Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 4 An Archangel, Michael?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.7k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 14:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 4 An Archangel, Michael?
แบบอักษร

Chapter 4 An Archangel, Michael? 

อีกฝั่งหนึ่งในประเทศไทย

“อย่างที่คุณรู้ครับท่าน เรื่องสัญญาซื้อขายกับมัซซิโม่คงต้องถูกยกเลิกไป แต่ผมสั่งคนให้ไปรับของมาเรียบร้อยแล้วไม่มีปัญหาครับ แต่ดูเหมือนสกอปิโอ้คงอยากทำธุรกิจร่วมกับเราจริงๆ หวังว่าฝั่งนี้จะอยู่ได้นานกว่ามัซซิโม่นะครับว่าแต่... เมื่อไหร่คุณจะกลับมาสักทีล่ะครับ”

ชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่า ‘เทวทูตแห่งโลกมืด’ กำลังนั่งจิบไวน์อย่างสบายใจ ท่ามกลางลมทะเลที่พัดเอื่อยๆปะทะใบหน้า บนระเบียงบ้านพักตากอากาศ เรือนผมสีบลอนด์ปลิวไสวไปตามแรงลม มือซ้ายถือโทรศัพท์ฟังเสียงลูกน้องคนสำคัญโอดครวญด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน

‘ไม่มีกำหนด’

‘เจสัน โลเวล’ ได้แต่ถอนหายใจ เขาคิดถูกหรือคิดผิดที่มารับตำแหน่งมือขวาให้กับ ‘เทวทูต’ ผู้นี้กัน พูดถึงฉายานี้ ฟังกี่ทีก็ขนลุกเป็นบ้า คนพวกนั้นคิดได้ยังไง แม้ว่าคนๆนั้นจะชื่อมิคาเอล และมีรูปร่างหน้าตาราวกับทูตสวรรค์ แต่ความเป็นจริงไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าเทวทูตที่ใครๆ ก็เรียกกันเลยสักนิด ถ้าคนๆ นั้นเป็นเทวทูต เขาก็พระแม่มารีแล้วล่ะ

“คุณทำกับผมแบบนี้ได้ไงครับ คุณทิ้งงานให้ผมแล้วหนีไปเที่ยวต่างประเทศเนี่ยนะ ผมเป็นมือขวาของคุณนะครับ ไม่ใช่ขี้ข้าที่คุณจะโขกสับใช้งานเยี่ยงทาสขนาดนี้”

‘แล้วไม่ใช่รึไง’

เจ้านายของเขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เจสันทำได้เพียงนั่งร้องไห้อย่างไร้น้ำตาอยู่เงียบๆ ท่ามกลางกองเอกสารที่สุมอยู่จนท่วมหัว นอกจากงานพวกนี้แล้วเขายังต้องไปจัดการพบปะผู้คน ติดต่อค้าขายงานสำคัญๆมากมาย แถมยังต้องปวดหัวกับพวกองค์กรพวกตระกูลบ้าบอพวกนั้น เขาทำงานจนแทบจะไม่ได้นอนในขณะที่เจ้านายคนดีกลับไปนอนอาบแดดชิวๆดูสาวๆในชุดบิกินี่เดินไปมาอยู่ที่ประเทศไทย นี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด “คุณมันใจร้าย ไม่มีหัวใจ จิตใจคุณทำด้วยอะไร คุณ..”

‘คุณโลเวล’

เสียงของผู้เป็นเจ้านายยังคงเรียบนิ่งเช่นเดิมหากแต่เป็นที่รู้กันว่า เมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายเรียกเขาแบบนี้ นั่นแปลว่าคนๆนั้นกำลังเริ่มไม่พอใจขึ้นมาแล้ว

"ขออภัยครับ ผมจะรีบกลับไปทำงานครับท่าน เที่ยวให้สนุกนะครับสวัสดีครับ” เจสันรีบพูดขึ้นทันที เขาทำได้เพียงวางสายและมองดูงานที่กองตรงหน้าอย่างเหม่อลอย

ครั้งนี้เขาเล่นจนลืมตัวเกินไปจริงๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ชายคนนั้นก็ยังน่ากลัวเสมอ ตัวเขาพลั้งปากพูดกับอีกฝ่ายอย่างสนิทสนมจนเกินขอบเขต ต่อให้เป็นมือขวาคนสนิทและได้รับอภิสิทธิ์มากมาย แต่ใช่ว่ามิคาเอลจะยอมให้ใครพูดเล่นหัวได้ง่ายๆ น้ำเสียงเย็นเยือกที่ไม่ได้ยินมานานทำให้ชายหนุ่มรู้สึกตัว

