Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 10 Two Old Friends Meet Again

ชื่อตอน : Chapter 10 Two Old Friends Meet Again

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.8k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 14:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 10 Two Old Friends Meet Again
แบบอักษร

 

Chapter 10 Two Old Friends Meet Again 

เวลาผ่านไปหนึ่งอาทิตย์อย่างรวดเร็ว อคิราห์อดคิดไม่ได้ว่าการใช้ชีวิตกับสัตว์กินเนื้อมาหนึ่งอาทิตย์ออกจะราบรื่นและเรียบง่ายเกินไป หรือเป็นเพราะตัวเขาเองที่รู้สึกเคยชินและไม่ได้ต่อต้านเหมือนวันแรก มิคาเอลยังคงใช้งานร่างกายเขาอย่างหนักราวกับสัตว์กระหายเลือดที่ไม่รู้จักพอเช่นเดิมแต่ก็ไม่ได้หนักหน่วงและทำไม่เลือกที่เหมือนวันแรก หลังจากทำข้อตกลงวันนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ได้มายุ่มย่ามกับเขาตลอดเวลาอีก จนหลายวันเข้าทุกอย่างก็ดูเหมือนเป็นชีวิตประจำวัน

ตื่นเช้าขึ้นมามิคาเอลก็มักจะหายไปแล้ว แต่เมื่อลงไปที่ห้องอาหารก็จะเห็นคนๆ นั้นรอทานพร้อมกันทุกวัน พวกเขาพูดคุยกันน้อยมาก และดูเหมือนมิคาเอลก็คงจะขี้เกียจเล่นบทคู่นอนที่แสนดี ทำให้ช่วงเวลาส่วนใหญ่ของพวกเขาอยู่ในความเงียบซึ่งในส่วนนี้ตัวเขารู้สึกพอใจมาก มีบ้างบางครั้งที่รับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมาแต่เมื่อมองกลับไปก็เห็นอีกฝ่ายนั่งทานอาหารเป็นปกติ หลังจากนั้นทุกวันมิคาเอลก็จะหายตัวไปซึ่งเขามารู้ทีหลังว่าคนๆ นั้นหมกตัววาดรูปอยู่ในห้องนั่งเล่นตลอด ซึ่งก็เป็นการดีกับเขา อคิราห์มีเวลาได้อยู่กับตัวเองมากกว่าที่คิดซึ่งเวลาส่วนใหญ่ก็คือการออกกำลัง

วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนที่มิคาเอลจะออกเดินทางจากไทย เด็กหนุ่มอารมณ์ดีมากกว่าปกติ เขากำลังซิทอัพในห้องๆ หนึ่งก่อนที่จะมีคนเดินเข้ามา “ไปอาบได้แล้ว ฉันจะพาเธอออกไปข้างนอก”

เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งขมวดคิ้วอย่างฉงนเพราะก่อนหน้านี้มิคาเอลไม่เคยชวนเขาออกไปไหนแม้แต่ครั้งเดียว “คุณจะพาผมไปไหน”

ชายหนุ่มไม่ตอบ เขายืนกดดันอยู่หน้าประตูให้อคิราห์ลุกขึ้น

เด็กหนุ่มถอนหายใจแล้วลุกออกไป ในขณะที่กำลังสวนออกจากประตูมิคาเอลกลับจับข้อมือของเขาเอาไว้ อคิราห์เงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างสงสัย แต่จู่ๆชายหนุ่มก็ดึงมือกลับ “รีบหน่อย ฉันจะรออยู่ด้านล่าง”

มิคาเอลบอกแค่ว่าจะพาไปข้างนอก เขารู้สึกสงสัยตั้งแต่เห็นชุดที่มาเรียเตรียมเอาไว้แล้วเพียงแต่ข้างนอกที่ว่ากลับไม่ใช่แค่ข้างนอกบ้าน หากแต่ออกไปนอกประเทศ

