Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 12 with​ a yellow ​duck again​​

ชื่อตอน : Chapter 12 with​ a yellow ​duck again​​

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 14:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 12 with​ a yellow ​duck again​​
แบบอักษร

 

Chapter 12 with​ a  yellow ​duck again​​ 

“เป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเศร้า ที่ผู้นำแห่งตระกูลมัซซิโม่คนเก่าต้องจากไป และผมจำเป็นจะต้องยุติการทำธุรกิจกับมัซซิโม่ลง แต่ก็ยังมีเรื่องที่น่ายินดี ก่อนอื่นต้องขอกล่าวต้อนรับ...บาธ ยินดีกับตำแหน่งดอนมัซซิโม่คนใหม่”

“ขอบคุณครับคุณมิคาเอล” ชายอายุราวสี่สิบปลายๆ ผมดำมันวาวปาดไปด้านหลัง ใบหน้ามีรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นปรากฏออกมา เขาลุกขึ้นและโค้งให้กับทุกคน

“หลังจากนี้พวกคุณก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องสิ้นเปลืองเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้กับโรสอีก ผู้นำมัซซิโม่คนเก่าตายและบาธก็ได้มาแทนที่ ทางสกอปิโอ้เองก็ได้ร่วมมือทำธุรกิจกับผม พวกคุณได้รับประโยชน์ทั้งคู่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ชายหนุ่มสบตากับผู้นำทั้งสองคนที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของเขา “การใช้โรสเป็นทางออกไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก และผมเชื่อว่าพวกคุณทุกคนในที่นี้ต่างก็เคยใช้บริการพวกเขามาก่อน ทั้งกับคนอื่น และคนที่อยู่ในการประชุมครั้งนี้”สายตาของชายหนุ่มมองกวาดไปรอบๆ “ก่อนผมจะเดินทางมาโรมาเนีย ผมพึ่งพบปะกับคู่ค้าชาวเอเชียคนหนึ่ง ก่อนที่เขาจะตายหลังจากผมออกมาจากงานเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง...เพราะอะไรกัน มีใครพอจะบอกผมได้มั้ย” มิคาเอลมีท่าทางผ่อนคลายในขณะที่มือทั้งสองข้างประสานกันอยู่บนโต๊ะ

“พวกเขาอาจแค่ต้องการทำลายคู่แข่งเพื่อเปลี่ยนมาเป็นผู้ร่วมธุรกิจกับคุณก็เป็นได้” มาคัส โอดิเลีย ผู้นำแห่งตระกูลโอดิเลียอยู่ในท่าทางผ่อนคลายที่สุด เขาหมุนแก้วไวน์ที่อยู่บนโต๊ะเล่นไปมา หลังจากจบประโยคก็เหลือบสายตาขึ้นไปมองสกอร์ปิโอ้ที่อยู่เยื้องไปฝั่งตรงข้ามจนใบหน้าของอีกฝ่ายแดงก่ำด้วยความโกรธ

“ขอบคุณ คุณมาคัสแต่ในกรณีนี้ผมไม่คิดเช่นนั้น การตายของเขาทำให้ผมต้องยุติการลงทุนกับประเทศในทะเลจีนใต้ชั่วคราว ซึ่งผู้กระทำไม่ได้หวังดีกับผมเท่าไหร่ แต่ว่าเขาจะทำไปทำไม”

ชายคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นพยายามเก็บซ่อนความหวาดกลัว เสื้อเชิ้ตภายในชุดสูทเปียกปอนจากเหงื่อ ดวงตาก้มต่ำไม่สบสายตากับใคร แต่ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นคนทีได้ชื่อว่าเทวทูตผู้นั้นกำลังส่งยิ้มมาให้เขา

