Crystaljadeed

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter 3 Akira , Sleeping Beauty & 'His' Family

ชื่อตอน : Chapter 3 Akira , Sleeping Beauty & 'His' Family

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.3k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ค. 2562 14:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 3 Akira , Sleeping Beauty & 'His' Family
แบบอักษร

 

Chapter 3 Akira , Sleeping Beauty & 'His' Family 

'เกิดเหตุระเบิดอย่างไม่คาดฝันบนโรงแรมหรู ใจกลางเม็กซิโกซิตี้ พบผู้เสียชีวิต10 ราย หนึ่งในนั้นคือนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแห่งอิตาลี ตำรวจคาดว่าเหตุเกิดจากการขัดผลประโยชน์กันทางธุรกิจ...' 

ดวงตาของเด็กหนุ่มค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยเพื่อให้คุ้นชินกับแสงสว่างก่อนที่จะเปิดขึ้นเต็มที่ สิ่งแรกที่มองเห็นคือเพดานสีขาวและหลอดไฟดวงกลม เสียงอ่านข่าวจากโทรทัศน์แว่วเข้าหูพอจับใจความได้บ้างเล็กน้อย เป็นภาษาประหลาดที่ไม่คุ้นเคยแต่สามารถเข้าใจได้อย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มรู้สึกว่าลำคอของเขาแห้งผากเป็นผุยผง เขาอ้าปากพยายามพูดบางอย่าง

โครม... 

ทันใดนั้นก็มีเสียงเก้าอี้กระแทกพื้นอย่างรุนแรง

“ป้าๆ คุณหนูฟื้นแล้ว” เด็กสาวคนหนึ่งตะโกนเสียงดังจนหญิงชราอีกคนในห้องตกใจหัวใจแทบวาย ผุดลุกขึ้นมองคนที่พยายามอ้าปากพูด

“คุณหนูอาคิของนมฟื้นแล้ว” เธอยิ้มกว้างน้ำตาค่อยๆรื่นออกมาที่ขอบตา

เขารู้สึกงุนงง สมองยังไม่สามารถเรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นได้

“น..น..น้ำ” เขาพูดออกมาอย่างติดขัด เด็กสาวคนเดียวในห้องรีบหยิบแก้วน้ำให้ดื่มอย่างรวดเร็ว เขาพยายามกลืนน้ำอึกใหญ่จนสำลักออกมา หญิงชราอีกคนกุลีกุจอหยิบผ้ามาซับน้ำให้อย่างเบามือ

เด็กหนุ่มหลับตาลง พยายามลุกขึ้นแต่กลับทำไม่ได้ดั่งใจ เมื่อเห็นความต้องการของอีกฝ่ายหญิงชราจึงสั่งเด็กสาวให้รีบปรับเตียงขึ้นและจัดท่าให้เขาได้นั่งอย่างสบาย

“ยัยแพร...ยังไม่รีบโทรหาคุณซันอีก”

“จ่ะป้า”

เขารู้สึกงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก เขามั่นใจว่าตัวเองต้องตายแน่ๆเพราะอยู่ที่จุดศูนย์กลางของระเบิด แรงอัดรุนแรงมาก เวลานั้นแทบรับรู้ได้ถึงกระดูกที่ลั่นทั่วร่างก่อนตายเสียด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น จับจ้องไปยังผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก “พวกคุณเป็นใคร”

ผู้เป็นหญิงทั้งคู่ชะงัก รอยยิ้มของหญิงชราแข็งค้าง ส่วนเด็กสาวทำโทรศัพท์หล่นลงพื้นไปแล้ว

“คุณหนูล้อเล่นอะไรกันคะ...นี่นมอ่อน กับยัยแพรไงคะ”

“ใครคืออาคิ คุณเป็นใคร ผมอยู่ที่ไหน” เขารัวคำถามใส่อีกฝ่ายด้วยความสับสน

“ค...คุณหนู” หญิงชราเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก แต่เมื่อแน่ใจว่าเด็กหนุ่มที่อยู่บนเสียงไม่ได้กำลังล้อเล่น รอยยิ้มของเธอก็ค่อยๆจางหายไป หญิงชรากลืนน้ำลายก่อนจะเอ่ย “คุณหนูชื่อคิราห์ วอลเทอร์ และ...ตอนนี้ก็อยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนเหตุผล...”

ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงัน แม้เวลาจะผ่านไปเพียงชั่วครู่แต่ในความรู้สึกของผู้หญิงทั้งสองคน ช่วงเวลาในขณะนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน

“ผมขออยู่คนเดียว”

 

ภายในห้องพักผู้ป่วย

“คุณอคิราห์มีภาวะความจำสูญหาย อาจจะเกิดจากการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก รวมถึงสมองที่ได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ผลการสแกน และทำการX-ray สมองดูแล้วไม่มีปัญหาครับสบายใจได้ แต่ตอนนี้น้องมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงเพราะนอนเป็นเวลานานต้องทำกายภาพบำบัด ตอนนี้น้องอาจจะยังสับสน อาหารให้เป็นอาหารเหลวไปก่อนนะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วหมอขอ...”

“ขอโทษนะครับคุณหมอ คือผมอยากทราบว่าความทรงจำของน้องชายจะกลับมาเมื่อไหร่”

“เรื่องนี้หมอก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ เพราะสมองของน้องปกติดี เรื่องความจำอาจจะกลับมาเร็ววัน หรือกลับมาเรื่อยๆทีละนิด หรือร้ายแรงที่สุดคือไม่กลับมาเลย”

“ขอบคุณครับ เชิญคุณหมอครับ”

“ครับ ขอตัวก่อนนะครับ” คุณหมอยิ้มให้คนในห้องเล็กน้อยก่อนขอตัวออกจากห้องไป ห้องสีขาวกลับมาเงียบงันอีกครั้ง แต่ละคนต่างกำลังครุ่นคิดเรื่องของตัวเอง

ซันรีบขับรถมาทันทีที่รู้ว่าน้องชายเพียงคนเดียวฟื้นแล้ว แต่สิ่งที่รับรู้ทำให้เขาต้องตกตะลึง น้องชายของเขา...ความจำเสื่อม ซันยิ้มออกมาอย่างฝืดเฝื่อน เขาไม่รู้จะรู้สึกกับสถานการณ์นี้อย่างไร ใจหนึ่งก็เสียใจที่น้องชายจำเขาไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งก็แอบดีใจที่อีกฝ่ายลืมเรื่องราวร้ายๆต่างๆไปจนหมด

ในขณะเด็กหนุ่มในห้องกลับคิดอีกอย่าง ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่าความทรงจำของเด็กคนนี้จะกลับมาเมื่อไหร่ เพราะมันไม่มีทางกลับมา รวมถึงเด็กที่ชื่ออคิราห์อีกด้วย

ชายวัยสี่สิบกว่าในร่างเด็กหนุ่มแน่ใจว่าเด็กคนนี้ตายแล้วอย่างแน่นอน แต่เขาไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ในร่างนี้ได้อย่างไร เรื่องราวมันน่าเหลือเชื่อเกินไป เขาพูดกับตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่พักใหญ่จนรู้สึกปลงเพราะตอนนี้มันได้เกิดขึ้นแล้ว และเขาต้องพยายามใช้ชีวิตเป็นเด็กหนุ่มคนนี้ต่อไป รูปร่างราวกับโครงกระดูกนี่ ทำให้เคลื่อนไหวลำบากเหลือเกิน หากแต่เมื่อเขาต้องการทำสิ่งใดก็จะมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ๆเสมอ ทั้งคนที่เรียกตัวเองว่า ‘นมอ่อน’ ‘แพร’ และพี่ชายของเจ้าของร่าง ‘ซัน’