อคิราห์มีปฏิกริยาต่อต้านอย่างรุนแรงเมื่อก้าวออกจากรถมาเห็นเครื่องบินเจ็ทที่จอดรออยู่ เขาหันไปมองมิคาเอลอย่างมีคำถาม แต่ก็ยังไร้ซึ่งคำตอบเช่นเดิม เพียงแต่หลังจากนั้นข้อมือของเขาก็ถูกจับกุมอย่างแน่นหนาเดินขึ้นเครื่องบินตรงหน้า แต่อคิราห์ก็ยังไม่ยอมก้าวเดิน “บอกมาว่าจะพาผมไปที่ไหนกันแน่”

“ฮ่องกง” มิคาเอลหันมาตอบหน้าตาเฉย

“เดี๋ยวก่อน แล้วคุณจะพาผมกลับมาที่ไทยเมื่อไหร่”

“ตามข้อตกลงของเรา เธอเป็นคนพูดเองว่าตราบใดที่เราอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะปล่อยเธอไปหลังจากเดินทางออกนอกประเทศนี้ เพราะฉะนั้นเลิกถามแล้วเดินตามมา”

ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงได้แต่เดินตามอีกฝ่ายไปด้วยความรู้สึกผิดหวัง ในหัวของเขากำลังคิดว่าโอกาสที่เขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเหมือนเดิมเริ่มยากขึ้นทุกที

 

อคิราห์กำลังนั่งอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวของผู้ที่ได้ชื่อว่าเทวทูตแห่งวงการมืด จุดหมายปลายทางคือเกาะฮ่องกง ห้องโดยสารเงียบงันจนน่าอึดอัดและเป็นฝ่ายอคิราห์ที่เป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นมาก่อน “เรามาทำอะไรกันที่ฮ่องกงครับ”

“แค่งานเลี้ยงสานสัมพันธ์ของคู่ค้าคนสำคัญแถบเอเชียน่ะ” คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตอบออกมาแต่สายตาก็ยังไม่ยอมละออกจากร่างของอคิราห์จนเขารู้สึกอึดอัดกับสายตาของอีกฝ่าย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้นอกจากเวลามีเซ็กส์กันมิคาเอลก็แทบจะไม่มองหน้าเขาตรงๆด้วยซ้ำ บทสนทนาสิ้นสุดลงพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดที่มีมากกว่าเดิม

เมื่อเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ อคิราห์ก็มองเห็นรถลีมูซีนสีดำจอดเรียงกันเป็นแถว มิคาเอลเตรียมลูกน้องเอาไว้ที่ฮ่องกงตั้งแต่แรก เมื่อเห็นภาพเหล่านี้เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า ต่อให้ได้ชีวิตใหม่นี้มา ตัวเขาก็ยังไม่สามารถก้าวออกจากวงการมืดได้อยู่ดี

คนทั้งคู่ก้าวขึ้นรถคันเดียวกัน ทุกอย่างดูวุ่นวายเพียงชั่วครู่ก่อนที่รถลีมูซีนทุกคันจะแยกย้ายกันเคลื่อนตัวไปคนละทางโดยมีรถติดตามไปอีกคันละสองคัน เขารู้สึกเห็นด้วยกับการทำเช่นนี้เพราะต่อให้รู้ว่าไม่มีใครกล้าเข้ามามีเรื่องด้วยแต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ รถหรูเคลื่อนตัวมายังคฤหาสน์กลางป่าที่แทบจะดูไม่ออกเลยว่าที่แบบนี้จะมีสิ่งก่อสร้างซ่อนอยู่ มีรถมากมายจอดอยู่รอบๆ รวมถึงเหล่ารถที่ใช่เป็นตัวล่อของมิคาเอลด้วย

ทั้งสองคนเดินเข้าไปในคฤหาสน์พร้อมกัน เพียงแค่การปรากฏตัวของมิคาเอล ทุกสายตาก็จับจ้องมายังชายหนุ่มอย่างพร้อมเพรียงกันทำให้บริเวณที่พวกเขายืนอยู่เป็นจุดสนใจขึ้นมา

