fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 นายสมประสาทหลอน

ชื่อตอน : บทที่ 5 นายสมประสาทหลอน

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 102

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 11:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 นายสมประสาทหลอน
แบบอักษร

หลังจากไฟในวอร์ดอายุรกรรมชายดับลงบางส่วนเพื่อให้ผู้ป่วยได้นอนพักผ่อน ผู้ช่วยพยาบาลสาวในชุดเครื่องแบบสีเหลืองเดินกลับเข้ามายังบริเวณเคาน์เตอร์ทำงานของพยาบาล เธอส่งยิ้มให้พยาบาลสาวที่กำลังนั่งรับออเดอร์แพทย์เวรดึกอย่างขมักเขม้น

“ออเดอร์ล็อกกลางเพียบเลยพี่” พยาบาลสาวที่ชื่อน้ำเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา นี่เป็นเวรดึกเวรสุดท้ายในรอบสัปดาห์ของเธอ อยากจะกลับไปนอนกลางคืนเหมือนมนุษย์ธรรมดาคนอื่นๆ เต็มที

“แหงล่ะสิ เคสคาบท่อแต่ละเคสนี่ท่าไม่ดีทั้งนั้น โดยเฉพาะเตียงหก ไม่รู้จะมีวันได้ถอดเครื่องช่วยหายใจมั้ย”

“เราก็ดูแลเคสแบบนี้กันมานานแล้วเนอะพี่เนอะ” พยาบาลสาวลุกขึ้นยืนหลังจากแสกนออร์เดอร์ของแพทย์ให้ห้องยาเสร็จสิ้น “เดี๋ยวหนูไปเตรียมยาก่อนนะคะ”

“น้ำให้ยาเสร็จแล้วเราค่อยกลับมากินยำมะม่วงด้วยกัน”

“ยำมะม่วงไม่ค่อยเหมาะกับมื้อตอนตีหนึ่งเท่าไหร่รึเปล่าคะพี่” น้ำพูดพลางหัวเราะ ก่อนจะเดินตรงไปยังรถเข็นบรรจุยากินและยาฉีดสำหรับคนไข้แต่ละเตียง เธอหันไปมองเตียงคนไข้ ‘ล็อกกลาง’ ของหอผู้ป่วย วอร์ดอายุรกรรมชายนี้เป็นวอร์ดรวม คนไข้ที่นอนเรียงรายจะถูกจัดเป็นล็อกเรียงตามเลขเตียงเพื่อความง่ายในการจดจำและดูแล ล็อกกลางเป็นศูนย์รวมคนไข้อาการหนักที่ต้องการการสังเกตอาการใกล้ชิด และเป็นล็อกที่อยู่ใกล้เคาท์เตอร์พยาบาลมากที่สุด คนไข้ล็อกกลางเกือบทุกคนคาบท่อช่วยหายใจ และต้องได้ยามากมายตลอด 24 ชั่วโมง เป็นคนไข้ที่พยาบาลอย่างเธอจะทำผิดพลาดไม่ได้

น้ำสังเกตเห็นเงาของอะไรบางอย่างไหววูบด้านนอกหน้าต่างบานเกล็ดที่กั้นระหว่างวอร์ดและระเบียงภายนอก พยาบาลสาวสะดุ้งตกใจ หัวใจของเธอเต้นแรงเร็ว หญิงสาวรีบเดินไปเปิดไฟบริเวณใกล้กับหน้าต่าง ค่อยๆ ก้มลงส่องดูที่ช่องว่างระหว่างบานเกล็ด แสงไฟถนนภายนอกส่องเข้ามาสลัวๆ ทำให้มองไม่เห็นรายละเอียดอะไรมากนัก แต่เธอก็ไม่สังเกตเห็นอะไรที่ผิดปกติ น้ำหายใจเข้าลึกเพื่อพยายามสงบจิตใจ เงาเมื่อครู่นี้เธออาจจะเพียงแค่ตาฝาดไป เธอหันหลังเดินกลับไปยังรถเข็นเหล็กเพื่อเตรียมยาตามเดิม

ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงมอนิเตอร์ดังขึ้นสนั่นจากเตียงที่หก พยาบาลสาวรีบหันไปมอง คนไข้เตียงหกได้ถูกติดตั้งมอร์นิเตอร์คลื่นไฟฟ้าหัวใจเอาไว้ สาเหตุที่เครื่องดังนั้นก็เป็นเพราะคลื่นไฟฟ้าหัวใจของคนไข้มีความผิดปกติ น้ำรีบวิ่งเข้าไปดู กดวัดความดันโลหิตและออกซิเจนในเลือดเพื่อเอาไว้โทรรายงานแพทย์เวรอย่างเร่งด่วน

ตัวเลขความดันโลหิตยังไม่ทันปรากฏ เส้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจของคนไข้พลันกลับกลายเป็นเส้นตรง

พยาบาลสาวรีบยื่นมือไปคลำชีพจร สบถเบาๆ ก่อนจะพูดออกมาเสียงดังว่า “คนไข้ Arrest* ค่ะ!”

(Cardiac arrest : หัวใจหยุดเต้น)

นายแพทย์บรรณกิจยืนท้าวสะเอวมองร่างกายซีดขาวที่นอนไร้ลมหายใจบนเตียงเหล็กที่ตั้งอยู่ตรงหน้า นายอนันต์ เจ้าหน้าที่ผู้ช่วยแผนกนิติเวชมือฉมังหยิบก้อนอวัยวะหนึ่งออกมาจากทรวงอกของผู้ตาย เป็นอวัยวะที่ครั้งหนึ่งเคยเต้นไม่มีหยุดตั้งแต่คนคนนี้เกิดจนกระทั่งอวัยวะนั้นพ่ายแพ้หยุดทำงานไปไปเมื่อคืนนี้ บรรณกิจรับมันมาถือไว้เพื่อตรวจดูลักษณะภาพนอก แล้วนำไปวางไว้บนเขียง “หัวใจโตแล้วก็บางเป็นถุงกาแฟเลยพี่”

“นั่นก็น่าจะชัดเจนมากพอแล้วนะหมอบรรณ” ชายวัยกลางคนร่างเล็กส่ายหัว “ไม่รู้ว่าญาติติดใจอะไร”

“ญาติผู้ตายบอกว่า หมอหัวใจบอกไว้ว่าการบีบตัวของหัวใจไม่ได้แย่มาก และอาจจะสามารถอยู่ต่อไปได้สักพักใหญ่ถ้าไม่มีหัวใจวายเฉียบพลันแทรกซ้อนขึ้นมา ผู้ตายบอกว่าเขาจะอยู่จนกว่าหลานคนที่สองคลอด แต่กลับมาเสียไปกะทันหัน ญาติทำใจไม่ได้ ติดใจในสาเหตุการตายเลยขอชันสูตร” บรรณใช้มีดเปิดดูเส้นเลือดหัวใจในแนวตัดขวาง ซึ่งไม่พบว่ามีเส้นใดที่ตีบตัน “ผมไม่ว่าอะไรญาติผู้เสียชีวิตนะ ความเศร้าโศกเสียใจย่อมนำมาซึ่งการตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เราอาจจะมองว่าไร้สาระ แต่มันจำเป็นในแง่ของการประคับประคองจิตใจของเขา”

“แล้วเคสนี้หมอว่ายังไงครับ?”

“ตรวจพบหลักฐานของภาวะหัวใจล้มเหลวในหลายๆ อวัยวะ” บรรณกิจหั่นหัวใจออกให้เห็นลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจที่บางและขยายใหญ่เหมือนลูกโป่ง “ผมรีวิวดูชาร์ตคนไข้แล้ว คนนี้มีทั้งภาวะติดเชื้อ มีทั้งภาวะไตวายเฉียบพลันร่วมด้วย ทุกอย่างล้วนเป็นสาเหตุกระตุ้นหัวใจล้มเหลวได้”

อนันต์เตรียมเข็มและด้ายเย็บขนาดใหญ่เอาไว้แล้ว เพื่อที่จะเย็บปิดทุกสิ่งทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทาง บรรณกิจถอดถุงมือและเสื้อกาวน์สีเขียวออก เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานแล้วนั่งจดบันทึกสิ่งที่ตรวจพบลงในชาร์ต ตลอดการทำงานในแผนกนิติเวชที่นี่กว่าสามปี บรรณกิจไม่เคยรู้สึกว่าการชันสูตรเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย เขารักในงานที่เขาทำ ความจริงแล้วเขาไม่อยากจากที่นี่ไป หากแต่มีเรื่องจำเป็นหลายอย่างที่ทำให้เขาตัดสินใจกลับบ้านทำงานในเมืองมหานครบ้านเกิด ซึ่งเขาจะต้องเก็บกระเป๋าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