เขารู้สึกว่ามันแปลกประหลาด ในชีวิตก่อนหลังจากเข้าองค์กรก็แทบจะไม่เคยได้รับการเอาใจใส่จากใครขนาดนี้ เป็นความรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร ฟังจากที่หญิงชราเล่า พ่อแม่ของเด็กคนนี้เสียชีวิตไปตั้งแต่เด็ก เหลือพี่ชายอยู่เพียงคนเดียว ทั้งคู่ได้รับการอุปการะจากผู้เป็นอา แต่เมื่อพูดถึงคนๆนั้น นมอ่อนดูมีทีท่าอึดอัดใจจนเขาจับสังเกตได้ เขาอนุมานจากสีหน้าของหญิงชราว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากผู้เป็นอาคนนั้น ไม่มีใครบอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนพูดเพียงแค่ว่ามันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องพยายามไปรื้อฟื้น ดูเหมือนว่า ทุกคนดูมีความสุขที่เด็กคนนี้จำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพราะถึงยังไงเรื่องที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้เขามีบางอย่างที่ต้องทำ

 

หลังจากพี่ชายของอคิราห์ขอตัวกลับไปสะสางงานเพื่อจะได้กลับมาดูแลน้องชายให้เต็มที่ ส่วนเด็กสาวที่ชื่อแพรกลับไปเอาเสื้อผ้ามาเพิ่ม ภายในห้องพักผู้ป่วยจึงเหลือหนึ่งผู้ป่วยและหนึ่งหญิงชราอยู่เพียงสองคน

“คุณนมอ่อนครับ ผมหิวมากจริงๆ รบกวนออกไปถามพยาบาลหน่อยได้รึเปล่าครับว่าผมขอทานอาหารก่อนเวลาได้รึเปล่า ระหว่างนี้ขอโทรศัพท์หน่อย...ได้มั้ยครับ” เขาเงยหน้าขึ้นไปพูดกับหญิงชราพร้อมรอยยิ้มงดงาม

“คุณอาคิจะเอาไปทำอะไรคะ” หญิงชรามีสีหน้าลังเลเล็กน้อย

“ผมเบื่อๆ น่ะครับ แค่อยากเล่นแก้เบื่อ...นะครับ”

สุดท้ายหญิงชราก็ยอมทำตามความต้องการของเด็กหนุ่ม เมื่อเธอเดินออกไป ฝ่ายหลังก็หันไปอีกฝั่งมองตรงไปด้านหน้าด้วยสายตาเฉยชาเช่นเดิม เขากดหมายเลขที่คุ้นเคยโทรออกครั้งแรกแต่ไม่มีใครตอบรับ จนครั้งที่สามปลายสายก็กดรับในที่สุด

“...”

“สวัสดีเฮกเตอร์ มีเวลายี่สิบวินาที เซจให้สัญญากับมัซซิโม่ ฝากบอกภรรยาของเขาว่าให้พาลูกหนีไปอยู่กับวิคเตอร์ และอย่าไว้ใจบาธ ตามหาเธอ ทำให้คำสัญญาของเซจเป็นจริง ไม่ต้องตามหาผม และอย่าโทรกลับมาเด็ดขาด” เด็กหนุ่มพูดในสิ่งที่ต้องการอย่างรวดเร็วและพยายามให้อีกฝ่ายเข้าใจมากที่สุด เพื่อป้องกันการดักฟังและสืบหาที่อยู่ของอีกฝ่าย เรื่องนี้เฮกเตอร์หรือหมายเลขสิบแปด เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาเข้าใจเป็นอย่างดี หวังว่าเฮกจะทำตามที่เขาพึ่งบอกไป

อดีตนักฆ่าถอนหายใจโดยที่ไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่ปลายสายรู้สึกตกตะลึงมากแค่ไหน

 

