Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 18 Bad Blood

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.2k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 14:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 18 Bad Blood
แบบอักษร

 

**Chapter 18 Bad Blood 

เวลาผ่านไปอีกสามวัน

เป็นสามวันที่ไม่มีการติดต่อใดๆ จากมิคาเอลอีกเลย ทางมาเรียไม่พูดเขาก็ไม่ได้ใส่ใจจะถาม ตลอดสามวันที่ผ่านมาอคิราห์ให้ความสนใจเพียงแค่การเพิ่มสมรรถภาพร่างกายตนเองเท่านั้น ส่วนเรื่องความรู้สึกแปลกๆ ที่เขาไม่เข้าใจนั่น เด็กหนุ่มเลิกคิดไปตั้งแต่เดินกลับเข้าไปในบ้านแล้ว

หลังจากซิทอัพเซ็ทสุดท้ายครบ อคิราห์ลุกขึ้นไปหยิบน้ำมาดื่มอย่างที่ทำมาตลอดสามวัน ในสามวันนี้เขายังได้พบกับเด็กน้อยที่หายหน้าหายตาไปหลายวันอีกด้วย เย็นวันนั้นหลังจากที่มิคาเอลเดินทางจากไป อคิราห์ก็เดินไปยังสวนสาธารณะแห่งนั้นและได้พบกับเด็กๆ กลุ่มเดิมที่เขาเคยเจอเมื่อตอนที่สถานที่แห่งนี้ยังมีแต่หิมะขาวโพลน เพียงแต่ครั้งนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของผู้ปกครองของเดนิสเช่นเคย อาเธอร์ไม่ปรากฏตัวอีกเลยนับจากวันนั้น

และวันนี้ก็ยังเป็นอีกวันที่อคิราห์เดินทอดน่องไปยังทิศทางเดิม เด็กหนุ่มก็ไม่เข้าใจตัวเองเช่นกันว่าทำไมถึงชอบเดินมาทางนี้นัก เพียงแต่รู้ตัวอีกทีก็มองเห็นเดนิสและเด็กๆ คนอื่นวิ่งกระโดดโหยงเหยงมาหาเขาเสียแล้ว

บางทีนี่อาจจะเป็นช่วงเวลาวัยเด็กที่เขาโหยหาก็เป็นได้...

มองพวกเด็กๆ ที่กำลังยิ้มแย้มอย่างร่าเริง เด็กหนุ่มย้อนคิดไปถึงตัวเองเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก นึกออกเพียงแค่ภาพของป่าฝน เกาะกลางทะเล และก้อนหินที่ถูกลับจนคม เขาหลุดออกจากภวังค์ในตอนที่รับรู้ถึงการมาของคนกลุ่มหนึ่งและแรงดึงที่ชายเสื้อ

“พี่ชายฮะ”

อคิราห์หันไปทางด้านที่คนกลุ่มนั้นเดินเข้ามา เขาลุกขึ้นแล้วมองไปรอบๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้แสดงท่าทางตระหนกใดๆให้เด็กๆที่อยู่ในที่แห่งนี้ตกใจกลัว เขาหันไปมองคนของมิคาเอลที่ก้าวเท้าเข้ามาในเวลาเดียวกันพร้อมกับยกปืนเก็บเสียงขึ้นตั้งใจเล็งไปที่คนมาใหม่ แต่โดนอคิราห์ยกมือขึ้นพร้อมส่งสายตาเยือกเย็นให้ พวกเขาชะงักลง ชั่วขณะนั้นก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองจะหยุดชะงักไปทำไม แต่หน้าที่ก็ยังเป็นหน้าที่ สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการคุ้มครองคนๆนี้ให้ดีที่สุด

“ลด - ปืน - ลง – ซะ” อคิราห์เอ่ยปากพูดอย่างไร้เสียง ส่งสายตากดดันไปให้คนพวกนั้นอย่างต่อเนื่อง เขาไม่อยากให้เด็กๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรเหล่านี้ต้องรู้สึกหวาดกลัว บรรยากาศบางเบาที่พวกเขารับรู้ได้ทำให้กลุ่มคนที่ถูกส่งมาปกป้องเด็กหนุ่มยอมลดปืนลงในที่สุด