ชายคนนั้นหลับตาเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนที่จะเปิดเปลือกตาขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่น “เป็นเพราะคุณมีอำนาจมากเกินไปมิคาเอล ทุกคนในห้องนี้ไม่มีใครไม่อยากฆ่าคุณแต่พวกเขาขี้ขลาดเกินไป” เขาสบตากับมิคาเอลตรงๆ ก่อนที่จะหยิบปืนออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับลูกน้องอีกสามคนที่อยู่ด้านหลัง เป้าหมายมีเพียงชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะเพียงคนเดียว หากแต่ปฏิกิริยาพวกเขาเชื่องช้าเกินไป เพียงแค่เริ่มยกกระบอกปืนขึ้นมา กระสุนจากปืนของลุคก็ทะลุศีรษะของชายคนนั้นพร้อมกับกระสุนที่ไม่ทราบที่มาทำให้คนทั้งสี่คนเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว หนึ่งในนั้นยังมีมีดอีกเล่มหนึ่งที่ปักอยู่บนหน้าอกของชายที่ยังลืมตาโพลง

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่สามารถทำให้รอยยิ้มที่ยังติดบนหน้าของเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตเสื่อมคลายลง ลมหายใจไม่กระตุกแม้แต่ดวงตาก็ยังไม่กะพริบสักครั้งเดียว

ลมหายใจของบางคนในห้องหยุดชะงัก บ้างหัวใจเต้นรัวแรง แต่ก็ยังมีผู้มีอำนาจอีกหลายคนที่ไม่ได้รู้สึกสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มากนัก พวกเขาทำราวกับมองไม่เห็นศพที่นั่งตาค้างอยู่บนเก้าอี้หรือกลิ่นคาวเลือดใดๆ

“ขอบคุณอีริค” ชายหนุ่มอายุไม่เกินสามสิบ ทั้งดูอ่อนเยาว์ที่สุดในโต๊ะก้มหน้าลงเล็กน้อยเป็นการตอบรับ อีริคคือผู้สืบทอดขององค์กรที่มีอิทธิพลในอเมริกาเหนือ และจากการกระทำของเขาเป็นการบ่งบอกการตัดสินใจเป็นอย่างดีว่าเขายืนอยู่ฝั่งไหน

ในขณะที่มิคาเอลกำลังจะเริ่มพูดต่อ ชายหนุ่มกลับต้องโดนขัดจังหวะด้วยฝีมือของลูกน้องของตัวเองอีกครั้ง “ท่านครับ มีสายติดต่อเข้ามาครับ”

มิคาเอลหันกลับไปมองลูกน้องคนสนิทด้วยสายตาราวกับต้องการแช่แข็งอีกฝ่าย ยังมีเรื่องเร่งด่วนอะไรมากกว่าการประชุมครั้งนี้อีก

“จากมาเรียครับ”

ทันใดนั้นปฏิกิริยาของชายหนุ่มก็ทำให้คนที่นั่งอยู่รอบข้างอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เพียงแค่ได้ยินชื่อ ‘มาเรีย’ ท่าทางของมิคาเอล ออสซินี่ก็ดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังคว้าโทรศัพท์มาจากมือของลูกน้องอย่างรวดเร็ว

“อืม เอามาสิ” แม้ว่ามิคาเอลจะตอบรับเพียงแค่นั้น แต่ถ้าไม่หูหนวกก็ต้องรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่ออกจะผิดปกติ คนทั้งหมดในห้องจดจำชื่อหญิงสาวปริศนา​ได้ขึ้นใจ ทางมาคัสถึงกับกัดฟันกรอด

“เอาล่ะ หวังว่าเราจะเริ่มพูดกันอย่างมีเหตุผล และผมเป็นคนมีเหตุผล เพื่อหาทางออกอย่างสันติให้กับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ทั้งเรื่องเขตแดน สิทธิ์​การค้า การลงทุน ความร่วมมือกับภาครัฐ หวังว่าทุกคนจะพูดคุยและตกลงกันอย่างเรียบร้อยภายในสามวันนี้”

เพราะเขาอยากจะกลับไปเล่นกับแมวน้อยจะแย่แล้ว

 

