Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 18th Bond : พลาดท่า

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 150

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2562 22:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
18th Bond : พลาดท่า
แบบอักษร

18th Bond : พลาดท่า

ครืด...

ประตูเหล็กบานเล็กเลื่อนเปิดอัตโนมัติเมื่อร่างสูงของชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าควัน และบางแห่งก็ขาดเล็กน้อยและมีคราบเลือดจาง ๆ แผ่นอกขยับขึ้นลงรัวเร็วเพราะหอบหายใจหนักเนื่องจากผ่านการวิ่งมานานพอสมควร

เซดริกสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ครั้งหนึ่งเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยก่อนจะก้าวผ่านช่องว่างที่ประตูเปิดทางให้ เขาพยายามเปลี่ยนสีให้เป็นปกติแม้จะรู้ดีว่าบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นทำพิษพอดู แต่เขาไม่อยากจะทำให้คนที่รออยู่เป็นห่วง เขาก้าวช้า ๆ ผ่านสวนหน้าคฤหาสน์จนกระทั่งถึงประตูไม้บานใหญ่

ชายหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นผลักบานประตูเบื้องหน้าให้เปิดออก ทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างใน ร่างเล็กร่างหนึ่งก็ถลันมาหาอย่างรวดเร็วพร้อมกับจับมือของเขาไว้ “ท่านเซดริก!! พวกเรากำลังจาออกไปตามหาท่านพอดีเลย” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนรนพูดอย่างร้อนรน

เซดริกขยับยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับลูน่า” เขาตอบแม้จะรู้ว่ามันค่อนข้างจะไม่เข้ากับสภาพของเขาตอนนี้ก็ตามที

“กระผมเห็นข่าว” พ่อบ้านชราว่าเสียงเครียด “มีก่อการร้ายวางระเบิดในเมืองใช่ไหมขอรับ?”

อีกฝ่ายพยักหน้ารับเบา ๆ “ใช่” เขาตอบ “แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายธรรมดา ๆ นะ” แม้จะไม่เอ่ยอะไรต่อ แต่เขาก็เชื่อว่าเอเกิลรู้ว่า กลุ่มคน   ที่แท้จริงที่เป็นตัวการนั้นคือใคร

พวกเลือดผสมอย่างไม่ต้องสงสัย

"พอเห็นข่าวพวกเราก็ตกใจมากเลยค่ะ ยิ่งนึกขึ้นได้ว่าท่านเซดริกยุในเมือง ยิ่งทำให้ฉานกับท่านเอเกิลเป็นห่วงท่านมาก” ลูน่าเอ่ยก่อนที่ดวงตาสีชมพูเข้มจะเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเพิ่งได้พิจารณาสภาพของชายหนุ่มผมบลอนด์อย่างจริง ๆ จัง ๆ “ท่านบาดเจ็บ**!!”**

เซดริกรีบเอามือปิดแผลบริเวณท่อนแขนล่างข้างซ้ายก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ แผลแค่นี้เอง” เขาตอบอย่างขอไปที “เดี๋ยวผมทำเอ...”

ตึก...

เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาหยุดชะงักคำพูดของเขา เซดริกหันไปมองทางต้นเสียงก็พบว่าร่างสูงสง่าของชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำกำลังเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทีเร่งร้อน เพราะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้างล่าง

แต่สิ่งที่เขาเห็น คือสีหน้าของเจ้าของคฤหาสน์ที่แปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย

ความเงียบก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ และโรยตัวลงรอบพวกเขาจนลูน่าและเอเกิลสังเกตได้ สาวใช้มองใบหน้าของเจ้านาย และชายหนุ่มผมบลอนด์ที่จ้องหน้าจ้องตาไม่กะพริบสลับกันไปมาอย่างงงงวย ส่วนพ่อบ้านชราก็ปั้นสีหน้าไม่ถูก

“ผม...ขอตัวก่อนนะครับ” แล้วเซดริกก็เป็นคนทำลายความเงียบนั้น และเดินขึ้นบันไดผ่านครอสไปโดยไม่แม้แต่จะหันมอง การไม่พูดด้วยไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเมินเฉยโดยสิ้นเชิงนี่สิ...

เมื่อคนผมบลอนด์เดินผ่าน ครอสก็ไม่หันมามองเช่นกัน แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้บางอย่างทำให้เขาเผลอจับต้นแขนซ้ายของอีกฝ่าย

ความรู้สึกนี่...

เซดริกหันกลับมามองด้วยความแปลกใจด้วยสีหน้าที่ยังคงเรียบเฉย และเมื่อเห็นสายตาคมมองมาที่บาดแผลที่แขนซ้าย เขาก็รีบเอามือปิด ส่วนอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยแต่โดยดี ดวงตาสีฟ้าหลบสายตาของอีกฝ่ายก่อนจะเดินขึ้นบันไดต่อไป

“อย่าลืมทำแผลล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างราบเรียบ แม้จะฟังแล้วไร้ความรู้สึก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงอยู่ลึก ๆ

เซดริกชะงักเล็กน้อย “ไม่ต้องบอกก็รู้” เขาตอบกลับเบา ๆ และเดินต่อ

ครอสหันไปมองแผ่นหลังเล็กหายลับไปจากราวบันไดอย่างเหม่อลอย แค่แผลเล็ก ๆ น้อย ๆ คงไม่เป็นไรมาก แต่... แล้วความคิดก็หยุดลงเมื่อได้ยินเสียงปิดประตูห้องดังขึ้น เขาจึงหันไปหาคนรับใช้ทั้งสองที่ยืนนิ่งมาตั้งแต่เมื่อครู่

“มีเรียกตัวด่วนเพราะการโจมตีในเมือง ฝากดูแลที่นี่ด้วย” เขาเอ่ยกับทั้งสองขณะเดินลงจากบันได

“เจ้าค่ะนายท่าน แต่นายท่านเจ้าคะ...” ลูน่าพูดด้วยความเป็นห่วง และมองไปยังทิศทางทีห้องของคนที่เอ่ยถึงตั้งอยู่ “...ดูเหมือนว่าท่านเซดริกจะอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยนะเจ้าคะ”

“ใช่ และน่าจะอยู่ใกล้ตัวก่อเหตุด้วย”  ครอสตอบแม้ว่าประโยคสุดท้ายจะพูดกับตัวเองก็ตามที ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงบาดแผลที่เห็นเมื่อครู่ “ยังไงก็ไปทำแผลให้เขาหน่อยก็แล้วกัน ถึงจะไม่ยอมให้ทำให้ก็เถอะ”

“เจ้าค่ะ” ลูน่ารับคำอย่างนอบน้อม และก่อนที่ผู้เป็นเจ้านายเร่งรีบจากไป     เอเกิลก็ถามขึ้นเสียก่อน

“แล้วต่อไปนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปขอรับนายท่าน”