2 เดือนผ่านไป

ตอนนี้เด็กหนุ่มกลับมาเดินได้แล้วและกำลังจะออกจากโรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น เขาไม่ได้ดูเหมือนโครงกระดูกเดินได้อีกต่อไป แต่ก็ยังไม่พ้นคำว่าผอมแห้งอยู่ดี ซึ่งจุดนี้อดีตมือสังหารอย่างเขาไม่ชื่นชอบสภาพนี้เท่าไหร่นัก

“พี่พาอาคิย้ายไปอยู่ที่บ้านเล็กนอกเมืองดีมั้ย ออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้าง อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมนี่คงอึดอัดน่าดู เรื่องมหา’ลัย อาคิจะเรียนที่ไหนเมื่อไหร่น้องบอกพี่ได้เลยนะ พี่ตามใจน้องอยู่แล้ว” ซันพูดขึ้น เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของน้องชาย ริมฝีปากยกยิ้มบางๆ

เด็กหนุ่มเกร็งร่างกายอย่างไม่คุ้นชินกับการโดนสัมผัส ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะคลายลงเมื่อรับรู้ได้ถึงสัมผัสที่อบอุ่นจากฝ่ามือของคนที่เป็น ‘พี่ชาย’

เขากำลังพยายามปรับตัวให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของอคิราห์ แม้ช่วงแรกๆจะรู้สึกประหลาดและหวาดระแวงในบางครั้งก็ตาม

วันต่อมาหลังจากออกจากโรงพยาบาล เขาก็ถูกพามาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์นที่อยู่ชานเมือง อากาศดีอย่างที่ซันบอกจริงๆ

หลังจากที่เดินสำรวจไปรอบๆ เขาก็เริ่มฝึกฝนร่างกายทันที เขาไม่ต้องการอยู่ในสภาพผอมแห้งนี่นานเกินไป เพราะการไร้ซึ่งพละกำลังทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย แต่ทุกอย่างกลับเป็นไปด้วยความยากลำบาก ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่เดินเร็วๆห้านาทีร่างกายนี้ก็แทบจะทนไม่ไหวเสียแล้ว บอบบางอะไรขนาดนั้น

‘อคิราห์’ ถอนหายใจ ปาดเหงื่อออกจากหน้าผากพลางเดินไปนั่งที่ม้านั่งใต้ร่มไม้ ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นพาดเก้าอี้ด้านหลังแหงนหน้าสูดหายใจเข้าเต็มปอด ใบหน้าขาวใสขึ้นสีแดงเรื่อดูงดงามจนคนที่พึ่งเดินเข้ามาอดเหม่อมองอย่างลืมตัวไม่ได้ รู้สึกตัวอีกที ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นก็มองมาอย่างสงสัย เพียงแต่สายตาของอีกฝ่ายกลับว่างเปล่า...ไม่มีเขาอยู่ในนั้นอีกต่อไป

ชายวัยสี่สิบต้นๆ ใบหน้าปรากฏร่องรอยตามกาลเวลาหากแต่ยังคงหล่อเหลา ท่าทางภูมิฐานดูดีเดินถือช่อดอกลิลลี่สีขาวเข้ามาหาเด็กหนุ่มที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม “ได้ข่าวว่าอาคิออกจากโรงพยาบาลแล้ว อาเลยมาเยี่ยม”

“สวัสดีครับ” เด็กหนุ่มพูดเพียงเท่านั้นและไม่พูดสิ่งใดอีก นั่นยิ่งทำให้อีกคนทำตัวไม่ถูก เขายื่นช่อดอกลิลลี่ ดอกไม้ที่เด็กน้อยตรงหน้าชอบนักหนา ร้องขอให้เขาซื้อให้บ่อยๆออกไป เพียงแต่ครั้งนี้คนตรงหน้าไม่ได้มีทีท่าดีใจเหมือนแต่ก่อน เด็กหนุ่มมองมันอย่างเฉยชายื่นมือรับมาตามมารยาท “ขอบคุณครับ”

บรรยากาศยิ่งกระอักกระอ่วนมากขึ้นเรื่อยๆ

“เรื่องที่ความจำเสื่อม เป็นเรื่องจริงสินะ”

“ครับ ไม่ทราบว่าคุณคือ...”