‘อันตราย...อันตรายจริงๆ

 

มิคาเอลวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะด้านข้าง นั่งมองพระอาทิตย์ยามเย็นอย่างเงียบงัน ผิวสีขาวซีดภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวสะท้อนแสงสีส้มนวลทำให้ชายหนุ่มดูน่าหลงใหลยิ่งขึ้น ใบหน้าคมสันราวกับรูปสลัก ไม่ว่าใครที่เคยเห็นเขาก็จะต้องจดจำใบหน้านี้ได้ไปตลอดชีวิต โดยเฉพาะดวงตาสีมรกตคู่นั้น เพียงเหลือบมองก็ทำให้ผู้ที่โดนจับจ้องรู้สึกราวกับตนเองเป็นเพียงเหยื่อที่รอเชือดเท่านั้น น่าหลงใหล...แต่ก็อันตรายเกินไป

“ลุค ไปเตรียมรถ”

“ครับท่าน”

 

อคิราห์มองออกไปยังขอบฟ้ากว้างไกล เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองมาทะเลครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ต่อให้จำได้ ช่วงเวลานั้นเขาคงไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าตัวเองอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรอยู่

“เป็นไง ชอบรึเปล่า” ซันมองน้องชายด้วยสายตาคาดหวัง จนฝ่ายหลังต้องตอบออกไปอย่างจนใจ

“สวยมากครับ ผมชอบมาก”

“ไปเล่นน้ำมั้ย แต่ก่อนตอนที่พี่พาอาคิมา นายวิ่งกระโจนลงน้ำไม่สนใจใครเลย”

“งั้นเหรอครับ” เขาหันไปมองคลื่นสาดกระทบชายหาดจนเห็นเป็นฟอง ไม่ค่อยเข้าใจว่ามันมีอะไรน่าสนุกนัก เขายืนพิจารณาอยู่นาน จู่ๆก็รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวด้านหลัง อย่างไม่ได้ตั้งใจ เด็กหนุ่มหันไปตอบโต้อีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ

“โอ๊ย” ซันร้องออกมาเสียงหลง ข้อมือของเขาถูกน้องชายบิดอย่างแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้น แม้ว่าตอนนี้เด็กหนุ่มยังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงมากนัก แต่ก็ยังสามารถทำให้คนทั่วๆ ไปอย่างซันล้มลงไปได้อย่างง่ายดาย

“ผมขอโทษ” อคิราห์รู้สึกตัวว่าทำเกินไป รีบช่วยพยุงคนที่นั่งกองกับพื้นขึ้นมาทันที

“ไม่เป็นไรๆ เห็นตัวผอมๆ แบบนี้แรงเยอะไม่ใช่เล่นเลยนะเรา แปลว่าที่ออกกำลังกายหนักทุกวันไม่สูญเปล่า พี่แค่จะแกล้งเล่น ไม่เห็นต้องทำกันขนาดนี้เลย” ซันพูดไปลูบข้อมือที่ขึ้นเป็นรอยฝ่ามือชัดเจนไปด้วย

“บอกผมก่อนสิครับ”

“ได้ ถ้าอย่างนั้นพี่ขออุ้มเราลงทะเลได้มั้ย”

“ผมเดินลงไปเองดีกว่าครับ” อคิราห์หมุนตัวเดินลงไปในทะเลทันที ไม่หันกลับมามองคนที่กำลังทำท่าช้อนตัวแม้แต่น้อย เขาหยุดยืนนิ่ง ลำตัวอยู่ในทะเลครึ่งหนึ่ง จนถึงตอนนี้เด็กหนุ่มก็ไม่รู้ต้องทำอะไรอยู่ดี ความทรงจำเกี่ยวกับทะเลสำหรับเขาไม่ค่อยดีนัก

พูดถึงทะเล สิ่งแรกที่นึกออกกลับเป็นร่างไร้วิญญาณของเพื่อนที่เขาฆ่าไป

ซ่า! 