นอกจากมิคาเอลแล้ว ทุกคนก็หันมาให้ความสนใจกับคู่ควงคนล่าสุดของเขาเช่นกัน อคิราห์อยู่ในชุดสูทเข้ารูปสีน้ำเงินพอดีตัวตัดกับผิวขาวผ่องยิ่งทำให้ดูโดดเด่น ด้วยใบหน้าที่ผสมผสานระหว่างเอเชียและยุโรป เมื่อมาเรียจัดแต่งทรงผมของเด็กหนุ่มให้เปิดเห็นโครงหน้าทั้งหมดยิ่งทำให้ใบหน้านั้นดึงดูดสายตาผู้คนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะดวงตาสีดำขลับคู่นั้น โดยพื้นฐานร่างกายอคิราห์ไม่ใช่คนตัวเล็กแค่ตอนนี้ติดจะผอมไปเท่านั้น มิคาเอลยกมือขึ้นกระชับเอวคู่ควงของตัวเองให้แนบชิดร่างมากขึ้นทันทีที่เห็นสายตาของเหล่าคนที่จ้องมองมา

“สวัสดีครับนายท่านออสซินี่ ผมรู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ที่ท่านตอบรับคำเชิญมาร่วมงานครั้งนี้”

มิคาเอลเพียงพยักหน้าให้อีกฝ่ายครั้งหนึ่ง

ชายหนุ่มท่าทางภูมิฐานหน้าตาสไตล์เอเชียแท้เดินเข้ามาทักทายมิคาเอล เขามีชื่อว่าฟางหยู ชายคนนั้นมีทีท่านอบน้อมต่อมิคาเอลอย่างมากจนแทบจะเรียกว่าล้น มีอีกหลายคนที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางเช่นเดียวกันและได้รับการตอบรับเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ บางคนก็มีท่าทางกล้าๆกลัวๆจนอคิราห์เลิกสนใจ เด็กหนุ่มกวาดสายตามองสำรวจผู้คนไปทั่วงานก่อนที่จะสะดุดกับสายตาหนึ่งที่มองมาที่เขาอยู่ก่อนแล้ว

มีสายตามากมายเหลือบมองมาทางนี้หากแต่มีแค่คนๆนี้ทีจ้องมองมาตรงๆ อคิราห์ไม่ได้หลบสายตา เพียงมองกลับไปนิ่งๆเท่านั้น...เขาเคยเห็นคนๆ นี้มาก่อน

มิคาเอลพูดคุยกับคู่ค้าของเขาอีกสองสามประโยคก่อนที่จะเดินออกมาทันทีโดยไม่รอคำตอบรับของอีกฝ่ายที่ดูจะเกรงกลัวเขาเหลือเกิน ยังไม่ทันก้าวออกไปไกลจากจุดเดิมมากนัก ชายหนุ่มปริศนาที่เล่นจ้องตากับอคิราห์เมื่อสักครู่ก็เดินเข้ามาทักทาย “เปลี่ยนคู่ควงอีกแล้วเหรอครับมิคาเอล สวัสดีหนุ่มน้อย” ชายคนนั้นเอ่ยทักทายคนที่ยืนอยู่ด้านข้างแล้วยังเผื่อแผ่มาที่เขาอีกด้วย

“ไม่ใช่เรื่องของนายนี่ มาคัส”

“หึ ฉันก็แค่เห็นว่าเด็กคนนี้น่าสนใจไม่เบา ไม่คิดจะแนะนำให้เพื่อนเก่ารู้จักหน่อยรึไง”

“ขอโทษที ฉันจำไม่ได้ว่าเราเคยเป็นเพื่อนกันตอนไหน และก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องแนะนำเด็กคนนี้ให้นายรู้จัก เลิกมาตอแยฉันได้แล้วมาคัส”

“หึ แปลว่านอกจากใบหน้าที่งดงามนี่แล้ว ต้องมีอย่างอื่นที่ทำให้คนอย่างมิคาเอล ออสซินี่ยอมออกหน้าให้ใช่มั้ย ชักอยากจะรู้แล้วว่าไอ้อย่างอื่นนี่มันจะดีแค่ไหน”

“ก็ดีอย่างที่นายคิดไม่ถึงเชียวล่ะ” ไม่พูดเปล่า มิคาเอลยังโอบมือไปรอบเอวเด็กหนุ่มเจ้าของหัวข้อการสนทนา

