ลองดู”

“แต่วันนี้ผมมีถุงยางนะครับ”

วสันต์ยกมือขึ้นบีบคางคนที่คร่อมอยู่ข้างบน “รอไปจนถึงชาติหน้า”

กันตภัทรหัวเราะหึ “ชาติหน้าก็ไม่นานเท่าไหร่ครับ” นายแพทย์คว้าข้อมือที่จับคางเขาไว้แล้วกดลงไปบนเตียง ก้มลงจูบคนที่นอนอยู่ใต้ร่าง วสันต์หลับตารับการปรนเปรอจากอีกฝ่าย ริมฝีปากของกันตภัทรเลื่อนจากปากของวสันต์ลงมาที่คาง คอ หน้าอก และลากลงต่ำไปเรื่อยๆ

“ขอโทษจริงๆ ครับผู้กอง ผมติดเคสทำร้ายร่างกายที่ร้านเหล้า แล้วกำลังไปดูรถชนคนตายอีกที่นึง ไกลเลยครับ”

วสันต์ถอนหายใจเมื่อได้ยินใครบางคนโวยวายเป็นเสียงเบื้องหลังเสียงพูดของร้อยโท “วันนี้วุ่นวายกันน่าดู ไม่เป็นไร ผมไปดูเองก็ได้ สถานที่เกิดเหตุอยู่ไม่ไกลจากสภ.เท่าไหร่”

“ขอบคุณนะครับ ผู้กองวสันต์” ร้อยตำรวจโทอำนาจ ร้อยเวรที่อยู่เวรในค่ำคืนนี้ร่วมกับวสันต์วางสายไป วสันต์เลื่อนเก้าอี้ถอยจากโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกระดาษสำนวนคดีที่คั่งค้าง คว้าเสื้อเครื่องแบบตำรวจที่แขวนไว้ด้านหลังมาสวมทับเครื่องแบบครึ่งท่อน วสันต์เพิ่งได้รับแจ้งจากสายตรวจว่ามีการบุกรุกเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งคนที่เห็นคือเพื่อนบ้านของบ้านหลังนั้น บอกว่าเห็นร่างของคนคนหนึ่งงัดหน้าต่างบ้านและปีนเข้าไป สายตรวจบอกว่าไม่พบตัวผู้บุกรุกตอนที่ไปถึง แต่พบร่องรอยการงัดแงะชัดเจน

เนื่องจากพนักงานสอบสวนนายอื่นกำลังติดคดี และที่เกิดเหตุไม่ได้อยู่ไกลมากนัก ผู้กองวสันต์จึงตัดสินใจออกไปด้วยตนเอง เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ขณะนี้สามทุ่มยี่สิบนาที นายตำรวจคาดหวังว่าจะมองเห็นข้อความไลน์ของกันตภัทรด้วย แต่แพทย์หนุ่มเงียบหายไปนานหลายชั่วโมงแล้ว ไม่คิดอะไรมากไปกว่านายแพทย์อาจจะงีบหลับ หรือไม่ก็ทำธุระที่ไหนสักแห่ง

นึกถึงกันตภัทรแล้วก็พาลคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน สัมผัสของนายแพทย์ยังทิ้งความรู้สึกบนผิวหนังของนายตำรวจจนถึงตอนนี้ วสันต์ยอมรับว่าเขาชอบและโหยหาความเย้ายวนนั้น ถ้าแพทย์หนุ่มเชื้อเชิญเขาไปใช้เวลายามค่ำคืนด้วยอีก วสันต์ก็คงจะไม่ปฏิเสธ มันเหมือนมีแม่เหล็กดึงดูดระหว่างเขากับแพทย์หนุ่มตลอดเวลา เป็นความลุ่มหลงที่นายตำรวจไม่สามารถเข้าใจตนเองได้เลยว่าได้มาจากที่ใด แต่นั่นก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เขาตัดสินใจฝากหัวใจไว้กับนายแพทย์ วสันต์ต้องการเวลาศึกษาบุคคลลึกลับคนนั้นอีกสักพัก

วสันต์หยุดความสงสัยว่าอีกฝ่ายอยู่ไหนทำอะไร เก็บโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วรีบเดินออกจากสถานีตำรวจอย่างรวดเร็ว ด้วยความใกล้ของสถานที่เกิดเหตุทำให้วสันต์สามารถเดินทางไปถึงได้ภายในสิบนาที สิ่งแรกที่วสันต์พบคือตำรวจสายตรวจวิ่งตรงเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าแตกตื่น

“ว่ายังไง?” วสันต์เห็นท่าไม่ดีจากท่าทีของตำรวจอีกนาย

“คนที่อยู่ในบ้านท่าทางไม่ดีเลย ผมเพิ่งโทรเรียกรถพยาบาลเมื่อกี้”

“ท่าไม่ดี?” วสันต์ขมวดคิ้ว “หมายถึงคนในบ้านที่โดนงัดน่ะเหรอ?”

