empty love
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Intro

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.8k

ความคิดเห็น : 107

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ค. 2562 09:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Intro
แบบอักษร

ฉันเป็นผู้หญิงที่ชอบวิ่งหนีนะ...

มีคนเคยบอกว่า...

ฉันน่ะสามารถเป็นนักวิ่งทีมชาติได้สบายเลยล่ะ....

และตอนนี้ฉันก็วิ่งมาตลอดเลยด้วย...

วิ่งหนีจากบางสิ่งที่มันไร้จุดหมายน่ะ.....

แต่มันน่าตลกนะ....ที่พอมาวันหนึ่ง....

ฉันกลับรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมา เหนื่อยล้ามากๆจนอยากจะพัก....

‘ถ้าข้าวไม่อยากจะวิ่งหนีเขาแล้ว...มันจะเกิดอะไรขึ้นคะ?’

คำถามนี้เป็นคำถามที่ฉันพร่ำถามใครคนหนึ่ง....

ถึงไม่ได้รับคำตอบ

ฉันก็รู้ความจริงข้อนั้นดี....

ความจริงที่ว่า...

ฉันควรจะหนีไปให้ไกลๆ ทั้งหัวใจและตัวตน.

.

.

.

 

 

 

Intro

.

.

.

คำเตือน!!

นิยายเรื่องนี้ไม่เหมาะสมกับนักอ่านโลกสวย

เนื่องจากพระเอกขุ่นเทา และดำมืดพอสมควร

ไม่ได้ใสตะมุตะมิเหมือนเบ้าหน้าเซฮุน!

สำหรับผู้ที่เปิดเข้ามาอ่านโดยการเตรียมใจมาดีแล้ว

โปรดกุมหัวใจของคุณไว้ให้ดี!

.

.

.

.

ฟุบ

ช่อดอกรักเร่สีแดงสดถูกวางไว้เบื้องหน้าแท่นไม้รูปกางเขนสีขาว โดยร่างบางในชุดเดรสลูกไม้สีขาว กับเด็กชายตัวจ้อยในเสื้อยืดกางเกงยีนสีดำยืนเคียงคู่สาวเจ้าพร้อมกับฝ่ามือเล็กที่ยังคงจับนิ้วชี้เรียวยาวดั่งแท่งเทียนไม่ห่าง

ฟึบ ฟึบ

เจ้าของฝ่ามือขาวซีดปัดฝุ่นที่เขรอะตามแท่นหินอ่อนเบาๆ ก่อนที่ร่างบางจะนั่งในพับเพียบบนพื้นหญ้าสีเขียวขจีที่อยู่ข้างแผ่นหินนั้น

ฟุบ

เมื่อเห็นเธอนั่งลง เด็กชายตัวจ้อยก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเธอทันที ดวงตากลมโตจดจ้องไปยังแท่งไม้กางเขนสีขาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเยซูคริสต์

“...ข้าวหายไปนานคิดถึงกันมั้ย....”

ร่างบางเจ้าของใบหน้าสวยไร้ที่ติยิ้มอ่อนๆให้กับแท่นไม้ตรงหน้า ก่อนจะหันไปมองและลูบกระหม่อมบางของเด็กชายตัวจ้อยเบาๆไปด้วย แต่ยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น

“ตอนนี้วาโยลูกข้าวโตขึ้นมาอีกหนึ่งขวบแล้วน๊า...หน้าตาน่ารักแถมร้ายกาจมากเลยล่ะค่ะ”

“น่ารัก...น่ารักฮ่ะๆ^^”

เด็กชายผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทันทีที่หญิงสาวเอ่ยชื่อตนก็ยิ้มแก้มปริอย่างชอบอกชอบใจ ก่อนจะปรบมือแปะๆเมื่อผู้เป็น ‘มารดา’ เอ่ยชมเขาว่าน่ารัก แม้ไม่เข้าใจเนื้อประโยคของผู้เป็นมารดามากนักแต่เขาก็ชอบเสมอ ในทุกคราที่มารดาชมเขาแล้วมีคำว่า น่ารัก หรือไม่ก็หล่อเหลาเข้ามาเอี่ยวด้วย...

“หลานคนนี้ของแม่หล่อมากเลยใช่มั้ยล่ะฮ่ะๆข้าวรู้ว่าแม่จะชมอย่างนั้น....ข้าวรู้นะคะแม่^^....”

เธอหัวเราะเสียงหวานแต่กระนั้นแววตาเธอกลับเศร้าหมองลง

ฟุบ

“แม่เข้า...เปนไย”

(แม่ข้าวเป็นอะไร)

ฝ่ามือเล็กวางแหมะลงเบาๆตรงใบหน้านวลของหญิงสาว พร้อมกับสายตาคมกริบสีนิลที่จับจ้องไปยังผู้เป็นมารดาของตนอย่างนั้น

หญิงสาวสะอึกไปเมื่อครั้นเธอจับจ้องไปยังตาคมกริบของเด็กน้อย แม้จะดูไม่มีพิษภัยอะไรแต่กลับมีอานุภาพทำให้เธอถึงกับชะงักและหลบสายตาคมกริบของเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว

ฟุบ

เมื่อเด็กชายมองผู้เป็นมารดาอย่างไม่เข้าใจ แต่แววตาสุกใสและฝ่ามือน้อยๆกำลังลูบใบหน้าของเธออยู่อย่างนั้นด้วยความอ่อนโยนจนใจของหญิงสาวเต้นตึกตักจนดึงเด็กชายตัวจ้อยเข้ามากอดแน่นเหมือนทุกครา

“อื้อ ชอบๆฮ่าๆ แม่เข้า>3<”

เด็กชายพึมพำพร้อมกับซุกหน้าเล็กเข้าหาอกและหัวเราะอย่างนั้นด้วยความชอบใจ พร้อมกับส่ายร่างกายเล็กไปมาด้วยท่าทางมีความสุข

ฝ่ามือเรียวลูบกระหม่อมบางก่อนจะกดจมูกลงกลางศรีษะเล็ก แต่สายตายังคงมองไปยังหน้าหลุมศพที่ถูกก่อเป็นเนินหญ้าเตี้ยๆประดับด้วยไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์นิ่ง ด้วยสายตาวูบไหว

“...ข้าวขอโทษนะคะ....ขอโทษจริงๆ”

และนี่คือคำพูดที่เธอพร่ำบอกหน้าหลุมศพของ ‘มารดา’เธอเสมอไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี....พร่ำบอกอย่างนั้นด้วยความละอายสุดหัวใจ....

