Minchol

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 73 งานนี้ยากแล้ว

ชื่อตอน : บทที่ 73 งานนี้ยากแล้ว

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง,เผิงกวนอิง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 161

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 13:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 73 งานนี้ยากแล้ว
แบบอักษร

     ​   จูอี้หลงเปิดประตูห้องน้ำออกมาตะโกนตามเผิงกวนอิง แต่ขายาวๆนั้นพาร่างเผิงกวนอิงออกไปพ้นห้องอย่างรวดเร็วทำให้เขามองเห็นแต่เพียงประตูที่ปิดสนิทแล้วเท่านั้น จูอี้หลงรีบก้าวไปที่ประตูตั้งใจว่าจะเปิดแล้วตะโกนตามไป แต่เขาก็ชะงักเท้าไว้ นึกเกลียดการเป็นจูอี้หลงในตอนนี้ที่แม้แต่การเปิดประตูห้องในโรงแรมเพื่อตะโกนเรียกเพื่อนก็กลายเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเขาไปเสียแล้ว

        จูอี้หลงถอนหายใจ เดินมาหยิบโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะข้างเก้าอี้นวมแล้วโทรหาจูไฉ่หง ขอให้เธอมาเอาของที่เขาตั้งใจซื้อมาฝากเผิงกวนอิง ตั้งแต่เมื่อวานนี้มีเรื่องให้ต้องคิดมากมายจนเขาลืมเรื่องของฝากไปเสียสนิท

         "อาซายังอยู่ข้างบน เดี๋ยวจะให้ไปเอาที่ห้องนะคะ" จูไฉ่หงบอก เพียงชั่วครู่อาซา ช่างแต่งหน้าก็มาเคาะประตู จูอี้หลงแง้มประตู เอาของยื่นให้เธอแล้วปิดประตูทันที อาซารับของแล้วเดินจากมาโดยไม่ได้ทักทายอะไร เธอรีบลงลิฟท์ไปเพื่อนำของไปส่งให้จูไฉ่หง ในใจยังนึกอยู่ คุยอะไรกันนักหนาจนลืมแม้กระทั่งของฝาก

        จูอี้หลงเดินกลับเข้ามายืนจ้องมองผ้าห่มที่กองไว้บนเตียงนอน เมื่อคืนเขานอนหลับสนิท ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยานอนหลับที่กินเข้าไป อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเขาได้พูดสิ่งที่อัดอั้นไว้ในใจออกไป การคาดคั้นของเผิงกวนอิงแม้อาจจะดูก้าวร้าวในสายตาคนอื่น แต่สำหรับจูอี้หลงเอง มันกลับทำให้เขาโล่งใจ รู้สึกเหมือนคนที่กลืนอะไรเข้าไปติดคอ ทั้งหายใจไม่ออก ทั้งเจ็บในอกจนแทบจะหมดลม ขาดใจตาย แล้วมีใครมาจับเขากระแทก มีใครมากระทุ้งลิ้นปี่เขาแรงๆให้สำลักเอาสิ่งที่ติดในทรวงอกนั้นออกมาจนหมด เช้าวันนี้เขาจึงรู้สึกหายใจโล่งกว่าทุกๆวันที่ผ่านมา

        เมื่อตอนเช้ามืดจูอี้หลงสะดุ้งตื่นขึ้นมาพบตัวเองนอนตะแคงหนุนต้นแขนเผิงกวนอิงอยู่ แขนข้างที่เขาหนุนยังงอมาโอบเขาไว้ จูอี้หลงรู้สึกได้ถึงทรวงอกของเผิงกวนอิงที่แนบชิดอยู่กับแผ่นหลังของเขา มันขยับตามจังหวะการหายในของเผิงกวนอิง แขนอีกข้างของเผิงกวนอิงก็โอบรั้งเขาไว้ให้ชิดอก

