Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

19th Bond : เวลาที่ต้องเลือก

ชื่อตอน : 19th Bond : เวลาที่ต้องเลือก

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 156

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2562 22:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
19th Bond : เวลาที่ต้องเลือก
แบบอักษร

19th Bond : เวลาที่ต้องเลือก


“ขอโทษ...”

เปลือกตาที่ปิดสนิทอยู่พลันเปิดขึ้นกะทันหัน เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าขุ่นมัว และฉายแววตระหนก ร่างสูงที่นอนเหยียดยาวบนโซฟาข้างเตียงเด้งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้หนังสือที่วางอยู่บนอกร่วงลงไปบนพื้นดังปุ แผ่นอกขยับรัวเร็วพร้อมกับเสียงหอบหายใจถี่รัวราวเร็ว เหงื่อเย็นไหลอาบแก้มอย่างน่ารำคาญแต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ใส่ใจจะเช็ดมัน

เซดริกนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งตั้งสติได้ และจังหวะการหายใจก็กลับมาเป็นปกติ มือเสยเส้นผมที่รกปรกหน้าเล็กน้อยเผยให้เห็นใบหน้าคมคายที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ความฝันเหรอ?” เขาพึมพำเบา ๆ กับตัวเองพลางนึกย้อนกลับไป

ความฝันอันแสนธรรมดาที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสีแดง แม้กระทั่งตัวเขาเอง    พอมองไปรอบตัวก็พบแต่ความว่างเปล่าที่ย้อมด้วยสีแดงเท่านั้น พอจะตะโกนเรียกหาคนอื่น ลำคอก็ตีบตันก่อนที่กลิ่นบางอย่างลอยมาเตะจมูก

กลิ่นฉุนเหล็กที่ไม่เคยลืม...

...เลือด...

หลังจากได้กลิ่นนั้นเพียงชั่วครู่ ก้อนเนื้อในอกซ้ายก็เต้นถี่รัวเป็นจังหวะกลอง และบีบรัดจนจุกแน่นไปหมด พอจะขยับกาย เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยก็ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง...ที่ห่างไกลออกไป

“ขอโทษ...”

เสียงของครอส... ชายหนุ่มรำพึงในใจก่อนจะขมวดคิ้ว มือเลื่อนมาแตะที่ตำแหน่งของหัวใจพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างสงสัย เพราะความรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างบีบรัดหัวใจที่ไม่ต่างจากในความฝันยังคงอยู่

ยังรู้สึกอยู่เลย...  

“เกิดอะไรขึ้นรึเปล่านะ?” ถึงแม้ประเด็นเรื่องที่จะเกิดอันตรายขึ้นกับคู่พันธะสัญญานั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่มันก็เป็นไปได้ และมันก็ทำให้เขาเป็นห่วง

เซดริกนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ หนังสือที่เขาอ่านก่อนผล็อยหลับไปหล่นลงพื้น เขาจึงเอี้ยวตัวก้มลงไปเก็บ แต่ทันทีที่นิ้วสัมผัส       ปกหนังสือ ประตูห้องก็เปิดออกกะทันหันจนทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้งโหยง และหันขวับไปอย่างรวดเร็ว

สาวรับใช้ที่คุ้นเคยยืนอยู่หน้าประตูเหมือนเช่นเคย แต่ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มแจ่มใสกลับซีดเซียว และห่างไกลจากคำว่า ‘ร่าเริง’ พอควร ผมเพ้าดูยุ่งเหยิงผิดจากปกติที่จะมัดเรียบร้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ ๆ

เซดริกลุกขึ้นจากโซฟา และเดินไปอีกฝ่าย “เกิดอะไรขึ้นลูน่า?” เขาถาม เมื่อเข้าไปใกล้ ทำให้เห็นว่านัยน์ตาสีชมพูเข้มของเธอนั้นมีแต่ความตระหนก

ลูน่าสูดลมหายใจเข้าสองสามทีเพื่อสงบสติอารมณ์ และพยายามนึกถึงคำสั่งของผู้เป็นเจ้านายไว้ เธอมองหน้าชายหนุ่มตรง ๆ แม้เกือบจะหลุดความตั้งใจเมื่อเห็นแววตาคาดคั้นของอีกฝ่าย

“ฉาน...มาพาท่านเซดริกกลับอังกฤษค่ะ” เธอตอบ

ชายหนุ่มผมบลอนด์เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “กลับอังกฤษเหรอ?” เขาทวนคำ “ลืมไปแล้วเหรอครับว่าผมกลับไม่ได้น่ะ?”

