Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 20 No Expectation, No Disappointment

ชื่อตอน : Chapter 20 No Expectation, No Disappointment

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 20 No Expectation, No Disappointment
แบบอักษร

 

Chapter 20 No Expectation, No Disappointment 

เด็กหนุ่มเปิดเปลือกตาขึ้นมามองฝ้าเพดานสีขาวเป็นรอบที่สองหลังจากได้รับชีวิตใหม่มาอย่างอัศจรรย์ ฟังเสียงเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ อคิราห์กะพริบตาสองสามครั้ง ความรู้สึกตึงบริเวณใบหน้าด้านขวาและไหล่ด้านซ้ายเริ่มจู่โจมเข้ามาทันทีที่เริ่มได้สติครบถ้วน เสียงรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะรวดเร็วทำให้เขารู้ว่ามีคนอื่นอยู่

เด็กหนุ่มรีบหันไปเตรียมพร้อมการปะทะตามสัญชาตญาณโดยไม่สนใจอาการเจ็บที่ลุกลามไปทั้งตัวแม้แต่น้อย การต้องกัดฟันต่อสู้กับมือสังหารคนอื่นที่ลอบเข้ามาหาแม้ว่าร่างกายกำลังบาดเจ็บหนักหรือแม้แต่ช่วงเวลาสิ้นเรี่ยวแรงบ่มเพาะให้เขาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หากแต่ร่างกายก็ต้องหยุดชะงักทันทีเมื่อคนตรงหน้าเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง เธอดูมีทีท่าตื่นตระหนกและหวาดกลัวต่อปฏิกิริยาของเขาที่ลุกพรวดพราดขึ้นมากะทันหัน

“ค...คุณคะ ใจเย็นๆ แล้วนอนลงก่อนนะคะ ดิฉันเป็นหมอ กรุณาทำตามที่ดิฉันบอกก่อนที่แผลจะเปิดเถอะนะคะ”เธอเดินเข้ามาหาเขาอย่างระมัดระวัง พลางยกมือขึ้นช้าๆ แล้วแตะที่หัวไหล่เป็นท่าทางบอกให้เขานอนลงไป

อคิราห์ยังรู้สึกกังขา เด็กหนุ่มไม่ยอมทำตามทั้งยังจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของเธอเขม็ง เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณหมอสาวจึงหันไปปรับเตียงให้เขาเอนตัวนั่งอย่างระมัดระวังแล้วเดินออกไปด้านนอก

ระหว่างนั้นเขาจึงหันไปสำรวจรอบห้องอย่างถี่ถ้วน นอกจากเตียงนอนและอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายชนิดที่อยู่ใกล้ๆ ห้องกว้างแห่งนี่ก็แทบจะไม่มีอุปกรณ์หรือสิ่งของใดๆ อยู่อีกเลย แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องผ่านผ้าม่านสีขาวกระทบเป็นเงาสะท้อนอยู่บนพื้นทำให้ห้องสีขาวนี้ไม่ได้ดูจืดชืดเย็นชาจนเกินไป

เด็กหนุ่มย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สติของเขาดับวูบไปจนร่างไถลไปกับพื้น แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รู้สึกตัว เขาเห็นชายคนนั้นล้มลงตรงหน้าก่อนที่จะมีคนเข้ามา แต่ลางสังหรณ์ของเขาบอกว่าคนๆนั้นไม่ใช่คนของมิคาเอลแน่ ไม่ว่าคนที่ช่วยเขาเอาไว้จะมีเจตนาอะไรแต่เขาคิดว่านั้นไม่ใช่เรื่องดีหรือแค่คนมีน้ำใจผ่านมาอย่างแน่นอน

อคิราห์ตั้งสมาธิ มองหาทางหนีทีไล่อย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มประเมินบาดแผลของตัวเองอย่างคร่าวๆก็พอจะรู้ว่าในเวลานี้ แม้แต่ลูกน้องปลายแถวเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอาชนะได้โดยง่าย อีกทั้งไม่แน่ใจว่าสลบมานานแค่ไหน เด็กหนุ่มกัดฟันพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดของร่างกาย เขาดึงราวเหล็กลงอย่างยากลำบากก่อนที่จะหย่อนขาลงบนพื้นเพียงแค่เท้าสัมผัสพื้นเขาก็รู้ได้ทันที ว่าแม้แต่การลุกขึ้นยืนยังเป็นเรื่องที่ยากจนเกินไป

แกร๊ก...