เด็กๆมีสีหน้าสับสน กังวลและไม่แน่ใจ กลุ่มคนชุดดำที่อยู่โดยรอบน่ากลัวเกินไปจนทำให้พวกเขาต้องเบียดตัวเข้าหาคนที่ดูพึ่งพิงได้มากที่สุดซึ่งก็คือผู้ใหญ่คนเดียวในกลุ่ม อคิราห์ก้มตัวลงไปบอกให้เด็กๆ ไปอยู่กับคนของมิคาเอลแต่ก็ไม่มีใครยอมห่างจากตัวเขาดังนั้นเขาจึงต้องถอยหลังไปหาคนของมิคาเอลด้วยตัวเอง

สถานการณ์ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดีเมื่ออคิราห์และเด็กๆ เข้ามาอยู่กับกลุ่มคนของเขา แม้ว่ายังคงหวาดระแวงแต่เมื่อมีพี่ชายที่พวกเขารู้จักอยู่แต่ละคนก็คลายความกังวลลง มีคนของอีกฝ่ายเดินเข้ามาสองคน ทั้งคู่หยุดยืนห่างจากพวกเขาไปประมาณสิบก้าว และความรู้สึกตึงเครียดก็มาถึงจุดสิ้นสุด

“คุณอคิราห์ วอลเทอร์ ได้โปรดมากับพวกเราเถอะครับ”

“พวกคุณเป็นใคร”

“มากับผมแล้วคุณก็จะรู้เองครับ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนฉลาด และจากที่สังเกตมาสองสามวัน คุณดูจะสนิทกับเด็กๆ พวกนี้น่าดูนะครับ” ชายที่ดูอายุมากกว่าเอ่ยพูดด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แสนขัดตา

อคิราห์นิ่งเงียบ เขาประมวลผลทุกสิ่งได้ตั้งนานแล้ว คนพวกนี้สอดแนมดูพฤติกรรมของเขาตั้งแต่ที่มิคาเอลไม่อยู่ ไม่ใช่ไม่รู้ว่ามีคนคอยมองแต่เด็กๆ พวกนี้บางคนก็มีฐานะไม่ธรรมดา ย่อมมีผู้คุ้มกันส่วนตัวคอยติดตามดูเช่นกัน การที่เขาคิดว่าสายตาของคนพวกนั้นคือสายตาของเหล่าผู้คุ้มกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

อคิราห์ยังรับรู้ได้ถึงกลุ่มคนที่อยู่รอบๆ ที่แห่งนี้อีกด้วย เด็กหนุ่มพอประเมินได้ว่าเวลานี้เรื่องจำนวนคน พวกเขาไม่สามารถต่อสู้ได้ อีกทั้งตรงนี้ยังมีเด็กอยู่กลุ่มใหญ่ สถานการณ์ยิ่งดูเลวร้ายมากขึ้นเมื่อลิลลี่เด็กหญิงคนแรกที่เขารู้จักมองเห็นพ่อแม่ของตนเองที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล พวกเขามองมาด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ วันนี้พวกเขามารับลูกสาวเร็วกว่าปกติเพราะมีธุระต้องไปทำต่อ ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เด็กน้อยวิ่งออกไปทันทีเมื่อพบเห็นที่พึงที่ตนเองคุ้นเคยกว่า “คุณพ่อ คุณแม่” เด็กหญิงรู้เพียงแต่ว่าพ่อแม่ของเธอมารับแล้วจึงรีบวิ่งออกไปให้ห่างไกลจากคนน่ากลัวพวกนี้ อคิราห์รีบก้าวตัวไปคว้าตัวเธอเอาไว้แต่ไม่ทันการณ์ ตัวเขาโดนลูกน้องคนหนึ่งของมิคาเอลกันเอาไว้ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ยิ่งทำให้เด็กๆ หวาดกลัวยิ่งขึ้น สอดส่ายสายตาหาผู้ปกครองตนเองทันที

อคิราห์ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ เขามองข้ามช่วงแขนที่กำลังบังตัวเขาเอาไว้ไปยังคนสองคนที่ยังยืนอยู่อย่างไม่รู้สึกทุกข์ร้อน “ปล่อยพวกเขาไปแล้วผมจะไปกับคุณ”