ขอโทษจริงๆ.....

.

.

.

 

‘อ๊ะ! อ๊ะ! อึก!’

แอด!

‘อึก!’

เพล้ง!!

‘ขะข้าว’

เรื่องมันเริ่มจากที่ฉันเห็นสองร่างกำลังบรรเลงบทรักอันเร่าร้อนกันอยู่บนเตียงขนาดคิงไซส์ในห้องนอนแสนหรูหราของ ‘เขา’

‘ผู้ชายที่ตัวเองแอบรัก’กับ ‘แม่บังเกิดเกล้า’ของตัวเองที่อ้าปากสั่นเรียกชื่อฉันทั้งๆที่ยังร่วมรักกันอยู่

คิดว่าฉันเจ็บปวดมั้ย....

หึ

ไม่หรอก....

....ฉันจะไม่เจ็บปวดมากเลยถ้าแม่ฉันไม่อยู่ในสถานะ ‘แม่เลี้ยง’ ของผู้ชายคนนั้น....ในสถานะ ‘ภรรยาพ่อแท้ๆ’ของเขาบุคคลที่มีบุญคุณต่อฉันอย่างชดใช้ไม่หมด

หลังจากวันนั้น....

วันที่ฉันเห็นตราบาปของคนสองคนนั่น....

วันที่ฉันเห็นรอยยิ้มสะใจของผู้ชายคนนั้นที่กำลังเคลื่อนไหวร่างกายบนร่างของแม่ฉัน ราวกับต้องการจะตอกย้ำให้ฉันรู้ว่า แม่ฉันไม่ได้เป็นนางฟ้าอย่างที่ฉันคิด....

แน่นอนฉันไม่เคยยอมรับความจริงข้อนั้น และมองข้ามตราบาปที่แม่พาผู้ชายมากหน้าหลายตาเข้ามาบ้านและทำเรื่องไม่น่าพิสวาทแบบนั้น และทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เมื่อพ่อเลี้ยงของฉันกลับเข้ามา.....

ทำเหมือนไม่รู้อะไรซักอย่าง เป็นผู้หญิงจิตใจดีซื่อสัตย์ต่อสามี...แต่ไม่เลย

....ทั้งๆที่เห็นแบบนั้นฉันก็ยังหลับหูหลับตาพร่ำบอกแต่คำว่าแม่ตัวเองดีแสนดี....เธอไร้ที่ติทุกอย่าง...นั่นคือสิ่งที่ฉันท่องในใจ

และฉันคงขัดใจเขามากมั้ง....

เพราะในวันหนึ่ง.....

ในวันที่เขา ใช้ฉันปั่นหัวแม่ของฉัน และวันนั้น....เป็นวันที่แม่เกลียดฉันเข้าไส้ยิ่งกว่าอะไรดี เมื่อเปิดประตูเข้ามาหา เขา แต่กลับมีฉันนอนร่วมเตียงกับเขาหลังจากวันเกิดของคุณท่าน วันนั้นฉันไม่ได้สติหลังจากดื่มน้ำเปล่าแก้วนั่นจากชั้นวางเครื่องดื่ม และกลายเป็นวันที่....ฉันเสียความบริสุทธิ์ของตัวเองให้กับเขา....

เหตุการณ์รุ่งขึ้นทันทีที่ลืมตาตื่นและผละออกจากอ้อมกอดแกร่งด้วยแรงกระชากของผู้เป็นมารดาพร้อมกับแรงตบตีหน้าฉันจนเลือดกบปาก....

และวันนั้นเอง ก็เป็นวันที่ฉันได้เสียแม่บังเกิดเกล้าตัวเองไปอย่างไม่มีวันกู่กลับ....

แม่บังเกิดเกล้าที่กลายร่างเป็นแม่มดร้ายกาจ....

แม่ที่ทรมานฉันสารพัดอย่างเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจเพียงเพราะผู้ชายคนนั้น....ลูกชายของพ่อเลี้ยงของฉัน เป็นคนที่แม่ของฉันรัก จนเลือกที่จะกำจัดฉันให้ออกไปให้พ้นๆจากเธอและพ้นรัศมีของเขาทุกๆวิถีทาง

....แม้แต่วางแผนสั่งคนมารุมโทรมฉัน...เธอก็ยังทำมาแล้ว....

ยิ่งไปกว่านั้นคือ....เธอสั่งฆ่าสั่งฉันอย่างเลือดเย็น...โดยไม่มีแม้แต่คำว่าสงสาร

และทุกครั้ง....

คนที่ช่วยฉันออกมาจากแผนบ้าๆของแม่ตัวเอง...ก็คือเขา....คนที่บอกว่าเกลียดแม่และฉันนักหนาอย่างกับอะไรดี....

‘คุณวายุ วายุภักษ์ เทพบดินทร์พิทักษ์’ ลูกชายแท้ๆของ

‘ลี ยง หรือเฮดีส’ พ่อบุญธรรมของฉัน....เป็นคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยฉันทุกครั้ง...ซึ่งมันคือเรื่องน่าตลกร้าย

และยิ่งคุณวายุยื่นมือเข้ามาช่วยฉันมากเท่าไหร่ แม่ของฉันก็ยิ่งทวีความเกลียดมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่ง เขาพาฉันย้ายออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่มาอยู่ที่คอนโดหรู....