“ใช่แล้ว ตอนผมมาผมไม่เห็นคนร้าย ลูกสาวเจ้าของบ้านก็ไม่รู้เลยว่ามีคนงัดหน้าต่าง พอลูกสาวเปิดบ้านให้ผมเข้าไปผมก็เห็นคนป่วย ตอนแรกแค่นอนหลับ แต่พอผมสำรวจร่องรอยงัดแงะกับคุยกับลูกสาวไปสักพัก คนป่วยก็เริ่มหายใจแปลกๆ ผู้กองลองเข้าไปดูก่อนมั้ย?”

วสันต์รีบเดินเร็วๆ เข้าไปในบ้าน สิ่งแรกที่เขาได้ยินคือเรียงร่ำไห้ของหญิงสาวคนหนึ่ง เมื่อเดินพ้นประตูไปยังอีกห้องหนึ่งทางด้านหลังเขาก็พบภาพของผู้หญิงที่กำลังก้มกอดร่างผ่ายผอมของชายชราที่กำลังหายใจอย่างยากลำบากอยู่บนเตียง ที่จมูกของเขามีสายให้ออกซิเจนต่อเข้ากับถังออกซิเจนทางด้านข้าง หญิงสาวร้องไห้หนักขึ้นเมื่อเห็นวสันต์เดินเข้ามา ลืมเรื่องที่บ้านหลังนี้โดนงัดไปชั่วขณะ

“ตำรวจฮ้องรถโฮงยามาฮื้อแล้ว บ่ต้องตกใจ” วสันต์พูดปลอบหญิงสาวแล้วรีบรุดเข้าไปดูอาการของคนบนเตียง “ป้อเปิ้นเป๋นอะหยัง?”

“มะเร็งเจ้า…” หญิงสาวตอบทั้งน้ำตานองหน้า “มะเร็งปอดระยะสุดท้าย”

ระยะสุดท้าย

คำคำนี้ทำให้วสันต์รู้สึกชาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเหมือนถูกน้ำเย็นจัดราด เขานิ่งอึ้งไปจนสีหน้าของหญิงสาวเริ่มมีคำถาม เขาเป็นตำรวจ ได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง มีร่างกายและจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่นายตำรวจคนนี้จะนิ่งอึ้งจนกระทั่งทำอะไรไม่ถูก เสียงครืดคราดในลำคอของคนไข้เป็นเสียงที่ทำให้วสันต์ได้สติอีกครั้ง ไม่ว่าตอนนี้จะมีเรื่องไม่ผิดปกติอะไรขึ้นก็ตาม คนตรงหน้าเขาในขณะนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือก่อน

“ป้อ…ป้อ!!” หญิงสาวกรีดร้องเมื่อแขนขาของชายชราเริ่มเหยียดออกและเกร็งกระตุก วสันต์เคยผ่านการอบรมการกู้ชีพเบื้องต้นมาบ้างเมื่อนานมาแล้ว เขาตัดสินใจเข้าไปจับพลิกตัวคนไข้ให้นอนในท่าตะแคงเพื่อป้องกันการสำลักเสมหะลงปอด การจัดการมากกว่านี้เป็นอะไรที่นอกเหนือความรู้ของวสันต์ไปเสียแล้ว ระหว่างที่รอรถโรงพยาบาลมา ตำรวจหนุ่มตัดสินใจว่าเขาควรโทรถามคนมีความรู้ว่าเขาสามารถทำอะไรได้เพิ่มเติมบ้าง วสันต์ถอยออกมาจากเตียง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหานายแพทย์กันตภัทรทันที เขากับกันต์สนิทสนมกันจนก้าวข้ามความเกรงใจไปอีกระดับแล้ว วสันต์มั่นใจว่ากันตภัทรยินดีช่วยเขาแม้จะเป็นยามวิกาลก็ตาม

เสียงรอสายอันยาวนานทำให้จิตใจของวสันต์ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขากดโทรออกอีกครั้งหลังจากที่สัญญาณถูกตัดไป ซึ่งผลลัพธ์เหมือนเดิม นั่นก็คือกันตภัทรไม่รับสายเขา

ตำรวจสายตรวจเดินเข้าไปจับร่างกายของชายชรา หันรีหันขวางดูทำอะไรไม่ถูกไม่ต่างจากวสันต์ “เราทำยังไงดี ต้องเอาอะไรงัดปากไว้มั้ย?”