ชายที่ดูมีอายุมากกว่ายกยิ้มอีกครั้ง “เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมากครับ”

“คุณจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นครับ คุณอคิราห์” คนที่กันเขาเอาไว้พูดด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน

“แล้วคุณจะทำยังไง”

“พวกเราติดต่อคนให้มาช่วยแล้ว รออีกไม่นานเท่านั้น”

“แล้วก่อนหน้านั้นเด็กพวกนี้จะเป็นยังไง”

“นั่นไม่ใช่ธุระของเราครับ”

อคิราห์แค่นเสียง เขาเคยชินกับเรื่องพวกนี้จนไม่มีอารมณ์แม้แต่จะโต้เถียง บรรยากาศกดดันมาถึงจุดที่ทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งร้องไห้ออกมา

“ฉันต้องไปก่อน ไว้เจอกันใหม่” อคิราห์ก้มลงไปพูดกับเด็กๆที่ยังเสียขวัญแล้วผละตัวออกจากพวกเขา แต่ก็ยังเหลือเด็กน้อยอีกคนที่ยังไม่ยอมปล่อย

“อย่าไปนะฮะ เดี๋ยวคุณอาจะต้องมาช่วยพวกเราแน่” เดนิสกุมชายเสื้อของคนตัวสูงไม่ยอมปล่อย แม้จะเป็นเด็กแต่เดนิสก็เคยเจอประสบการณ์เช่นนี้มาบ้าง

อคิราห์ส่งยิ้มให้เขา รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนมากแม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว เขายกมือขึ้นลูบผมเด็กน้อยแล้วดึงมือของอีกฝ่ายออกอย่างแผ่วเบา เดนิสกัดริมฝีปากอย่างอดทน

“ถอยไปเถอะครับ” เด็กหนุ่มหันไปพูดกับคนที่ยังขวางเขาอยู่

“ไม่ครับ”

“เพียงแค่ออกจากตรงนี้ได้ หลังจากนี้คุณจะจัดการยังไงก็เป็นเรื่องของคุณแล้วครับ” อคิราห์เอ่ยออกมาแผ่วเบา หากยังกดดันกันเองอยู่เช่นนี้ อีกทั้งพวกเขายังเป็นฝ่ายเสียเปรียบเนื่องจากโดนฝ่ายตรงข้ามคุมสถานการณ์เอาไว้ ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ สุดท้ายเขาก็ต้องไปกับคนพวกนั้นอยู่ดี เพียงแต่สถานการณ์อาจย่ำแย่กว่าเดิม

เขาไม่คาดหวังความช่วยเหลือใดๆ จากอาเธอร์ หรือใครก็ตาม ในหัวของเด็กหนุ่มไม่เคยมีความคิดที่จะรอความช่วยเหลือจากใครอยู่แล้ว

ผู้คุ้มกันคนนั้นมีท่าทางลังเลแต่ชายอีกคนที่ยืนเงียบมาตลอดก็กดแขนเขาลง “ผมจะจัดการให้คนดูและเด็กๆ พวกนี้กับพวกคนที่ยืนอยู่ฝั่งนั้น แล้วจะไปช่วยคุณทันทีที่กำลังเสริมมาถึง” ชายคนนั้นมองเห็นแววตามุ่งมั่นไม่หวาดกลัวสิ่งใดของอีกฝ่าย ความรู้สึกปกป้องที่เด็กหนุ่มมีต่อเด็กๆ เหล่านี้แสดงออกมาอย่างชัดเจน แน่นอนว่าหน้าที่ของเขาคือการทำตามคำสั่งของนายท่านแต่ผู้คุ้มกันที่ดีย่อมต้องมีความสามารถในการประเมินสถานการณ์ อีกทั้งเขาก็ยังทำหน้าที่คุ้มครองเด็กหนุ่มคนนี้มาเป็นเดือน ไม่เคยพบเห็นคู่ควงคนไหนของนายท่านที่มีนิสัยประหลาดเช่นนี้มาก่อน แต่เขาก็รู้สึกชื่นชอบนิสัยประหลาดของเด็กหนุ่มพอสมควร

