Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 32 The path I choose

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 15:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 32 The path I choose
แบบอักษร

 

Chapter 32 The path I choose 

เด็กหนุ่มสองคนเดินตามหลังชายในชุดสูทดำลงบันไดไปยังชั้นแรกของคฤหาสน์ เด็กหนุ่มผมดำมองดูพื้นที่รอบๆอย่างละเอียดโดยไม่แม้แต่จะสนใจอีกคนที่เหลือบมองดูเขาอยู่เป็นระยะแม้แต่น้อย มาถึงห้องอาหาร มองเห็นโต๊ะไม้โอ๊คยาวจรดฝั่งหนึ่งมายังอีกฝั่ง ตรงปลายสุดของโต๊ะที่มีอาหารเรียงรายมากมาย ชายหนุ่มในชุดลำลองกำลังนั่งจิบไวน์มื้อเย็นอย่างสบายอารมณ์ ทันทีที่มองเห็นคนที่กำลังรออยู่ มิคาเอลก็ยิ้มกว้างขึ้นมาทันที

“ไปเที่ยวเล่นที่ไหนมาปล่อยให้ฉันต้องรออยู่ตั้งนาน” ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย คิ้วคมพลันขมวดเข้าหากันเมื่อมองเห็นเด็กหนุ่มอีกคนที่ตามมาจากด้านหลัง

อคิราห์เดินเข้าไปนั่งตำแหน่งประจำทางด้านขวาของอีกฝ่ายโดยไม่มีการตอบคำถามใดๆ การกระทำที่ดูเหมือนเย่อหยิ่งของเขาทำให้เด็กหนุ่มอีกคนต้องแอบยิ้มอยู่ในใจ

“ส...สวัสดีครับคุณมิคาเอล คือ...คือผมขอบคุณคุณมากเลยนะครับ ที่อนุญาตให้ผมอยู่ที่นี่” แก้มเนียนใสแดงระเรื่อ ท่าทางน่ารักของเด็กหนุ่มที่แสดงออกมานั้น ไม่ว่าใครที่มองเห็นต่างก็ต้องรู้สึกรักใคร่เอ็นดูกันทั้งนั้น

“อืม มีอะไรอีกมั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเช่นเคย

มือของคาเรนบีบประสานเข้าหากันแน่นเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง เด็กหนุ่มช้อนตาขึ้นมองพลางเอ่ย “เอ่อ ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมขอร่วมโต๊ะอาหารด้วยได้มั้ยครับ คือว่า ปกติก็มีคุณแม่ที่อยู่ทานด้วยกันทุกวัน แต่ตอนนี้...” เด็กหนุ่มเว้นจังหวะ ใบหน้าหมองลงด้วยความเศร้า “ถ้าต้องทานคนเดียว ผมคงเหงามาก” หลังพูดจบคาเรนก็แอบสังเกตปฏิกิริยาของคนที่นั่งอยู่ ไม่ต้องพูดถึงเด็กหนุ่มที่กำลังลงมือทานอาหารตรงหน้า ชายหนุ่มอีกคนนั่งมองเขาที่ยืนอยู่ปลายสุดของโต๊ะตาไม่กะพริบ หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นไม่เป็นส่ำ คาเรนรู้สึกไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่ายตรงๆจึงต้องก้มหน้าลง

“เหรอ ถ้าถ้าอย่างนั้นเธอน่ะ หลังจากนี้ให้ไปทานอาหารเป็นเพื่อนเขาทุกมื้อ”

“ทราบแล้วค่ะนายท่าน” แม่บ้านร่างท้วมตอบรับ

การกระทำของมิคาเอลทำให้เด็กหนุ่มที่กำลังก้มหน้าอยู่เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ถึงจะพูดคำพูดไร้น้ำใจแบบนั้นออกมาแต่รอยยิ้มของคนตรงหน้าก็ยังไม่เลือนหายไป...ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยสักนิด 

“เอาล่ะถ้าไม่มีอะไรแล้วเธอก็กลับไปเถอะ”

คาเรนรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก เขาหันไปหาคนที่นั่งอยู่ด้านข้างชายหนุ่มแต่คนๆนั้นก็ยังทานอาหารอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังไม่สนใจเขาเลยสักนิด นิ้วมือจิกลงบนฝ่ามือแน่น ตอบกลับมาเสียงแผ่วเบา “ครับ”