“ไม่ต้อง” วสันต์จิปากอย่างอารมณ์เสียที่อีกคนไม่รับสายในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เขารู้ว่ากันตภัทรไม่ได้ติดเวรนอกเวลาในวันนี้ ไว้ติดต่อกันได้ค่อยมาเคลียร์กันอีกที “เมื่อไหร่รถพยาบาลจะมา”

เวลาผ่านไปประมาณครึ่งนาที ร่างกายของชายชราเริ่มหยุดเกร็ง ใบหน้าของผู้ป่วยซีดขาว ปากเริ่มออกสีเขียวคล้ำ “ผู้กอง! คุณตาหยุดชักแล้ว แล้วก็ไม่หายใจด้วย!”

“เชี่ย” ผู้กองหนุ่มสบถ เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า “ปั๊มหัวใจ ปั๊มเดี๋ยวนี้เลย!”

วสันต์ไม่รู้ว่าการที่มีคนบุกรุกบ้านโดยที่ไม่มีทรัพย์สินใดสูญหาย ประจวบเหมาะกับที่คนไข้มะเร็งปอดที่ชื่อว่าชาติชายชักเกร็ง หยุดหายใจ และเสียชีวิตที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลในเวลาต่อมานั้นจะเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ สิ่งที่เขาทำได้คือแนะนำให้มีการชันสูตรศพ ซึ่งลูกสาวของผู้เสียชีวิตมีความต้องการที่จะชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ถ้าหากตรวจไม่พบหลักฐานที่บ่งบอกพฤติการณ์อื่นใดนอกจากการเสียชีวิตจากตัวโรค วสันต์จะสามารถเบนเข็มไปยังทิศทางอื่นได้

แต่ที่แน่ชัด คือวสันต์พัวพันกับคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายมากเกินไปแล้ว มากเกินกว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ

หลังจากทำเรื่องฝากศพไว้ที่โรงพยาบาลเพื่อรอแพทย์นิติเวชชันสูตรเสร็จสิ้น วสันต์เดินทางกลับมาที่สถานีตำรวจภูธรในเวลาตีสองพร้อมความรู้สึกเหนื่อยล้า โชคดีที่ไม่มีเหตุอื่นแจ้งเข้ามาซ้ำเติมความอิดโรยที่มีอยู่นี้ เขามองกองสำนวนคดีที่ยังไม่มีแววจะเสร็จด้วยสายตาว่างเปล่าครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจว่าเขาจะไม่เสียเวลางีบหลับในคืนนี้ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะรุ่งสางแล้ว วสันต์ต้องไปศาลแต่เช้าตรู่ตามด้วยนัดสอบพยานสองราย การงีบหลับอาจจะยิ่งทำให้ง่วงไปกว่าเดิม เขาอาจจะแวะไปบ้านช่วงตีห้าเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น วสันต์ถามตัวเองเสมอว่าเขามาอยู่ส่วนงานที่ทำงานสากกระเบือยันเรือรบที่มีแต่คนหนี แถมยังต้องมีความรู้เรื่องกฏหมายอย่างละเอียดกว่าคนอื่นนี้ทำไม แต่ในเมื่อเขามาถึงจุดที่กำลังจะได้เป็นสารวัตรสอบสวนแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เขาจะยอมแพ้

“ผมทำโทรศัพท์หล่นไว้ที่ซอกโซฟา แบบ ไม่รู้เรื่องเลย ปิดเสียงเอาไว้ สั่นก็ไม่ได้ยินเสียง” กันต์กอดวสันต์จากข้างหลังแน่นขณะพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น “แล้วผมก็เผลอหลับไปตอนสามทุ่ม รู้ตัวอีกทีตอนเช้ามืด ไม่รู้จริงๆ ว่าคุณโทรมา ไม่ได้ตั้งใจไม่รับ ไม่โกรธนะครับคนดี”

“ไม่ร้ายแรง แค่ถ้าคุณรับสาย คนป่วยอาจจะไม่ตาย” วสันต์เดินหนีออกจากวงแขนอีกฝ่าย ถอดเสื้อยืดออกเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ เขารู้ว่าถึงกันตภัทรรับสายก็อาจจะไม่ได้เพิ่มโอกาสรอดชีวิตเท่าไหร่นัก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะประชดประชันอีกคนให้รู้สึกผิดที่บังอาจไม่รับสายเขา

“ไปหาอะไรทานกันมั้ยครับ ผมเลี้ยงเอง”

“ผมไม่ทานมื้อดึก” วสันต์เห็นสายตาของกันตภัทรมองมาที่ช่วงบนที่ได้สัดส่วนของนายตำรวจอย่างพึงพอใจ “ถ้าหิวก็ไปคนเดียว”

“ผมต้องทำยังไงให้คุณหายโกรธ”

“ช่วยผมวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วผมจะหายโกรธ ไม่เอาคำตอบแบบคลุมเครือเหมือนครั้งที่แล้ว”

“ได้” กันต์เดินเข้ามาใกล้ จับมือวสันต์หลวมๆ “ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่ง ตายโดยธรรมชาติ สอง ตายโดยไม่ธรรมชาติ”

“หมายความว่ายังไง?”