มิคาเอลอนุญาตอย่างง่ายดายจนอคิราห์รู้สึกแปลกใจ แต่เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงข้อตกลงของพวกเขา เด็กหนุ่มพลันรู้สึกดีกับอีกฝ่ายมากกว่าเดิมเล็กน้อย เขากลับขึ้นไปที่ห้องนอนเพื่อพักผ่อนและตื่นขึ้นมาในช่วงเย็น มาเรียเตรียมอาหารเอาไว้ ในครั้งแรกอคิราห์ตั้งใจว่าจะออกไปทานข้างนอกแต่เมื่อเห็นคุณแม่บ้านยืนรออยู่ข้างโต๊ะ เขาจึงไม่มีทางเลือกต้องนั่งทานอาหารที่เธอทำ ไม่ใช่ว่าเธอทำอาหารไม่อร่อย แต่เด็กหนุ่มเพียงแค่อยากออกไปทานข้างนอกบ้าง เพียงแต่เมื่อคิดถึงความทรงจำของการทานอาหารนอกบ้านครั้งล่าสุด อคิราห์ก็รู้สึกว่าการนั่งทานอาหารที่บ้านก็ไม่เลวเหมือนกัน

มาเรียที่หายตัวไปกลับมาเก็บจานของเขาและยื่นเสื้อโค้ทตัวยาวสีดำกับผ้าพันคอให้เด็กหนุ่มก่อนที่เขาจะออกไปข้างนอก อากาศหนาวเย็นและมีหิมะตกเล็กน้อย ท้องถนนมีรถผ่านไปมาไม่มากนัก อคิราห์เดินทอดน่องไปตามฟุตบาทสีขาวโพลน ราวกับว่าไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของกลุ่มคนที่กำลังเดินตามเขาอยู่แม้แต่น้อย คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นลูกน้องของมิคาเอลทั้งนั้น หากคนที่กำลังโดนตามตัวอยู่ไม่ใช่เขาหรือคนที่มีประสบการ์หน่อยคงไม่มีทางรู้ได้

เขาเดินตามท้องถนนมาเรื่อยๆ มองร้านรวงข้างทางก่อนที่จะสะดุดตาเข้ากับร้านขายของเล่นเด็กร้านหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรทำให้เด็กหนุ่มสนใจนอกจากวัตถุสีเหลืองที่วาบผ่านสายตา อคิราห์หันไปยืนจ้องมองของสิ่งนั้นตรงๆ ผ่านตู้กระจกของร้าน เป็ดน้อยสีเหลืองปากสีแดงตั้งประดับอยู่ที่ซอกหนึ่งของตู้จนแทบจะมองไม่เห็น พลันความทรงจำในอดีตก็หลั่งไหลเข้ามาอีกครั้ง

กริ๊ง... 

เสียงกระดิ่งประตูดังทำให้หญิงสาวที่อยู่ในร้านเงยหน้าขึ้นมาทักทายลูกค้าคนใหม่ ลมหนาวจากด้านนอกพัดเข้ามาจนทำให้เธอคืนสติ รู้ตัวอีกทีเด็กหนุ่มที่แสนงดงามคนนั้นก็เดินผ่านไปที่ตู้หน้าร้านเสียแล้ว

อคิราห์เดินไปหยิบเป็ดน้อยสีเหลืองหนึ่งตัวมาจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์แล้วเดินออกจากร้านมา เด็กหนุ่มมองดูของที่อยู่ในมือพลางคิดไปเรื่อยเปื่อย ไม่เข้าใจว่าทำไมในอ่างน้ำต้องมีเป็ดสีเหลืองลอยไปมา เป็นอย่างอื่นไม่ได้รึไงนะ

เขาเดินไปจ่ายเงินให้ผู้หญิงที่ดูท่าทางน่าจะเป็นเจ้าของร้าน แต่เจ้าหล่อนดูออกจะเหม่อลอยหน่อยๆ เด็กหนุ่มเดินออกมาจากร้าน หยุดนั่งที่เก้าอี้ที่สวนสาธารณะ มีคนอยู่ประปราย ด้านข้างมีเด็กๆ ปั้นตุ๊กตาหิมะ บ้างก็เล่นขว้างบอลหิมะกันไปมา อคิราห์เหม่อมองภาพเด็กเหล่านั้นจนแม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าตอนเด็กๆ ไม่เคยได้มีโอกาสทำแบบนั้น หรือมีแล้วเขาอาจจะจำไม่ได้ก็แล้วแต่ ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากภาพตรงหน้าได้ จนจู่ๆก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมองเห็นเขา เธอวิ่งมายังที่ๆเขากำลังนั่งอยู่แล้วเงยหน้ามองเขาตาเป็นประกาย