อย่าคิดว่าเขาหลงเสน่ห์หรือพิสวาทฉัน

เขาต้องการที่จะใช้ฉันชดใช้ในสิ่งที่แม่ฉันทำกับแม่ของเขาเพียงเพราะเขาเข้าใจว่าแม่ของฉันเป็นสาเหตุให้แม่ของเขาตายต่างหาก....

เขาเกลียดฉันเข้าไส้

และที่เขาช่วยฉันให้พ้นเงื้อมมือจากแม่ตัวเองก็เพียงเพราะ เขาย้ำกับฉันว่ายังไม่สะใจหากฉันตายยังไงล่ะ....เขาทรมานฉันสารพัดวิธี แต่ต่อหน้าพ่อของเขา เขาทำเหมือนกับว่าฉันเหมือนน้องสาวที่เขารักนักหนา

....แต่ไม่ใช่...

และอย่าคิดว่าแม่ของฉันจะรามือจากฉัน เธอก็ยังคงหาทางทำร้ายฉัน และเธอก็ยังคงพยายามเข้าหาคุณวายุ

และในวันนั้นเอง วันที่นัดกันทานข้าวในคฤหาสน์ประจำเดือน คุณวายุกับเธอมีความสัมพันธ์เชิงนั้นอีกครั้ง แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ที่วันนั้น ไม่ใช่ฉันที่เห็นฉากนั้น แต่เป็น เฮดีส....

เฮดีสมองสองคนนั้นด้วยใบหน้านิ่งสงบ โดยมีฉันแอบมองเขาอยู่ทางด้านผนัง เฮดีสมองพวกเขาเนิ่นนานพร้อมกับแสยะยิ้มที่ฉันติดตามมาจนถึงทุกวันนี้

มันเป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือก...จนฉันเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหวีดร้องของแม่ฉันจะดังขึ้นอย่างตกใจและตามมาด้วยความชุลมุน...

เฮดีสบอกเลิกแม่ฉันตั้งแต่วันนั้น...พร้อมกับไล่เธอออกจากบ้านและใจดีให้เงินเธอไปตั้งตัวก้อนหนึ่ง สิ่งที่น่าตกใจคือเฮดีสรับรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับแม่ของฉัน....รู้แม้กระทั่งความสัมพันธ์ของแม่ฉันและคุณวายุลูกชายของเขา รวมทั้งผู้ชายมากหน้าหลายตาที่แม่ฉันพาเข้ามาทำเรื่องน่าอายในบ้าน....เฮดีสร่ายรายชื่อผู้ชายของแม่โดยไม่มีความรู้สึกใดๆทั้งๆที่แม่ฉันกอดเข่าร้องไห้จะเป็นจะตาย จนวินาทีสุดท้ายที่แม่ฉันกอดเข่าอยู่หน้าประตูบ้านอย่างร้องขอโอกาส แน่นอนเขาไม่ให้

วันนั้นฉันร้องไห้พร้อมกับจะวิ่งออกไปหาแม่แต่เฮดีสรั้งฉันไว้ เขาบอกว่าฉันต้องทำสิ่งหนึ่งที่ต้องชดใช้ให้กับเขาที่เขายังบอกฉันไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุที่ฉันวิ่งไปหาแม่ไม่ได้และได้แต่ทรุดเข่าร้องไห้อย่างนั้นอย่างเจ็บปวดอย่างนั้นต่อหน้าเฮดีส

....เพราะคำว่าบุญคุณและโอกาสที่เฮดีสให้ฉันกับแม่...มันมากซะจนฉันจะก้าวออกไปจากเขาได้...ฉันต้องชดใช้ให้เขา....แล้วค่อยเดินกลับไปชดใช้ความผิดให้แม่...

‘...ฉันเกลียดแกอีข้าว!...จำเอาไว้ว่าฉันเกลียดแก...อย่าหวังว่าความรักของแกกับเขาจะสงบสุข...’

นั่นคือคำพูดที่เป็นเสียงกระซิบของแม่ฉันก่อนจะหันหลังและวันนั้น ก็เป็นวันที่ฉันได้เห็นหน้าแม่ครั้งสุดท้าย....ก่อนจะได้รับข่าวน่าใจหายเมื่อสี่ปีที่แล้ว...จากเฮดีสว่าแม่ฉันเสีย และเตรียมฝังศพเธอที่ไทย

คำพูดที่แม้จะแผ่วเบาในวันนั้น....มันดังก้องอย่างชัดเจนในความคิดของฉัน คำพูดคำนั้น แววตาที่เกลียดชังของแม่ มันสะกิดแผลลึกในใจอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส

หลังจากวันที่แม่เดินจากไป...ชีวิตของฉันก็ต้องถูกล่ามยิ่งกว่าโซ่ของมัจจุราชจากผู้ชายคนนั้น...ผู้ชายใจร้ายที่สง่างามราวกับเจ้าชาย แต่ตัวตนของเขามันยิ่งกว่าซาตานร้ายแสนเยือกเย็น....