แววตาของกันตภัทรเปลี่ยนไป ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขาดูลึกลับ และมีพลังดึงดูดบางอย่างที่ทำให้วสันต์นิ่งเหมือนถูกสะกด “ตายผิดธรรมชาติในที่นี้หมายถึงอาจจะมีคนตั้งใจทำให้คนไข้ระยะสุดท้าย…ตายก็เป็นได้นะครับ”

เกิดความเงียบน่าอึดอัดขึ้นพักหนึ่ง นี่คือสิ่งที่วสันต์กำลังคิดเหมือนกัน แต่ยังไม่กล้าที่จะพูดออกมา “ถ้าไปในทางนั้น มันจะกลายเป็นคนละเรื่องเลยนะ”

“คุณรอรายงานชันสูตรจากเคสล่าสุดก็ได้ ถ้าเจอหลักฐานที่ระบุพฤติการณ์ที่ตายว่าเป็นไปในทางฆาตกรรม ก็เพียงพอที่จะทำให้คิดถึงทฤษฎีนี้ แต่ถ้ายังไม่เจออะไร ก็เก็บความสงสัยนี้เอาไว้ก่อน ค่อยๆ หาหลักฐานไป”

“สมมติว่าคุณเป็นคนทำ คุณจะทำยังไง?”

“ผมไม่เคยคิดเพราะผมไม่มีทางทำแบบนั้น”

วสันต์ดูไม่พอใจในคำตอบ “ในฐานะคนมีความรู้ทางการแพทย์ ต้องพอมีไอเดียสิ สมมติว่าคุณจำเป็นต้องลงมือทำด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง คุณจะทำยังไง”

กันต์ทำหน้านึก “ผมคงลองใช้วิธีโอเวอร์โดสยาคนไข้ล่ะมั้งครับ คนไข้ประเภทนี้ส่วนใหญ่จะได้รับยามอร์ฟีนแก้ปวด ถ้าปริมาณมากเกินไปก็อาจจะทำให้กดการหายใจ หรืออาจจะฉีดยาอะไรบางอย่างที่ทำให้หลับจนหยุดหายใจเช่นยากล่อมประสาท หรือฉีดสารโปแตสเซียมทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ”

“แสดงว่าคนที่ทำได้ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์”

“ใครก็ได้ที่ฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำเป็นครับ หรือไม่ก็สั่งให้กินมอร์ฟีนเกินขนาดไปมากๆ ซึ่งแน่นอนว่าตามดูย้อนหลังได้ง่ายว่าแพทย์สั่งยาแบบไหนไป” นายแพทย์เดินไปที่หน้าต่าง มองดูวิวยามค่ำคืนภายนอก โรงแรมที่ทั้งสองอยู่นั้นเป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทำให้ยังพอมีแสงสีจากไฟถนนให้เห็นบ้างถึงแม้ว่าแทบจะไม่มีรถราวิ่งให้เห็นแล้วก็ตาม “แต่ยากนะที่จะทำให้แนบเนียนประหนึ่งเสียชีวิตตามธรรมชาติ ถ้าเป็นผม ถึงอยากให้คนไข้เสียชีวิตอย่างสงบแค่ไหน ผมก็คงไม่กล้าทำ ถึงแม้ว่าเคสที่เสียชีวิตจะไม่ค่อยได้รับการชันสูตรเพราะญาติเข้าใจว่าเสียชีวิตเพราะโรคก็ตาม ยังไงผมก็ไม่เสี่ยง”

ขอให้เป็นเรื่องจริง วสันต์ภาวนาในใจ เขาอยากให้เรื่องราวไม่ชอบมาพากลนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกันต์ เพื่อที่เขาจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนคนนี้ได้อย่างสบายใจ อย่างน้อยคนไข้ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่ใช่คนไข้ประจำของนายแพทย์กันตภัทร ทำให้วสันต์โล่งใจขึ้นมาอีกเปลาะ เหลือแค่รายงานชันสูตรจากนายแพทย์บรรณกิจที่จะช่วยยืนยันว่าไม่มีอะไรที่มากไปกว่าการเสียชีวิตตามธรรมชาติของตัวโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ถึงแม้มันจะไม่ตอบคำถามเรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงได้เข้ามาพัวพันกับคดีแบบนี้เยอะแยะมากมายก็ตาม



ฝากกดไลค์ กดดาวเป็นกำลังใจให้กันด้วยน้าา

เรื่องนี้มีลงแบบจบแล้วที่ fictionlog.co นะคะลิงค์อยู่ที่ข้อมูลเรื่องเลย

ขอบคุณค่ะ :)


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น