“บรรณ” เสียงเรียกของใครบางคนทำให้บรรณรีบวางปากกาแล้วหันไปยิ้มให้ต้นเสียง

“สวัสดีครับพี่กันต์” บรรณลุกขึ้นยืนต้อนรับผู้มาเยือนซึ่งเป็นนายแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวรุ่นพี่ และหนึ่งในแพทย์ดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายมือฉมัง “มีอะไรให้รับใช้”

“ผอ.สมศักดิ์ฝากให้มาดูว่าเคสนี้มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“ความจริงผอ.โทรมาถามผมตรงๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องลำบากพี่เลย” บรรณกิจบุ้ยหน้าไปทางร่างผู้เสียชีวิต “เท่าที่ผมดูตอนนี้ก็น่าจะเสียชีวิตจากตัวโรคนั่นแหละครับ ไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา”

“ผอ.กำลังจะเปิดวอร์ดคนไข้ระยะสุดท้ายหกเตียงให้พี่ พี่ต้องทำตัวน่ารัก ผอ.ใช้ให้ทำอะไรก็ต้องทำให้เขาหน่อย” กันต์พูดอย่างอารมณ์ดี บรรณกิจหัวเราะ “เปล่าหรอก พี่อยากมาคุยกับบรรณด้วย พี่อยากให้บรรณแนะนำ Textbook เกี่ยวกับการชันสูตรศพแบบพื้นฐานให้พี่หน่อย เอาเรื่องที่เกี่ยวกับสารพิษด้วยก็ยิ่งดี”

นายแพทย์นิติเวชเลิกคิ้ว “เอาไปทำไมเหรอครับ?”

“บางทีพี่ก็โดนชาวบ้านถามประเด็นทางนิติเวชบ้างน่ะ พี่ก็กลัวจะตอบพวกเขาผิดๆ ถูกๆ”

“หมอแฟมเมดเรียนรู้กว้างขวางดีนะครับ” บรรณกิจทำสีหน้าครุ่นคิด “ไว้ผมจะส่งรายชื่อหนังสือไปให้ เล่มไหนที่หายากผมจะเอามาให้ยืม พี่กันต์สะดวกมาหาผมอีกทีพรุ่งนี้มั้ยครับ? หรือให้ผมเอาไปไว้ที่แผนกเวชกรรมก็ได้”

“เดี๋ยวพี่แวะมาเอา รบกวนด้วยครับ น้องบรรณ” กันต์ส่งยิ้มให้บรรณกิจ เป็นยิ้มที่ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูดีมากขึ้นไปอีก “งั้นพี่ขอตัวไปเยี่ยมบ้านคนไข้ก่อนนะ”

บรรณกิจพยักหน้า มองตามร่างสูงของกันตภัทรไปจนสุดสายตา บรรณกับกันต์ไม่ได้สนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ บรรณเองก็เคารพเขาในฐานะแพทย์รุ่นพี่และเพื่อนร่วมงานเท่านั้น บรรณเคยมั่นใจในความแม่นยำของสัญชาตญาณของตนเอง แต่ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่เขาเคยด่วนตัดสินคนคนหนึ่งว่าเป็นคนร้ายที่ฆาตกรรมศพหญิงสาวแขวนคอตายที่เขาออกชันสูตรในครั้งนั้น ตามมาด้วยความวุ่นวายมากมายจนถึงขั้นโดนข่มขู่เอาชีวิต ทำร้ายร่างกาย และลักพาตัว เป็นบทเรียนให้บรรณกิจระมัดระวังมากขึ้นก่อนที่จะตัดสินอะไรออกไป

แต่ตอนนี้ ความรู้สึกนั้นกำลังกลับมาอีกครั้ง เป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่บรรณกิจเคยรู้สึกเวลาได้พบกับคนที่กุมความลับอะไรบางอย่างเอาไว้ ชายคนนี้แผ่รังสีแห่งความไม่ชอบมาพากลออกมาเต็มไปหมด