ฉันทนเขาทุกอย่าง แม้แต่การที่เขาทำเลวกับฉันสารพัดฉันก็ยอม....ฉันยอมเขา....เพราะมันคือข้อตกลงของเฮดีส....สัญญาบุญคุณข้อเดียวที่พันธนาการฉันเอาไว้กับผู้ชายใจร้ายคนนั้น...นั่นก็คือ...การช่วยให้ผู้ชายอย่าง วายุภักษ์ รู้จักผิดชอบชั่วดีและรู้จักคำว่า ‘รัก’

ฉันรับปากเฮดีสทั้งๆที่ในใจนึกตลก...ฉันไม่เคยคิดว่าผู้ชายเลวร้ายยิ่งกว่าพญามัจจุราชที่อยู่ในอเวจีอย่างเขา..จะมีหัวใจและรักใครเป็น...ฉันไม่คิดว่าวายุจะรู้จักความรัก แต่กลายเป็นฉันซะมากกว่าที่ดันรักผู้ชายร้ายกาจอย่างเขาจนหมดหัวใจ ฉันรักเขาทั้งที่ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะรัก

ยอมเขาทุกอย่าง เจ็บปวดเจียนตายทุกครั้งที่เขามีผู้หญิงเข้ามามากมาย...แม้เขาจะทำสารเลวกับฉัน แต่ฉันก็ยังรักเขา รักแบบโง่ๆอย่างนั้น จนถึงขั้นยอมตายและเลือกที่จะให้เขาปลอดภัย

....ตลกมั้ย...ความฝันของผู้หญิงทุกคนล้วนแต่อยากมีคู่ครองที่ดีมาเป็นคู่ชีวิต

แค่ผู้หญิงแบบฉัน...กลับอยากมีผู้ชายสารเลวแบบเขามาเป็นคู่ชีวิต....

เหมือนตัวเองเป็นมาโซคิส ที่ยิ่งเจ็บปวดมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งอยากวิ่งเข้าไปหามันมากเท่านั้น วิ่งไปให้มีดอันแหลมคมแทงฉันซ้ำๆ วิ่งเข้าหาปลายกระบอกปืนอย่างไม่เกรงกลัว....ฉันหลอกตัวเองว่ามันคือความสุข

จนกระทั่ง....ในวันที่เฮดีสบอกให้ฉันถอยออกมาจากเขา....ถอยออกมาทั้งๆที่ฉันยังไม่เคยเห็นว่าวายุจะรักใครเป็น แต่เฮดีสบอกว่าเขาเห็นมันแล้ว...และเขาก็อยากให้ฉันได้พักผ่อนซักที...

น่าตลกมั้ย....ฉันควรจะดีใจที่ฉันหลุดพ้นจากวังวนบ้าๆนั่นซะ แต่ไม่...ฉันกลับไม่เลือกที่จะเดินจากไปแต่ยังคงเลือกที่จะหยุดอยู่ที่เดิมเพื่อให้เขาทำร้าย...ทำร้ายอย่างนั้นจนวันหนึ่ง

วันที่ฉันได้มานั่งทบทวนตัวเองว่าแท้จริงแล้ว....ฉันมีความสุขจากอะไรบ้าง...และสิ่งที่เป็นอยู่...ฉันมีความสุขกับมันมากแค่ไหน....ฉันถามตัวเองอย่างหนัก และก็พบว่า

....จริงๆแล้ว...ฉันไม่เคยมีความสุขแม้แต่นิดเดียว ฉันจึงคิดที่จะเดินหันหลังออกมาจากผู้ชายใจร้ายอย่างเขา....

แต่มันไม่ง่าย....ในเมื่อมัจจุราชร้ายกลับมาลากคอฉันกลับไปสู่นรกซ้ำๆ เขากักตัวฉันเอาไว้ใต้อาณัติของเขา บอกฉันซ้ำๆว่าฉันคือทาสของเขาตลอดกาล บอกซ้ำๆว่าถ้าหาเงินก้อนโตที่เขามีบุญคณหยิบยื่นเศษเงินให้เมื่อครั้นในอดีตมาใช้ทดแทนไม่ได้....ฉันก็ไม่มีวันได้มีโอกาสเห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย

และใช่ฉันไม่มีสิทธิ์หนีไปจากเขาได้ เพราะพันธะบ้าๆนั่น...แม้แต่ความตาย....ฉันก็ยังไม่สามารถหนีเขาได้พ้น....

ฉันไม่รู้ว่าเขาทำอย่างนั้นเพื่ออะไร...

แต่สิ่งที่เขาทำทุกครั้งที่ฉันคิดหนี...มันคือการกระทำยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานที่เขาหยิบมันขึ้นมาสั่งสอนให้ฉันที่ริจะหนีเขาไป

....ศักดิ์ศรีของฉันย่อยยับจนเคยคิดฆ่าตัวตาย แต่เขาก็ยังดึงรั้งฉันขึ้นมา ให้จมปรักอยู่กับการกระทำอันโสมมนั่นซ้ำๆ

ซ้ำๆจนคิดว่าชีวิตฉันคงมีแค่นี้จริงๆ...ไม่มีทางมีความสุขได้....

หรืออาจจะเป็นเพราะความผิดบาแที่แม่ได้สาปแช่งฉันไว้กันนะ....

แต่จะเป็นอย่างไรก็ช่าง....

เมื่อไร้หนทาง....

ฉันจึงทำใจยอมรับในโชคชะตาของตัวเอง....พร่ำอธิษฐานถึงพระเจ้าได้โปรดเมตตาบาปอันใหญ่หลวงที่ฉันกระทำ

แต่แล้วฟ้ากลับพิจารณาคำอธิษฐานของฉัน จึงส่งพี่กอหญ้า....ลงมาโปรดให้ฉันหนีพ้นจากเงื้อมมือของมัจจุราชร้ายอย่างเขา....ส่งพี่แพร เพื่อนพี่กอหญ้าที่ช่วยให้ฉันเข้ามาอยู่ประเทศไทยโดยยืมนามสกุลของญาติเธอใช้ปิดบังสถานะของฉัน

....และส่งเฮดีส...ให้มาเป็นตัวช่วยกีดกันให้ เขา ไม่สามารถที่จะพลิกแผ่นดินหาฉันเจอ อีกทั้งยังช่วยปิดบัง....ว่าลูกชายที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ ‘วายุภักษ์ เทพบดินทร์พิทักษ์’ได้ถือกำเนิดขึ้นโดยฉัน....ผู้ที่เขา ‘เกลียด’เข้าไส้...และเขาก็เป็นบุคคลที่ฉัน... ‘เกลียด’เข้าไส้เช่นกัน

...ทั้ง ‘เกลียด’....ทั้ง ‘รัก’ในเวลาเดียวกัน

ฟุบ

แปะๆ !!

