Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 23 Liar NC

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 14:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 23 Liar NC
แบบอักษร

 

Chapter 23 Liar 

สถานการณ์ด้านหน้าห้องสูทเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าใดนักเช่นกัน ทั้งชั้นเงียบสนิทมีเพียงคนสี่คนที่ยืนอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง ไม่นานหนึ่งในสองคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งก็ได้รับข้อความจากเจ้านายที่ยังอยู่ในห้อง

'เฝ้าไว้ให้ดี ฉันจะกลับพรุ่งนี้' 

ชายคนนั้นลอบยิ้มกริ่ม เขาเข้าใจข้อความที่เจ้านายส่งมาได้ทันที สายตาเหลือบมองไปยังพวกออสซินี่ที่ยืนอยู่อีกฝั่งอย่างย่ามใจ แต่ใครจะไปรู้ว่าสถานการณ์ที่แท้จริงเป็นเช่นไร มาคัสตื่นขึ้นมาเพราะความรู้สึกไม่สบายตัว เขารู้สึกว่าตัวเองเหงื่อออกมากเป็นพิเศษ และห้องนี้ก็ออกจะร้อนเกินไปรึเปล่า ฉับพลันที่ได้สติ ชายหนุ่มลืมตาโพลงก่อนที่จะหันไปเห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมกำลังพิมพ์อะไรบางอย่างในแล็ปท็อปที่เชื่อมอยู่กับวัตถุสีดำ สายตาของเขายังพร่าเบลอแต่ยังคงพยายามมองผ่านแสงไฟสลัวไปที่ชายอีกคนที่อยู่ในห้อง

“มือถือคุณนี่จะมีระบบป้องกันเยอะไปไหนครับ กว่าจะเข้าได้มันเหนื่อยนะครับ”

เมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มาคัสพลันรีบลุกขึ้นแต่ร่างกายกลับไม่สามารถขยับได้มากเท่าที่คิด ชายหนุ่มทรุดตัวลงทันทีหลังจากเขาแตะลงบนพื้น มาคัสรับรู้ได้ถึงกึ่งกลางลำตัวที่มีความผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เขาหายใจหอบอย่างหนักหน่วง มองฝ่าความมืดไปที่อีกฝ่ายด้วยสายตาคั่งแค้นราวกับคิดจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายด้วยสายตา ร่างกายของเขายังอยู่ในสูทเต็มยศทำให้เหงื่อไหลซึมออกมามากยิ่งขึ้น เรือนผมที่ถูกเซ็ทขึ้นอย่างดีเปียกแนบไปกับหน้าผาก เขาพยายามควบคุมตัวเองทั้งที่รู้สึกร้อนและปวดร้าวร่างกายส่วนล่างแทบจะระเบิด “แกทำอะไรฉัน แล้วนั่น...หยุดเดี๋ยวนี้!”

“แหมๆ คุณก็น่าจะรู้นี่นาไม่น่าถาม ประสบการณ์ของคุณเองก็น่าจะเยอะนี่ครับ” เจสันเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ “สิทธิ์การค้าขายอาวุธกับกลุ่มประเทศโซเวียตงั้นเหรอ ยาโคลอฟนี่ใจป้ำไม่เบา ส่วนคุณก็โง่ไม่เบาเหมือนกันที่เชื่อพวกนั้นง่ายๆ แต่ก็เอาเถอะ ยังไงคุณก็ได้สิทธิ์การค้ามาแล้ว ก็ถือว่าไม่ได้ทำงานให้เจ้านั่นฟรีๆ”

“ที่ฉัน ต้องเป็นแบบนี้ ก็เพราะพวกสับปลับ ไว้ใจไม่ได้อย่างพวกนาย”

“โธ่ นี่มันสมัยไหนแล้วคุณมาคัส คุณหลอกผม ผมก็หลอกคุณ วินๆทั้งสองฝ่าย ผมแค่ฉลาดกว่าคุณนิดหน่อยเอง คุณก็น่าจะรู้ เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แล้วผมจะมาเสียเวลาเค้นคำตอบที่อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงจากปากของคุณทำไม ทำแบบนี้ง่ายกว่าตั้งเยอะ”