ทันทีที่แผ่นหลังของอีกฝ่ายลับสายตาไป มิคาเอลก็หันไปหาคนที่นั่งทานอาหารอยู่เงียบๆ อย่างกระตือรือร้น

“เป็นไงที่รัก ฉันทำดีรึเปล่า ไหนรางวัลของฉันล่ะ”

“รางวัลอะไรของคุณ”

“ก็รางวัลที่ฉันมองแค่เธอคนเดียว ไม่วอกแวกไปสนใจคนอื่นยังไงล่ะ”

“คุณมองเด็กคนนั้นตาไม่กะพริบเลยไม่ใช่รึไงครับ” อคิราห์พูดทั้งที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา

มิคาเอลนั่งเท้าคาง มองเด็กหนุ่มที่นั่งทานอาหารไปเรื่อยๆ แม้ว่าจะดูไม่สนใจแต่ก็เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็กำลังเก็บทุกรายละเอียดเหมือนกัน

“จะไม่ถามหน่อยรึไง ว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร” ชายหนุ่มถามขึ้นในขณะที่สังเกตดูสีหน้าอีกฝ่ายไปพลาง

“ไม่จำเป็นหรอกครับ ถ้าคุณอยากให้ผมรู้เดี๋ยวคุณก็บอกผมเอง รึไม่ใช่ครับ” เด็กหนุ่มสบตาเขาครู่หนึ่งแล้วหันกลับไปทานต่อ

“ทั้งๆที่เด็กคนนั้นอาจจะเป็นคู่นอนของฉัน เธอก็ไม่สนใจเหรอ”

“แต่คุณพึ่งไล่เขาไปนี่ครับ เพราะฉะนั้นคงไม่มีความสำคัญกับคุณสักเท่าไหร่ ผมพูดถูกรึเปล่า”

มิคาเอลถอนหายใจให้กับความสงบเยือกเย็นของอีกฝ่าย ถ้าอยากจะเห็นเด็กน้อยของเขาโกรธเพราะความหึงหวงคงเป็นเรื่องยากจริงๆ “เฮ้อ ก็ได้ ฉันยอมแพ้ เด็กคนนั้นเป็นลูกชายคนเล็กของอลาริค อาของฉัน หรือพ่อของเจสัน”

“น้องชาย?”

“ไม่เชิงหรอก”

อคิราห์ไมได้สนใจจะถามต่อ เรื่องของครอบครัวคนอื่น ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องมารับรู้ หลังจากทานเสร็จไม่นานก็มีสมาชิกอีกสองคนเดินเข้ามาในห้องอาหาร

“ขออนุญาตครับ”

“มีอะไรให้กินบ้างเนี่ย”

ลุคก้มศีรษะลงก่อนที่จะเดินเข้ามา ร่องรอยบางอย่างที่พ้นขอบเสื้อออกมาเพียงเล็กน้อยไม่สามารถรอดพ้นสายตาของทุกคนไปได้ อคิราห์มองผ่านไป ส่วนมิคาเอลกลับเลิกคิ้วขึ้นหันไปมองคนที่เดินเข้ามานั่งด้านซ้ายของเขาโดยไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น

“นายจะไปยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทำไมล่ะลุค มากินด้วยกันสิ”

“มาเถอะ”

ลุคก้มศีรษะลงเมื่อได้รับอนุญาตจากมิคาเอล เขานั่งลงด้านข้างเรเวน ลงมือทานอย่างเงียบๆ

มิคาเอลจิบไวน์อีกสองอึกก่อนจะเริ่มบทสนทนาอย่างจริงจัง “คอนีเลียสพึ่งส่งข่าวมา ยาโคลอฟกำลังเคลื่อนไหวแล้ว พวกนั้นกำลังพยายามเข้าแทรกแซงคนของรัฐบาลรัสเซียเพื่อที่จะได้เป็นคู่ค้าของกองทัพ เวลานี้สงครามในตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่จุดวิกฤติขึ้นทุกที อาวุธเป็นที่ต้องการอย่างมาก ยาโคลอฟคงคิดฉวยจังหวะนี้ขยายอิทธิพลในกลุ่มประเทศโซเวียต”

“ทางฝั่งอเมริกากับอิสราเอลคงไม่มีปัญหา ฉันคิดว่าอีริคยังสามารถเชื่อใจได้ แต่ไม่รู้ว่าแถบเอเชียตะวันตกมีความคืบหน้าอะไรบ้าง เจสันได้ติดต่อกลับมาบ้างมั้ย” เรเวนถาม