เด็กหนุ่มหลุดออกจากภวังค์ทันทีที่โดนพี่ชายสาดน้ำใส่จนทั้งหัวทั้งตัวเปียกไปหมด

“ยืนนิ่งทำอะไรอยู่ นี่!” ซันสาดน้ำใส่คนที่ยืนอยู่กับที่จนตัวเปียกแต่ก็ยังไร้ปฏิกิริยา จนเขาเองก็เริ่มหมดหวังได้แต่ยิ้มออกมาฝืดๆ แต่จู่ๆ มวลน้ำมหาศาลก็ปะทะหน้าเขาเต็มแรง

อคิราห์เลียนแบบการกระทำของพี่ชาย จนเมื่อซันสาดมาอีกครั้งเขาก็ทำตามอีก เด็กหนุ่มไม่เข้าใจนักว่าการสาดน้ำไปมาใส่กันมันดียังไง รู้เพียงเวลานี้มุมปากของเขากำลังขยับขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เล่นกันอยู่พักใหญ่จนเหนื่อยมากแล้วแต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่ยอมหยุดจนซันต้องเป็นฝ่ายขอยอมแพ้ไปก่อน

 

เวลาล่วงผ่านมาถึงตอนเย็น ซันหันไปพูดกับน้องชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลางตักอาหารให้อีกฝ่ายอย่างเอาใจ “วันนี้สนุกมั้ย” เขาพาน้องชายมาทานอาหารมื้อค่ำที่ภัตตาคารหรูริมทะเล แม้อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้าให้เบาๆ เขาก็รู้สึกได้ว่าความจริงแล้วอาคิจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ พอคิดได้แบบนั้นก็ทำให้เขารู้มีความสุขไปด้วย “ลองกินนี่ดู พี่ว่าอันนี้ก็อร่อยนะ นี่ด้วย อันนี้ด้วย” ซันตักอาหารให้น้องชายไม่หยุด ไม่ได้สนใจจานที่เริ่มล้นออกมาแม้แต่น้อย

อคิราห์ก็ไม่ได้ทักท้วง เพียงแต่ท่าทางการกินที่เป็นระเบียบทุกกระเบียดนิ้วกลับทำให้คนที่นั่งอยู่อีกฝั่งตรงข้ามมองท่าทางของเขาอย่างแปลกใจ

“ผ่อนคลายบ้างก็ได้อาคิ มากินข้าวกับพี่ไม่ต้องทางการขนาดนั้นก็ได้”

หลังจากโดนอีกฝ่ายทัก อคิราห์ก็หยุดชะงัก ถือมีดและส้อมอยู่ในท่าเดิม เขาขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างไม่เข้าใจจนผู้เป็นพี่ชายต้องเหงื่อตก “ได้เหรอครับ”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ชายหนุ่มถามน้องชายกลับไป แต่เมื่อเห็นน้องชายนั่งนิ่งไปแล้ว ชายหนุ่มถึงได้พูดคะยั้นคะยออีกครั้ง “ช่างเถอะ มาๆ กินกันต่อ” ซันกลับมาตักอาหารให้น้องชายอย่างเดิม

แต่อคิราห์กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูผิดหวังเล็กน้อย นั่นทำให้เขาพึ่งรู้สึกตัวว่าเวลานี้ตัวเองเป็นแค่อคิราห์ ไม่ใช่หมายเลขสิบเจ็ดอีกต่อไปแล้ว เด็กหนุ่มตักอาหารตรงหน้าเข้าปากเคี้ยวอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจมารยาทใดๆอีกต่อไป เพียงแต่สีหน้าที่มักจะเรียบเฉยมีความจริงจังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวราวกับต้องทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จ

“ใจเย็นๆ ก็ได้อาคิ ฮ่าฮ่า เลอะไปหมดแล้ว” ซันเอื้อมมือหยิบทิชชู่ไปเช็ดเศษอาหารที่เลอะเต็มขอบปากของน้องชาย อีกฝ่ายเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมามองแถมยังเคี้ยวอาหารจนแก้มตุ้ย ทำให้ชายหนุ่มนึกถึงกระต่ายสีขาวขนปุยที่กำลังเคี้ยวแครอทขึ้นมา

‘อ่า ทำไมน้องชายต้องน่ารักขนาดนี้ด้วยนะ

ในช่วงที่ซันกำลังเพ้อ จู่ๆ ก็มีเสียงล้อเลียนดังออกมาจากด้านบนศีรษะ

“คู่ขาคนนี้ของคุณน่ารักใช้ได้เลยนี่คุณตะวัน คนเก่าที่ผมเคยเห็นเทียบไม่ติดเลยมั้ง ยังไงผมขอยืมสักคืนสิ”

คนทั้งคู่เงยหน้าขึ้นไปมองคนที่กำลังยืนค้ำหัวอยู่ มือซ้ายโอบเอวเด็กหนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มที่ดูเขินอายตลอดเวลา