แวมไพร์หนุ่มนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะเหม่อมองไปที่ท้องฟ้าสีหม่นนอกหน้าต่าง ดวงตาฉายแววเคร่งเครียดเมื่อนึกถึงอนาคตข้างหน้า “ไม่แน่...อาจจะเกิดการปะทะกันตรง ๆ ขึ้นมาจริง ๆ”

###

“อูย...เจ็บ ๆ” ใบหน้าคมคายเหยเกเล็กน้อยด้วยความเจ็บปวดเมื่อใช้สำลีชุบแอลกอฮอลล์เช็ดรอบปากแผลที่แขนซ้าย เบื้องหน้าเขาตอนนี้มีกล่องปฐมพยาบาลที่เปิดอยู่ และมีสำลี ผ้าก็อช และยาใส่แผลวางอยู่นอกกล่อง นัยน์ตาสีฟ้ามองแผลตัวเองอย่างรำคาญใจ

“มีแผลเพิ่มขึ้นทุกวันเลยแฮะ” ถึงปากจะบ่นพึมพำ แต่มือก็ค่อย ๆ เช็ดรอบปากแผล แม้จะมีหลายครั้งที่สะดุ้งเพราะมีอไม่นิ่งพอจนเผลอไปโดนแผลเข้า

ก๊อก ก๊อก...

เซดริกหันไปทางต้นเสียงด้วยความสงสัย แต่ไม่ทันได้เอ่ยอะไร ประตูห้องก็เปิดออกก่อนที่ร่างเล็กของสาวใช้จะเดินเข้ามาพร้อมกับถาดใส่แก้วน้ำ และเหยือกที่มีน้ำเต็ม ใบหน้าน่ารักยิ้มแห้ง ๆ ด้วยความเกรงใจเพราะไม่ได้รอให้เจ้าของห้องอนุญาตเสียก่อน “ขอโทษเจ้าค่ะ” เธอว่าเบา ๆ

“ไม่เป็นไรครับลูน่า” ชายหนุ่มตอบยิ้ม ๆ

“ฉานเอาน้ำมาให้ค่ะ” อีกฝ่ายตอบขณะเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะวางถาดเงินลงบนโต๊ะเล็ก ๆ ข้างเตียง “แล้วก็...มาทำแผลให้ด้วยค่ะ”

เซดริกโบกมือข้างที่ถือสำลีไปมาพร้อมกับส่ายหน้า “ไม่เป็นไรครับ ผมทำเองได้” เขาปฏิเสธเสียงนิ่ม “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ แผลแค่นี้เอง”

ลูน่าทำหน้าบึ้งเล็กน้อย แต่แทนที่เธอจะเดินออกไป เธอกลับเข้ามาใกล้มากกว่าเดิม และนั่งลงบนเตียงข้าง ๆ ขายหนุ่ม “ไม่ได้หรอกค่ะ นายท่านสั่งมา” เธอตอบเสียงแข็งก่อนจะยื่นมือขวาออกมา

“เขาสั่งมาเหรอครับ?” เซดริกถามเสียงเบาหวิว

หญิงสาวพยักหน้ารับ “ค่ะ เพราะฉานั้นอย่าทำให้ฉานต้องผิดคำสั่งเลยนาคะ” เธอว่าด้วยน้ำเสียงจริงจังที่ไม่ค่อยเข้ากับใบหน้าเธอสักเท่าไหร่ ทำให้เซดริกที่ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายจริงจังขนาดนี้มาก่อนก็อดใจอ่อนไม่ได้

ลูน่ายิ้มกว้างรับก่อนจะจับท่อนแขนซ้ายของชายหนุ่มอย่างเบามือ เธอยื่นมือเล็กไว้เหนือปากแผลพร้อมกับหรี่ดวงตาสีชมพูเข้มลงเล็กน้อย ริมฝีปากเริ่มท่องคาถาอย่างแผ่วเบา

ไม่นานนักก็เกิดแสงสีขาวนวลขึ้นที่ช่องว่างระหว่างมือของเธอกับปากแผล ความรู้สึกเย็นวาบในตอนแรกทำให้คนบาดเจ็บมุ่ยหน้าเล็กน้อย แต่ ความอบอุ่นที่เข้ามาแทนที่ในภายหลังทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย

“เรียบร้อย” ลูน่าเอ่ยอย่างยิ้มแย้มก่อนจะปล่อยแขนของชายหนุ่ม “แผลปิดสนิทแลเว อาดมีแผลเป็นบ้าง แต่ถ้าไม่ซังเกตก็ไม่เห็นแน่นอนค่ะ”

เซดริกมองบริเวณที่เคยมีแผลด้วยความอัศจรรย์ใจ เพราะเขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย “ขอบคุณมากเลยครับลูน่า” เขาพูดก่อนจะเก็บอุปกรณ์ทำแผลเข้ากล่องปฐมพยาบาลตามเดิม

จะว่าไปตอนนั้นที่เขาทำแผลให้ ก็ไม่ได้เนียนขนาดนี้นี่นา...

หญิงสาวที่พอเดาท่าทางก็ตอบความคิดให้ “ฉานว่าเป็นเพราะนายท่านไม่ถนัดเวทย์รักษานาค่ะ”

มือที่ปิดฝากล่องพยาบาลอยู่ชะงักเล็กน้อยก่อนที่เซดริกจะหันมามองอีกฝ่าย “งั้น...เหรอครับ” เขาตอบเสียงเบาพลางยิ้มจาง ๆ และอดคิดไม่ได้

เราอ่านง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ?

ใบหน้าน่ารักหมองลงเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น เธอเอื้อมมือมาแตะหลังมือของอีกฝ่ายโดยไม่มองหน้า “ทะเลาะกับนายท่านเหรอคะ?” เธอถามเสียงเบา แต่เธอก็ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จึงเงยหน้าขึ้น ทำให้เห็นว่าชายหนุ่มก็ก้มหน้าอยู่เช่นกัน “ไม่ชอบเลยค่ะ...ทั้งนายท่าน ทั้งท่านเซดริกที่เป็นแบบนี้”

“...”

“มีอะไรก็คุยกันสิคะ ฉานอยากให้นายท่านกับท่านเซดริกคืนดีกันนะ เพราะ...” แล้วสองมือเล็กก็เอื้อมไปจับใบหน้าของอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้น ทำให้เธอได้เห็นดวงตาสีฟ้าที่สั่นระริก “...สำหรับฉานแล้ว ท่านทั้งสองเป็นคนสำคัญ พอเห็นคนสำคัญเป็นแบบนี้....ฉานไม่สบายใจเลยค่ะ”

เซดริกมองใบหน้าของหญิงสาวที่ดูเหมือนจวนจะร้องไห้เต็มที่ ดวงตาสีชมพูเข้มที่จริงใจ และอ่อนโยนนั้นทำให้กำแพงความโกรธในใจเริ่มมีรอยร้าว เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณครับลูน่า”

ลูน่าค่อย ๆ ลดมือลงพร้อมกับยิ้มกว้าง “อย่าลืมลงไปรับมื้อเย็นนะคะ” เธอว่า “ตอนนี้ห้องอาหารว่างมากเลยเจ้าค่ะ เพราะนายท่านก็ไม่อยู่...”