อคิราห์เงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางของประตูอย่างรวดเร็วจนปะทะสายตากับชายหนุ่มที่มีใบหน้างดงามไม่เข้ากับร่างกายที่สูงโปร่งคนหนึ่ง ผมสีทองยาวมากเสียจนเจ้าตัวต้องมัดเอาไว้อย่างลวกๆ แสงสว่างจากภายนอกตกกระทบในจุดที่อีกฝ่ายยืนอยู่พอดีจนทำให้ภาพที่เห็นดูเหมือนไม่ใช่ความจริง

ราวกับเวลาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เหตุเพราะไม่มีทั้งเสียงและการเคลื่อนไหวใดๆจากคนทั้งคู่ จนในที่สุดฝ่ายที่ยังยืนค้างอยู่ที่ประตูก็เดินเข้ามาในห้อง “จะรีบลุกขึ้นไปไหนกัน” ชายหนุ่มตรงหน้าเดินมาหยุดยืนในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล “ถ้าเคลื่อนไหวมากเกินไปแผลอาจจะแย่ลงได้นะ คุณอคิราห์ วอเทอร์”

“คุณเป็นใคร”

“อ้อ ต้องขออภัยที่ไม่ได้แนะนำตัวตั้งแต่แรก ผมยูริเอล ยาโคลอฟ ยินดีที่ได้รู้จัก”

'ยาโคลอฟ...ไม่ใช่แค่คนใจดีผ่านมาช่วยเหลือจริงๆ สินะ' 

ดูท่าว่าชีวิตของเขาจะต้องผูกติดอยู่กับคนพวกนี้จนแกะไม่ออกเสียแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนักเพียงแต่คิดว่าการที่อีกฝ่ายนำตัวเขามา ออกจะเป็นการกระทำที่สิ้นคิดไปสักหน่อย

“คุณต้องการอะไร” เด็กหนุ่มเอ่ยถาม

ยูริเอลยืนสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายอย่างละเอียด แต่ก็ไม่สามารถมองเห็นร่องรอยใดๆ จากคนตรงหน้าได้เลย “คุณดูไม่แปลกใจ” ชายหนุ่มไม่ตอบทั้งยังถามกลับไปอย่างกังขา

“ไม่มีเรื่องอะไรที่ผมต้องรู้สึกแปลกใจ”

“คุณดูแตกต่างจากที่ผมคิดเอาไว้ มากทีเดียว”

“คุณต้องการอะไร” อคิราห์ถามซ้ำ

ดวงตาสีทองคู่นั้นจ้องมองเขาอยู่เป็นเวลานานโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา จนจู่ๆก็หลับตาลงก่อนที่จะหันหลังกลับไปอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่วายทิ้งคำพูดเอาไว้ “รู้แค่ว่าผมไม่ได้คิดจะจับคุณมาฆ่าหรือทรมาน เพราะฉะนั้นอย่าคิดทำอะไรโง่ๆ เช่นการหนีออกไปทั้งสภาพอย่างนี้จะดีกว่า พักผ่อนเถอะ แล้วก็ช่วยให้ความร่วมมือกับคุณหมอของผมด้วย เธอดูจะกลัวคุณมาก”

แกร๊ก... 

อคิราห์นั่งมองไปยังประตูสีขาวที่ปิดลง ชายผู้นี้ไม่มีทางเอาตัวเขามารักษาเพราะความใจดีอย่างแน่นอน แต่ด้วยเหตุผลอะไร หากฝ่ายนั้นไม่บอก เขาก็ไม่คิดคาดคั้น แค่รักษาตัวให้ดีขึ้นแล้วออกไปจากที่นี่ก็พอ เพียงแต่...มิคาเอลจะรู้รึเปล่าว่าเขาอยู่ที่ไหน

หากแต่ทันทีที่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่ อคิราห์พลันรู้สึกตกใจกับความคิดของตัวเองขึ้นมาทันที อดรู้สึกไม่เข้าใจตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเขาต้องนึกถึงมิคาเอลด้วย