“ไม่เจอกันนาน นิสัยยังไม่เปลี่ยนเลยนะนายน่ะ สวะยังไงก็อย่างนั้น อีกอย่าง...มีแต่คนอย่างนายเท่านั้นแหละที่คิดแต่เรื่องอกุศล อาคิพี่ว่าที่นี่บรรยากาศเริ่มจะเสียแล้ว เรากลับกันเถอะ” ซันลุกขึ้นเอื้อมมือไปคว้าข้อมือน้องชายให้เดินตาม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อโดนอีกฝ่ายผลักจนล้มลงกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ จนคนที่แขนยังอยู่ในมือพี่ชายโดนกระชากไปด้วยเพียงแต่ปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มรวดเร็วเกินไป เขายอมโอนอ่อนตามแรงดึง แต่ไม่รู้เป็นเพราะความบังเอิญหรือตั้งใจ ข้อศอกอีกข้างของเด็กหนุ่มกลับสะบัดไปกระแทกลงบนลิ้นปี่ของชายหนุ่มผู้นั้นอย่างรุนแรงจนเข่าทรุดลงกับพื้น มือทั้งสองข้างกุมอยู่บนหน้าอกแน่น

“อึก”

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

“ทำดีมากน้องรัก ไปกันเถอะ” ซันลุกขึ้นสะบัดตัวจากไปโดยไม่ลืมลากแขนน้องชายออกไปด้วย ไม่หันกลับมามองคู่อริแม้แต่แวบเดียว

 

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวบนชั้นลอยมองดูภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความสนใจ ตรงหน้าของเขามีทั้งหญิงสาวและเด็กหนุ่มหน้าตาสวยงามน่ารักหลายแบบยืนเรียงรายอยู่เกือบสิบคน ในตอนแรกเขายังสนใจพิจารณาคนเหล่านั้นอยู่ เพียงแต่เมื่อสายตาบังเอิญมองลงไปยังด้านล่าง เด็กหนุ่มคนหนึ่งในนั้นกลับทำให้เขาไม่สามารถละสายตาออกจากอีกฝ่ายได้

มิคาเอลเท้าคางด้วยมือข้างเดียวหันหน้าไปมองทางด้านนั้นอย่างเผลอไผล เขาหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อเด็กคนนั้นพยายามยัดของพวกนั้นเข้าปาก แต่จู่ๆก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อชายที่นั่งอยู่ด้วยกันเอื้อมมือไปเช็ดริมฝีปากของเด็กคนนั้น เขายิ่งพิจารณาริมฝีปากเล็กๆนั่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนอดแลบลิ้นออกมาเลียริมฝีปากอย่างกระหายไม่ได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถูกใจมากขึ้นไปอีก

มิคาเอลเอ่ยปากสั่งคนสนิทโดยที่สายตาไม่ละไปจากแผ่นหลังบอบบางแม้แต่น้อย “ลุค ฉันต้องการเด็กคนนั้น”

ลูกน้องคนสนิทรับรู้ความต้องการจากสายตาของเจ้านายได้ในทันที “ผมจะจัดการให้ครับ”

“เอ่อ ท่านครับ แล้วเด็กๆพวกนี้ เอ่อ ตามที่เราตกลงกัน...” ชายอายุราวสี่สิบรูปร่างผอมที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างเด็กๆ เหล่านั้นเอ่ยออกมาอย่างหวาดๆด้วยกลัวว่าตัวเองจะเป็นชวดเงินไปเสียก่อน เพียงแต่เมื่อเห็นสายตาที่หันกลับมามองอย่างเรียบเฉยแฝงแววไม่พอใจ เขาถึงได้รีบเก็บปากคำก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว เหงื่อไหลออกมาราวกับน้ำ เวลานี้หากคนตรงหน้าบอกให้เขาออกไป เขาจะรีบพาเด็กพวกนี้ออกไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว

ชายหนุ่มหันกลับมาพิจารณาคนที่อยู่ในห้องต่อไปเพียงแต่หลังจากได้เห็นเด็กคนนั้นแล้ว คนอื่นๆก็ดูธรรมดาไปหมด “ออกไป”

“ค...ครับ” ชายคนนั้นรีบดันหลังเด็กๆ เหล่านั้นออกจากห้องอย่างไม่ลังเลก่อนที่จะปิดประตูให้อย่างเบามือที่สุด

ชายหนุ่มนัยน์ตาสีมรกตเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หมุนแก้วที่อยู่บนโต๊ะอย่างอ้อยอิ่งหากแต่แววตามีความคาดหวัง

 