ชายที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหรี่ตาลงก่อนจะหันไปกระซิบกับคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง เด็กหนุ่มเดินตามคนทั้งคู่มาขึ้นรถที่จอดรออยู่ ทั้งสองคนเข้าไปนั่งด้านหน้า รถเคลื่อนที่ออกไปตามท้องถนน ฝ่ายอคิราห์ที่นั่งอยู่ที่เบาะหลังสบตากับชายอีกคนที่นั่งรออยู่นรถด้านข้างเขา เด็กหนุ่มหันไปด้านหลังก็เห็นรถสีดำอีกสองสามคันที่ขับตามมา

ผู้คนบนทางเท้าเริ่มลดลงเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ไกลออกจากตัวเมืองมากขึ้น เมื่อเหลือบสายตาขึ้นมองที่กระจกมองหลังก็เห็นสายตาของผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคนขับมองเขาอยู่เช่นกัน เพียงเสี้ยววินาทีที่เห็นอีกฝ่ายส่งสายตาให้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ที่เบาะหลังข้างๆเขา เด็กหนุ่มก็เคลื่อนไหวร่างกายโดยอัตโนมัติ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวกับเดจาวู เข็มฉีดยาอันใหญ่พุ่งเข้ามาที่ตัวเขา เพียงแต่ครั้งนี้เด็กหนุ่มมีเรี่ยวแรงมากกว่าครั้งนั้นมากนักอีกทั้งคู่ต่อสู้ก็ไม่ได้ฝีมือดีอะไร เขาเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบพลิกข้อมือบิดเข็มฉีดยาเข้าหาลำคออีกฝ่ายแล้วฉีดเข้าไปอย่างแรงจนฝ่ายตรงข้ามสลบไปทันที

โครม!!! 

อคิราห์หันไปทางทิศทางของเสียง รถที่ตามมาคันหลังสุดถูกรถอีกคันที่พุ่งมาอย่างไม่มีที่มาพุ่งกระแทกอัดติดกับกำแพง เหตุการณ์พลิกผัน ชายที่อยู่ด้านหน้ารับรู้ได้ว่าเรื่องราวไม่เป็นไปตามแผน เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหลังตั้งท่าจะจู่โจมเข้ามา เขาจึงหยิบปืนออกมาทันที

อคิราห์เอนตัวหลบกระสุนที่พุ่งมาจากหน้ารถอย่างรวดเร็ว กระสุนเฉี่ยวผิวแก้มจนรู้สึกได้ถึงความร้อน ของเหลวสีแดงสดไหลออกมาตามใบหน้า ไม่รอช้า เด็กหนุ่มรีบปัดวัตถุสีดำออกจากมือของอีกฝ่ายจนหลุดกระเด็น เขาใช้มืออีกข้างรับไว้ได้อย่างเฉียดฉิวแต่ก็โดนคว้าข้อมือเอาไว้ก่อน

ฝั่งตรงข้ามกระชากแขนของเด็กหนุ่มเข้ามาหาแล้วเหวี่ยงหมัดใส่ไม่ยั้ง อคิราห์ยกแขนกันหมัดนั่นเอาไว้ ใช้ความเร็วที่มากกว่าต่อยไปที่หน้าของอีกฝ่ายจนเสียหลัก

เขาอาศัยจังหวะนั้นยกปืนขึ้นเล็ง แต่กลับโดนชายที่กำลังขับรถใช้มือข้างหนึ่งคว้าแขนเอาไว้ เด็กหนุ่มยกมืออีกข้างปัดมือของอีกฝ่ายออกก่อนที่จะยิงลงไปที่ขาของชายคนนั้น

“อ๊ากกก...” ความเจ็บปวดทำให้เขาต้องร้องออกมาเสียงดัง รถชะลอลงเล็กน้อย ส่ายไปมาอย่างน่าหวาดเสียว

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ชายที่พึ่งตั้งหลักได้ใช้หมัดต่อยลงที่ครึ่งจมูกครึ่งปากของเด็กหนุ่มทำให้เขาเสียหลักไปด้านหลัง แขนที่ยังถือปืนอยู่เกี่ยวพนักพิงเบาะหน้าเอาไว้ เป็นโอกาสให้ชายคนนั้นใช้เซฟตี้เบลท์พันรอบแขนของเด็กหนุ่มแล้วพยายามแย่งปืนออกจากมือ