‘มาคัส โอดิเลีย’ มองหน้าเด็กหนุ่มที่อยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายเขม็ง ส่งเสียงในลำคอแล้วจึงยอมหันหลังเดินจากไป เขาต้องมองดูคนที่เคยเป็นทั้งเพื่อนและคนที่เขาหลงรักควงทั้งหญิงทั้งชายไม่ซ้ำหน้ามาตลอดสิบกว่าปี ยังดีที่อีกฝ่ายไม่เคยจริงจังกับใคร หากจะมี...เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับคนๆ นั้นเช่นกัน

มิคาเอลไม่พูดอคิราห์ก็ไม่ถาม เขาชักจะรู้สึกเบื่องานเลี้ยงพบปะครั้งนี้แล้วเหมือนกัน มิคาเอลกำลังยืนพูดคุยกับคนกลุ่มหนึ่งโดยที่มีเขายืนอยู่ด้านข้าง ฟังบทสนทนาที่หากเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปีทั่วไปได้มายืนฟังอยู่ตรงนี้คงต้องหวาดกลัวจนขาสั่น แต่อคิราห์กลับไร้ความรู้สึกและความสนใจใดๆอย่างสิ้นเชิง เขากวาดตามองไปทั่วจนสะดุดตากับคนๆหนึ่ง

หนึ่งในนักฆ่าของโรส คนๆ เดียวในความรู้สึกที่เขายอมรับว่าเป็นเพื่อน

เฮกเตอร์หรือหมายเลขสิบแปดนั่นเอง...

อคิราห์จ้องมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก อีกฝ่ายยังเหมือนเดิมเช่นเดียวกับในความทรงจำหากแต่ใบหน้าที่มีเค้าชาวเอเชียกำลังดูเครียดเขม็งอย่างน่าประหลาด ผมดำเงางามที่เคยประบ่ายาวเลยลงมาถึงกลางหลังถูกมัดรวบเอาไว้หลวมๆ สายตากำลังจับจ้องคนๆ หนึ่งอย่างไม่วางตา

เด็กหนุ่มไม่สามารถห้ามความคิดที่จะก้าวออกไปได้ เขาขอตัวออกจากวงสนทนาอย่างสุภาพ ดึงแขนของมิคาเอล ออกโดยไม่หันไปมองหน้าอีกฝ่าย เขาเริ่มเดินออกมาและเปลี่ยนเป็นวิ่งเหยาะๆ ออกไปหาคนในสายตา ย้อนคิดไปถึงความทรงจำในอดีตที่ผ่านมา การได้พบกับเพื่อนเก่าเหมือนกับการกวนตะกอนขุ่นๆ ที่อยู่ในความทรงจำกลับขึ้นมาอีกครั้ง

ในป่าฝนเขตร้อน ฝนห่าใหญ่พึ่งหยุดตกลงมา มีเสียงหยดน้ำกระทบใบดังเปาะแปะให้ได้ยิน เด็กน้อยสองคนประจันหน้ากับกลุ่มเด็กอีกสามคน ทุกคนอยู่ในสภาพมอมแมมเสื้อผ้าขาดวิ่น มองเห็นเลือดเกรอะกรังได้ตามใบหน้าและลำตัวของเด็กเหล่านั้น ทั้งจากของตนเองและจากผู้อื่น กลุ่มเด็กสามคนหน้าตาอิดโรยหากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความกระหายการฆ่า ในมือถือหินที่ถูกลับจนคม

สูงขึ้นไปบนโขดหินเด็กชายที่มีเค้าหน้าเอเชียตัวสูงกว่าเพื่อนยืนถือมีดสั้นของจริงถลึงตามองลงมายังคนที่อยู่ด้านล่างด้วยดวงตาแดงก่ำ ด้านหลังยังมีเด็กน้อยตัวเล็กท่าทางอ่อนแอยืนแทบจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่เกาะหลังเอาไว้แน่น

“อย่าเข้ามานะ ถ้าพวกนายยังเดินมาอีกก้าวเดียว...โดนฆ่าแน่!” 