“หึ งั้นแปลว่าตอนนี้ฉันหมดประโยชน์แล้ว นายก็ควรปล่อยฉันสักที”

“แต่ผมยังไม่ได้เล่นกับคุณเลยนี่นา โอ๊ะๆ อย่าทำหน้าแบบนั้น ระวังความดันขึ้นนะครับ เอาล่ะผมขอออกไปโทรหานายท่านสักครู่” ชายหนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าใสหันมาทำหน้าตากวนเท้าใส่แล้วเลิกสนใจคนที่ยังคงนั่งอยู่บนพื้น

มาคัสได้แต่สบถด่าอีกฝ่ายอย่างหัวเสียแต่เหมือนฝั่งนั้นจะไม่ได้ยินอะไรแม้แต่น้อย เรี่ยวแรงของเขากำลังลดลงแต่ความต้องการกลับมากขึ้น ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ถ้าไม่ปลดปล่อยออกมาความร้อนที่กึ่งกลางกายก็คงจะไม่ลดลง เขาตัดสินใจเลิกสนใจอีกฝ่าย พยายามระงับอารมณ์กรุ่นโกรธในอก เขาต้องมีสติและต้องจัดการไปทีละอย่าง...เริ่มจากตัวเองเสียก่อน

ชายหนุ่มค่อยๆถอดเสื้อสูทเทอะทะของตัวเองออกพลางถอดเนคไทแล้วปลดกระดุมแขนกระดุมคออย่างยากลำบาก เขาไม่สนว่าจะมีไอ้บ้าที่ไหนอยู่ด้วย ขอแค่ได้ปลดปล่อยตัวเองก่อนเป็นอันใช้ได้ มือเรียวขาวสั่นระริกรีบปลดซิปกางเกงออกจัดการร่างกายช่วงล่างทันที

เจสันที่พึ่งเดินเข้ามาหยุดชะงักมองภาพนั้นอยู่นานแล้ว เขามองดูผู้นำตระกูลโอดิเลียที่อยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยถอดสูทตัวนั้นออกเผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตด้านในเปียกแนบไปกับลำตัว มองเห็นจุดสองจุดที่นูนเด่นออกมาอย่างชัดเจน ลำคอขาวที่กลายเป็นสีออกแดงเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ทั้งเรียวขายาวในกางเกงสแล็คสีดำที่ถูกรูดซิปออกเพียงเท่านั้นตั้งชันขึ้น ท่าทางของอีกฝ่ายรวมถึงเสียงร้องที่แว่วออกมาบางจังหวะทำให้แววตาของชายหนุ่มเข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นัยน์ตาสีฟ้าใสพลันก้มลงมองยังส่วนล่างของตัวเอง

มาคัสจัดการกับตัวเองเสร็จแล้ว ชายหนุ่มได้แต่นั่งหอบหายใจอยู่ที่เดิม แต่ร่างกายก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ปะทะกับคนที่ยืนค้ำหัวอยู่

“ให้ผมช่วยนะครับ” เจสันยืนยิ้มไปทั้งใบหน้า

เมื่อเลื่อนมองต่ำลงมา มาคัสก็ต้องตระหนก ทันทีที่เจสันก้มตัวลงเขาก็ยกเท้าขึ้นยันอีกฝ่ายแต่กลับถูกปัดออกไปได้ทำให้เจสันได้โอกาสแทรกตัวลงตรงกลาง

มาคัสยกมือขึ้นต่อยลงบนหน้าของอีกฝ่ายแต่มือของเขาสั่นเกินไป แรงกลับมีไม่มากเท่าที่คิด ใบหน้าที่หันกลับมาจากแรงสะบัดทำหน้าหงอยเหงาอย่างให้ความรู้สึกน่ากระทืบมากกว่าน่าสงสาร

“ใจร้ายจังเลยนะครับ คนกำลังจะช่วยแท้ๆ”