ความคิดต่างๆของเด็กหนุ่มต้องหยุดลงเมื่อประตูเปิดออกอีกครั้ง สายตาของเขาสบเข้ากับคุณหมอสาวคนเดิมที่ส่งยิ้มฝืดเฝื่อนมาให้ เธอเดินเข้ามาหาเขาช้าๆโดยไม่พูดอะไร เขามองตามทุกการกระทำของเธอคนนั้น เห็นแม้แต่เหงื่อที่ผุดขึ้นมาตามไรผม ช่วยไม่ได้ที่แม้ว่าเธอจะเป็นหมอ แต่เขาก็ไม่มีทางไว้ใจคนที่สามารถฆ่าเขาได้ตลอดเวลาเช่นคนที่ทำอาชีพนี้เด็ดขาด

 

ความสัมพันธ์ของเด็กหนุ่มและคุณหมอสาวก็เป็นเช่นนี่อยู่เกือบอาทิตย์ ในหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ อคิราห์ได้รู้อะไรอีกหลายอย่าง อาทิเช่นคุณหมอสาวที่พึ่งรู้จัก เธอชื่อ ‘ลีน่า’ แม้วันก่อนจะดูเกร็งไปหมดทุกการกระทำ แต่เพียงแค่เขาถามชื่อเพียงคำด้วย คำพูดของเธอก็ไหลออกมาจากปากเล็กๆ นั่นราวกับน้ำหลากจนเขารู้สึกมึนงง

และอีกสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือภาพที่กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา ท้องทะเลสีฟ้าครามมองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา เขาถูกประคองออกมาที่ระเบียง ลมทะเลพัดเอื่อยได้กลิ่นความเค็มจากทะเลได้จากที่ไกลๆ ลีน่าบอกว่าที่นี่เป็นเกาะส่วนตัวของตระกูลยาโคลอฟ แต่นอกจากนั้นเธอก็ไม่ได้บอกรายละเอียดใดอีก หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาหลับไปสามวันเต็มๆ ส่วนหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้นอกจากลีน่าและแม่บ้านที่เข้ามาบางครั้งแล้ว เขาก็ไม่ได้พบใครอีกเลย แม้แต่เจ้าของสถานที่แห่งนี้หลังจากวันนั้น อีกฝ่ายก็อันตรธานหายไปราวกับไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน

“เรากลับเข้าข้างในกันเถอะค่ะ คุณไม่ควรออกมาตากลมนานเกินไปนะคะ”

“ผมอยากออกไปเดินสูดอากาศข้างนอก”

“แต่นี่ก็ข้างนอกนี่คะ”

“ผมหมายถึงข้างล่างนั่นครับ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นพร้อมทั้งมองตรงไปด้านล่าง ห้องของเขาอยู่บนชั้นสองของบ้านพักที่สร้างอยู่บนเนินเขา มองลงไปด้านล่างนอกเขตบ้านพักเป็นป่าไม้กินพื้นที่ไปทั้งเนินเขา การเดินทางเข้าออกที่สะดวกที่สุดในสถานที่แห่งนี้คงมีเพียงแค่เฮลิคอปเตอร์เท่านั้น ช่างเลือกที่อยู่ได้ดีจริงๆ

“ถึงแผลคุณจะแห้งดีแล้ว ก็ไม่ควรเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนเกินความจำเป็น” หญิงสาวพูดออกไปตามอาการของเด็กหนุ่ม หากแต่เมื่อเห็นสายตาอีกฝ่ายเธอก็ไม่มีทางเลือก ในใจได้แต่คิดว่าการทำงานเป็นหมอให้พวกมาเฟียนี่ช่างยุ่งยากจริงๆ “ก็ได้ค่ะ ไว้ดิฉันจะไปบอกมิสเตอร์ยาโคลอฟให้ แต่ก่อนอื่นคุณต้องเข้ามาข้างในก่อนนะคะ ได้เวลาทานยาแล้วค่ะ”