“ครอสไม่อยู่เหรอครับ?”

“ค่ะ เพราะเหตุการณ์ในเมืองเลยต้องรีบไปจัดการ” หญิงสาวตอบด้วยใบหน้ากังวล “ฉานไม่แน่ใจเลยว่านายท่านจะได้กลับมาตอนไหน คราวก่อนนานสุดก็เป็นสาปดาเลย”

"งั้นเหรอครับ” อีกฝ่ายรับคำเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองสร้อยคอแห่งแอริสซิสที่ถอดวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง “คงจะวุ่นวายทีเดียว”

“ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนาคะ...ฉานป็นห่วงนายท่านจัง” เสียงเล็กพึมพำเบา ๆ และนิ่งไปสักพักก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีงานต้องทำต่อ จึงเอ่ยลาเจ้าของห้อง “ขอตัวก่อนนะคะ”

“ครับ” เซดริกรับคำ แล้วร่างของสาวใช้ก็หายลับไปหลังประตูห้อง เมื่อได้อยู่คนเดียว ใบหน้าที่ยิ้มแย้มในตอนแรกก็เริ่มหม่นลง

“ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนะเจ้าคะ...ฉานเป็นห่วงนายท่านจัง”

“ผมก็เหมือนกัน...”

###

หลังจากเหตุการณ์ระเบิดในเมืองได้สามวัน ก็เกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนี้ในประเทศอื่น แต่ไม่ใช่ในเมืองอีกต่อไป กลับเป็นสถานที่สำคัญ ๆ ของประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือโบราณสถานที่มีความสำคัญในสายตาของคนภายนอกมองนี่เป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติกลุ่มใหม่ แต่คนกลุ่มหนึ่งรู้ดีว่าไม่ใช่ฝีมือของผู้ก่อการร้ายทั่วไป

เพราะสถานที่ที่เกิดการระเบิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นหอไอเฟลในฝรั่งเศส ปราสาทนอชวานชไตน์ในเยอรมัน พีระมิดกิซาในอียิปต์ หรือหอนาฬิกาบิ๊กเบนในอังกฤษ ล้วนเป็นศูนย์กลางการรวมตัวแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ของประเทศนั้น ๆ

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าต้องเป็นการกระทำของพวกแวมไพร์เลือดผสมอย่างแน่นอน!!

“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น!!?” แวมไพร์หนุ่มคนหนึ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ตะโกนใส่ไมค์ข้างหูอย่างโกรธเกรี้ยว หน้าจอสี่เหลี่ยมเบื้องหน้าหลายจอฉายภาพของสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการรวมตัวในประเทศอื่น ๆ เกิดเพลิงไหม้

“ก...เกิดเหตุร....เบิด...ไม่ทราบ...ส...เห...ตุขอ...รับ” เสียงตามสายที่ขาด ๆ หาย ๆ ทำให้คนฟังปลายสายเกิดอาการหงุดหงิดจนแทบอยากจะเขวี้ยงไมค์ทิ้ง

“ไม่รู้สาเหตุได้ไงวะ!”

“ร...เรื่อง นั้...” แล้วเสียงก็ขาดหายไปเหลือเพียงเสียงซ่า ๆ เหมือนถูกคลื่นรบกวนทำให้ไม่ได้ยินประโยคที่เหลือ ชายหนุ่มจึงถอดไมค์ที่รอบคอออกก่อนจะหันมาบอกกับชายอีกสามคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา และที่เหลืออีกเกือบสิบที่นั่งอยู่ที่โต๊ะประชุม

“สัญญาณหายไปแล้วขอรับ” เขาพูดด้วยความเป็นกังวล “ดูเหมือนว่าเจ้าพวกนั้นมันจะไล่ระเบิดเป็นที่ ๆ เป็นลูกโซ่ ไม่มีทิศทางแน่นอน ทำให้ไม่รู้ว่าที่นี่จะโดนเมื่อไหร่”

ทุกคนในที่ประชุมมีสีหน้าเคร่งเครียด

ต่างมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ภาพโฮโลแกรมที่ฉายขึ้นในอากาศอย่างตึงเครียด เพราะไม่มีใครนึกว่าหลังจากการจับกุมตัวเลือดผสมได้เกือบครึ่งร้อยเมื่อสามวันก่อน เจ้าพวกนั้นจะเริ่มการโจมตีครั้งใหม่ได้เร็วขนาดนี้ แถมไม่ใช่แค่ในโรมาเนียอีกด้วย...

“ในโรมาเนียไม่มีทางหรอก” ชายวัยกลางคน ๆ หนึ่งในชุดสูทเอ่ยขึ้น คำพูดนั้นเหมือนจะย้ำความมั่นใจให้กับตัวเองมากกว่าตอบอีกฝ่าย “ถึงจะเกิดระเบิด แต่พวกเราก็ควบคุมได้....”

ตูม**!!!**

พูดไม่ทันขาดคำ!!

“ระเบิดเรอะ!” แวมไพร์ริมหน้าต่างผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่าง จึงได้เห็นควันสีเทาเข้ม และแสงแปลบปลาบสีส้มพวยพุ่งออกมาจากชั้นล่างของอาคาร

ตึง!

“แย่แล้วขอรับท่าน!!” ประตูห้องประชุมเปิดผลัวะออกอย่างรวดเร็วตามด้วยร่างของวัยรุ่นชายคนหนึ่งที่ขมุกขมอมไปด้วยเขม่าควัน ใบหน้าขาวซีดนั้นมีร่องรอยโดนสะเก็ดระเบิด และเขม่าควันเล็กน้อย ร่างของเขาหอบหายใจหนักด้วยความเหนื่อย “พวก...พวกเลือดผสมขอรับ! พวกนั้นบุกเข้ามาแล้ว!!”

“อะไรนะ!!!” ทั้งห้องประชุมลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจพร้อมกัน

“บ้าน่า พวกนั้นฝ่าระบบรักษาความปลอดภัยมาได้ไง!”

“มีใครสลายเวทย์งั้นเรอะ!?”

“เจ้าพวกนั้นไม่ได้มีพลังขนาดนั้นหรอกนะ!!”

ปึง!