มาคัสยกหมัดขึ้นต่อยอีกครั้งแต่คราวนี้อีกฝ่ายกลับรับได้ทั้งยังผละออกแล้วพลิกตัวเขากลับหลังหันจนกระแทกกับขอบเตียง ทำให้ในเวลานี้ร่างกายที่ยังคงนั่งบนพื้นข้างเตียงถูกกดจนมือทั้งสองข้างต้องวางแนบไปกับพื้นเตียง หัวเข่าที่ชันขึ้นกระแทกกับขอบเตียงอย่างแรงจนระบม ชายหนุ่มตะโกนด่าอีกฝ่ายอย่างหยาบคายไปหลายคำ

“ชู่ว ใจเย็นครับ จะช่วยเดี๋ยวนี้แหละ” เจสันพูดไปพลางกดเข่าลงบนหลังคนที่พยายามดิ้นไปมา ชายหนุ่มโน้มตัวลงถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองผูกข้อมือทั้งสองข้างของคนด้านหน้าแล้วกลับมานั่งซ้อนด้านหลัง “จะเริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือมาคัสน้อยแล้วนะครับ” เขาพูดขึ้นโดยไม่ได้สนใจเสียงสบถด่าหยาบคายที่ยังคงดังลั่น ร่างกายส่วนหน้าของเจสันแนบสนิทไปกับแผ่นหลังของอีกฝ่าย มาคัสรู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่แนบอยู่ด้านหลัง ฉับพลันเขาก็ต้องร้องออกมาอย่างยากจะทานทนทันทีที่มือใหญ่เอื้อมมาสัมผัสกับส่วนด้านหน้า

“ไอ้เวรเอ๊ย...หยุด”

เจสันแนบในหน้าลงบนไหล่ของอีกฝ่ายก้มลงขบเม้มซอกคอชื้นเหงื่อเบาๆ ทางเขาเองก็รู้สึกได้ถึงร่างกายของตัวเองที่กำลังคึกคักเช่นเดียวกัน ยิ่งเห็นปฏิกิริยาของผู้นำตระกูลโอดิเลียก็ให้รู้สึกอย่างแกล้งมากกว่าเดิม ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้หมอนี่น่าแกล้งกันล่ะ “ไม่ชอบงั้นเหรอครับ” มือข้างนั้นยังคงทำหน้าที่อย่างดี “ให้ผมหยุดดีรึเปล่า” ชายหนุ่มทำท่าจะหยุดลงจริงๆ

มาคัสไม่อยากยอมรับว่าตนเองรู้สึกดีกับสัมผัสของอีกฝ่าย แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดชะงัก “นายจะหยุดทำไม” เขาหันไปตวาดใส่คนที่ยังทำหน้าระรื่นอยู่ที่ซอกคอทั้งที่ยังหอบอยู่อย่างนั้น

“แต่คุณเป็นคนบอกให้หยุดเองนี่นา เอายังไงกันแน่เนี่ย ตกลงจะต่อหรือจะหยุดดีครับ”

“ก็ต้องต่อสิวะ ทำมาถึงขนาดนี้แล้วนี่”

“แต่ผมเมื่อยมือแล้วอะ”

“ไอ้...” มาคัสหอบไปพลางคิดไปพลาง ไอ้บ้านี่จะไม่กวนตีนสักวินาทีมันจะตายมั้ยวะ

“หึๆ ใจเย็นหน่อยสิครับ คืนนี้ยังอีกยาวไกลเชียวล่ะ”

มิคาเอลคงต้องกุมขมับหากรู้ว่าในกระเป๋าเดินทางใบเขื่องของเจสันมีอะไรบ้าง

ชายหนุ่มขบเม้มลำคอของอีกฝ่ายอย่างเมามัน เลื่อนมือลงไปยังช่องทางด้านหลัง นิ้วมือเรียวยาวนวดช่องทางที่เต้นตุบสองสามครั้ง ข้างใบหูก็ได้ยินเสียงหอบกระเส่าของคนด้านหน้า

“ไม่...เอา ห้ามเอาเข้ามานะ”

“หืม แต่ว่ามาถึงขั้นนี้แล้วไม่ใช่รึไงครับ” เจสันถามซ้ำอย่างยียวน

“ค...อึก...แค่ด้านหน้า อย่า”