อีกฝ่ายส่ายหัวเบา ๆ “ม่ายลืมค่ะ แต่ว่าตอนนี้...” แล้วเธอก็เอื้อมมือจับแขนของคนตรงหน้า “...กลับได้แล้วล่ะค่ะ”

“หา?”

“มาเถอะค่ะ” ลูน่าออกแรงดึงแขนชายหนุ่มให้ตามตนมา แต่ก็เท่านั้น เพราะเซดริกขืนตัวเองไว้ และเป็นฝ่ายดึงหญิงสาวให้กลับมายืนที่เดิมก่อนจะจับไหล่เล็กทั้งสองข้างให้เห็นมาเผชิญหน้ากับตน

“เดี๋ยวก่อนลูน่า” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง และจ้องดวงตาของอีกฝ่ายตรง ๆ “หมายความว่าไง? กลับได้แล้วงั้นเหรอ? แต่พันธะสัญญาน่ะ...” แล้วคำพูดทุกอย่างก็กลืนลงคอเมื่อนึกถึงคำพูดของใครคนหนึ่งที่ยังไม่กลับมาจะกลับมาเล่นซ้ำในความคิด

“พันธะสัญญาที่กำหนดให้แวมไพร์ และมนุษย์คนนั้นต้องอยู่ด้วยกันตราบจนอีกฝ่ายจะสิ้นชีพ ไม่ว่าจะหลีกหนีอย่างไรก็ไม่อาจทำลายได้ นอกจากความตายจะมาเยือนไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง”

พันธะสัญญาจะคงอยู่...จนกว่าความตายจะมาเยือน...

ดวงตาสีฟ้าพลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือที่จับไหล่ของสาวใช้ไว้เริ่มสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ “หรือว่า...” เขาเริ่มด้วยเสียงที่ขาดห้วง “ลูน่า เกิดอะไรขึ้นกับครอส?”

“...” แต่อีกฝ่ายไม่ตอบ และเบือนหน้าหลบสายตาที่คาดคั้นพร้อมกับริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนเป็นเส้นเรียว แต่เซดริกก็ไม่ละความพยายาม

“ลูน่า เกิดอะไรขึ้นกับเจ้านายของคุณ” ด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น และจริงจังกว่าเดิม ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย และยอมตอบในที่สุด

“นายท่าน...ได้รับบาดเจ็บสาหัส...” เธอเริ่มด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วง และแผ่วเบา และยังคงไม่หันหน้ามามองอีกฝ่าย “ทางสภาเพิ่งนำตัวนายท่านกลับมาที่นี่พร้อมกับหมอค่ะ”

“อะไร...นะ....”

“หมอเร่งรักษานายท่านมาตลอดเกือบสองชั่วโมง จนกระทั่งเมื่อครู่...” แล้วลูน่าก็หยุดเล่าไปชั่วครู่ ริมฝีปากเม้มแน่นอย่างอดกลั้นอีกครั้ง “หมอ...หมอบอกว่า ไม่ช้าก็เร็ว...นายท่าน นายท่าน...ก็จะ...” เธอพูดได้แค่นั้น แล้วหยาดน้ำใสก็ค่อย ๆ ร่วงลงมาจากดวงตากลมโตที่ขุ่นมัว

เซดริกตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ ทุกคำพูดที่อยากพูดพลันเลือนหายไปจนหมดสิ้น ราวกับว่าคำกล่าวของสาวใช้เป็นคลื่นยักษ์ที่โหมพัดกระหน่ำเข้าฟัง และทำลายทุกอย่างเป็นหน้ากลอง

เขาจะตาย....งั้นเหรอ?