“แม่เข้า!...แม่เข้าฮับ!!..จื่นๆ จื่นๆ-<>-/”

(แม่ข้าว!...แม่ข้าวครับ!!...ตื่นๆ ตื่นๆ)

ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด เมื่อฝ่ามือเล็กตีเข้าข้างแก้มฉันแปะๆพร้อมกับใบหน้าของเล็กที่โน้มเข้ามามองฉันพร้อมกับกวาดสายตาคมกริบที่ทำให้ฉันร้อนๆหนาวๆทุกทีที่ฉันมองสบประสานสายตาเล็กๆคู่นี้

ดวงตาคมกริบสีเหล็กกล้า ของวาโย ลูกชายวัยย่างเข้าสี่ขวบของฉัน...มันช่างเหมือนกับสายตาคมกริบสีเหล็กกล้า...ของผู้ชายคนนั้นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน...

เหมือนราวกับว่าเขาคือคนๆเดียวกัน

“คะครับ”

แม้จะตกใจบ่อยครั้งกับความเหมือนจนฉันตกใจ แต่ก็พยายามควบคุมสติตัวเองให้นิ่ง พยายามบอกว่ามันไม่ใช่ และฉีกยิ้มส่งให้เด็กชายอย่างไม่คิดอะไรมาก แม้ดวงตาของเด็กชายที่กุมแก้มฉันตรงหน้าจะฉายแววสงสัยและงุนงงมากก็ตามแต่

“เพ็ญงัย”(เป็นอะไร)

วาโยถามด้วยใบหน้าจริงจัง ฉันที่พยายามควบคุมจิตใจไม่ให้เต้นกระหน่ำก็ทำเป็นฉีกยิ้ม ก่อนที่จะลูบกระหม่อมบางเบาๆและส่ายหน้าอย่างนั้นส่งไปให้ลูกชาย

“เปล่าครับผม...แม่ข้าวรู้สึกว่าง่วงแล้วครับ...”

“งื้ด ม้วยๆๆ(>_< )( >_<)”(งื้ด ไม่ๆๆ(>_< )( >_<))

ฟุบ

วาโยกระโดดขึ้นตักฉันก่อนจะกอดฉันเอาหน้าซุกลงกับอกแน่นดิ้นแด่วๆในอ้อมแขน พอให้รู้ว่าเขาจะไม่ยอมนอน

“วาโยครับ!”

ทันทีที่ฉันดุเสียงเข้ม วาโยก็หยุดดิ้นก่อนจะผละออกจากฉันนั่งจ้องตาแป๋วเมื่อรู้ว่าฉันไม่ได้ตลกกับท่าทางออดอ้อนแสนเอาแต่ใจของเขาซักนิด พอเขารู้ว่าฉันมองด้วยสายตานิ่งๆ ซักพักใบหน้าเล็กก็บูดบี้ เตรียมเบะปากร้องไห้...

“อย่ามาร้องให้เห็นนะครับ!”

“ฮึด! แม่เข้าT^T”

ทันทีที่ดุเสียงแข็ง วาโยก็สะดุ้งหลังตรงพร้อมกับยกมือเล็กขึ้นมาอมจนเต็มปาก และพึมพำชื่อฉันปากสั่นคอสั่นอย่างนั้น

“แม่ข้าวครับไม่ใช่เข้านะลูกU_U...แม่ข้าวพูดย้ำกับวาโยเป็นรอบที่ร้อยแล้วนะครับ...”

“ฮึด! วาโดจะดูลั่นT^T/” (ฮึด! วาโยจะดูนั่น)

สนที่ไหนล่ะ นอกจากไม่สนยังเมินเฉยฉันอย่างกับอะไรดี...

วาโยชี้ไปยังหน้าจอทีวีจอกว้าง พร้อมกับพึมพำเสียงแผ่วพร้อมกับตวัดนิ้วชี้ไปยังจอทีวีอย่างแน่วแน่ ซึ่งฉันก็มองตามว่าตอนนี้จอทีวีกำลังขึ้นหน้าจอสีเหลืองนำเสนอข่าวในพระราชสำนักอยู่

“รอๆๆ”

วาโยพูดพร้อมกระโดดออกจากตักฉันและอ้าแขนให้พร้อมกับเชิดหน้าไปอีกทาง เป็นการบอกให้ฉันรู้ว่า เขาต้องการลงจากโซฟาเดี๋ยวนี้ ซึ่งฉันที่เป็นทาสลูกก็สั่นหน้าเบาๆกับความน่าหยิกของเขา พร้อมกับยกตัวเล็กๆม่อท่อลงจากโซฟา

“ให้เปิดหนังมั้ยครับ”

ฉันเสนอทางเลือก โดยการใช้หนังแนวบู๊สยองขวัญที่เขาชอบดูล่อให้เขาปรับเปลี่ยนช่อง แต่เด็กน้อยกลับส่ายหน้ากอดอกมองฉันอย่างแน่วแน่

“ม่ายมันจบแล้วฮับแคร่ก...แคร่ก...ปิ้วๆๆ”

วาโยพูดก่อนจะก้มเล่นของเล่นต่อ...เขารู้เสมอราวกับตั้งเวลาว่าหนังบู๊ที่เขาชอบดูจนจบตอนไม่นานมานี้ เขาก็รีบคว้ารีโมตมากดดูข่าวบันเทิงทันที

...และจะเป็นอย่างนี้ตลอด...