“ฉันชื่อภาคภูมิ เป็นอาของเธอ แต่ก่อนเราสนิทกันมาก” ภาคภูมิพูดพลางยกมือขึ้นตั้งใจจะลูบเส้นผมสีดำขลับสะท้อนแสงแดดของอีกฝ่าย แต่เด็กหนุ่มกลับถอยหลังออกไปเสียก่อน การกระทำของอคิราห์ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด แต่การที่เด็กหนุ่มตรงหน้าจำเขาไม่ได้ นั่นก็เป็นกรรมที่เขาทำเอาไว้เช่นกัน

ผู้เป็นอาลดมือลงเช่นเดิม กล่าวคำพูดออกมาอย่างขมขื่น “อาคิดถึงเรานะอาคิ อาขอโทษ ขอโทษจริงๆ ซันไม่ยอมให้อาเข้าใกล้เธอเลย อาได้แต่โทษตัวเองทุกวัน ไม่มีวันไหนที่อานอนหลับสนิทแม้แต่วันเดียว” ตอนที่เขาบอกเด็กหนุ่มว่าเขากำลังจะแต่งงาน อคิราห์ร้องไห้อย่างหนักไม่ยอมฟังอะไรแม้แต่คำเดียว เขารักอคิราห์ เทวดาตัวน้อยของเขา ถึงจะรู้ว่าผิดแต่ภาคภูมิก็ไม่สามารถห้ามใจตัวเองได้เช่นกัน แม้จะมีผู้หญิงมากมายเข้ามาในชีวิตแต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมแต่งงานเสียที จนในที่สุดซันก็รู้เข้า

'ผมไม่คิดว่าอาจะทำแบบนี้ นั่นหลานของอานะ ลูกของพี่ชายตัวเอง อายังจะ...ผมคิดว่าอาควรจะคิดให้ดีๆว่าสิ่งไหนที่ดีกับ'หลานชาย'ของอามากที่สุด ผมขอให้น้องชายของผมได้ใช้ชีวิตแบบปกติเถอะ' 

เขานอนไม่หลับไปหลายวัน หลานชายคนโตไม่พูดกับเขาอีกเลย จนในที่สุดภาคภูมิก็ตัดสินใจแต่งงานกับหุ้นส่วนทางธุรกิจ เขารู้จักกับหญิงสาวคนนี้มานาน ทางบ้านของเธอก็สนับสนุนการแต่งงานครั้งนี้เช่นกัน

มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เขาควรมีครอบครัว อาคิเองก็ควรจะได้ใช้ชีวิตที่ถูกที่ควร แต่ว่าในวันที่เขาแต่งงาน...คือวันเดียวกับวันที่อคิราห์โดนรถชน

นึกถึงเด็กน้อยที่มักจะยิ้มให้เขาอย่างน่ารักในวันนั้น ช่างแตกต่างจากคนที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้านี้มากเหลือเกิน

“ผมจำไม่ได้แล้ว คุณเองก็ไม่ต้องคิดมากเหมือนกัน”

“แต่อา...”

“อาภูมิเข้ามาได้ยังไงครับ!...อาคิมาหาพี่”

ภาคภูมิยังไม่ทันพูด เสียงตวาดดังลั่นของชายหนุ่มที่พึ่งกลับมาถึงก็ดังขึ้นมาเสียก่อน

“อาแค่มาเยี่ยม”

“เจอแล้วอาก็กลับไปเถอะ น้องผมพึ่งออกจากโรงพยาบาล หมอบอกให้พักผ่อนมากๆ อาคิยังไม่รีบเข้าบ้านอีก” ซันพยายามข่มอารมณ์พูดกับผู้เป็นอาก่อนที่จะหันมาพูดกับน้องชายตัวเองเสียงเข้ม