อคิราห์ใช้แขนข้างที่เหลือเข้ารัดคออีกฝ่ายแน่นทำให้ชายคนนั้นต้องปล่อยมือออก เด็กหนุ่มพลิกข้อมือยิงเข้าที่หัวไหล่ ชายคนนั้นปล่อยมือออกจากสายเบลท์ทำให้เขาหลุดออกจากพันธนาการ

คนขับรถเห็นท่าไม่ดีจึงใช้เท้าข้างที่ไม่เจ็บเหยียบเบรคอย่างแรง รถสะบัดไปข้างหนึ่งและพลิกหมุนจนหลังคาไถลไปกับพื้นถนน แรงกระแทกทำให้ปืนหลุดกระเด็นออกไปจากมือ อีกทั้งร่างกายที่กระแทกไปมาตามแรงเหวี่ยงของรถ ร่างกายของเด็กหนุ่มบอบช้ำจากแรงกระแทก ศีรษะที่อาบเลือดไม่ได้ส่งผลต่อความรู้สึกใดๆ ของเด็กหนุ่มนัก ทันทีที่รถหยุดนิ่งกับที่ เขารีบเปิดประตูดันตัวออกไปแล้วพุ่งไปยังซอยแคบๆ ระหว่างตึกทันที

ท้องฟ้าด้านบนมืดมิดลงแล้ว กระสุนสามนัดพุ่งเฉียดตัวของเขาไปแต่เด็กหนุ่มก็ไม่สามารถหลบไปได้หมด ลูกกระสุนหนึ่งนัดพุ่งเจาะเข้าไปยังบ่าด้านซ้ายจากด้านหลัง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเร็วของเด็กหนุ่มลดลง พื้นที่นี้ไม่ใช่ที่ๆ เขาคุ้นเคย เขาเลี้ยวเลาะไปยังทางอื่นๆ ไม่คิดจะโผล่ไปยังถนนอีกฟากเพราะเขารู้สึกมั่นใจเป็นอย่างมากว่ารถอีกคันจะต้องรอดักอยู่ที่ถนนฝั่งนั้น พวกมันกำลังต้อนเขาให้จนมุม

อคิราห์ยังไม่ยอมออกไปที่ถนนใหญ่ ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเขาจึงชะลอความเร็วลง หยุดยืนนิ่งกับที่ หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอพยายามทำสมาธิแล้วก้าวอย่างแผ่วเบาไปยังซอกผนังเล็กแคบพอให้คนคนหนึ่งแทรกตัวเข้าไปเท่านั้น

เสียงฝีเท้าของคนสองคนค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มีคนหนึ่งที่เดินลากเท้า ย่อมเป็นคนที่ไปรับเขามาคนนั้น เด็กหนุ่มยืนรออย่างใจเย็น

คนทั้งคู่ย่างก้าวอย่างช้าๆ ใกล้เข้ามายังจุดที่เขากำลังหลบซ่อนอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งปลายกระบอกปืนของอีกฝ่ายเลยจากบริเวณที่เขากำลังซ่อนตัวออกไปเพียงเล็กน้อย เด็กหนุ่มตัดสินใจพุ่งตัวออกไปคว้าแขนข้างนั้นหักกระแทกลงกับหัวเข่าทันที เป็นเวลาเดียวกันที่ชายอีกคนเล็งยิงมายังเขา

อคิราห์หลบกระสุนอย่างรวดเร็ว คว้าปืนที่หลุดร่วงออกจากมืออีกฝ่ายแล้วบิดแขนชายคนนั้นไปด้านหลังใช้ตัวของชายผู้โชคร้ายบังกระสุนเอาไว้ เกิดเสียงดังกึกก้องไปทั้งตรอกแคบๆ แห่งนี้ ทั้งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดผสมด้วยเสียงปืนอีกไม่นานก็คงจะมีคนแห่กันมา แต่คนที่จะแย่ก็คงจะเป็นเขาอย่างแน่นอน เขาจ่อปืนไปที่ลำคอหนาแล้วพาเดินไปข้างหน้า ทำให้ชายอีกคนถอยหลังออกไป “ทำไมถึงต้องการตัวผม เจ้านายของพวกคุณเป็นใคร”