ฉันมองวาโยกำลังนั่งเล่นรถถังอยู่บริเวณพื้นพรมด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะลูบศรีษะเล็กเบาๆ ฉันทำอย่างนั้นวาโยจึงชะงักและหันมามองฉันด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็กอดหมับเข้าที่ขาฉันคลอเคลียใบหน้ากับหน้าขาอย่างออดอ้อนและผละไปเล่นของเล่นของเขาต่อ

“อู้วว มาๆๆฮะๆๆ”

แปะๆๆ

เวลาผ่านไปเมื่อรายข่าวบันเทิงเข้ามาแทรก วาโยก็วางมือจากของเล่นทันทีพร้อมกับเด้งลุกขึ้นมานั่งขัดสมาธิปรบมืออยู่หน้าทีวี เมื่อพิธีกรรายการแนะนำตัวเอง

‘วันนี้ลดาจะมาเม้าส์ข่าวพระเอกสุดแซ่บ ‘สริน’ที่มีข่าวว่ากำลังกิ๊กกั๊กกับนักแสดงหญิงดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง ‘น้องเจน’ที่แสดงละครร่วมกัน ขาเม้าส์ ขาเตียงก็ลือกันให้แซดว่าเมื่อสามวันก่อนแอบเห็นคู่พระนางย่องขึ้นคอนโดกลางค่ำกลางคืนในวันพระจันทร์สีผึ้งจะจริงรึปะเปล่า^^แหม่ๆๆๆ งานนี้จริงหรือหลอกพอดีวันนี้เจอน้องเจนดาราสาวสุดฮอต และคำตอบจะฮอตแค่ไหนไปฟังค๊า’

ฉันมองดูดาราสาวสวยที่ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างมีชั้นเชิงในหน้าจอทีวีตรงหน้าด้วยสายตานิ่งเรียบ...

เรื่องข่าวฉาว เรื่องขาเมาท์ เรื่องภาพหลุดเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์คือเรื่องจริงที่ทุกฝ่ายรู้กันดีอยู่แล้ว

....สื่อพวกนี้รู้ดียิ่งกว่าอะไร รูปหลุดก็มีเด่นหรา แต่คนพวกนี้ต้องการขายข้าวให้เป็นประเด็นร้อนให้ทุกคนลุกฮือ ให้ความสนใจ

ด้วยนิสัยของคนในสังคม...คือสนใจเรื่องผู้อื่นมากกว่าเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว มีหรือที่ข่าวเชิงนี้จะไม่ได้รับความสนใจอะไรจากคนในสังคมเลย....

และตัวดาราแน่นอนถ้าเขาจะฟ้องก็สามารถยื่นฟ้องก็ได้...แต่ไม่...

ต้องเข้าใจว่าดาราน่ะ...ขายหน้าตา ชื่อเสียงผ่านข่าว ผ่านผลงานอยู่แล้ว...ขายคำพูดอันสวยหรูเพื่อให้ดูเป็นนางฟ้า...ก็นะ ไม่งั้นเขาไม่เรียกวงการสื่อ วงการมายาหรอก...

ฉันดูข่าวบันเทิงไปเรื่อยๆก่อนจะก้มลงมองวาโยที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาดูข่าวอย่างนั้นตาไม่กระพริบ...ดูตั้งแต่นาทีแรก จนจวนข่าวบันเทิงจะหมดช่วงเวลานำเสนอเขาก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาดูขนาดนั้นจนฉันยิ้มบางๆก่อนจะยกมือลูบศรีษะเล็กเบาๆ

“วาโยครับ...วันนี้ ยัยกอของวาโยไม่ออกงานนะครับ”

ใช่....

สิ่งที่วาโยรอดูรายการบันเทิงใบหน้าจริงจังขนาดนี้ ก็เพราะ เขาต้องการจะดู ‘ยัยกอ’ ของเขาหรือพี่ ‘กอหญ้า’ของฉัน

ผู้ที่มีศักดิ์เป็นป้าของเขาแต่เด็กดื้อกลับเข้าใจผิดว่าพี่กอหญ้าคือยาย เมื่อเขาดันได้ยินไอ้ประโยคฉันชอบพูดกับเธอบ่อยๆว่าเธอยิ่งแม่คนที่สองของฉัน เจ้าเด็กอ้วนก็ตีความไปว่าพี่กอหญ้าคือยายของเขาและคือแม่ของฉันไปโดยปริยาย ฉันพยายามอธิบายให้วาโยฟังหลายครั้ง แต่วาโยเมื่อคิดอย่างนั้นเขาก็คงฝังกับความคิดความเชื่อของเขาอย่างนั้นไม่สนใจใครหรอก แม้จะแก้แทบตายก็ตาม

ทั้งๆที่ฉันให้ความหมายคำว่า ‘แม่คนที่สอง’ คือผู้มีพระคุณต่างหาก

ถามว่าผู้หญิงที่ชื่อกอหญ้ามีพระคุณกับฉันมากแค่ไหนน่ะเหรอ....ก็ตั้งแต่คอนโดที่อยู่ รถที่ขับ ค่าเทอมครึ่งส่วนของวาโยและอีกมากมาย

...เธอเหมือนมอบชีวิตใหม่ให้กับฉันและลูกหลังจากทุกข์ยากอยู่ในแฟลตแคบๆ บางมื้อแทบอดข้าว อดน้ำเพราะไม่มีเงินก่อนหน้าที่จะมาเจอเธอที่มหาวิทยาลัยด้วยความบังเอิญ...หลังจากเจอเธอ ชีวิตของฉันกับลูกก็ดีขึ้น เธอยื่นมือเข้ามาช่วยฉัน