ถึงกระนั้นผ่านไปอีกสามวันคุณหมอสาวก็ทำราวกับลืมสิ่งที่พูดกับเขาไปแล้ว จนเมื่อเธอเห็นว่าแผลของเด็กหนุ่มดูดีขึ้นแล้ว ในเช้าวันที่สี่ลีน่าก็เดินยิ้มเข้ามาพร้อมคำตอบของเจ้าของสถานที่ “มิสเตอร์ยาโคลอฟบอกว่าเช้านี้ให้ลงไปทานอาหารด้วยกัน แล้วก็จะเป็นคนพาคุณเดินดูรอบๆค่ะ”

เด็กหนุ่มอดประหลาดใจกับคำตอบรับของเจ้าของบ้านไม่ได้ เขาเตรียมรับคำตอบปฏิเสธเอาไว้อยู่แล้ว เป็นธรรมดาที่อีกฝ่ายจะไม่ยอมให้คนที่มีฐานะใกล้เคียงกับคำว่าเชลยเดินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ แต่อคิราห์ก็ไม่ได้คิดเช่นกันว่าคนที่หายหน้าไปหลายวันจะชวนเขาไปทานอาหารด้วยกันอีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เขาเดินไปรอบๆโดยไม่กลัวว่าเขาจะหาทางหนี ถ้าไม่ประมาทเกินไปก็คงมั่นใจมากว่าเขาไม่มีทางหนีออกไปได้

อคิราห์เดินตามคุณหมอสาวลงไปชั้นล่างของบ้านพักโดยมีชายสองคนคอยประกบเอาไว้ตั้งแต่ก้าวขาออกจากห้อง เขาสามารถเดินได้ตามปกติ มีเพียงแค่วันแรกๆเท่านั้นที่มีอาการมือเท้าอ่อนแรง ใบหน้าซีกซ้ายถูกปิดทับด้วยผ้าก๊อซเกือบทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถปกปิดความงดงามของเด็กหนุ่มคนนี้ไปได้

“เชิญนั่งสิ หวังว่าคุณจะทานอาหารด้วยตัวเองได้” ยูริเอล ยาโคลอฟผายมือเชิญอีกฝ่ายตามมารยาท

“ผมใช้มือซ้ายได้ ไม่มีปัญหา”

อาหารตรงหน้าคือโจ๊กเหลวๆ ที่เขาต้องกินมาตลอดหลายวัน แต่ที่น่าแปลกใจคือตรงหน้าของคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอีกฝั่งก็เป็นอาหารของคนป่วยเช่นเดียวกัน ภายในห้องอาหารเหลือคนเพียงแค่พวกเขาสองคน ทำให้บรรยากาศดูน่าอึดอัดใจพอสมควรเนื่องจากไม่มีการสนทนาใดๆ ระหว่างกันทั้งสิ้น มีเพียงเสียงช้อนกระทบกับถ้วยเซรามิกเบาๆ ให้ได้ยิน

อคิราห์ไม่ได้สนใจมากนัก สิ่งที่เขาต้องการทั้งหมดเพียงแค่สำรวจที่แห่งนี้เท่านั้น ในขณะที่กำลังทานอาหาร เด็กหนุ่มก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาเป็นระยะ เมื่อเขาสบตากับอีกฝ่าย ทางนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหลบสายตาแต่อย่างใด การทานอาหารเช้ามื้อนี้จึงเป็นไปอย่างกระอักกระอ่วนพอสมควร

ชายหนุ่มผมทองหยิบผ้าขึ้นมาซับริมฝีปากก่อนที่จะเอ่ยขึ้นมา “ลีน่าบอกว่าคุณอยู่แต่ในห้องรู้สึกเบื่อๆก็เลยอยากจะออกมาเดินเล่น”

อคิราห์ไม่ตอบ เด็กหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายเพื่อเป็นการตอบรับเท่านั้น

“มาสิ” ยูริเอลลุกขึ้นเดินมาหาเขาจากโต๊ะอาหารอีกฟากก่อนที่จะยื่นมือมาตรงหน้า

อคิราห์มองดูมือของอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่า เด็กหนุ่มลุกขึ้นด้วยตัวเองผายมือให้เดินนำไปก่อน“เชิญคุณก่อน”