ลางบอกเหตุล่วงหน้าที่เกิดขึ้นกับเขาดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นจริง ๆ

ลูน่าที่ตั้งสติได้ก็จับแขนของชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเธอเข้มแข็งขึ้น เพราะเธอตั้งใจว่าจะทำตามคำสั่งที่อาจเป็นคำสั่งสุดท้ายจากผู้เป็นนายให้สำเร็จ “นายท่านบอกให้ฉานพาขึ้นท่านเซดริกกลับอังกฤษค่ะ” เธอเอ่ย และพยายามเรียกสติของอีกฝ่ายให้กลับมาโดยการเอื้อมมือซ้ายไปสัมผัสใบหน้าของคนตรงหน้า

“ถ้าหากไม่รีบไปตั้งแต่ตอนนี้ ก็หาโอกาสได้ยากแล้ว แล้วท่านเซดริกก็จะม่ายปลอดภัยอีกต่อไปค่ะ”

แต่ตอนนี้เซดริกไม่อาจรับรู้คำพูดใด ๆ ได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้หัวสมองเดี๋ยวว่างเปล่า เดี๋ยวมึนงง ความรู้สึกสับสนปนเปไปหมด จนพาลทำเอามือไม้แข็งทื่อ และทำอะไรไม่ถูก มีเพียงความคิดหนึ่งที่ปรากฏในห้วงคำนึง

ครอส...จะตาย?

[ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ? นายจะได้กลับบ้านไง] เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้น

ใช่...เราอยากกลับบ้าน แต่ว่า...

[แล้วจะมัวรออะไรอยู่ล่ะ?]

นั่นสิ...เขามัวรออะไรอยู่?

หรือเพราะอยู่ที่นี่มานานเกินไปจนทำให้เกือบคิดว่าสมาชิกภายในคฤหาสน์หลังนี้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ทั้งพ่อบ้านชรา และสาวใช้ ต่างก็ดีกับเขาเหลือเกิน

และคน ๆ นั้นที่เป็นเจ้าของคฤหาสน์ คนที่ทั้งเงียบขรึม โหดร้าย เย็นชา แต่อ่อนโยนคนนั้น...

[แต่พวกเขาเป็นแวมไพร์นะ อย่าลืมสิ] เสียงนั้นขัดอีกครั้ง

ใช่...พวกเขาเป็นแวมไพร์ แต่ว่า...

...ครอส ดี ดีแฟนธ่อม กำลังจะตาย...

[อ้าว แล้วไม่ดีเหรอ? นายจะได้เป็นอิสระไง] เสียงนั้นยั่วเย้า พูดถึงอิสรภาพอันหอมหวานที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตร่วมกับ ‘มนุษย์’ อีกครั้ง

ใช่...อิสระ

ความต้องการอิสระเริ่มเอ่อล้นท่วมจิตใจ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นราวกับไอน้ำที่ปรากฏอย่างล่องลอยในอากาศ ความรู้สึกนั้นเขาเกือบจะลืมไปแล้ว...จากครั้งแรกที่ได้พบกับชายหนุ่มผมดำในคืนที่รู้ว่าเขาเป็นแวมไพร์

ความรู้สึกที่เรียกว่า ความหวาดกลัว...

...หวาดกลัวต่อการสูญเสีย...

ภาพเก่า ๆ ย้อนกลับมาอีกครั้ง

วันที่ได้นั่งคุยกันใต้แสงจันทร์ วันที่ได้รู้อดีตของกันและกัน วันที่อีกคนทำแผลให้ วันที่ได้ลองประดาบกันครั้งแรก และวันที่อีกฝ่ายเกิดคลุ้มคลั่ง และมอบสัมผัสอุ่นที่ริมฝีปาก

ทั้งหมดนั้นแจ่มชัดราวกับเหตุการณ์เหล่านั้นเพิ่งเกิดเมื่อวาน ภาพที่ชัดเจนในความคิดทำให้เสียงที่โต้แย้งในจิตใจเริ่มเบาลง แทนที่ด้วยความเป็นตัวของตัวเองที่เฝ้าเพียรบอกซ้ำไปซ้ำมาโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจว่า...

อย่าวิ่งหนี... และ...ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง

“ท่านเซดริก!!” เสียงหวานเล็กท้วงติงขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเหม่ออีกครั้ง เรียกให้สติที่หลุดลอยไปกลับมาหาเจ้าของดังเดิม ดวงตาสีแดงอมชมพูเริ่มมีริ้วแห่งความกังวลว่าเธอจะจัดการไม่ทันการณ์ “ไปกั...” แต่แล้ว

คำพูดของเธอก็หยุดชะงักเมื่อเห็นดวงตาสีที่อ่อนกว่าแข็งกร้าวขึ้นมา

เซดริกส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับยกมือมาแตะหลังมือเล็กของหญิงสาวก่อนจะดึงออกจากใบหน้าของตนอย่างเบามือ รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าคมคาย “ไม่ล่ะลูน่า” เขาเอ่ย “ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น”

ลูน่าทำตาโตด้วยความตกใจ “อะไรนาคะ!!?” เธออุทานลั่น

“ผมจะไปหาครอส” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะหันไปมองทิศที่เป็นห้องพักของเจ้าของคฤหาสน์

“ต...แต่ว่า...”