“ว้าวว พี่คนสวยก็มีดั๊กกี้เหมือนกันเหรอคะ” เด็กคนนั้นถาม “พี่คนสวยมีดั๊กกี้เพราะงั้นมาเล่นกับพวกลิลลี่เถอะค่ะ” เธอพูดก่อนที่จะยื้อยุดมือเขาให้ลุกขึ้น อคิราห์ไม่ค่อยแน่ใจว่าเพราะมีเป็ดตัวนี้แล้วเกี่ยวอะไรกับที่เขาต้องไปเล่นด้วยกันแล้วยังพี่คนสวยอะไรนั่นอีก

ในตอนแรกเขาฝืนแรงเอาไว้ไม่คิดจะเดินตามไปแต่เป็นเพราะเด็กคนนี้พูดเจื้อยแจ้วจนเขารู้สึกว่าถ้าไม่ยอมลุกขึ้นเขาคงต้องฟังเสียงนี้ไปเรื่อยๆ เป็นแน่ เด็กหนุ่มยอมเดินตามไปในที่สุด เขาถูกลากเข้าไปหาเด็กๆที่กำลังช่วยกันตกแต่ง สโนว์แมน มีเด็กมากมายหันมามองเขาด้วยความสนใจ

“พวกเรา ลิลลี่พานางฟ้ามาล่ะ” เด็กๆตรงนั้นเริ่มส่งเสียงฮือฮากัน แต่เขาคงต้องแก้อะไรบางอย่างให้ถูกต้องซักหน่อย “ฉันเป็นผู้ชาย”

“งั้นเหรอๆ ว้าว งั้นเป็นเทวดาก็ได้ค่ะ” ดูเหมือนเด็กๆ จะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ พวกนั้นให้เขาเข้าไปเล่นด้วย ตั้งแต่ตกแต่งสโนว์แมนตัวนั้นไปยันตัวใหม่ เขารู้สึกกระตือรือร้นกับกิจกรรมปั้นตุ๊กตาหิมะนี้มาก และได้รับรู้บางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมาว่าการเอาหิมะมาทำให้เป็นก้อนๆ ต่อกันก็สนุกดีเหมือนกัน

เสียงหัวเราะของเด็กๆดังไปทั่ว เด็กบางคนนั่งปั้นตุ๊กตา บางคนก็เริ่มขว้างหิมะใส่กันไปมา เผื่อแผ่มายังเขาอีกด้วยแถมยังหันไปหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เขาเอียงคอดูหิมะที่ปั้นเป็นก้อนกลมอยู่ในมือ ก่อนที่ตัดสินใจไม่ขว้างมันออกไปน่าจะดีกว่า หิมะในมือก้อนนั้นเลยไปแปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสโนว์แมนเแทน

เด็กๆดูมีความสุข บรรยากาศผ่อนคลายทำให้อคิราห์เองก็รู้สึกว่าช่วงเวลาเช่นนี้ให้ความรู้สึกดีมาก

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในความรู้สึกของพวกเขา กระทั้งผู้ปกครองของเด็กๆเริ่มมารับพวกเขาไปทีละคน เหลือเพียงลิลลี่และเด็กชายที่ชื่อเดนิสอีกคนหนึ่ง จนในที่สุดพ่อแม่ของลิลลี่ก็มารับเธอไล่เลี่ยกับชายหนุ่มอีกคนที่เดินกึ่งวิ่งเข้ามาตั้งแต่ไกล เด็กทั้งคู่วิ่งไปหาผู้ปกครองของตัวเองทันที