หลังจากที่สองพี่น้องวอลเทอร์กลับมาถึงบ้านพัก ในขณะที่อคิราห์กำลังจะเดินเข้าห้องของตัวเอง ซันก็เรียกตัวน้องชายเอาไว้ก่อน “อาคิพี่มีเรื่องจะคุยด้วยสักหน่อย วันนี้พี่ขอเข้าไปนอนด้วยได้มั้ย”

ได้ยินดังนั้นเด็กหนุ่มพลันรู้สึกลังเล แต่เมื่อเห็นท่าทางเงียบขรึมมาตลอดทางของซันเขาก็ยอมพยักหน้าให้

ซันลูบหัวน้องชายเบาๆ แล้วเดินเข้าห้องของตัวเองไปจัดการธุระส่วนตัว

ฝั่งอคิราห์เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินไปแล้วเขาก็เปิดประตูเข้าไปในห้อง หยิบข้าวของเดินเข้าห้องน้ำ เด็กหนุ่มยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจก บางครั้งก็รู้สึกสับสนว่าตัวเองคือใครกันแน่ ตอนนี้เขาเป็นแค่ ‘อคิราห์’ หรือ ‘หมายเลขสิบเจ็ด’หลังจากฟื้นขึ้นมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่นี้เขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจแล้วเหมือนกัน

อคิราห์ถอนหายใจเดินเข้าไปอาบน้ำ ตอนที่เปิดประตูออกมาก็มองเห็นพี่ชายนั่งเอนตัวเอามือเท้าไปกับเตียงด้านหลังอยู่แล้ว ฝ่ายนั้นหันมาหาเขาทันทีที่ออกมาจากห้องน้ำ

“อาคิ พี่ว่า...นายรีบไปแต่งตัวก่อนดีมั้ย” ซันมีท่าทีตกใจก่อนจะหันกลับไปมองตรงเหมือนเดิม เด็กนี่ทำให้สติที่เขากำลังพยายามรวบรวมแตกกระจายออกไปจนหมด ใบหน้าของชายหนุ่มพลันแดงก่ำขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ 

“ครับ” อคิราห์ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เขาเพียงทำตามคำสั่งของพี่ชายและเดินไปที่เตียง เด็กหนุ่มเดินไปยืนตรงหน้าพี่ชายที่กำลังนั่งอยู่ ทำให้ฝ่ายหลังต้องเงยหน้าขึ้นมา

“พี่มีอะไรจะบอกผมมั้ย” เขาถามออกไปทั้งที่ใจหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นอะไรเลยสักนิด แต่ความไม่สบายใจของซันก็ทำให้รู้สึกอยากรู้เรื่องนี้ขึ้นมา

 “ไม่มีอะไรหรอก” ชายหนุ่มเอ่ยยิ้มๆ น้องชายมองเขานิ่ง แม้สายตานั้นจะเฉยชากว่าแต่ก่อน แต่ซันก็มองเห็นความห่วงใยในนั้นอย่างชัดเจน เขาลุกขึ้นยืนแล้วค่อยดึงน้องชายเข้ามากอด ยกมือขวาขึ้นลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ซันพูดเบาๆแค่คำว่า ‘ขอบคุณ’ ก่อนที่จะผละออกมาและเดินเข้าห้องน้ำไป

อคิราห์ยังยืนอยู่ที่เดิม เขาเริ่มชื่นชอบสัมผัสแบบนี้ขึ้นมาจนอดคิดไม่ได้ว่า ตอนเด็กๆ เวลาที่พ่อแม่ลูบผมให้จะมีความรู้สึกเหมือนกันรึเปล่า เด็กหนุ่มส่ายศีรษะไปมาเลิกคิดฟุ้งซ่านก่อนที่จะล้มตัวลงนอน

ประตูห้องน้ำถูกเปิดออก เตียงอีกฝั่งยวบลง ซันเอื้อมมือไปปิดโคมไฟทำให้ภายในห้องมืดสนิททันที

คนที่อยู่อีกฝั่งยังไม่หลับ เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสจากมือของซันที่กำลังลูบศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา และสัมผัสบางเบาบนหน้าผาก

“ฝันดีอคิราห์”

____________________________________________________________________________________________ 

Talk 

ฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจรีดเดอร์ทุกคนด้วยนะคะ 

ชอบไม่ชอบคอมเม้นท์ได้นะ เป็นกำลังใจในการพัฒนาการเขียนของไรท์ด้วย 

ช่วงนี้ก็จะคึกหน่อยๆ (^3^) 

Crystal 

 

ความคิดเห็น