“นายจะปกป้องมันทำไมสิบแปด หมอนี่ทั้งขี้ก้างทั้งอ่อนแอ ฆ่าให้ตายๆไปจะได้จบๆ นายมากับพวกเราเถอะ” 

“ออกไปก่อนที่ฉันจะอยากฆ่าพวกนายขึ้นมาจริงๆ” 

“ฉันไม่เข้าใจเลยว่านายกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะว่านายแข็งแกร่งหรอกนะ พวกเราจะยอมให้วันหนึ่ง ฉันจะกลับมาฆ่ามัน ไม่ปล่อยให้อยู่รกหูรกตาแบบนี้หรอก” 

“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู” 

เด็กกลุ่มนั้นกลับไปแล้ว เด็กตัวสูงหันมากอดเด็กตัวเล็กอย่างปลอบโยน “ไม่ต้องกลัวเซจ บอกแล้วไงว่าฉันจะปกป้องนายเอง” 

“ต...แต่ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงของนาย” 

“นายไม่ได้เป็นตัวถ่วงสักหน่อย นายเป็นเพื่อนของฉัน” 

“ฉ...ฉันสัญญา จะต้องแข็งแกร่ง เฮกฉันจะ ปกป้องนายให้ได้” 

“ขอบคุณนะ” เด็กตัวสูงยิ้มกว้างจนตาหยีเข้าหากัน 

 

กลับมาสู่ปัจจุบัน

หลังจากเริ่มมีภารกิจเขากับเฮกเตอร์ไม่ค่อยได้เจอกันมากนัก จะมีบ้างที่ได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์ไม่กี่วินาที ไม่ว่าจะเจอกันกี่ครั้งก็อดคิดถึงความทรงจำวัยเด็กไม่ได้ เฮกเตอร์เป็นคนที่ทำให้เขาพยายามจนมีทุกวันนี้ จนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งในที่สุด เรามักจะเรียกกันด้วยชื่อก่อนเข้าองค์กร

ในตอนที่เขาแข็งแกร่งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนได้เป็นหัวหน้าหน่วยที่1 ในที่สุด อีกฝ่ายเพียงยิ้มบางๆ ให้เขาพูดแค่คำเดียวว่า “นายโตขึ้นแล้วสินะเซจ” 

ผ่านมาหลายปีแล้วที่เขาไม่ได้เจออีกฝ่ายเลย ไม่รู้ว่าเฮกเตอร์ทำตามคำที่เขาขอเรื่องครอบครัวของผู้นำตระกูลมัซซิโม่แล้วหรือยัง เขาก้าวเข้าไปหาเพื่อนเก่าเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายหันกลับมามองด้วยแววตาฉงน

“สวัสดีครับ”

“สวัสดี มีอะไรให้ผมช่วยรึเปล่าครับ”

“เปล่าครับ ผมแค่รู้สึกคุ้นเคยกับคุณ เลยเดินมาแบบไม่รู้ตัว”

ชายหนุ่มผมยาวนิ่งงันไปทันทีหลังจากที่ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ความรู้สึกหวาดระแวงเกิดขึ้นมาในฉับพลันก่อนที่ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นจะดึงดูดเขาเอาไว้เสียก่อน “แววตาของคุณทำให้ผมนึกถึงคนๆ หนึ่ง”

“ใครเหรอครับ” ดวงตาของอคิราห์สว่างวาบขึ้นมาทันที

“เพื่อนของผมน่ะ แต่ว่าคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว”

เด็กหนุ่มรู้สึกวูบโหวงขึ้นมาหลังจากมองเห็นแววตาหม่นหมองของอีกฝ่าย เขาอยากจะตะโกนออกได้ดังๆ ว่าฉันนี่ไง เซจเพื่อนของนาย แต่...ก็ทำได้แค่คิดเท่านั้น

“น่าเสียดายนะครับ ผมคิดว่าถ้าพวกคุณได้พบกันเขาคงจะพูดประมาณว่า...‘ฉันดีใจมากที่ได้เจอกับนายอีกครั้ง’ประมาณนี้ล่ะมั้งครับ”

เฮกเตอร์เงียบไปเนิ่นนาน เขาจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่วางตา ด้วยคำพูดนี้เขาเหมือนจะเห็นเด็กคนนี้เป็นเพื่อนเขาจริงๆ อีกอย่างเสียงแบบนี้...

“จะว่าไปแล้วคุณชื่ออะไรเหรอครับ” 

________________________________________________ 

ความคิดเห็น