“เดนิส กลับกันได้แล้วหมดเวลาแล้วนะ แล้วนั่น...เอ่อ” ชายคนนั้นกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาจนผมสีน้ำตาลทองปลิวไสว แว่นตากรอบสีเงินขึ้นเป็นฝ้าจางๆ หากแต่จู่ๆก็หยุดชะงักไปอย่างไร้สาเหตุก่อนที่จะเดินเข้ามาด้วยท่าทางปกติ

ฝ่ายลิลลี่ก็เดินไปกุมมือพ่อแม่ของตัวเอง แล้วยิ้มให้เขา “สวัสดีค่ะคุณอา แล้วก็บ๊ายบายนะคะคุณพี่คนสวย ไว้มาเล่นกันอีกน้า” ลิลลี่โบกมือให้เขา เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาโบกมือกลับและยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ว้าว พี่ชายยิ้มสวยจังเลยฮะ” เดนิสพูดขึ้น เด็กน้อยปล่อยมือที่กุมมือชายคนนั้นออกแล้ววิ่งมายืนตรงหน้าเขาแล้วตะโกนออกมาเสียงดังลั่น “โตขึ้น ผมจะแต่งงานกับคุณ” เดนิสเงยหน้าขึ้นมาตะโกนเสร็จก็ก้มลงอีกครั้ง แก้มทั้งสองข้างแดงจนแทบสุก

“...” อคิราห์ไม่รู้จะพูดอะไรตอบไปดีแต่เขารู้สึกว่าเด็กคนนี้ตลกเป็นบ้า เด็กหนุ่มหยักยิ้มขึ้นมาอีกครั้ง แล้วก้มตัวลงยื่นของที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนเที่ยงให้

“ห...ให้ผมเหรอ”

“อื้อ”

หนุ่มน้อยทำตาโตแล้วตะโกนอีกครั้ง “ด้วยเกียรติของผม ผมจะรักษามันเท่าชีวิต” เดนิสวิ่งกลับไปจับมือข้างหนึ่งกับชายคนนั้นเหมือนเดิมส่วนอีกข้างก็ซุกของที่พึ่งได้รับมาไว้ในอกเสื้อ

“เดนิส นายมันขี้โกง...หนู...หนูก็จะแต่งงานกับพี่ชายเหมือนกัน” ลิลลี่ที่ตะโกนออกมาทีหลังมองเขาด้วยสายสาเว้าวอน แต่อคิราห์ไม่สามารถทำอะไรได้ เขามีมันอยู่แค่ตัวเดียว พ่อแม่ของลิลลี่ลูบผมของลูกสาวตัวเองแล้วพูดขอบคุณเขาที่ช่วยดูแลเด็กๆให้

อคิราห์ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาเพียงแค่พยักหน้าครั้งหนึ่ง ลิลลี่ดูยังไม่ยอมแพ้แต่พ่อแม่ของเธอก็สามารถเกลี้ยกล่อมเธอได้สำเร็จจนเธอยอมกลับไป ไม่วายหันมาบอกว่าจะต้องกลับมาเล่นกับเขาให้ได้อยู่ดี

เขาซุกหน้าลงกับผ้าพันคอ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่นี่ได้อีกนานเท่าไหร่ เด็กหนุ่มหันไปพยักหน้าให้อีกสองหนุ่มแล้วหันหลังกลับ

“เดี๋ยวก่อนครับ คุณเอ่อ ขอบคุณที่ช่วยดูแลหลานของผม ถ้าไม่รังเกียจพวกเราไปทานมื้อเย็นด้วยกันมั้ยครับ” 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

Talk---Rewrite 

กลับมาอีกครั้งแบบมึนๆ เบลอๆ สำหรับคนที่จำไม่ได้ว่าบาธ สกอปิโอ้ มัซซิโม่คนก่อนนี่ใครย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 2 เลยค่ะ 

ไม่รู้จะทอร์คอะไร เอาเป็นว่าขอบคุณที่ติดตามนิยายของเรานะคะ 

Crystal 

ความคิดเห็น