“หึ หมอนั่นไม่เป็นอะไรไปง่ายๆ หรอก ฉันคิดว่าต่อให้ไม่ได้ควบคุม แต่หมอนั่นก็คงจัดการกับมาคัสได้ สิ่งสำคัญคือต้องจับตาดูยาโคลอฟให้ดี ฉันคิดว่าหมอนั่นคงพยายามน่าดู”

“นายจะไม่ทำอะไรสักอย่างเหรอมิคาเอล”

“เรเวน นายกับฉันโตมาด้วยกัน นายคิดว่าคนอย่างฉันจะอยู่เฉยๆรอให้คนที่คิดจะขโมยของรักของฉันไปตลอดเวลาได้ขยายอำนาจขึ้นเรื่อยๆรึไง” มิคาเอลมองดูแก้วไวน์ที่ถูกหมุนไปมาในมือ ในแววตาวาบผ่านสีแดงของของเหลวในแก้วอย่างนิ่งสงบ เรเวนมองดูท่าทางนั้นก่อนที่จะยักไหล่ทั้งสองข้างขึ้นแล้วจัดการกับอาหารตรงหน้าต่อไป

“คุณคิดจะทำอะไรกับเขาเหรอครับ”

มือที่กำลังหมุนแก้วในมือไปมาชะงัก ของเหลวสีแดงกระฉอกขึ้นมาเคลือบบนขอบแก้วก่อนที่จะกลับไปสงบนิ่งเช่นเดิม “เธอจะอยากรู้ไปทำไมกัน เป็นห่วงงั้นเหรอ”

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบอะไรออกมา เขามองเข้าไปในดวงตาสีมรกตตรงหน้าเพื่อเป็นการขอคำตอบ

มิคาเอลวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะพลางลุกขึ้น “ฉันว่าเราไปเดินย่อยอาหารกันสักหน่อยเถอะ” พูดจบชายหนุ่มก็เดินออกจากห้องอาหารไป อคิราห์ลุกตามออกไปอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

คนที่เหลือมองตามหลังพวกเขาไป ลุคกำลังลุกขึ้นแต่เรเวนก็วางมือลงบนมือของอีกฝ่ายเสียก่อน “ปล่อยนายท่านของนายดูแลตัวเองบ้างเถอะ อีกอย่างนี่ก็อยู่ในขอบเขตของคฤหาสน์นายไม่ต้องไปตามหมอนั่นให้มาก กินอะไรซะบ้างเถอะ”

ลุคมีท่าทางลังเลแต่ก็ยังนั่งลง

“ไม่ได้ดินเนอร์กันสองคนมานานแค่ไหนแล้วเนอะ” เรเวนพูดพลางตักอาหารใส่ปากมองดูคนที่นั่งถือมีดส้อมไม่ขยับ

ลุคดูเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง ชายหนุ่มเอ่ยถามความสงสัยของตัวเองออกมาด้วยเพราะคิดไม่ตก “เรื่องเมื่อเย็น พี่เรเวนละเมอจริงๆเหรอครับ”

เรเวนเงยหน้าขึ้นมา นัยน์าสีฟ้าเบิกขึ้นราวกับสิ่งที่บอกเป็นเรื่องปกติที่สุด “แน่นอนสิ ฉันก็แค่ฝันเปียก ผู้ชายคนไหนก็เป็นไม่ใช่รึไง อุบัติเหตุน่า นายก็อย่าคิดมากเลย รีบกินได้แล้ว”

“...”

 

เงาร่างของคนสองคนทอดไปตามพื้นหินอ่อน คนทั้งคู่เดินออกมาด้วยกันพักใหญ่ จนถึงเวลานี้ยังไม่มีคำพูดใดๆจากทั้งสองฝ่าย กระทั่งก้าวพ้นพื้นที่ของตัวคฤหาสน์เข้าไปยังบริเวณสวน อคิราห์ก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง “คุณคิดจะทำอะไรกับเขา บอกผมมาเถอะ”

“ฉันไม่สั่งคนไปฆ่าหมอนั่นหรอก เชื่อฉันได้เลย แต่ว่าตอนนี้ฉันชักจะอยากรู้ขึ้นมาแล้วจริงๆว่าตลอดเวลาที่เธออยู่ที่เกาะนั่น เธอทำอะไรกับหมอนั่นบ้าง ทำไมถึงได้ดูเป็นห่วงกันนัก”