นายแพทย์นิติเวชพยายามลบความคิดนี้ออกไปจากหัว เขาเข็ดหลาบแล้วกับการเชื่อความรู้สึกตัวเองมากเกินไป เขาไม่อยากผิดพลาดแบบเดิมอีกแล้ว บรรณกิจกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานตัวเดิม เขียนบันทึกการชันสูตรให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะออกตรวจเคสคดีที่เขานัดไว้อีกครึ่งชั่วโมงข้างหน้า

“ขอทางหน่อยครับ ขอทางหน่อย…สุมาเต๊อะ” แต้ นักวิชาการสาธารณสุขประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเร่งรุดไปยังสถานที่ที่ในขณะนี้เต็มไปด้วยผู้คนรายล้อมไปด้วยผู้คน เมื่อชายวัยกลางคนฝ่าวงล้อมเข้าไปได้ เขาก็ได้พบกับภาพที่น่าตกใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ตรงหน้าเขาคือบ้านไม้เก่าชั้นเดียวหลังหนึ่งในสภาพผุพังจนแทบอยู่อาศัยไม่ได้ บริเวณลานกว้างหน้าบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้และหญ้าสูงที่ไม่ได้รับการดูแล บนพื้นดินเต็มไปด้วยซากศพของไก่บ้านที่ถูกเชือดและดึงขนออกกระจุยกระจาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนให้คลื่นเหียน นอกจากนี้ยังมีซากศพของสุนัขนอนขึ้นอืดอยู่ในบริเวณเดียวกัน

“ให้ตายเถอะ” แต้ขมวดคิ้ว เขาหันไปหาชายที่ยืนอยู่ข้างๆ “เจ้าของบ้านอยู่ที่ไหนละอ้าย?”

“มันอยู่ในบ้านนั่นละ หมอแต้ ไม่มีใครกล้าเข้าไป กำลังรอตำรวจมาช่วยลากมันออกมา”

“มันทำแต่สัตว์ แต่ไม่ได้ฆ่าคนใช่มั้ย?”

“ก็ไม่ได้มีใครหายตัวไปนะ แต่ที่แน่ๆ คือคนป่วยตายในหมู่บ้านเยอะขึ้นมาก” ชายชาวบ้านพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจ “มันคือผีกะแน่นอน หมอแต้ ผีกะที่หิวโหยเพราะคนเลี้ยงมันไม่ดี มันเลยมาสิงไอ้สม จับหมาจับไก่สดกินเป็นอาหารแบบนั้น แถมยังสูบกินวิญญาณของคนป่วยคนอ่อนแอจนตาย จนพระแทบไม่ได้ว่างเว้นจากงานสวดศพ”

นักวิชาการวัยกลางคนถอนหายใจ ถึงแม้ในใจลึกๆ จะเชื่อเรื่องผีสางเนื่องจากแต้เองก็เป็นคนพื้นที่ แต่ด้วยความที่เขาเรียนจบสายวิทยาศาสตร์มา เขาจึงต้องพยายามคิดถึงความเป็นไปได้อื่นที่นายสม เจ้าของบ้านหลังนี้ จะกระทำการอันน่าสยดสยองกับผู้พบเห็นแบบนี้ “สมอาจจะป่วยทางจิตก็ได้ นายสมเคยมีประวัติเสพยามาก่อน มันอาจจะประสาทหลอน”

“ไม่ใช่หรอก หมอแต้ ผีกะ ผีแน่ๆ”

แต้ยุติการพูดคุยเมื่อไม่เห็นว่ามีประโยชน์อะไร เขาเดินออกมาจากวงล้อม พบว่ามีรถตำรวจกำลังตรงเข้ามาจอดใกล้ที่เกิดเหตุ แต้ยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าคนที่ลงมาจากรถคันนั้นคือผู้กองวสันต์

“น้าแต้” วสันต์ยกมือไหว้ทักทายคนสูงวัย “ดูวุ่นวายนะครับ”

“ทางนั้นเลย” แต้ชี้ไปทางบ้านหลังที่มีชาวบ้านรุมล้อมอยู่

“คนที่ชื่อว่าสมที่ชาวบ้านบอกว่าถูกผีสิงเป็นคนยังไง น้าแต้รู้จักเขามั้ย?”