เสียงทุบโต๊ะของใครคนหนึ่งทำให้ทั้งห้องเงียบกริบก่อนจะหันมามองคนสร้างเสียงที่หัวโต๊ะเป็นตาเดียว เขาเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่ในวัยกลางคน ใบหน้ากร้านแดด และแผลเป็นลากยาวตั้งแต่โหนกแก้มขวาจนถึงคางทำให้เขาดูภูมิฐาน และดูเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าแวมไพร์ผู้นี้สามารถตั้งสติได้เร็วกว่าใคร

“อย่ามัวแต่โทษระบบความปลอดภัยเลย” เขาเอ่ยเสียงเรียบแต่ดังก้อง “ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสู้เจ้าพวกเลือดผสม ให้พวกมันได้รู้ว่าเราไม่ได้ดีแต่นั่งสบายไปวัน ๆ”

“ข้าเห็นด้วย” ใครอีกคนหนึ่งเอ่ยสำทับ และก้าวออกมายืนข้างหน้าเคียงข้าง “ถึงเวลาที่พวกเราต้องกางเขี้ยวเล็บให้เจ้าพวกนั้นรู้เสียบ้างว่า ใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่ากัน!”

เพียงแค่นั้น ความรู้สึกฮึกเหิมก็เริ่มกลับมา สัญชาตญาณดิบในตัวที่หลับใหลมานานของเหล่าแวมไพร์ในที่นั้นก็ถูกปลุกขึ้น ต่างเริ่มแสยะยิ้มพร้อมกับเขี้ยวสีขาวที่งอกยาวขึ้นที่มุมปาก “นั่นสินะ” เสียงห้าวของแวมไพร์ตนหนึ่งดังขึ้นก่อนที่ร่างของเขาจะค่อย ๆ บิดเบี้ยว “เขี้ยวข้าชักจะทื่อไปหน่อย คงต้องถึงเวลาลับแล้ว!”

สิ้นคำ ร่างนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นควันสีดำ และพุ่งออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะกลายเป็นค้างคาวสีดำขนาดยักษ์!!

ที่เหลือก็ไม่ต่างกัน พวกเขากลายร่างเป็นสัตว์จำแลงที่คุ้นเคย และพุ่งออกไปนอกหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ลมกรรโชกแรงโบกพัดจนกระจกหน้าต่างแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนกระทั่งในห้องนั้นเหลือเพียงชายคนแรกที่พูดปลุกใจ และอีกคนหนึ่งที่พูดต่อจากนั้น

“ท่านคิดว่าอย่างไรท่านพลอฟ?” ร่างเล็กกว่าถามอย่างไม่วางใจ

“...” ร่างใหญ่กำยำนิ่งคิดไปพักหนึ่ง ดวงตาสีแดงหรี่เล็กลงขณะมองไปที่ควันที่พวยพุ่งออกมาเรื่อย ๆ “ข้าคิดว่า...ฝั่งเรานี่แหละที่มีหนอน”

“ข้าก็คิดเช่นนั้น” อีกฝ่ายเห็นด้วย ก่อนจะก้าวไปที่หน้าต่างอันแตกละเอียด “ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร แต่ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องที่นี่ ซึ่งก็คงไม่ลำบากเท่าใดนัก เพราะแวมไพร์ที่นี่ต่างแข็งแกร่งกันทั้งนั้น”

“ไม่เสมอไปหรอก” พลอฟค้านเสียงเรียบ ทำให้อีกฝ่ายหันขวับมามองด้วยความแปลกใจ “แม้พวกเราจะแข็งแกร่งกว่า แต่อย่าลืมว่าแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ที่เพิ่งใช้พลังเป็นก็มีอยู่มาก และยังไม่เคยผ่านสมรภูมิรบมาก่อน

“แม้ว่าสัญชาตญาณดิบในการต่อสู้จะมีมาแต่กำเนิด แต่ประสบการณ์ในการต่อสู้ก็ยังมีน้อยกว่าเจ้าพวกนั้นที่ต่อสู้มานาน ยิ่งคราวนี้ที่ดูเหมือนพวกเลือดผสมจะเอาจริงกว่าครั้งไหน ๆ” เขาหันไปมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่ฉายภาพชายหนุ่มคนหนึ่งที่หยุดอยู่หน้าทางเข้าของอาคาร

“คงต้องฝากเขาแล้วล่ะ”

สิ้นคำ ร่างของเขาก็เริ่มกลายเป็นควัน และหายไปจากที่ตรงนั้น ก่อนที่จะเกิดลมกรรโชกรุนแรงพัดวูบหนึ่ง แล้วร่างของค้างคาวสีดำยักษ์ก็ปรากฏขึ้นที่ท้องฟ้ายามราตรี

ภาพในหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ชายคนนั้นดูอยู่เมื่อครู่ ปรากฏภาพของแวมไพร์หนุ่มตนหนึ่งในชุดรัดกุมสีดำสนิท เรือนผมสีดำสนิทพัดปลิวตามแรงลมยามค่ำคืน รอบกายของเขานั้นรายล้อมด้วยกลุ่มคนมากกว่าสิบ บ้างถือดาบบ้างถือปืนเล็งมาที่ร่างสูงกลางวงล้อมเป็นจุดเดียว

แวมไพร์ตนนั้นแสยะยิ้มเล็กน้อยก่อนจะค่อย ๆ ชักดาบของตนออกมา และสะบัดเพียงครั้งเดียว หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้เลยนอกจากของเหลวสีแดงเข้ม

###

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน...

ลานกว้างที่เคยเงียบสงบในยามนี้ถูกแทนที่ด้วยเหล่าปิศาจร้ายที่กระหายเลือด ฝ่ายหนึ่งยืนหยัดถืออาวุธ อีกฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในร่างมนุษย์ก็ในร่างของสัตว์ใหญ่ สีทะมึน ต่างตรงเข้าห้ำหั่นกันอย่างบ้าคลั่ง แม้นี่จะไม่ใช่การเปิดฉากการต่อสู้อย่างเป็นทางการ ทว่าภาพของความโหดร้าย และความน่ากลัวกลับไม่ต่างจากสนามรบ

แม้จะมีจำนวนน้อยกว่า แต่ผู้บุกรุกก็สู้ได้อย่างสูสี และด้วยอาวุธที่ใช้ต่อกรกับแวมไพร์ก็เตรียมพร้อมมาดีเสียจนทำร้าย และฆ่าอีกฝ่ายไปได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

“ชิ พวกมันเตรียมการมาดีชะมัด” แวมไพร์หนุ่มตนหนึ่งสบถเบา ๆ ขณะใช้แสงสีดำในมือของตนตวัดตัดแขนคู่ต่อสู้ที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับปืน และจัดการแทงเข้าที่หัวใจอย่างไม่ปราณี

“สู้ด้วยร่างนี้ไม่ถนัดเลยแฮะ” อีกคนที่อยู่ข้าง ๆ กันพูดอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะกลายร่างเป็นค้างคางอย่างรวดเร็วจนเพื่อนร่วมรบห้ามไม่ทัน

“เฮ้ย เดี๋ยว…!!”

ฉึก!!

กี๊สสสส!!!