...บุญคุณของพี่กอหญ้า...เรียกได้ว่า...ยิ่งกว่าแม่แท้ๆที่หยิบยื่นมาให้ซะอีก

และตอนนี้เธอก็เป็นเน็ตไอดอลชื่อดัง เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ด้านการแต่งหน้า เป็นสาวสาวยดีกรีไฮโซทายาทนักธุรกิจหมื่นล้านตระกูลดังแถมยังเป็นหมอฟันเจ้าของคลินิกชื่อดังที่หนุ่มๆตามจีบกันเป็นพรวน

พี่กอหญ้าเป็นที่จับตามองของสื่ออย่างมากเวลาเธอออกงานการกุศล หรือร่วมงานเลี้ยงต่างๆ สื่อก็เป็นต้องวิ่งเข้าไปสัมภาษณ์เธอสองสามคำให้ได้อยู่ดี

นี่แหละที่ทำให้เด็กวาหลงเสน่ห์รายการบันเทิง...เพราะเขาภูมิใจที่ยัยกอของเขาได้ออกทีวียังไงล่ะ

‘มาต่อที่ข่าวสุดท้าย ถือว่าเป็นข่าวเด็ดข่าวดังของฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อ ‘คุณวายุ’ สามีแห่งชาติดีกรีนายแบบและนักธุรกิจแสนล้านชื่อดังที่ย่องบินลัดฟ้าไปถ่ายแบบกับนิตยสารชื่อดังระดับโลก อย่างHAZER(ไม่มีอยู่จริง) อย่างเงียบเชียบเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว โดยมีช่างกล้องคู่ใจอย่าง ‘คุณดอมินิก’ สามีแห่งประเทศไทยดีกรีเจ้าของห้องเสื้อแบรนด์ไฮเอนด์ที่พึ่งติดโพลอันดับหกของโลกอย่างLaurent(โลร็องซ์:ไม่มีอยู่จริง) ... จนเป็นที่ฮือฮาเมื่อภาพเซ็ทถ่ายแบบแซ่บๆปรากฏต่อสายตาสาธารณชนทั้งในและต่างประเทศต่างแชร์และพูดถึงกันมากมาย หนาหู วันนี้ทางช่องเรามีโอกาสเจอจ๊ะเอ๋กับหนุ่มเนื้อหอมที่เล่าลือกันหนาหูว่าหล่อวัวตายควายล้มจนคนมองต้องร้องขอชีวิตอย่างคุณ ‘วายุ วายุภักษ์’ ที่วันนี้เผอิ๊ญเผอิญมาร่วมงานเดินแบบของเพื่อนชายคนสนิทอย่างคุณดอมินิกที่ไต้หวันจ้า พอนักข่าวเราเห็นจึงรีบวิ่งสี่คูณร้อยจ่อไมค์สัมภาษณ์คุณวายุแบบเอ็กซ์คูลซีฟ แถมพูดถึงประเด็น รูปหลุดกับนาตาชาปิดท้ายด้วยเรื่องหัวใจด้วยนะเออ จะเป็นอย่างไรไปชมกันค่า...’

“โหวๆๆ *0*”

ร่างกายฉันชาวาบทันทีเมื่อจอทีวีตัดภาพไปยังร่างสูงในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มในขณะที่กำลังร่วมเป็นแขกกิตติมศักดิ์แถวหน้ารับชมงานเดินแบบของแบรนด์ดอมินิกเพื่อนสนิทของเขาอย่างตั้งใจ ก่อนที่ภาพจะตัดมายังภาพเดี่ยวเต็มจอ

ที่วาโยร้องว๊าวปรบมือชอบใจทันทีเมื่อภาพตัดเข้ามาที่เขายืนเดี่ยวให้นักข่าวรุมถ่ายภาพสัมภาษณ์ด้วยใบหน้านิ่งเรียบ

ถามว่าตอนนี้ฉันได้ยินหรือรู้สึกถึงสิ่งรอบข้างบ้างรึไม่

ขอตอบเลยว่าไม่...

ฉันตอนนี้..ร่างกายมันชาดิ๊กๆไปหมด....สายตาก็ยังคงจดจ้องไปยังภาพเคลื่อนไหวของชายเจ้าของใบหน้าคมคายไร้ที่ติราวกับเทพบุตรกำลังทำหน้านิ่งพร้อมกับรอยยิ้มนิดหน่อยมองกราดหน้ากล้องอย่างนั้น....

ฉันไล่สายตามองไปยังเรือนผมสีคาราเมลที่แสกกลางเปิดโครงหน้าคมคายชัดเจน...คิ้วเค้ม ตาคมกริบสีเหล็กกล้า รับกับจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางสีเชอรี่ติดแนวคล้ำนิดหน่อยอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่จัด

หน้าฉันกระตุกพร้อมกับหัวใจที่เต้นถี่ยิบราวกับจะกระดอนกระเด็นหลุดออกมาเต้นข้างนอกร่างกายเสียให้ได้

นักข่าว: ‘ข่าวว่าคุณวายุพึ่งไปถ่ายแบบนิตยสารHAZERมา’

‘...ครับ...’