“ฉันเป็นคนของตระกูลโอดิเลีย ได้ยินแล้วก็รีบปล่อยสิวะ” ชายคนนั้นพูดพลางหอบหายใจ ความกลัวแล่นริ้วเข้ามาในจิตใจ เขาใช้มืออีกข้างกดบาดแผลที่ต้นขาแน่น

‘ก็ไหนข้อมูลบอกว่าเป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ ไม่ใช่รึไง แล้วนี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

“เจ้านายพวกคุณต้องการอะไรจากผม”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันมีหน้าที่แค่มาเอาตัวแกไปแค่นั้น” เมื่อเด็กหนุ่มไม่มีทีท่าว่าจะขยับร่างกายเขาจึงพูดต่อ “ต่อให้ฆ่าฉัน แกก็ไม่มีทางรอดออกไปได้ คนของพวกฉันกำลังมา คิดว่าคนไม่ถึงหยิบมือแค่นั้นจะมาช่วยแกได้ ฝันอยู่รึเปล่...”

“พล่ามจบแล้วรึยังครับ” เด็กหนุ่มที่เงียบไปนานเริ่มพูดขึ้นทำให้อีกฝ่ายชะงักไป

“...”

“ผมคิดว่าคุณควรจะเงียบได้แล้ว” เขาผลักชายคนนั้นไปด้านหน้าจนสุดแขน ปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มทำให้คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามพยายามหาจุดเล็งปืนมายังเขาแต่ไม่มีมุมไหนที่สามารถยิงได้ ชายที่กำลังโดนจับตัวอยู่ทำสีหน้าไม่เข้าใจก่อนความเจ็บปวดจะแล่นมาจากกระดูกกรามด้านหลัง

อคิราห์จ่อยิงที่กรามของอีกฝ่ายจนคางบิดไปอีกด้านด้วยแรงกระแทก และยังยิงซ้ำลงไปที่ข้อพับขาทั้งสองข้างทำให้ต้องทรุดตัวลงไปด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องทรมานเปล่งออกมาจากในลำคอ เขาทำได้แค่ประคองใบหน้าส่วนล่างที่ห้อยลงมาเอาไว้เท่านั้น

ชายคนนั้นทรุดตัวลงเกลือกกลิ้งลงไปกับพื้น เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายสาดกระสุนมา อคิราห์ม้วนตัวหลบกระสุนได้ทั้งหมด พุ่งตัวเข้าไปตวัดขาใส่อีกฝ่ายจนล้มลงกับพื้น เด็กหนุ่มกดร่างนั่นเอาไว้พร้อมจ่อปลายกระบอกปืนลงบนหน้าผาก

“เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งยิง” เมื่อเห็นเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้มีทีท่าอื่นใดอีกเขาก็พูดต่อ “ผมแค่ทำตามคำสั่ง ผมมีครอบครัว ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะ” เมื่อพูดจบก็ให้รู้สึกโล่งใจเมื่ออีกฝ่ายยอมถอยออกไป เขาได้แต่ลอบยิ้มในใจ ไว้อาลัยให้กับความโง่เขลาของคนตรงหน้า ชายคนนั้นกระชับปืนในมืออีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนขึ้นแล้วหมุนตัวออกหากแต่ไม่ทันคาดคิด เด็กหนุ่มกลับเบนสายตากลับมาจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขา สายตาของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกหนาวสะท้านไปร่างกาย นี่เป็นสายตาที่เด็กธรรมดาไม่ควรมีไม่ใช่รึไง

ปัง ปัง ปัง 

อคิราห์เหนี่ยวไกปืนอย่างว่องไวถึงสามนัด เจาะผ่านข้อมือและหัวเข่าทั้งสองข้างของชายหนุ่มอย่างแม่นยำ ในขณะนี้ชายคนนั้นยังหาเสียงของตัวเองไม่เจอด้วยซ้ำ ความกลัวเริ่มเข้าเกาะกินจิตใจเมื่อคนตรงหน้าคุกเข่าคงหยิบวัตถุสีดำมะเมื่อมในมือที่กระตุกเกร็ง เสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนอีกฝ่ายจะจากไปให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นร่างกายเริ่มสั่นเกร็ง