ไม่ทันขาดคำ ลูกธนูที่จากที่ใดไม่ทราบก็แหวกผ่านอากาศมาอย่างรวดเร็ว และปักเข้าที่หน้าผากของค้างคาวตัวนั้นอย่างแม่นยำ มันกรีดร้องเสียงแหลมด้วยความเจ็บปวดก่อนจะร่วงลงพื้น และพวกเลือดผสมที่รออยู่เบื้องล่างก็จัดการกระทืบซ้ำอย่างไม่ปราณี

“บ้าเอ๊ย!!” เขาก้มตัวหลบลูกกระสุนปืนที่พุ่งมา ก่อนจะหยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวขว้างไปที่คนยิง และเข้าเป้าอย่างแม่นยำ ทำให้อีกฝ่ายลงไปกองกับพื้น และนอนกุมบาดแผลอย่างทรมาน

เจ้าพวกนี้เตรียมตัวมาดีมาก ทั้งอาวุธ ทั้งแผนการ อย่างกับว่า....

ปัง!!

ดวงตาสีแดงกระตุกเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่พุ่งมาโดนร่างกายบริเวณช่องท้อง เขาค่อย ๆ ก้มลงมอง และพบว่าวงเลือดสีแดงฉานซึมออกมาจากท้องที่เป็นรูเพราะลูกกระสุนจากข้างหลัง ชายหนุ่มกัดฟันกรอดก่อนจะใช้กำลังเฮือกสุดท้ายหันกลับไปข้างหลังพร้อมกับยกมือขึ้น เส้นสีดำบางเฉียบพุ่งออกมาจากฝ่ามือ และพุ่งทะลุเข้ากลางหน้าผากของเจ้าของปืนอย่างแม่นยำ ร่างนั้นทรุดฮวบ และขาดใจตายก่อนจะลงไปนอนบนพื้นเสียอีก

“โธ่เว้ย!” แวมไพร์หนุ่มสบถด้วยความเจ็บใจ หลังจากพยายามร่ายเวทย์รักษา แต่ก็ไม่ได้ผล ดูเหมือนว่ากระสุนพวกนี้ทำมาจากเงินบริสุทธิ์ ดวงตาสีแดงกวาดมองไปรอบกายที่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ดูไม่ออกว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้...ภาพทุกอย่างเริ่มพร่ามัว

ร่างของเขาค่อย ๆ ทรุดลงบนพื้น แม้จะเห็นอย่างเรือนลางว่ามีใครบางคนชี้ปืนมาที่เขา แต่ก็ไม่สามารถขยับตัวหลบได้

วูบ!!!

ลมพัดกรรโชกแรงเสียจนทุกคนที่ต่อสู้อยู่ต้องหยุดมือและยกมือขึ้นบังใบหน้า พลันสายลมหยุดพัด ตามด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้งที่โรยตัวลงมาอย่างเชื่องช้า และบีบรัดร่างกายของผู้ที่เริ่มตื่นกลัวให้ขยับไม่ได้

ในสายตาของแวมไพร์หนุ่มผู้ใกล้หมดสติ เขาเห็นเงาบางอย่างปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า และรู้สึกได้ว่ามีแขนของใครคนหนึ่งช่วยประคองเขาให้นอนลงบนพื้นอย่างนิ่มนวล เขาพยายามเพ่งมอง แต่ที่เห็นก็มีเพียงแค่ ดวงดวงตาสีแดงก่ำ และเรือนผม  สีดำยาว

คนที่มีบรรยากาศรอบกายแบบนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้น

“ขอบคุณ...” เสียงเอ่ยอย่างแผ่วเบาก่อนจะขาดหายไป...ตลอดกาล

ร่างสูงที่เพิ่งปรากฏตัวมองร่างไร้วิญญาณบนพื้นด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนและเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับทุกคน ดวงตาสีแดงคมกริบกวาดมองรอบกาย แม้สายตานั้นจะเรียบเฉย และไร้อารมณ์ แต่กลับทำให้   คนถูกมองนิ่งงัน และไม่อาจขยับตัวได้

แม้บุรุษผู้ที่เพิ่งปรากฏกายจะยังไม่ได้ชักอาวุธ หรือขยับตัวใด ๆ แต่ด้วยบรรยากาศรอบกายที่กดดันจิตใจ และดำทะมึนทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าขยับอาวุธขึ้น ราวกับกลัวว่าการขยับเพียงแค่นิดเดียว ชีวิตของตนก็สิ้นสุดเมื่อนั้น

ชายคนนี้นำพาความกลัวมาด้วยทุกครั้งที่ปรากฏตัว....

...ครอส ดี ดีแฟนธ่อม...

“ข้าจะพูดครั้งเดียว” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยอย่างราบเรียบ แต่กลับดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น “ยอมแพ้ และยอมให้จับกุมเสียโดยดี หรือจะยอมตายโดยเปล่าประโยชน์”

เพียงประโยคไม่ยาวนั้น ทำให้กลุ่มแวมไพร์เลือดผสมเริ่มมองหน้ากันอย่างลนลาน กระแสความกระสับกระส่ายค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนกำลังใจในการต่อสู้เริ่มมอดหาย “หัวหน้า...จะเอายังไง?” เสียงหนึ่งดังขึ้นในหมู่ผู้บุกรุก

“หึ แค่นี้ก็กลัวแล้วเหรอ?” แล้วชายคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากกลุ่ม ดวงตา    สีแดงอมชมพูมองผู้มาใหม่อย่างหยัน ๆ รอยยิ้มบนใบหน้ากร้านขยับยิ้มเล็กน้อย “พวกเรามีจำนวนมากกว่า จะกลัวอะไร แล้วอย่าลืมสิว่าพวกเรามาที่นี่เพื่ออะไร!!”

ไม่น่าเชื่อว่า เพียงแค่คำพูดปลุกใจไม่กี่ประโยคก็จุดไฟแห่งความบ้าระห่ำในจิตใจของแวมไพร์เลือดผสมให้พัดโหมอีกครั้ง พวกเขาชูมือขึ้นเหนือฟ้า และพร้อมใจกันบุกโจมตีอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง!

แล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง!!

ในวงล้อมการต่อสู้นั้น มีชายหนุ่มสองคนยืนประจันหน้ากันนิ่ง ไม่มีฝ่ายใดขยับกาย...แม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยเสียงของมีคมฟันผิวเนื้อ หรือกระสุนแทรกผ่านร่างกายก็ตามที ราวกับว่าทั้งสองกำลังเล่นสงครามจิตกันอยู่อย่างไรอย่างนั้น

“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะตามมาทัน” จัสตินเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน แต่       อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าใด ๆ ตอบรับ ทำให้เขาเริ่มหงุดหงิด แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์ และชักดาบออกจากฝักมาถือไว้ในมือ “จะยืนเก๊กอย่างนั้นก็ตามใจ ข้าจะได้ฆ่าเจ้าได้ง่ายหน่อย!!”