“นายสมอยู่บ้านหลังนั้นคนเดียวมานานมากแล้ว เมื่อสักสี่ห้าปีก่อนมันเคยโดนจับเพราะติดยาบ้า ถูกส่งไปบำบัด หลังจากกลับมาก็เงียบหายไปจากสังคมพักใหญ่ สมมันเคยมาขอยาแก้อาการท้องเสียที่รพสต.สองสามครั้ง เท่าที่น้ารู้เกี่ยวกับนายสมมีแค่นี้ ผู้กองลองไปถามชาวบ้านคนอื่นเพิ่มเผื่อได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์”

“ผมคงต้องเข้าไปสำรวจในบ้านก่อนที่นายสมจะทำอะไรอันตราย ฝากบอกไทยมุงให้ถอยห่างไปก่อน” วสันต์หันไปพักหน้ากับจ่านรงค์ เอื้อมมือไปแตะซองใส่ปืนที่อยู่ตรงเอวแล้วพูดให้ชาวบ้านเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าไป แต้รีบร้องบอกให้ทุกคนถอยไปสังเกตการณ์ห่างตัวบ้านให้มากที่สุด

วสันต์เปิดประตูบ้านไม้ที่เก่าเขรอะไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ บรรยากาศภายในบ้านหลังนั้นมืดและอึมครึมไม่มีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ ผู้กองหนุ่มค่อยๆ ย่องเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบ พยายามหูไวตาไวให้ได้มากที่สุดเพื่อเตรียมรับทุกสถาณการณ์ไม่คาดคิด

“นายสม!” วสันต์ร้องเรียก “บ่ต้องกั๋ว นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกมาฮื้อผ่อหน้ากำ”

ทันทีที่สิ้นเสียงของวสันต์ นายตำรวจทั้งสองได้ยินเสียงสิ่งของหล่นดังโครมจากห้องอีกห้องหนึ่ง วสันต์รีบหยิบปืนออกมาจากซองแล้วถือไว้ให้มั่นด้วยสองมือ หันไปมองประตูห้องที่อยู่ทางขวา วสันต์หันไปส่งสัญญาณให้จ่านรงค์ แล้วรีบเปิดประตูไม้บานนั้นออกอย่างรวดเร็ว ภาพที่นายตำรวจทั้งสองเห็นคือร่างของชายรูปร่างผ่ายผอมนั่งขดอยู่ที่มุมห้อง เขาสวมเสื้อผ้าเก่าขาด ผมยาว หนวดเครายาวรกรุงรัง ตามมือและเท้าเต็มไปด้วยคราบเลือดสีแดงเข้ม ดวงตาที่มองขึ้นมาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว วสันต์รีบลดปืนลงเมื่อเห็นสภาพไร้ทางสู้ของคนตรงหน้า

“สรุปแล้วนายสมมันเป็นหูแว่วประสาทหลอน น้าแต้” วสันต์นั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของแต้ในรพสต. “ตอนพาไปสอบปากคำที่โรงพักก็ไม่ยอมพูดยอมจา ไม่รู้ว่าเพิ่งเสพยาหรืออะไรยังไงก็เลยพาไปตรวจที่โรงพยาบาลต่อ มันไม่ได้เมา ฉี่ก็ไม่ได้ม่วง แต่หมอบอกว่ามันมีหูแว่วประสาทหลอน บอกว่ามีเสียงยมทูตสั่งให้มันฆ่าหมูหมากาไก่ทุกตัวที่มันเห็น เหมือนเป็นโรคจิตเภทโรคประสาทอะไรทำนองนี้”

แต้ถอนหายใจ “ว่าแล้วว่ามันต้องป่วย รู้มั้ยว่าชาวบ้านคิดว่าไอ้สมโดนผีกะที่ลุงสุนทรที่เป็นเจ้าของโรงงานน้ำดื่มเลี้ยงไว้มาสิง”

“ชาวบ้านไปยุ่งอะไรกับลุงสุนทร?”