“คุณนี่มัน ใจร้ายมาก รู้ตัวมั้ยครับมาคัส” เจสันพูดแค่นั้นแล้วละมือออกมา

มาคัสถอนหายใจอย่างโล่งอกแต่เสียงสวบสาบจากด้านหลังทำให้เขารู้สึกขนลุกวาบขึันมาทันที จู่ๆก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่ออีกฝ่ายยกสะโพกของเขาขึ้นจ่อกับท่อนลำร้อนฉ่าด้านหลังแล้วกระแทกลงอย่างไม่ปรานี

“อ๊า...ไอ้ชั่ว!...ฉ...ฉันจะฆ่าแก” มาคัสร้องออกมาอย่างลืมตัวก่อนที่จะกัดฟันพูดอย่างคับแค้นใจ

“อืมม ข้างในนี้ร้อนจังเลยครับ ว่าแต่ดูเหมือนคุณเองก็ช่วยตัวเองจากตรงนี้บ่อยเหมือนกันสินะครับ นึกว่าเจ้าลูกชายจะได้เป็นแท่งแรกที่เข้าไปซะอีก” เจสันไม่ได้สนใจฟังคำขู่ของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เขาเริ่มยกสะโพกคนด้านบนขึ้นลงพร้อมกระแทกสวนไปด้วยทันที

มาคัสกัดฟันกรอด ถึงจะเป็นเรื่องจริงเขาก็ไม่ได้ใช้ขนาดนี้สักหน่อย ความรู้สึกจุกเสียดเปลี่ยนเป็นเสียววาบในช่องท้องมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ชายหนุ่มก็ยังกัดริมฝีปากไม่ยอมส่งเสียงออกมา...ไม่อยากให้มันได้ใจไปมากกว่านี้

เจสันรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน มองดูใบหน้าด้านข้างที่ปรากฏรอยแดงขึ้นที่หางตา ชายหนุ่มหยุดการกระทำทั้งหมด เลื่อนมือข้างหนึ่งไปเคล้นคลึงถุงนุ่มด้านหน้า สวนอีกข้างยกขึ้นกดริมฝีปากที่ถูกขบกัด “อืม แต่ของผมดีกว่าเยอะเลยนะครับ อุ่นกว่า แถมฉีดน้ำได้ด้วย” พูดไม่ทันขาดคำนิ้วมือเรียวยาวด้านนั้นก็ถูกกัดลงอย่างแรง เหมือนอีกฝ่ายอยากจะทำให้มันขาดออกจากกันให้ได้ รสเลือฝาดเฝื่อนไหลเขาไปในปากแต่มาคัสก็ยังไม่พอใจ เขายังคงกัดลงไปอย่างต่อเนื่อง

“โอ๊ย เจ็บนะครับ เดี๋ยวก็ขาดกันพอดี ถ้าไม่มีนิ้วผมแล้วใครจะพาคุณไปสวรรค์ล่ะ”

มาคัสบดฟันลงไปอีก ในเวลานี้ทั้งเลือดทั้งน้ำลายเริ่มไหลออกมาจากมุมปาก แต่ก็ต้องเปิดปากออกอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อโดนกระแทกย้ำโดนจุดเสียวภายในอย่างจัง จนเขาต้องสงเสียงร้องออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

เจสันกระหยิ่มในใจ เขาจัดการกระแทกย้ำๆซ้ำจุดเดิมจนมาคัสอ่อนปวกเปียกร้องในลำคออื้ออึง จากที่พึ่งโดนกัดอีกฝ่ายกลับปล่อยปากออก เจสันคลึงนิ้วเล่นกับเรียวลิ้นของอีกฝ่ายจนมาคัสใช้ลิ้นไล้เลียนิ้วในปากอย่างลืมตัว