อคิราห์ถอนหายใจ เขาไม่อยากให้ยูริเอลสูญเสียชีวิตที่พึ่งได้กลับมาไม่นานไปเร็วมากนัก อย่างน้อยก็ควรที่จะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปเหมือนกับคนอื่นบ้างสักนิดก็ยังดี เขาเล่าเรื่องทุกอย่างในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะให้อีกฝ่ายฟัง เว้นก็แต่รายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของเขากับยูริเอลเมื่อก่อนเท่านั้น

มิคาเอลเงียบไป ก่อนที่จะเอ่ยออกมาคำหนึ่ง “หมอนั่นดูแลเธอดีจริงๆ”

“เขาเป็นเพื่อนของผมคนหนึ่ง”

“หึ เอาเถอะในเมื่อเธอบอกว่าเป็นเพื่อน แต่ถึงแม้ว่าหมอนั่นอาจจะไม่ได้มองเห็นเธอเป็นเพื่อน ฉันก็ไม่มีทางปล่อยไปเด็ดขาด”

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เขาต้องคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญมาก ถ้าหากว่าถึงเวลาหนึ่งที่มิคาเอลคิดจะกำจัดยูริเอลจริงๆเขาจะทำยังไง 

“ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ที่รักของฉันออกจะน่ารักมีเสน่ห์ขนาดนี้ แล้วทีนี้พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปที่นั่นดีมั้ยนะ”

“ที่ไหนครับ”

 

วันรุ่งขึ้นมิคาเอลพาอคิราห์มาเดินสำรวจคฤหาสน์ เด็กหนุ่มไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรมากนักเว้นก็เพียงแต่ห้องออกกำลังกายที่ดูท่าหลังจากนี้เขาจะได้เข้ามาใช้งานบ่อยๆ หลังเกิดเรื่องขึ้นมาเขาก็มีชีวิตนั่งๆนอนๆไปวันๆ แม้จะได้ออกกำลังกายบ้าง? แต่ชีวิตก็อดรู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไปไม่ได้

ชีวิตก่อนใช้ไปกับการฝึกฝนอย่างหนักทุกวันขนาดนั้น แต่แล้วจู่ๆกลับต้องหยุดไป บางครั้งก็ทำให้เขาแอบวิตกกังวลเล็กน้อย...หรือเพราะช่วงหลังไม่ได้ฝึกฝนแถมยังโดนสูบพลังไปทุกวันทำให้เขารู้สึกว่าหลังๆมานี้ตนเองชักจะรู้สึกเอื่อยเฉื่อยไม่กระตือรือร้นเหมือนแต่ก่อนเข้าไปทุกที อคิราห์ปักหมุดห้องแห่งนี้เป็นพื้นที่ของตัวเองไปโดยปริยาย

“มีที่หนึ่งที่เธอน่าจะสนใจ ตามมาสิ” เด็กหนุ่มเดินตามอีกฝ่ายไปจนถึงพื้นที่ด้านหลังคฤหาสน์ ที่ตรงนี้เงียบสงบเป็นพิเศษ ด้านหน้าเป็นบันไดทางลงไปชั้นใต้ดินที่หากไม่สังเกตก็อาจจะมองไม่เห็น มิคาเอลจับมือเด็กหนุ่มเดินไปยังทิศทางนั้น

“ที่นี่คือ...”

“เปิดประตูเข้าไปสิ”

 

To be con... 

_________________________- 

Talk ไม่รู้ยังมีใครจำได้มั้ยงั้นขอทบทวนกันเนอะ คอนีเลียสก็คือคุณลุงตกปลา ส่วนอีริคคือคนที่ซัดมีดในการประชุมมาเฟียจ่ะ มาถึงตรงนี้แล้วยังไม่รู้เลยว่านี่ถึงครึ่งเรื่องรึยัง ยังคงคอนเซ็ปเรื่อยๆ ชิวๆ ต่อไปตอนแรกเริ่มกะว่าจะแต่งแนวบู๊ล้างผลาญเลือดสาดกันไปข้าง ไปๆ มาๆ ไหง slow life งี้ก็ไม่รู้ อีกอย่างคือ...แอบรู้สึกว่า อคิราห์หนูลูก นิ่งกว่านี้ก็จะเป็นหินละนะ หรือช่วงนี้ชีวิตไรท์จะชิวไป ต้องไปหาเรื่องท้าทายทำบ้างซะแล้ว เผื่อจะแต่งนิยายออก Crystal. 

ความคิดเห็น