“ลูน่าอยากให้ผมกลับไปเหรอ?” เขาว่าพร้อมกับหันมามองสาวใช้ที่ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าน่ารักแสดงความลังเลใจ แลดวงตาหลุบลงต่ำเพราะต้องยอมรับว่า....

...ไม่อยากให้ไป...

“ไม่...ค่ะ” เธอตอบเสียงแผ่วเบา เรียกให้รอยยิ้มจาง ๆ ให้ปรากฏบนใบหน้าของชายหนุ่ม เซดริกไม่เอ่ยอะไรนอกจากเดินออกจากห้อง และตรงไปยังห้องของเจ้าของคฤหาสน์ โดยมีร่างเล็กกว่าเดินตามมา ลูน่ามองแผ่นหลังที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่เข้าใจ “แต่ว่า...ทำไม...ล่ะคะ?”

อีกฝ่ายเงียบไปพักใหญ่จนกระทั่งมาหยุดหน้าห้องที่เป็นจุดหมายก่อนจะหันมาตอบหญิงสาวพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า “ผมแค่ไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว...ก็เท่านั้น” คำพูดที่ตอกย้ำความรู้สึกในใจผลักดันการกระทำที่แทบจะตัดโอกาสการได้กลับไปอยู่ร่วมกับเผ่าพันธุ์อีกครั้ง

แต่ถึงอย่างนั้น...เขาก็ตัดสินใจแล้ว

เซดริกผลักประตูเบื้องหน้าให้เปิดออก เผยให้เห็นห้องขนาดใหญ่กว่าห้องของเขาหลายเท่านัก แต่เรื่องนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาตื่นตกใจ เพราะเบื้องหน้าคือเตียงนอนขนาดคิงไซส์มีสี่เสาที่มุม และมีร่างสูงหลายร่างยืนล้อม ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยด้วยความตกใจ เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ทุกคนตรงนั้น...ไม่ใช่มนุษย์

เขาตบบริเวณอกของตัวเองเบา ๆ ที่ห้อยสร้อยคอแห่งแอริสซิสไว้เพื่อ  ความอุ่นใจ โชคดีนะที่ห้อยไอ้นี่ไว้

แค่คิดว่าถ้าลืมติดมาด้วย...ก็อดเสียวสันหลังวาบไม่ได้

การมาเยือนของเซดริกทำให้คนทั้งห้องหันมามองพร้อมกันเป็นตาเดียว ทำเอาคนมาเยือนสะดุ้งโหยง แต่โชคดีที่พ่อบ้านชราแห่งดีแฟนธ่อมออกตัวรับช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทันท่วงที “แขกของนายท่านน่ะขอรับ” เอเกิลเอ่ยเสียงเรียบ ไร้ซึ่งพิรุธใด ๆ ก่อนที่จะเดินมาหาชายหนุ่มอย่างไว้ที

“ครอสเป็นอย่างไรบ้างครับ?” อีกฝ่ายถามเสียงเบา ๆ ขณะพยายามเมียงมองร่างบนเตียงซึ่งโดนแวมไพร์ที่เหลือล้อมอยู่ ทำให้ไม่เห็นอะไรนอกจากขาเตียงที่โผล่พ้นออกมาเล็กน้อย

เอเกิลไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับถามเสียเอง “ทำไมท่านเซดริกยังไม่กลับไปขอรับ?” แล้วดวงตาสีแดงซีดก็ตวัดไปมองร่างของสาวใช้อย่างตำหนิ “หรือว่า  ลูน่าไม่พาท่านไปขอรับ?”