“เพราะลุงสุนทรทำธุรกิจจนร่ำรวยเกินหน้าเกินตาน่ะ เลยโดนชาวบ้านคนอื่นใส่ร้ายว่าแกเล่นของ”

วสันต์หัวเราะน้อยๆ “ว่าไปนั่น แต่ดีแล้วครับที่เสียงแว่วไม่ได้ทำให้มีคนตาย”

แต้ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “พูดถึงคนตาย ชาวบ้านเชื่อกันว่าผีกะที่สิงนายสมเป็นสาเหตุทำให้คนป่วยตายเยอะขึ้นด้วยนะ”

นายตำรวจกำลังจะส่ายหัวกับความเชื่อที่เขาเห็นว่าไร้สาระ แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรบางอย่างสะกิดใจ ผู้กองวสันต์เงยหน้าขึ้นมองแต้ “ป่วยตายเยอะขึ้น?”

“ในช่วงสองสามปีนี้คนไข้ระยะสุดท้ายที่กลับมาดูแลที่บ้านตายกันเยอะมาก ก็ตายกันเพราะตัวโรคนั่นแหละ แค่ตัวเลขมันมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ปกติแล้วคนไข้ที่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราจะพอทำนายได้คร่าวๆ ว่าเขาจะอยู่ได้อีกประมาณเท่าไหร่ เป็นหลักเดือน หลักสัปดาห์ หรือว่าหลักวัน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนไม่ว่าจะประเมินว่าอยู่นานแค่ไหนก็ตาม บางคนน่าจะอยู่ได้อีกหลายเดือน แต่เมื่อคนไข้กลับมาที่บ้าน ก็ตายกันหมดภายในไม่กี่วัน” พูดจบแต้ก็หันกลับไปจัดการเอกสารที่ชั้นวางของด้านข้างโต๊ะทำงาน นายตำรวจขมวดคิ้วเมื่อรับรู้ข้อมูลจากแต้ “แต่น้าว่ามันก็ไม่ได้มีสาเหตุอะไรหรอก ความตายเป็นเรื่องที่คาดเดาไม่ได้อยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลา ดินฟ้าอากาศ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่นอกเหนือการควบคุม คนไข้ระยะสุดท้ายไม่ต้องทนทรมานนานก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว ผู้กองเองก็น่าจะเข้าใจดี”

วสันต์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่สามารถบรรยายความรู้สึกในตอนนี้ได้ถูก เขารู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างในเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งมวลที่เขาพบเจอ คำว่าคนไข้ระยะสุดท้ายเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตเขาในทุกวันที่ผ่าน แม่ของเขาเพิ่งเสียชีวิตไม่ถึงเดือน คดีก่อนหน้าก็มีคนไข้ระยะสุดท้ายที่เพิ่งเสียชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้กระทั่งผู้ชายที่เขาเพิ่งมีสัมพันธ์ลึกซึ้งบนเตียงด้วย ก็เป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายเช่นกัน

“นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย” วสันต์รำพึงกับตัวเอง แต้ดูตกใจที่นายตำรวจสบถขึ้นมา “น้าแต้ ผมรบกวนขอดูสถิติคนไข้ระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้มั้ยครับ ผมอยากเห็นตัวเลขที่ผิดปกตินั้น”

“น้ามีแค่ของตำบลที่น้าดูแลนะ เอาไว้น้าจะส่งให้ดูอีกที ขอเวลาสักสองสามวัน เหมือนจะมีเคสเสียชีวิตที่น้ายังไม่ได้อัพเดทอีกนิดหน่อย ผู้กองจะเอาของตำบลอื่นด้วยมั้ย เดี๋ยวน้าจะติดต่อขอให้”

“ได้ก็ดี ขอบคุณครับ” วสันต์ลุกขึ้นยืน “ผมต้องไปทำงานต่อแล้ว รบกวนน้าแต้แค่นี้”

วสันต์เดินออกจากอาคารรพสต. สูดหายใจเข้าลึก พยายามทำจิตใจให้สงบ เขาจะไม่ด่วนตัดสินอะไรไปในขณะที่ยังมีข้อมูลในมือไม่เพียงพอ มันอาจจะไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการตายโดยธรรมชาติ และเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่เขาได้มาข้องเกี่ยวกับคนไข้ระยะสุดท้ายก็เป็นได้



ฝากกดไลค์ กดดาวเป็นกำลังใจให้กันด้วยน้าา

เรื่องนี้มีลงแบบจบแล้วที่ fictionlog.co นะคะลิงค์อยู่ที่ข้อมูลเรื่องเลย

ขอบคุณค่ะ :)

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น