จากตอนแรกที่เจสันเป็นฝ่ายช่วยยกสะโพกตอนนี้กลับมีหน้าที่แค่ประคองเอาไว้ให้คนด้านบนกระแทกตัวลงมาแล้วตนค่อยกระแทกสวนขึ้นไปเท่านั้น ภายในห้องเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อกาฬของคนทั้งคู่ไหลผสมกันจนแยกไม่ออก เสียงครางร้องระงมจนแม้แต่มาคัสก็ไม่คิดว่าตัวเองทำเสียงแบบนี้ออกมาได้ แต่เวลานี้เขาไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว

เจสันครางในลำคอ เร่งจังหวะกระแทกแก่นกายเข้าไปหนักหน่วงยิ่งขึ้น เขาเองก็กำลังทนไม่ไหวเช่นกัน จนในที่สุดทั้งคู่ก็ปลดปล่อยน้ำรักออกมาแทบจะพร้อมกัน มาคัสแหงนเงยหน้าปล่อยของเหลวออกมาเลอะขอบเตียง รู้สึกได้ถึงแก่นกายภายในร่างกายที่กระตุกและความอุ่นวาบในช่องท้อง เสียงครางหยุดลงแล้วเหลือไว้เพียงแค่เสียงหอบหายใจของทั้งสองคน

“ถึงพรุ่งนี้เมื่อไหร่ ฉันจะฆ่าแก”

“ได้กันแล้วทิ้งเหรอครับ คุณจะไม่รับผิดชอบผมจริงๆ เหรอ คนใจร้าย” เจสันพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้ออย่างน่าสงสารแต่กลับขยับหมุนวนร่างกายด้านล่างไปมาจนมาคัสรู้สึกได้ถึงแท่งร้อนที่แช่อยู่ด้านหลังแข็งขึ้นมาอีกครั้ง ของเหลวสีขาวข้นไหลซึมออกมาจากรอยแยกจนเลอะพื้นพรหม

“ย...ยังจะทำอีกเหรอฮะ!”

“ผมบอกคุณแล้วว่าคืนนี้ยังอีกยาวไกล ไหนๆจะฆ่ากันแล้วผมก็ขอกินให้อิ่มก่อนนะครับ” พูดจบก็อุ้มอีกฝ่ายขึ้นวางบนเตียงทั้งอย่างนั้นจนมาคัสต้องร้องออกมาอย่างตกใจ เขานอนตะแคงหอบอยู่บนเตียงในขณะที่อีกฝ่ายถอนร่างออกไปชั่วคราวจนเสียววาบในช่องท้อง ไม่นานเจสันก็เดินกลับมา ชายหนุ่มมองผลงานของตัวเองอย่างพึงพอใจ

ภาพชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำตระกูลโอดิเลียทั้งร่างเปลือยเปล่ากำลังนอนตะแคงหอบหายใจอยู่ตรงหน้าเขา ทั้งช่องทางด้านหลังบวมแดงมีเลือดไหลออกมาจางๆผสมกับของเหลวที่ไหลออกมาเลอะผ้าปูที่นอนยิ่งทำให้ท่อนเอ็นกลางลำตัวของเขากระตุก

“วิวดีชะมัด เอาล่ะ จะทานแล้วนะครับ”

“ไปตายซะ!”

 

บนเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง หลังจากพูดคุยกันที่ศาลาริมผาเมื่อครั้งนั้นความสัมพันธ์ของคนสองคนก็เป็นไปอย่างแปลกประหลาด นับตั้งแต่วันนั้นยูริเอลก็อนุญาตให้อคิราห์เดินไปไหนมาไหนในบริเวณบ้านพักได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังบังคับให้คนป่วยอยู่ทานอาหารด้วยทุกมื้อ ทั้งคู่ไม่ได้พูดคุยกันมากนัก คนหนึ่งจับผิดทุกการกระทำคนหนึ่งนิ่งเฉย คนหนึ่งไม่พูดอีกคนก็ไม่พูดเช่นกัน ยูริเอลมักจะทำหลายสิ่งหลายอย่างที่อคิราห์อยากจะหัวเราะ