ยูริเอลไม่ได้มีท่าทางหงุดหงิด เขาเพียงแค่ดึงมือกลับไปแล้วเป็นฝ่ายเดินนำออกไปก่อน ปลายผมสีทองที่สะบัดพลิ้วผ่านใบหน้าทำให้อดรู้สึกแปลกๆไม่ได้  เดินกันไปได้ไม่นานชายหนุ่มที่เดินนำอยู่ด้านหน้าก็เอ่ยขึ้น “ทักษะการต่อสู้ของคุณไม่ธรรมดาจริงๆ หายากนะที่คนอย่างมิคาเอล ออสซินี่จะยอมให้คนแบบคุณนอนอยู่ข้างกาย”

“ขอบคุณ”

“ผมสงสัย อะไรทำให้เด็กวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่งเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น เกี่ยวกับเรื่องที่คุณเคยเข้าโรงพยาบาลรึเปล่”

“คนเรามักจะเปลี่ยนเมื่อผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจเป็นธรรมดา”

“แต่เหตุการณ์สะเทือนใจคงไม่ทำให้คนๆ หนึ่งมองสำรวจทางหนีทีไล่ได้อย่างเป็นธรรมชาติขนาดนี้” ยูริเอลหันมามองเขาในตอนที่ทั้งคู่กำลังเดินไปยังศาลาที่สร้างขึ้นชิดริมหน้าผาที่ด้านล่างเป็นโขดหิน ได้ยินเสียงน้ำทะเลซัดสาดหน้าผาได้อย่างชัดเจน

ดวงตาสีทองที่กำลังจ้องมองเขาอย่างตรงไปตรงมาไหววูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฝ่ายเด็กหนุ่มก็มองกลับไปอย่างนิ่งเฉยแม้ว่าจะโดนจับได้ ทันใดนั้นลมทะเลก็พัดแรงขึ้นจนผมสีทองพลิ้วสะบัดบดบังใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่คาดฝัน จู่ๆ อคิราห์ก็รู้สึกอยากหัวเราะในขณะที่อีกฝ่ายกำลังใช้มือจัดการกับเส้นผมของตัวเองพัลวัน

ยูริเอลเหลือบตาขึ้นมองเด็กหนุ่มที่สะบัดหน้าเดินไปทางศาลา แต่ก่อนหน้านั้นเขายังมองเห็นแววตาที่เหมือนกำลังยิ้มแม้ริมฝีปากจะเรียบเป็นเส้นตรง มือของเขาชะงักค้าง ความทรงจำที่เคยตกตะกอนโดนตีจนฟุ้งกระจายขึ้นมา

 

“ทำบ้าอะไรของนาย เจ้าเด็กนี่” ชายหนุ่มชาวเอเชียจ้องมองมาอย่างขึงขัง 

“ก็พี่บอกให้ผมเก็บขางอเข่าอย่างนี้นี่ครับ” 

“ใช่ที่ไหนกันเล่า เจ้าเด็กหัวทึบ สอนไม่จำ เอาใหม่” 

“ครับ เอ๊ะ นั้นพี่กำลังหัวเราะเยาะผมอยู่ใช่มั้ย” เด็กหนุ่มหันไปมองคนที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง 

“เปล่านี่” ชายคนนั้นพูดขึ้นก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป 

 

แผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังเดินไปข้างหน้ากำลังซ้อนทับกับแผ่นหลังกว้างของคนๆนั้นในความทรงจำ ตั้งแต่วันนั้น วันที่เขาเปิดประตูเข้าไป สบตากับดวงตาสีดำสนิทของคนที่นั่งอยู่บนเตียง เขาเห็นแววตาของคนอีกคนในนั้น มันเป็นไปไม่ได้ ตัวเขาได้แต่ย้ำเตือนตัวเอง...แต่ว่า

ชายหนุ่มยืดตัวตรง เขาปล่อยมือทิ้งลงข้างลำตัวไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น ขายาวก้าวตรงไปด้านหน้าอย่างลืมตัว ในสายตามองเห็นเพียงแผ่นหลังของคนๆหนึ่งที่เขาโหยหาตลอดมา “พี่ครับ” 

เด็กหนุ่มคนนั้นชะงักฝีเท้า เวลาผ่านไปเนิ่นนานในความรู้สึกของยูริเอลจนในที่สุดอีกฝ่ายก็หันมามองเขาด้วยความสงสัย

'ไม่ใช่...งั้นเหรอ' 

_______________________________** 

ความคิดเห็น