เซดริกส่ายหน้ารัว “ไม่ใช่ครับ ผมไม่ไปเอง” ชายชรามองใบหน้าคมคายด้วยความงงงวย แต่ไม่ทันได้ทำอะไร อีกฝ่ายก็เอ่ยขัดราวกับรู้ทันความคิด “ผมจะช่วยครอสครับ” น้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่มั่นคงช่วยย้ำเตือนความตั้งใจของตัวเอง “ผมรู้ว่าผมช่วยได้แน่ ๆ”

เอเกิลมองดวงตาสีฟ้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ และแน่วแน่ เขารู้ว่า         คนตรงหน้าช่วยได้อย่างแน่นอน และเขาเองก็เป็นคนเสนอวิธีนี้ให้กับผู้เป็นนาย แต่  ครอสกลับปฏิเสธวิธีนี้ และเลือกที่จะให้สาวใช้พาเซดริกกลับบ้านเกิด เพียงแต่เขาเองก็ไม่นึกว่าชายหนุ่มจะเป็นคนเลือกวิธีนี้เสียเอง

แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงแค่มนุษย์...แต่เขาก็อยากจะฝากชีวิตของบุคคลที่เขารักกว่าชีพไว้กับคน ๆ นี้

“เข้าใจแล้วขอรับ” เอเกิลน้อมรับก่อนจะหันไปหาแวมไพร์ตนอื่นที่มีสีหน้าวิกตกกังวล และเอ่ยอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพวกเขาก็พยักหน้ารับ ก่อนจะ ทยอยเดินออกจากห้องไป แม้ว่าจะมีบางตนที่เหล่มองชายหนุ่มผมบลอนด์บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร

“ช่วยนายท่านด้วยนะขอรับ ท่านเซดริก” พ่อบ้านชราที่เดินตามออกไปเป็นคนสุดท้ายเอ่ยเสียงเบา

เซดริกยิ้มรับ “ผมจะพยายามครับ” เขาตอบก่อนที่จะมองตามแผ่นหลังงองุ้มเล็กน้อยหายลับไปจากบานประตูที่ปิดตามหลัง แล้วในห้องนั้นก็เหลือเพียงแค่เขา...และร่างบนเตียงเท่านั้น

เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ทีหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปใกล้อย่างเงียบกริบ และหยุดที่ข้างเตียง ภาพที่เห็นเบื้องหน้าแทบทำให้เขาหยุดหายใจ...

ร่างสูงที่คุ้นตานอนอยู่บนเตียงสีขาวที่ได้รับการทำสะอาดเป็นอย่างดีแม้ว่าคนที่นอนอยู่นั้นจะมีบาดแผลเต็มตัว ผ้าพันแผลสีขาวที่มีรอยด่างดวงของสีเลือดพันรอบแขน และร่างกายท่อนบน โดยเฉพาะบริเวณหัวไหล่ และช่องท้องนั้น มีเลือดซึมออกมาเรื่อย ๆ และมีสีคล้ำกว่าปกติจนน่ากลัวอ

เรือนผมสีดำแผ่สยายทั่วหมอน ใบหน้าคมคายที่ซีดอยู่แล้ว ยิ่งซีดเผือดกว่าเดิม มีผ้าพันแผลสีขาวอีกผืนหนึ่งพันรอบศีรษะ เปลือกตาปิดสนิททำให้ไม่เห็นดวงตาสีแดงที่คุ้นเคย

เห็นแบบนี้...ความโกรธที่มีมาก็แทบจะมลายหายไปจนหมดสิ้น

เซดริกก้าวเข้าไปเตียงกว่าเดิม ปกติแล้วอีกฝ่ายจะรู้ตัวทันที แต่นี่กลับไม่มีปฏิกิริยา แสดงว่าอาการสาหัสมากจริง ๆ “ครอส...” เขาเรียกเสียงแผ่วเบา แม้ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว แต่ก็อดไม่ได้ “...อย่าเงียบไปแบบนี้สิครับ ถึงแม้ปกติจะเงียบอยู่แล้วก็เถอะ” พยายามจะพูดต่อท้ายให้ติดตลก แต่กลับเป็นตัวเขาเองที่รู้สึกหดหู่

ลืมตาเถอะ

ความคิดนำพาร่างกาย มือค่อย ๆ เลื่อนเข้าไปใกล้ใบหน้าซีดเผือด แต่ไม่ทันได้สัมผัสผิวกาย มือแกร่งก็ยกขึ้นจับข้อมือของเขาอย่างรวดเร็วจนเซดริกสะดุ้งโหยงสุดตัวด้วยความตกใจก่อนจะมองใบหน้าที่เปลือกตาค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก

“ครอส...”

“เซด...ดริก?” เสียงทุ้มแหบพร่าเอ่ยอย่างไม่แน่ใจก่อนจะที่ปล่อยมือของอีกฝ่าย ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำค่อย ๆ หันมาหา ทำให้อีกฝ่ายเห็นดวงตาสีแดงที่ขุ่นมัว และเต็มไปด้วยคำถาม “ทำไม...ทำไมนายไม่กลับไป?”