สิ้นคำ เขาก็พุ่งเข้าหาครอสอย่างรวดเร็วพร้อมกับวาดดาบในมือไปข้างหน้าหมายจะฝากรอยแผลสักแผล แต่อีกฝ่ายก็หลบได้อย่างง่ายดาย ดาบแล้วดาบเล่า...ก็ไม่ถูกเป้าหมายเลยสักครั้ง จะเพิ่มความเร็วมากแค่ไหน แต่ก็เหมือนฟันได้แต่อากาศที่ว่างเปล่า

มันน่าหงุดหงิดก็จริง...แต่ก็เป็นไปตามแผน

"ล่อดีแฟนธ่อมให้ออกมาจากวงล้อมซะ อะไร ๆ มันจะได้ง่ายขึ้น”

แผนการที่มีคนวางให้ดังขึ้นในความคิด ทำให้จัสตินเกิดอารมณ์ฮึดสู้ขึ้นมา และใส่แรงไปที่ดาบมากขึ้น ความเร็วจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เคร้ง!

ในที่สุดครอสก็ชักดาบออกกันคมดาบที่พุ่งเข้ามาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด ดวงตาสีแดงเหลือบมองการต่อสู้เบื้องหลังของคู่ต่อสู้ ไม่รู้ว่าพวกเขาถอยห่างจากวงล้อมมาได้อย่างไร แต่ดูเหมือนว่าจะอยู่ในแผนการของการบุกโจมตีครั้งนี้...

เอาเถอะ เล่นด้วยสักหน่อยก็ได้

“เป็นอะไรไปล่ะ ตอบโต้ไม่เป็นรึไง!?” จัสตินตะคอกใส่พร้อมกับหมุนตัวเตะก้านคอ แต่ก็สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า เพราะอีกฝ่ายกระโดดหลบถอยหลังไปไกล และยืนนิ่งอย่างสงบ แม้ว่าชายหนุ่มหัวหน้ากลุ่มเลือดผสมจะเริ่มหอบหายใจแล้วก็ตาม “แต่ก็เอาเถอะ...แค่นี้ก็พอแล้ว”

แล้วจัสตินก็กลับมายืนในท่าตรงก่อนจะลอบมองรอบกาย ที่ตรงนี้คือกลางป่าที่ห่างจากจุดต่อสู้ตรงนั้นพอสมควร ต่อให้เกิดอะไรขึ้นคนตรงหน้าก็กลับไปช่วยไม่ทัน เพราะบริเวณรอบ ๆ สถานที่แห่งนี้มีเวทย์ป้องกันการหายตัวอยู่

“คิดเหรอว่าล่อข้ามาที่นี่แล้วจะช่วยให้อะไร ๆ ดีขึ้น?” ในที่สุดครอสก็เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกในการต่อสู้

จัสตินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเดาได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ก็รักษาสีหน้าให้เหมือนเดิมไว้ได้ “รู้ตัวด้วย” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างผู้ชนะ “แค่ไม่มีเจ้า พวกเลือดบริสุทธิ์ก็ไม่มีทางชนะ!!”

ครอสเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะขยับยิ้มด้วยความสมเพช “แน่ใจเหรอ?” ว่าแล้ว เขาก็ยกมือขวาขึ้น และดีดนิ้วดังเป๊าะ!

วาบ!!

แสงสว่างสีม่วงใสสว่างวาบขึ้นมาจากทิศทางที่เกิดการต่อสู้ จากนั้นตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความทรมาน “วงแหวนเวทย์สำหรับมนุษย์...ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลไหม แต่ดูเหมือนว่ามันจะทำปฏิกิริยาดีกับเลือดมนุษย์ในตัวพวกเจ้าได้ดีกว่าที่คิดนะ” แวมไพร์หนุ่มผมดำอธิบายเสียงราบเรียบ และนิ่งเฉย

ดวงตาสีแดงอมชมพูเบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะไม่นึกว่าจะโดนซ้อนแผนเช่นนี้

โกหกน่า*!! นี่หมอนี่มันเตรียมการมาตั้งแต่แรกแล้วงั้นเหรอ!?*  จัสตินกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ ทำไม...ทำไมไอ้เฟลอสถึงไม่บอกเรื่องนี้กับเรา*!!*

“ข้าคิดของข้า ไม่ได้บอกใคร เพราะฉะนั้นเฟลอสไม่รู้หรอก” ครอสตอบคำถามในใจให้เสร็จสรรพ ใบหน้าที่เรียบเฉย แต่ดูออกไม่ยากว่าเป็นสีหน้าของผู้ชนะยิ่งทำให้เส้นแห่งความอดทนของอีกฝ่ายก็ขาดดังผึง!

“ย้ากกกก!!!” แล้วจัสตินก็พุ่งเข้าหาชายหนุ่มผมดำอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง ตอนนี้แผนอะไรก็ไม่สำคัญแล้ว ที่สำคัญก็มีเพียงทุ่มสุดฝีมือเท่านั้น!

น่าเบื่อ...

ครอสรำพึงในใจ “พอเถอะ” แล้วเขาก็ก้มตัวหลบดาบที่วาดมาก่อนจะใช้มือข้างที่ไม่ได้ถือดาบ กระแทกมือขวาของอีกฝ่ายอย่างแรงจนดาบหลุดจากมือ จากนั้นก็หมุนตัวและส่งลูกเตะไปที่ลำตัวของคู่ต่อสู้อย่างแรงจนร่างทั้งร่างลอยไปกระแทกกับต้นไม้ดังพลั่ก

“อั่ก!” หัวสมองมึนงงเมื่อกระแทกเข้ากับต้นไม้เข้าอย่างจัง จัสตินรู้สึกได้ถึงรสเลือดในปาก เพราะดูเหมือนว่ากระเพาะจะโดนกระแทกอย่างหนัก ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อรู้สึกได้ถึงเงาดำทะมึนที่ทาบเหนือศีรษะ เห็นดวงตาสีแดงที่สว่างวาบที่ทำให้ร่างกายแข็งทื่อโดยอัตโนมัติ

น่ากลัว...

“หมดเวลาเล่นแล้ว จัสติน เบสเตอร์รอยด์” ครอสเอ่ยอย่างราบเรียบ

“หึ” จัสตินแค่นหัวเราะในลำคอก่อนจะตอบโต้กลับอย่างไม่เกรงกลัว แม้ว่าในใจแทบจะหยุดเต้นไปแล้วก็ตามที “จะฆ่าก็ฆ่าเลยสิ จะรออยู่ทำไมล่ะ?”