        จูอี้หลงผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สังเกตรู้ถึงจังหวะการหายใจของตัวเองว่ามันเป็นจังหวะเดียวกับคนที่โอบกอดแนบชิดอยู่ทางเบื้องหลัง เขานึกจะปล่อยใจให้สบายแล้วนอนหลับต่อไป แต่เขาก็ต้องกัดฟันตัดใจ ค่อยๆเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดของเพื่อนร่างสูงใหญ่ แล้วคว้าหยิบหมอนกับผ้าห่ม ย้ายไปนอนต่อที่เก้าอี้นวม

        นี่เป็นเรื่องที่เขาทำเป็นปกติเมื่อเขาตื่นขึ้นมาแล้วพบตัวเองอยู่ในอ้อมกอดที่แข็งแรงนั้น มันอบอุ่น ปลอดภัยจนเขาไม่อยากจะลุกขึ้น อยากจะนอนอยู่อย่างนั้นตลอดไป แต่จูอี้หลงก็จะหักห้ามใจ บังคับตัวเองให้ลุกขึ้นทุกครั้ง เขาจะย้ายไปนอนที่โซฟาหรือไม่ก็ที่พื้นข้างเตียง เมื่อเผิงกวนอิงตื่นมาพบเข้าก็จะขอโทษขอโพยเพราะคิดว่าตัวเองนอนดิ้นจนถีบจูอี้หลงตกเตียงลงมา มันเป็นข้ออ้างที่ทำให้จูอี้หลงสามารถทำตัวเป็นน้องชายขี้อ้อนที่ต้องมีพี่ชายคอยเอาใจอยู่ตลอดเวลาได้ เพราะเผิงกวนอิงจะรู้สึกผิดจนยอมเป็นลูกไล่ให้จูอี้หลงอยู่บ่อยๆ เมื่อนึกถึงตอนนี้ จูอี้หลงก็หัวเราะชอบใจออกมา ก่อนจะกลับไปขมวดคิ้วด้วยความวิตกกังวลอีก เพราะวันนี้เผิงกวนอิงจะแวะไปกินข้าวกับคนที่บ้านของเขา...

        ..........................


        คนบ้านนี้ทำท่าเหมือนจะไม่อยากพูดถึงลูกชายคนโตของตัวเอง แต่ก็มีวิธีแยบยลที่จะให้เขาพูดบอกข่าวคราวของลูกหัวแก้วหัวแหวน เผิงกวนอิงเข้าใจเป็นอย่างดีถึงปราการสูงใหญ่ ที่ใครๆก็มองไม่เห็น แต่มันก็อยู่ตรงนั้น กั้นจูอี้หลงไว้จากไป๋อวี่ ไป๋เทียนจ้าวยังอยู่ในที่แจ้ง แต่จูอิงสงบินสูงอยู่เหนือม่านเมฆ แหงนหน้าก็มองไม่เห็น ถ้าคิดท้าท้าย เขาก็จะพุงโจมตีอย่างปราศจากเสียง เหมือนอินทรีที่ร่อนถลาสวนแสงตะวัน ไม่มีแม้แต่เสียงกระพือปีกที่จะเตือนคุณให้รู้ตัว

        ใครที่เห็นว่าจูอี้หลงเป็นคนระมัดระวังการกระทำและคำพูดของตนเองมากเพียงใด ก็น่าจะเดาออกว่าเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวแบบไหน ครอบครัวที่มีพ่อที่เป็นทั้งพ่อและครูในขณะเดียวกัน แค่คิด เผิงกวนอิงยังเสียวสันหลัง เจอครูที่โรงเรียนทั้งวันแล้วยังไม่พอ กลับบ้านยังมาเจอครูอีกคนหนึ่ง ทำอะไรผิดที นอกจากจะได้ยืนกางแขนคาบไม้บรรทัดอยู่หน้าห้องให้อับอายแล้ว กลับบ้านมายังต้องโดนทำโทษให้ยืนกางขาท่านั่งม้า สองแขนหิ้วถังน้ำอีก นับว่าเป็นชีวิตที่โหดเอาเรื่องทีเดียว ยังดีที่มีมาดามจูอยู่ 