“ผมไม่ชอบ พวกลอบกัด”

 

อคิราห์วิ่งย้อนกลับมาทางเดิม เขาใช่เส้นทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงจุดที่พึ่งเกิดการปะทะเมื่อครู่ให้มากที่สุด เสียงที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้คนแห่มายังจุดนั้นได้ เด็กหนุ่มเริ่มหายใจติดขัด เหงื่อไหลจากขมับมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งรอยเลือดและหยาดเหงื่อผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก รอยกระสุนที่บ่าด้านหลังเพียงทำให้รู้สึกปวดระบมเท่านั้นหากแต่เลือดที่ไหลออกมาจากทั้งจุดนั้นและศีรษะกำลังจะทำให้เขาหมดสติ

อคิราห์กัดฟันรวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมด เขาเหน็บปืนทั้งสองกระบอกไว้ข้างเอวแล้วกระโดดปีนข้ามรั้วเหล็กสูงออกไปยังตรอกอีกฝั่ง ปลายทางมองเห็นไฟถนนสว่างจ้า เด็กหนุ่มโยนปืนเปล่าทิ้งในถังขยะใกล้ๆ แล้วเดินตรงไปที่ทางออก เขาแนบตัวชิดกำแพงมองออกไปยังจุดที่ห่างไกลออกไป ชายฉกรรจ์สองคนกำลังพยุงคนๆ หนึ่งอยู่ไม่ไกลจากรถที่พลิกคว่ำอยู่ริมถนน ของเหลวสีแดงไหลลงมายังเปลือกตา เด็กหนุ่มเช็ดมันออกอย่างลวกๆ ก่อนที่จะเดินก้มหน้าออกจากซอยไปในทางตรงกันข้ามกับคนพวกนั้น บนถนนมีรถขับสวนทางไปแค่คันสองคัน แสงไฟจากพาหนะที่แวบผ่านหางตายิ่งทำให้รู้สึกวิงเวียนมากยิ่งขึ้น อคิราห์พยายามครองสติ สังเกตสิ่งต่างๆ รอบกาย

มอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์คันใหญ่ขับผ่านผ่านไป แต่เสียงเครื่องยนต์กลับไม่ได้หายไปในทันที มันกลับวนย้อนมาทางเขาทำให้ต้องยกมือขึ้นกระชับปืนข้างเอว

“โทษครับ คุณเป็นอะไรรึเปล่า เลือดออกเยอะมากเลยนี่ ข้างหน้าเหมือนจะมีอุบัติเหตุ คุณ...เฮ้!” เขาเพียงแค่ขับรถผ่านมาแต่ดันเหลือบเห็นเด็กอายุไล่เลี่ยกันที่ศีรษะโชกไปด้วยเลือดซะก่อน ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งมองเห็นสภาพเด็กคนนั้นชัดขึ้น ถึงจะดูสะบักสะบอมขนาดนี้แต่อีกฝ่ายกลับหันมามองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเท่านั้น จู่ๆเด็กคนนั้นก็ยกปืนขึ้นมาจ่อที่หน้ากันซะอย่างนั้น นี่มันบ้าอะไรวะเนี่ย!

“ผมไม่อยากทำร้ายคุณ ลงจากรถแล้วถอยออกไป” เด็กหนุ่มไม่มีทางเลือก เขาเห็นว่าคนกลุ่มนั้นเริ่มมองมาทางนี้และดูเหมือนว่าชายคนนั้นจะมองเห็นเขาเข้าแล้ว

“เฮ้ย ใจเย็น ลงเดี๋ยวนี้แหละ แม่ง ซวยชิบ” เขาหันไปสบถพร้อมยกมือขึ้นทั้งสองข้าง

“ขอโทษครับ” พูดจบเด็กหนุ่มก็กระโดดขึ้นรถแล้วบิดคันเร่งออกไปทันที

________________________________ 

Talk 

แต่งไปแต่งมา..นี่มันนิยายรอบโลกนี่นา ไปจะทุกทวีปอยู่ละ 

Crystals** 

ความคิดเห็น