แวมไพร์หนุ่มผมดำหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยอย่างประเมินร่างที่นอนอยู่บนพื้น “ฆ่ามันง่า...” แต่ไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อ เขาก็รีบกระโดดถอยหลังออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ลมวูบหนึ่งพัดลงมาจากข้างบนก่อนจะหยุดนิ่ง

“ว้า...ยังอุตส่าห์หลบทันอีกแน่ะ” น้ำเสียงขี้เล่นจากร่างของชายคนหนึ่งในชุดทะมัดทะแมงสีดำที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ในมือถือดาบเล่มยาวและวางพาดบ่าอย่างสบาย ๆ เส้นผมสีทองแซมเงินไหวลมน้อย ๆ ดวงตาสีแดงแบบเดียวกันมองคนตรงหน้าอย่างอารมณ์ดี

“เฟลอส เดน เดอแคลร์” ครอสเอ่ยเสียงเบา ก่อนที่ใบหน้าคมคายจะกระตุกยิ้มเครียด “คาดไว้ไม่ผิด”

“แต่ข้าคาดการณ์ไว้ถูกนะ” อีกฝ่ายตอบกลับพลางไหวไหล่ “คิดถูกที่ตามเจ้ามา ไม่งั้นคงอดได้ทำอะไรสนุก ๆ มากกว่าการเล่นละครตบตา”

“งั้นเหรอ...” ชายหนุ่มผมดำงึมงำในลำคอพร้อมกับดวงตาสีแดงที่เคยสงบนิ่งกลับกลายเป็นเอาจริงขึ้นมาทันที ดาบยาวถูกยกมาไว้ข้างหน้า เฟลอสก็เช่นกัน ทั้งสองจ้องตากันเขม็ง และไม่มีใครขยับกาย

พลัน สายลมที่ครวญครางหวีดหวิวก็หยุดนิ่งก่อนที่ทั้งสองจะพุ่งเข้าหาพร้อมกัน ดาบหนึ่งเหวี่ยงไป อีกฝ่ายก็หลบได้พร้อมกับสวนกลับ แต่ก็พลาดเป้า เมื่อดาบใช้ไม่ได้ผล ก็ตามด้วยการร่ายเวทย์เป็นชุด แสงสว่างวาบทั้งสีขาว ฟ้า ม่วง และดำพุ่งเป็นสายเข้าหาคู่ต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อน

ครอสกำหมัดที่มือซ้ายก็กระแทกไปข้างหน้า เกิดคลื่นที่มองไม่เห็นออกมาจากฝ่ามือ พุ่งตรงไปยังชายหนุ่มผมทองแซมเงิน แต่อีกฝ่ายก็หลบได้ และตีลังกามาอยู่ข้างหลังพร้อมกับวาดดาบในมือไปที่คอของคนร่ายมนต์

วืด!

แต่คมดาบก็สัมผัสได้แต่ความว่างเปล่า เพราะเป้าหมายเบี่ยงตัวหลบ และเสือกดาบไปที่บริเวณท้องของคนข้างหลังอย่างรวดเร็ว โชคดีที่คนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวโยกตัวหลบทัน แต่คมดาบก็เฉือนโดนเสื้อผ้าบริเวณเอวลากเป็นทางยาว เฟลอสรีบกระโดดตัวถอยห่างออก เมื่อรู้ว่าเริ่มเสียเปรียบ

แต่มีหรือที่คนอย่างเฟลอส เดน เดอแคลร์ก็จะใช้แต่กำลังเข้าสู้?

...ไม่มีทาง...

“รู้ไหม ดีแฟนธ่อม? เมื่อสามวันก่อนข้าเจอมนุษย์ของเจ้าแล้วนะ” แล้วก็เริ่มวิธีการโจมตีทางจิตใจที่เขาถนัด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งเงียบ เขาก็พูดต่อและคอยสังเกตท่าทางที่เปลี่ยนไป “พวกเราคุยกันหลายเรื่องเลยล่ะ”

แต่ครอสก็ยังไม่มีท่าทีเปลี่ยนไป จนเฟลอสชักจะหงุดหงิดเสียเอง “เป็นเด็กดีนะ ฉลาดเอาเรื่องเชียวล่ะ” แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ ยังคงพูดต่อไป เพราะเรื่องแบบนี้น่ะ...เขาถนัดนักเชียว “ที่สำคัญ...น่ากินชะมัด” สิ้นคำร่างของเขาก็หายวับไปจากตรงนั้น และมาปรากฏตัวข้างหลังของคนที่ยังนิ่งอยู่ เฟลอสกระตุกยิ้มเหี้ยมเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงไม่ขยับตัว ดาบในมือจึงวาดขึ้นสูง

แต่ทว่าครอสกลับหันกลับมา และใช้ดาบฟันไปที่แขนซ้ายของคนข้างหลังอย่างรวดเร็ว และแม่นยำกว่าเดิม

เฟลอสกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจก่อนจะยกขาขึ้นหมายจะเตะที่กลางลำตัว แต่อีกฝ่ายก็หลบได้อย่างง่ายดาย แม้แผลที่ฟันจะไม่ลึกมาก แต่มันก็โดนเส้นเลือดใหญ่พอดี ของเหลวข้นสีแดงจึงเริ่มไหลออกจากบาดแผล และย้อมแขนซ้ายให้กลายเป็นสีแดงในชั่วพริบตา

บ้าอะไรวะ*! ยังไม่หวั่นไหวอีก!!* เพราะดีแฟนธ่อมคนนี้ไม่เอ่ยอะไร แถมไม่แสดงสีหน้าอะไร ทำให้เขาไม่อาจเดาได้ว่าหมอนี่คิดอะไรอยู่ แม้จะมีความสามารถในการอ่านใจ...แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของหมอนี่ได้เลยสักครั้ง

แต่อย่าคิดนะว่าข้าจะยอมแพ้เจ้า*!*

“รู้สึกว่าจะชื่ออะไรนะ? เซดริก...ใช่ไหม?”

 การเคลื่อนไหวของครอสชะงักไปเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนยั่วประสาทไปได้ เขาขยับยิ้มเล็กน้อยอย่างเจ้าเล่ห์

เสร็จข้าล่ะ*!!*

แล้วชายหนุ่มผมทองแซมเงินก็เริ่มโจมตีหนักขึ้น ในขณะที่อีกฝ่ายทำได้แต่ตั้งรับไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ดูเหมือนว่าในที่สุดวิธีการของเขาจะได้ผล

ครอสกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจที่มาตกม้าตายในตอนท้าย ทั้ง ๆ ที่พยายามเก็บอาการไว้แทบแย่ ดันเปิดช่องว่างให้มันซะได้

“อืม...น่าเสียดายนะ ทะเลาะกันอยู่เหรอ?” อีกฝ่ายยิ้มเยาะอย่างได้ใจพร้อมกับใส่น้ำหนักไปที่ดาบมากขึ้นพอดีกับที่คู่ต่อสู้ยกดาบขึ้นมากันไว้ได้พอดี ทำให้เขาได้เห็นว่าดวงตาสีเดียวกับของตนเริ่มมีแววของความโกรธ เขาจึงยิ่งลงน้ำหนักที่ดาบมากกว่าเดิม “สำคัญสินะ...เซดริกคนนั้นน่ะ?”