“ผม...”

“กลับไปซะ!” แม้เสียงจะแผ่วเบาแต่ก็เฉียบขาดไม่เปลี่ยนแปลง “ฉันสั่ง...ให้ลูน่าพานายกลับไป เพราะฉะนั้น....ก็กลับไปซะ”

เซดริกทำหน้างองุ้มอย่างไม่พอใจ “พูดแบบนี้กับคนที่มาช่วยเหรอ?” เขาโต้กลับอย่างอดไม่ได้

ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อย “ฉัน...ไม่ได้ขอให้มาช่วย” แล้วดวงตาก็ปิดลงอีกครั้งอย่างอ่อนล้า “กลับไปซะเถอะ นี่เป็นโอกาส...สุดท้ายของนายแล้ว”

อีกฝ่ายเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรงอย่างเก็บอารมณ์ พยายามไม่คิดอะไรมากกับคำพูดตัดรอนนั้น เพราะเขาตั้งใจแล้วว่าไม่ยังไงก็จะช่วยให้ได้ “อย่าหลับตาสิครับ มองผมนี่” แล้วเขาก็ก้าวเข้าไปใกล้ และจ้องใบหน้าของคนที่แกล้งหลับตาเขม็ง จนต้องลืมตาขึ้นมอง

ดวงตาสองสีสบกันโดยไม่มีฝ่ายใดหลบสายตา “ผมไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไง...” หยุดค้างไว้ชั่วครู่ก่อนที่จะคว้ามีดที่พักหลังนี้เริ่มพกติดตัวไว้จากกระเป๋ากางเกงออกมา ก่อนจะใช้มันกรีดที่ฝ่ามือของตัวเองจนเป็นแผล และเริ่มมีเลือดออกจากรอยกรีดนั้น “...ผมก็จะช่วยคุณให้ได้” ว่าแล้วก็ยื่นมือข้างนั้นให้อีกฝ่าย

ใช่ เขาเชื่อมั่นว่าไม่ว่ายังไงเขาก็ช่วยได้ เพราะเขามีเลือดที่จะช่วยต่อชีวิตให้กับคนที่นอนอยู่ได้ เหลือเพียงแค่ว่าอีกฝ่ายจะยอมไหม...ก็เท่านั้น

ดวงตาสีแดงไหววูบเมื่อเห็นของเหลวสีแดงสด แต่ครอสกลับเบือนหน้าหนี “ฉันไม่ต้องการ...เลือดของนาย”

เซดริกเริ่มหงุดหงิดที่อีกฝ่ายดื้อดึงขนาดนี้ โอ๊ย ทำไงดีวะ*!?* แล้วเขาก็ชะงักไปเมื่อนึกอะไรบางอย่างออก ใบหน้าคมคายฉายแววลังเลเล็กน้อย แต่ความตั้งใจก็ชนะ เอาวะ เคยเห็นแต่ในหนัง แต่คงต้องลองดู

ชายหนุ่มหลับตาปี๋และกัดลิ้นตัวเองอย่างแรงจนต้องสะดุ้งโหยงเมื่อตระหนักได้ว่ามันเจ็บกว่าที่คิด เขาเริ่มรู้สึกถึงรสเหล็กที่คละคลุ้งทั่วโพรงปาก ก่อนที่จะมองร่างที่นอนบนเตียง แล้วก็เริ่มลังเลอีกครั้ง

เป็นไงเป็นกัน*!!*

เซดริกทรุดกายนั่งบนเตียงข้าง ๆ กายคนบาดเจ็บ มือข้างซ้ายเอื้อมไปแตะแก้มข้างขวา และดันให้หันมามอง

ดวงตาสีแดงฉายแววแปลกใจเล็กน้อย แต่แล้วก็เบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อรู้สึกได้ถึงริมฝีปากอุ่นที่ประทับลงมาก่อนที่รสสัมผัสของเลือดจะค่อย ๆ ไหลเข้ามาในโพรงปาก

เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากกลืนมันลงคอไป...

ร่างสูงผมดำแทบไม่อยากปิดดวงตาให้สนิท เพราะอยากจะเก็บภาพตอนนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด เขาเห็นแผงขนตาสั้นใกล้มากขนาดนับจำนวนเส้นได้ ใบหน้าที่เห็นในระยะใกล้มากที่สุด รวมถึงกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่เคยต้องจมูก

เขาอยากจะจดจำมันไว้ แต่รสสัมผัสที่โปรดปรานก็ดึงความคิดนั้นให้หายไปทีละน้อย

ดวงตาสีแดงค่อย ๆ ปรือลง และปิดสนิทพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นจับท้ายทอยของอีกฝ่าย และรั้งให้เข้ามาแนบชิดกว่าเดิมจนคนที่นั่งอยู่แทบจะลงไปนอนด้วย

เวลาผ่านไปไม่กี่นาทีแต่เหมือนยาวนานก่อนที่พละกำลังจะเริ่มกลับคืนพร้อมกับความต้องการที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่อาจปรามให้มอดดับลงง่าย ๆ และไม่ช้าเลือดเพียงแค่นี้...ก็ไม่เพียงพออีกต่อไป

สัญชาตญาณดิบในตัวถูกปลุกขึ้นด้วยแรงกระตุ้นจากรสอาหารอันโอชะ

เพียงชั่วพริบตา คนที่นอนอยู่ก็ดึงคนที่นั่งข้าง ๆ ให้นอนราบไปกับเตียงด้วยแรงอันเหลือเชื่อว่าจะมาจากคนที่อาการปางตายเมื่อครู่ ก่อนที่ตัวเขาจะกลายเป็นฝ่ายที่ล็อคตัวอีกคนไม่ให้ขยับไปไหน

ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยขณะจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่จ้องตอบกลับมาเช่นกัน

ต่างฝ่ายต่างจ้องมอง...และไร้คำเอื้อนเอ่ยใด ๆ จนกระทั่งคนผมดำเป็นฝ่ายเริ่ม “นายแน่ใจแล้วนะ?” เสียงทุ้มถามแผ่วเบา

เซดริกมองใบหน้า และดวงตาของคนตรงหน้า แม้ในตอนแรกจะตกใจที่ถูกแรงอันเหลือเชื่อดึงให้นอนราบ แต่ตอนนี้ข้างในตัวเขากลับสงบนิ่ง เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวคือ คน ๆ นี้...ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มจาง ๆ “ถ้าไม่แน่ใจ ผมไม่ให้คุณมากัดคอเล่นหรอก” เขาเอ่ยทีเล่นทีจริง แล้วหัวใจก็เกือบหล่นวูบเมื่อเห็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายที่ก้มลงมอง ใบหน้าร้อนวูบ และภายในเริ่มปั่นป่วนอีกครั้ง

ถ้าแค่นี้จะทำให้เราใจเต้นได้...เราคงบ้าไปแล้วแน่ ๆ

ครอสระบายยิ้มน้อย ๆ ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ดีใจขนาดนี้ที่อีกฝ่ายย้อนกลับมาหาเขา หรือเป็นเพราะว่าในส่วนลึกของจิตใจแล้ว นี่คือสิ่งที่ปรารถนามากที่สุด?

เขาค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนกระทั่งลมหายใจอุ่นเป่ารดต้นคอของอีกฝ่าย ครอสแสยะยิ้มกว้าง เผยให้เห็นคมเขี้ยวสีขาวที่งอกยาวกว่าปกติ ก่อนจะฝังมันเข้าที่ผิวขาวละเอียด ของเหลวข้นสีชาดเริ่มไหลเข้าโพรงปาก และคละคลุ้งไปทั่ว

ดวงตาสีแดงค่อย ๆ ปรือลงเมื่อรสชาติที่ถูกใจไหลลงคอ เพราะอาการขาดเลือด และกลิ่นของเหล็กแต่หอมหวาน ผสมกับกลิ่นหอมจาง ๆ จากผิวกายของอีกฝ่าย ทำให้เขาไม่อาจห้ามตัวเองได้อีกต่อไป

ต้องการ...ข้าต้องการมากกว่านี้

ความคิดที่เล่นวนซ้ำไปซ้ำมาครอบงำทุกการรับรู้ และเผลอตัวกัดลงไปลึกกว่าเดิม โดยลืมไปว่าร่างที่เล็กกว่านั้นจะรู้สึกเจ็บมากเพียงใด

เซดริกเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเจ็บกว่าทุกครั้งจนต้องขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเตือนสติ แต่มือแกร่งข้างหนึ่งกลับเลื่อนมาจับไหล่ไม่ให้ขยับไปไหน ทำให้เขาเริ่มวิตก เพราะตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง

แวมไพร์ก็ยังคงเป็นแวมไพร์วันยังค่ำ...