เขารู้ตั้งแต่วันนั้นแล้วว่ายูริเอลก็คือหมายเลขสี่สิบเอ็ดและอีกฝ่ายก็ดูคลางแคลงใจและสงสัยในตัวเขาเช่นกัน แต่อคิราห์ไม่มีทางเปิดเผยตัวตนให้เด็กคนนี้รู้เด็ดขาด เขายอมรับว่ารู้สึกผิดหวังที่อีกฝ่ายยังกลับมาอยู่ในวังวนเช่นนี้ เป็นไปได้เขาก็อย่างให้ยูริเอลได้ใช้ชีวิตเช่นคนธรรมดาทั่วไป

“เป็นอะไรไป อาหารไม่อร่อยเหรอครับ” ยูริเอลถามขึ้นหลังจากที่มองดูคนที่นั่งอยู่ด้านข้างถือส้อมค้างอยู่นาน จากครั้งแรกที่คนทั้งคู่นั่งทานอาหารกันคนละฟากโต๊ะ เวลานี้ยูริเอลกลับเป็นฝ่ายย้ายมานั่งด้านข้างด้วยตัวเอง ในตอนแรก  อคิราห์เลิกคิ้วแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“เปล่าครับ แค่คิดอะไรเพลินๆ น่ะ คุณทานของคุณต่อไปเถอะ”

“คิดอะไร บอกผมได้มั้ย” ยูริเอลทำตัวสนิทสนมกับเขาแบบนี้มาพักหนึ่งแล้ว แต่อคิราห์ก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะพูดคุยด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไปแต่อย่างใด

“ผมแค่คิดว่าจะออกไปจากที่นี่ยังไง”

ชายหนุ่มที่กำลังยิ้มแย้มชะงัก เขาหลุบสายตาลงเม้มปากอย่างที่ตัวเองมักจะทำอย่างไม่รู้ตัวก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้คนที่นั่งด้านข้างเช่นเดิม “คุณก็รู้ ผมไม่ยอมให้คุณไปหรอก” เขาก้มลงทานอาหารตรงหน้า บรรยากาศกลับมาเงียบงันอีกครั้ง

ยูริเอลยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบและในขณะที่วางลง ฐานของแก้วที่สัมผัสลงบนโต๊ะเพียงแค่ครึ่งเดียวนั้นทำให้แก้วหล่นลง ชายหนุ่มมองดูปฏิกิริยาของคนที่นั่งอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

เพล้ง! 

อคิราห์สะดุ้งโหยง มองดูเศษแก้วที่แตกกระจาย

“ขอโทษด้วย ผมไม่ระวังเอง” แววตาของยูริเอลพาดผ่านด้วยความผิดหวัง

“ไม่เป็นไรครับ”

พวกเขานั่งทานอาหารด้วยกันอย่างเงียบๆท่ามกลางแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว

“สนใจขึ้นไปนั่งเล่นด้วยกันบนดาดฟ้ามั้ย”

“ไม่ครับ เชิญคุณเถอะ”

“เอาล่ะงั้นเราไปกันเถอะ”

อคิราห์ลอบถอนหายใจกับนิสัยแบบนี้ของอีกฝ่าย ไม่เข้าใจว่ายูริเอลจะถามไปเพื่ออะไรในเมื่อสุดท้ายเจ้าตัวก็ยังบังคับให้เขาไปด้วยอยู่ดี ชายหนุ่มลุกขึ้นพลางคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มให้เดินไปด้วยกัน อคิราห์คร้านจะบิดข้อมือออก เพราะไม่ว่ายังไงยูริเอลก็ยังคว้าข้อมือเขาซ้ำไปซ้ำมาจนเขาทนไม่ไหวไปเองอยู่ดี

บนดาดฟ้าเป็นชั้นลอยที่กินพื้นที่ไปหนึ่งส่วนสี่ของบ้าน พื้นที่ๆเหลือเป็นดาดฟ้าชั้นล่างซึ่งคนด้านข้างใช้เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เก้าอี้ปรับระดับสองตัวตั้งอยู่คั่นด้วยโต๊ะสีขาวขนาดเล็กวางไว้ด้วยเชิงเทียนและไวน์อีกหนึ่งขวดพร้อมแก้วสองใบ ดูก็รู้ว่าตั้งใจจัดเอาไว้ก่อนแล้ว

“บังเอิญจริงคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงเสียด้วยสิ” ชายหนุ่มผมทองพูดขึ้นในขณะที่กำลังรินไวน์ให้คนที่นั่งอยู่ด้วยกันตามปกติแล้วคนอย่างพวกเขาไม่มีทางมานั่งชื่นชมดวงจันทร์เช่นนี้เด็ดขาด

“ตอนเด็กๆ ผมใช้ชีวิตอยู่บนเกาะราวๆหนึ่งปี แต่เชื่อมั้ยว่าผมแทบจะไม่เคยเงยหน้าขึ้นมองมันเลย”

“ทำไมล่ะครับ”

“อย่าถามในสิ่งที่คุณเองก็น่าจะรู้ดีเลย” ยูริเอลยกแก้วขึ้นดื่มเข้าไปอึกใหญ่ ระหว่างที่พูด เขาไม่ได้หันกลับไปมองคนด้านข้างแม้แต่น้อย

“ผมไม่รู้ครับ คุณชักจะทำตัวแปลกๆ มากขึ้นทุกที”

“หึ ถึงพี่จะไม่ยอมรับ แต่ผมจะทำให้พี่เลิกเล่นละครตบตาผมให้ได้” เสียงของชายหนุ่มแข็งกร้าว สุดท้ายดวงจันทร์สีเหลืองนวลตรงหน้าก็ยังคงไม่ได้รับความสนใจจากคนทั้งคู่อยู่ดี

“ผมคืออคิราห์”

“พี่ไม่ใช่!” แก้วถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะจนทำให้ของเหลวด้านในกระฉอกออกมา ยูริเอลลุกขึ้นนั่งหลังตรง หันหน้าไปมองเด็กหนุ่มด้านข้างด้วยดวงตาแดงก่ำ ขบกรามเข้ากันแน่น หยดน้ำใสๆ เอ่อคลออยู่ในดวงตา ใบหน้างดงามนั่นราวกับกำลังตัดพ้อคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง

ขนาดนี้แล้วคนๆนั้นก็ไม่มีท่าทีใส่ใจแม้แต่จะหันกลับมามองเขา ในแววตานั้นก็ว่างเปล่าเช่นเคย เขารู้ว่าเขาอาจจะกำลังหลอกตัวเอง แต่ว่าการกระทำหลายๆอย่างของอคิราห์ราวกับถอดแบบออกมาจากผู้ชายคนนั้น แม้มีบางอย่างผิดเพี้ยนไปแต่เขาก็มั่นใจว่านั่นคือการกระทำที่อีกฝ่ายจงใจให้เห็นเป็นแแบบนั้น พระเจ้าทำให้เขากลับมาได้ ทำไมจะทำให้คนๆ นั้นกลับมาด้วยไม่ได้

ฤทธิ์แอลกอฮอล์กำลังทำให้เขาไม่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองได้ เจ้าของร่างเดิมไม่ดื่มของพวกนี้บ่อยนัก เขาเองก็เช่นกัน มันไม่อร่อยเอาเสียเลย แต่ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะมันทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เพราะคนๆนั้นเอาแต่มองว่าเขาเป็นแค่เด็กมาตลอด

“ผมขอโทษ แต่ว่าอย่าหลอกผมอีกเลยนะครับ...พี่เซจ” 

--------------------------------------------------------------  

Talk  

เนื้อเรื่องช่วงแรกกับช่วงหลังแทบจะเป็นคนละเรื่อง ในส่วนของยูรี่นั่นแต่งไปก็แอบสงสารนางไป..ยูรี่เด็กน้อยที่อยู่ในเขตบราเธอร์โซน กระซิกๆ และในส่วนของมาคัสน้านน..ก็ต้องโดนเจสทรมานทรกรรมต่อไปยาวๆ เพราะนายท่านเขาเปิดทางให้แล้ว ตอนหน้า...น่าจะเป็นตอนของอาคิยาวๆ แล้วล่ะ แล้วเจอกันค่า Crystsl... 

ความคิดเห็น