“...” ครอสไม่ตอบอะไรนอกจากออกแรงดันดาบกลับไป เขารู้ดีว่าถ้าตอบอะไรไป...ตัวเองจะยิ่งโดนจับทางได้มากกว่าเดิม แต่สายเกินไปเสียแล้ว

“ถ้าอย่างนั้น...ข้าจะแย่งมาซะ**!”**

เพียงเท่านั้น...ชั่วเสี้ยววินาทีที่เผลอชะงักไป ทำให้เฟลอสได้โอกาสผละดาบออก และฟันไปที่ร่างของคู่ต่อสู้เป็นทางยาวทั้งแต่หัวไหล่ซ้ายจนถึงหน้าท้องอย่างรวดเร็ว เลือดสีแดงเข้มไหลทะลักออกจากบาดแผลพร้อมกับที่ร่างของครอสเซไปข้างหลัง

เฟลอสมองภาพตรงหน้าก่อนจะระเบิดหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ “ในที่สุด...ในที่สุด ๆ” เขาพึมพำคำนี้ซ้ำไปซ้ำหลายครั้ง ดวงตาสีแดงเบิกกว้างด้วยความดีใจ ความรู้สึกที่อยากสัมผัสมานานแสนานเอ่อล้นท่วมจิตใจจนหัวสมองว่างเปล่า

ในที่สุด...ท่านพ่อ ข้าจะส่งมันลงนรก!!

ครอสปักดาบลงกับพื้นข้างกายพร้อมกับกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ และโมโหตัวเองที่เผลอเปิดช่องว่างไปจนได้ สายตาลอบมองคนตรงหน้าที่ยังคงพูดกับตัวเองไม่หยุด อีกฝ่ายกำลังเปิดช่องว่าง เป็นโอกาสดีที่จะสวนกลับได้           

ตึก!

ความรู้สึกบางอย่างโจมตีร่างกายจนจุกเสียด มือข้างซ้ายขยุ้มเสื้อจนย่นยับพร้อมกับก้อนเนื้อในหน้าอกซ้ายเต้นระรัวดวงตาสีแดงเบิกโพลงด้วยความตกใจ

ร้อน... หรือว่า*!!*

“ใช่แล้ว ดีแฟนธ่อม ดาบเล่มนี้อาบยาพิษไว้” น้ำเสียงขี้เล่นเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ ครอสพยายามจะยันกายขึ้น แต่ร่างกายกลับต่อต้าน เข่าข้างหนึ่งทรุดลงกับพื้น ใบหน้าหลุบลงต่ำเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นเหงื่อกาฬที่ไหลอาบใบหน้า ทำให้เขาได้เห็นรองเท้าสีดำคู่หนึ่งอยู่เบื้องหน้าอย่างพร่าเลือน

ตาเรา...

"เพราะแวมไพร์แค่เสียเลือดมากไม่ตายหรอก จริงไหม?” เฟลอสว่าพร้อมกับดึงผมสีดำของคนบาดเจ็บให้เงยหน้าขึ้นอย่างแรง ดวงตาสีเดียวกันจ้องกันเขม็ง

“เจ้าต้องตายเหมือนที่เจ้าฆ่าพ่อข้า**!!”**

“ถ้าพ่อเจ้าไม่ใช้วิธีสกปรกล่ะก็นะ” ครอสพูด แม้จะไร้รอยยิ้มใด ๆ แต่น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความดูถูกจนทำเอาอีกฝ่ายเลือดขึ้นหน้า

“ดีแฟนธ่อม!!”

“ท่านครอส**! ท่านอยู่ไหนขอรับ!!?”**

แวมไพร์ผมทองแซมเงินตวาดลั่นก่อนจะเงื้อดาบขึ้นสูงหมายจะจ้วงแทงอีกครั้งให้สาสม แต่เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของชายป่าทำให้มือนั้นชะงักกึก ใบหน้าคมคายหันขวับไปทางต้นเสียงก่อนจะส่งเสียงจิ๊ในลำคออย่างรำคาญใจ

“ชิ ดมกลิ่นไวจริง” เฟลอสสบถก่อนจะปล่อยมือจากเส้นผมสีดำ และตามด้วยสันดาบฟาดเข้าที่หน้าผากด้านขวาของอีกฝ่ายอย่างแรงจนเลือดไหลซิบ แต่  ครอสก็ไม่ยอมทรุดลงไปง่าย ๆ แม้สติเริ่มหายไปทุกที ๆ เพราะศักดิ์ศรีทั้งหมดกำลังกู่ร้องว่า...

ต่อให้เกิดอะไรขึ้น เขาก็จะไม่มีวันล้มลงต่อหน้าคน ๆ นี้เด็ดขาด!

แม้จะเสียดายที่ไม่ได้รอดูความตายของศัตรูคู่อาฆาต แต่เฟลอสก็ไม่ได้อยากถูกจับได้ว่าเป็นคนทำร้ายผู้นำตระกูลดีแฟนธ่อม “ดูท่าต้องถอยซะแล้วสิ” เขาเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะถอยห่างออกมา

“ถอย? ตอนนี้เนี่ยนะ?” เสียงหนึ่งท้วงติง เรียกให้เขาหันไปหาชายหนุ่มอีกคนที่ดูเหมือนจะถูกลืมไปชั่วขณะ

“หรืออยากถูกจับ?” ชายหนุ่มเอ่ยทีเล่นทีจริงก่อนจะกระโดดผลิวเดียวก็ไปอยู่บนยอดไม้ และหายไปในป่าทึบทำเอาจัสตินแทบวิ่งตามไปไม่ทัน ดวงตาเหลือบมองร่างที่บาดเจ็บสาหัสด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย

ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะมีเรื่องกันมาก่อนสินะ

...แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขานี่นะ...

แล้วร่างกำยำก็หายไปในป่ารกชัฏเช่นกัน....

ทันทีที่ได้อยู่คนเดียว ร่างสูงก็ปล่อยมือจากด้ามดาบก่อนที่จะทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง ของเหลวข้นสีแดงไหลออกจากบาดแผลเรื่อย ๆ ขยายเป็นวงกว้างจนกลายเป็นแอ่งน้ำเล็กรอบกาย

ดวงตาสีแดงค่อย ๆ หรี่ลงอย่างช้า ๆ ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ว่าหัวใจเริ่มเต้นช้าลงเรื่อย ๆ ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวมากกว่าเดิม จนร่างของใครหลายคนที่วิ่งเข้ามาใกล้แทบไม่เป็นรูปร่าง เขาได้ยินเสียงหลายเสียงตะโกนโหวกเหวกไปมา แต่กลับฟังไม่ได้ศัพท์ สมองเริ่มว่างเปล่า และขาวโพลน

แต่แล้วกลับมีสิ่งหนึ่งแจ่มชัด...เห็นรอยยิ้มกว้างของมนุษย์คนนั้นที่ส่งมาให้อย่างบริสุทธิ์ใจ

“เซดริก....”

ขอโทษ...

ความคิดเห็น