        มีครูคอยคุมความประพฤติอยู่วันละเกือบสิบหกชั่วโมงนี่ แม้ตอนหลับก็คงจะเก็บเอาไปฝันด้วยกระมัง

        ยามจูอี้หลงเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องพ่อ มันก็มักจะเป็นเรื่องในวัยอนุบาลหรือวัยประถมเป็นส่วนใหญ่ พ่อที่อุ้มเขา พ่อที่ให้ขี่คอ พ่อที่ไกวชิงช้า พ่อที่ตีงูจนมันงอหงิก พ่อที่สอนเขาขี่จักรยาน สอนเขาว่ายน้ำ พ่อที่ออกกำลังกายกับเขาทุกเช้า แต่พอเขาเริ่มโตขึ้นมาเขากลับสนิทสนมกับแม่มากกว่า

        ตอนแรกเผิงกวนอิงก็ว่ามันฟังดูกลับๆกันยังไงชอบกล เพราะเด็กผูชายส่วนใหญ่จะใกล้ชิดแม่ตอนเป็นเด็กเล็ก พอโตมาก็น่าจะเริ่มใกล้ชิดพ่อ แต่พอมานึกๆดู มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะช่วงที่มาดามจูยังท้องและยังต้องดูแลอาหวู่ เธอคงไม่สามารถดูแลอาหลงได้อย่างเต็มที่ อาหลงจึงใช้เวลาส่วนใหญ่กับพ่อ

        ทุกครั้งที่จูอี้หลงกอดเขาแน่น ยิ่งเขาก้มลงมองแล้วหายรดลงบนหัว จูอี้หลงจะยิ่งรัดไม่ยอมปล่อย คงเป็นเพราะคิดถึงพ่อนี่เอง เขาคงอยากจะกอดพ่อเหมือนเมื่อตอนเขาเป็นเด็ก แต่จูอิงสงไม่ใช่คนที่จะชอบให้ลูกชายที่โตเป็นหนุ่มแล้วทำกริยาอะไรที่ดูอ่อนแอเหมือนผู้หญิงหรือเด็กเล็ก....

        "เรื่องเต้ามู่นี่ ดูท่าทุนจะสูงน่าดู" อาหวู่ชวนคุย

        "ทุนสูงแล้วทำไมไม่จ้างสตั้นท์มาเยอะๆล่ะ เห็นพี่เขายังต้องแสดงบทเสี่ยงเจ็บตัวด้วยตัวเองอีก" หานอวี้ เมียของอาหวู่ทักท้วง

        "ถ้าจะให้สมจริงมันก็ต้องแสดงเองอย่างนั้นแหละจ๊ะ" มาดามจูอธิบาย

        "เห็นคุณจูคุณหลินบอกว่า ไม่ถึงกับต้องแสดงเองมากมายถึงขนาดนั้น..." เผิงกวนอิงเริ่มกรุยทาง

        "พี่หลงคงอยากลุยเองล่ะสิ นิสัยดื้อ ชอบท้าทายตัวเองนี่แก้ไม่หายจริงๆเลย" อาหวู่ส่ายหัว หัวเราะเบาๆพลางคีบอาหารใส่ในถ้วยของภรรยา

        เผิงกวนอิงชำเลืองมองจูอิงสงที่ตลอดเวลานั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ ไม่เอ่ยปากอะไร ก่อนจะตัดสินใจลองหยังเชิงเขาดู

        "คุณหลินแกบอกว่ามันดูผิดปกติ มันเหมือนอาหลงจะพยายามทำร้ายตัวเองเลย..." เขาสังเกตเห็นมาดามจูมีอาการชะงักเล็กน้อย แต่จูอิงสงยังคงส่งข้าวเขาปากเงียบๆ จังหวะเคี้ยวสม่ำเสมอ แม้สองผัวเมียอาหวู่อาอวี้จะส่งเสียงอุทานห๊ะ เบาๆ 

        .... งานนี้ยากแล้ว... เผิงกวนอิงไม่กล้าแม้แต่จะถอนหายใจ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}