ฉันสะอึกเมื่อเสียงทุ้มตอบกลับนักข่าวที่สัมภาษณ์เขา ด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบตามสไตล์...ถ้าบางคนคงมองว่าเขาหยิ่งและจองหองเอามากๆ แต่สำหรับเขา...คนคงมองว่านี่คือการแสดงสีหน้าของเทพบุตร...ทุกๆอย่างที่เป็นเขาคือพระเจ้าสรรสร้าง

นักข่าว: ‘รู้สึกยังไงบ้างคะ ตื่นเต้นรึเปล่าเอ่ยที่ตอนนี้โกอินเตอร์ระดับโลกแล้ว’

‘ไม่...ปกติครับ’

เขายิ้มบางๆให้พอเป็นมารยาท ก่อนจะตั้งใจฟังสัมภาษณ์ต่อ

นักข่าว: ‘ รูปถูกแชร์เยอะมาก รู้รึยังครับว่าทุกคนชื่นชมคุณมาก’

‘...ครับรู้เมื่อคืน’

ฉันมองใบหน้าเขาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย...ใบหน้านิ่งที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย

นักข่าว: ‘แฟนคลับก็เยอะด้วย มีทั้งไทยและต่างประเทศที่ตอนนี้หวีดคุณวายุหนักมากถึงกับเรียกร้องให้จัดแฟนมิตติ้งกันถ้วนหน้า อยากถามเจ้าตัวว่ารู้สึกยังไงคะ’

‘ก็ดีครับ ขอบคุณมาก’

นักข่าว: ‘คุณวายุครับ ขอถามเรื่องประเด็นภาพหลุดยืนกับนาตาชา แถวๆผับดังย่านทองหล่อ คนสงสัยว่ามีซัมธิงอะไรกันรึเปล่า มีลุ้นรึยังคะ’

‘....นาตาชา...ใครครับ?’

“ไคฮับไคฮะๆๆ” (ใครครับใครฮะๆๆ)

ฉันหลุบตามองวาโยที่ทำท่าทางลอยหน้าลอยตาคนบนจอทีวีอย่างทะเล้นแถมลอกเลียนคำพูดมาอีก... จึงหลุดขำท่าทางลูกชายออกมาเบาๆ ก่อนจะจ้องไปยังหน้าจอทีวีต่อ...

สัมภาษณ์สดว่าไม่รู้จักกันมันเหมือนตีกลางแสกหน้าคนเป็นข่าวด้วยเอามากๆ...ยิ่งเขาทำหน้านิ่งคิ้วขมวด ก็ยิ่งสื่อว่า เขาไม่รู้จักคนชื่อนาตาชาจริงๆหรืออาจจะลืมว่าคนชื่อนี้ อยู่ในสมองของเขา

...ฉันก็แค่...อธิบายไปแบบนั้นตามเนื้อผ้าในสิ่งที่เห็น

เมื่อนักข่าวเงียบไปตามๆกัน ก็ยังคงมีนักข่าวที่มีสติอยู่บ้างควักโทรศัพท์ยื่นให้วายุดู ให้เดาว่าน่าจะเป็นภาพหัวข่าวที่ดังโครมในขณะนี้

เพราะเห็นเขารับโทรศัพท์มาดูก่อนจะยื่นให้พี่นักข่าวคนนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ซึ่งกล้องจับภาพสายตาของเขาได้พอดี

แน่นอนสายตานั้นสาวๆที่ถูกมองเป็นต้องใจสั่นไปตามๆกัน ไม่ต้องถามถึงเจ้าของโทรศัพท์คนนั้นว่าตอนนี้มีอาการเป็นอย่างไร

กรี๊ด!!

ได้ยินเสียงกรี๊ดที่ดังลอดเข้ามามั้ย...

‘อ้อ...ภาพนั้นผมเอง...ไม่มีอะไรแค่เขาเดินมาขอเบอร์เฉยๆ...’

ฉึ่ง!!!

เงิบกันไปตามๆกันเลยสิเมื่อเจอคำพูดและหน้านิ่งๆตอกกลับอย่างนั้น

...เพราะวายุไม่ใช่ดาราหรือนายแบบที่พยายามจะสร้างหน้ากากให้ตัวเอง....เขาเป็นคนรวยที่ไม่แคร์ทุกสิ่งบนโลกแม้แต่คำสัมภาษณ์ไก่กา เพราะเขาไม่ต้องการมีชื่อเสียง ไม่ต้องการเงินทอง และไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร...

นักข่าว: ‘คะครับฮ่าๆ ก็ถือว่าเคลียร์ไป ส่วนเรื่องของหัวใจตอนนี้ล่ะครับ’

‘ยังไม่มี...ยังไม่เจอ’

เผาะ!

สายตาที่สบประสานเข้ากับสายตาของฉันผ่านโทรทัศน์ ทำเอาน้ำตาจากหางตาไหลรินลงมาอย่างไม่รับรู้ถึงความรู้สึกใดๆอีกต่อไป...

สายตาฉันจับจ้องภาพที่รีรันถ่ายเขาใหม่อย่างเลื่อนลอย มองอย่างนั้นโดยที่ไม่รู้ว่าน้ำตาตัวเองไหลอาบแก้ม

และมีเด็กชายกำลังนั่งมองใบหน้าสวยของมารดาที่กำลังเหม่อมองไปยังหน้าจอทีวี

ใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา...

‘เกิดอะไรขึ้นกับแม่ข้าว’

นั่นคือสิ่งที่วาโยต้องการถามผู้เป็นมารดาอยู่เสมอทุกคราที่ทีวีฉายภาพผู้ชายคนนี้

ผู้ชายที่ชื่อ... ‘วายุภักษ์’...

แม่ข้าวเป็นอะไรไปนะ...

 

KWANKAO

 

WAYO

 

 

 

 

 

 

To be continued.

 

 

​ ​.

.

.

..........................................................

ทนกระแสหมู่บ้านไม่ไหวเลยมาเสริฟ์ออเดิร์ฟให้รีดทุกท่านเลยจ้า....

เสริฟ์เสร็จก็ต้องยกมือกุมใจกันถ้วนหน้าเลยทีเดียวไม่เว้นแม้กระทั่งตัวของไรท์เองTOT5555

ปล. รีดสามารถแสดงความคิดความเห็นคอมเมนท์ติชมกันมาได้นะคะ หรืออาจจะให้ดาวไรท์ขอกราบงามๆเลยค่ะ>3<

 

 

 

 

ความคิดเห็น