...ปิศาจยามราตรีที่เหี้ยมโหด และกระหายเลือด...

ไม่เป็นไร...

ความคิดหนึ่งบอกตัวเองก่อนที่มือข้างหนึ่งจะยกขึ้นช้า ๆ

แม้จะเป็นแวมไพร์ แต่ก็ไม่เหมือนแวมไพร์ตนอื่น แม้จะเป็นปิศาจกระหายเลือด แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงคิดว่า ถ้าเป็นอมนุษย์ตนนี้...

ถ้าเป็น ครอส ดี ดีแฟนธ่อม...

เราเชื่อว่า ไม่เป็นไร มือข้างที่ยกขึ้นค่อย ๆ ลูบเรือนผมยาวสีดำอย่างเบามือ และเชื่องช้า รอยยิ้มจาง ๆ เริ่มปรากฏบนใบหน้า

เราคงเป็นบ้าไปแล้วจริง ๆ ที่เลือกอยู่ที่นี่ต่อ

เวลารอบกายเดินผ่านไปอย่างช้า ๆ พร้อมกับความเงียบงันที่โรยตัวลงมา สายลมอ่อนพัดผ่านลอดหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง พัดผ้าที่พันรอบเสาข้างเตียงให้โบกสะบัด เศษใบไม้ และกลีบดอกไม้จากภายนอกปลิวว่อนในอากาศก่อนที่จะร่วงลงมาบนร่างของคนทั้งสอง

จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนาน...ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือน ดวงตาสีฟ้าค่อย ๆ หรี่ลงเรื่อย ๆ พร้อมกับมือที่คอยลูบเส้นผมเริ่มหยุดชะงัก “อย่าลืม...ปลุกผมก็แล้วกัน” เสียงแผ่วเบาเอ่ยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนความอ่อนล้าจะกดทับหนังตาให้ปิดสนิท และพาเซดริกเข้าสู่ห้วงนิทรา

คำพูดนั้นทำให้ครอสหยุดชะงัก และค่อย ๆ ถอนคมเขี้ยวออกจากผิวบริเวณลำคอ มือข้างหนึ่งยกขึ้นเช็ดคราบสีแดงที่ริมฝีปากก่อนที่จะก้มมอง และใช้มือแตะบาดแผลที่หัวไหล่ และหน้าท้อง และพบว่ามันหายสนิท รวมถึงพละกำลังก็กลับคืนมาเกินร้อย

ไม่อยากจะเชื่อแต่ก็คงต้องเชื่อ

แล้วดวงตาสีแดงก็ก้มลงมองใบหน้าหลับพริ้มคนที่นอนอยู่ มือขวาเลื่อนมาปัดเส้นผมสีบลอนด์ที่ปรกใบหน้า ทำให้เห็นว่าหน้าไร้สีเลือดไปจากปกติอยู่โข ความรู้สึกผิดเริ่มโจมตีคนที่เป็นต้นเหตุ แต่ถึงกระนั้นเขาก็อดขำไม่ได้เมื่อเห็นว่าคนที่นอนหลับอยู่มีรอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้า

ครอสเลื่อนมือข้างเดิมมาแตะที่แก้มข้างซ้ายของอีกฝ่าย ก่อนที่จะระบายยิ้มจาง ๆ “ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเลือกทางนี้” เขารำพึงแผ่วเบากับตัวเองก่อนจะโน้มตัวลง และประทับริมฝีปากที่หน้าผากของคนที่นอนอยู่ และค้างอยู่เช่นนั้นนานหลายวินาที

ขอบใจมาก... แล้วแวมไพร์หนุ่มก็ถอยใบหน้ากลับมาพร้อมกับกุมมือข้างหนึ่งของชายหนุ่มผมบลอนด์ไว้ ดวงตาสีแดงประกายกล้า และมุ่งมั่นก่อนที่จะยกมือข้างที่กุมไว้ขึ้นมาในระดับใบหน้า

ในเมื่ออีกฝ่ายเลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อไป...

ริมฝีปากบรรจงจุมพิตที่หลังมือของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา...

ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปเป็นครั้งที่สอง เซดริก เอเลนอฟ

ความคิดเห็น