อคิราห์ไม่ได้ใส่ใจคนสองคนที่กำลังมองมาด้วยสายตาที่แตกต่างกันมากนัก เขาพยักหน้าให้ทั้งคู่ก่อนที่จะเดินออกมาจากตรงนั้นโดยไม่ได้สนใจว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง

“คุณหนูคะ คุณภาคภูมิเธอมาเหรอคะ แล้วนี่” นมอ่อนเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน มองช่อดอกลิลลี่สีขาวอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“คุณเอาไปเถอะครับ ผมไม่ชอบดอกไม้สักเท่าไหร่” อคิราห์ยื่นช่อดอกไม้สีขาวให้หญิงชราหน้าตาเฉย อีกฝ่ายรับมาอย่างลืมตัว รู้สึกตัวอีกทีก็เห็นเด็กหนุ่มเดินลิ่วไปที่ห้องออกกำลังกายเสียแล้ว

“เฮ้อ คุณหนูนะ คุณหนู” หญิงชราถอนหายใจออกมา ทั้งแปลกใจและโล่งใจในคราวเดียวกัน

 

เด็กหนุ่มใช้ลำแขนผอมแห้งของตัวเองยกดัมเบลน้ำหนักน้อยที่สุดอย่างยากลำบาก แขนเล็กสั่นอย่างรุนแรงราวกับจะหักลงได้ทุกเมื่อ เหงื่อเม็ดเล็กๆที่พึ่งแห้งไปไม่นานผุดขึ้นมาอีกรอบ เด็กหนุ่มจดจ่อกับการออกกำลังกายมาก ไม่คิดที่จะหันกลับไปมองสมาชิกอีกคนที่ก้าวเข้ามาในห้องแม้แต่น้อย

“จะฟิตไปไหนน่ะเรา พี่ไม่เคยเห็นอาคิออกกำลังกายหนักขนาดนี้มาก่อน มีอะไรจะคุยกับพี่มั้ย” ซันเดินมาลูบผมของชายพลางช่วยเช็ดเหงื่อที่หน้าผากอย่างอ่อนโยน

“ผมอยากแข็งแรงไวๆ แค่นั้นครับ” เด็กหนุ่มกัดฟันพูดออกมาทีละคำอย่างยากลำบาก ไม่ได้รับรู้เลยว่ายิ่งทำให้พี่ชายรู้สึกกังวลมากขึ้นกว่าเดิม

“พี่...ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ บอกพี่ได้เสมอนะ อย่างวันนี้...”

เขายอมวางดัมเบลลงในที่สุด สงสัยว่าคนที่คิดมากจริงๆแล้ว คงจะเป็นพี่ชายของเจ้าของร่างนี้มากกว่า "เรื่องคุณอา ผมไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละครับ ในเมื่อจำไม่ได้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก ต่างคนต่างอยู่ คุณ...พี่ซันไม่ต้องเป็นห่วง ผมโอเค” เขาปลอบชายหนุ่มตรงหน้าอย่างที่น้อยครั้งจะทำให้ใครสักคน เด็กหนุ่มยกฝ่ามือขึ้นลูบหลังอีกฝ่ายอย่างเก้ๆกังๆ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มที่พยายามทำให้ดูอ่อนโยนที่สุด

ท่าทางของน้องชายทำให้ซันหลุดยิ้มขำขัน เขาโอบร่างอคิราห์เข้าหาตัว ลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู จนทำให้คนที่ใบหน้ากำลังซุกอยู่ที่หน้าท้องของพี่ชายตัวแข็งทื่ออย่างทำตัวไม่ถูก

“ขอโทษ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่บังคับให้คุณอาเลิกกับเรา อาคิก็คงไม่ต้องเสียใจจน...”

“คุณทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ซันกอดน้องชายแน่นขึ้น ไม่ได้สนใจสรรพนามที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย “คราวหลังอย่าทิ้งให้พี่ต้องอยู่คนเดียวอีกนะ”

แม้เขาจะรู้ว่าคนที่ชายหนุ่มพูดถึงคือคนที่จากไปแล้ว หากแต่เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสคำว่า ‘ครอบครัว’ อีกครั้งหลังจากสูญเสียมันไปจนจำความรู้สึกในตอนนั้นแทบไม่ได้ แม้ว่าบางอย่างจะแปลกไปบ้าง แต่เขาก็สัมผัสบางอย่างที่ทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่นได้

ซันรักอคิราห์มาก ถึงแม้เด็กคนนั้นจะตายไปแล้วและเขาคือคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นครั้งแรกที่เขาไม่อยากทำให้ใครสักคนเสียใจ เขารู้ว่าตัวเองเปลี่ยนไป แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ตัวเขาไม่เคยใช้ชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้มาก่อน

นี่ถึงจะเรียกว่าชีวิตจริงๆ

 

เวลาผ่านไปอีกสองเดือน

ผิวของเขาไม่ได้ขาวซีดอีกต่อไป แม้จะยังขาวอยู่แต่ก็ไม่ได้ไร้สีราวกับกระดาษเหมือนแต่ก่อน ผมสีดำที่ถูกตัดให้สั้นลงรับกับใบหน้า จมูกโด่งและริมฝีปากหยักสวยรวมทั้งดวงตาสีดำคู่นั้นที่ดูมีเสน่ห์เป็นพิเศษ ซันบอกว่าตัวเองไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่าตาของน้องชายสวยขนาดนี้ อีกฝ่ายกล่าวอย่างติดตลกว่า

“มองตานายแต่ล่ะครั้งพี่เหมือนจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำนั่นเลย...น่ากลัวกว่าตอนเด็กๆอีก” ซันถอนหายใจ พึมพำคำสุดท้ายอย่างแผ่วเบา นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พี่ชายอย่างเขารู้สึกกังวล

‘ทำยังไงดี ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป พอเข้ามหา'ลัย อาคิจะต้องโดนพวกแมงหวี่แมงวันรุมตอมแน่ๆ ทำไมน้องชายต้องเกิดมางดงามราวกับเทพบุตรด้วย สวรรค์! ทำไมถึงสร้างมนุษย์ที่หน้าตาดีจนทำให้พี่ชายอย่างผมรู้สึกผิดบาปขนาดนี้ขึ้นมาได้นะ ต้องใช้บอร์ดี้การ์ดกี่คนดี หรือว่าจะให้น้องเรียนออนไลน์ อืม...’ 

มีหลายครั้งที่ทำให้อคิราห์รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ช่างรักน้องชายจนน่าขนลุก จนบางครั้งพอเห็นอีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาแปลกๆ แล้วหันไปขยับปากขมุบขมิบคนเดียวก็อดที่จะเดินหนีไม่ได้ พอเห็นว่าน้องชายไม่สนใจ ซันก็ตีหน้าเศร้าจนเขาต้องฝืนใจเดินเข้าไปหาเพราะทนมองใบหน้าแบบนั้นไม่ไหว อาการพูดคนเดียวของซันไม่หายไปแถมเริ่มพูดไปกัดเล็บไปด้วย เขาทำได้เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายอยากทำอะไรก็ให้ทำไป ตัวเขาปลงกับเรื่องนี้มาสักพักแล้ว

“ผมว่าช่วงนี้พี่ตัวติดกับผมมากไปรึเปล่า ออกไปเที่ยวกับเพื่อน หรือไปทำอะไรบ้างมั้ยครับ”

“น้องอยากไปเที่ยวเหรอ จริงสิ อยู่แต่ที่บ้านคงเบื่อน่าดู พอดีเลย ไปเที่ยวทะเลกันมั้ย พี่จำได้ว่าเราไม่ได้ไปเที่ยวกันตามประสาพี่น้องมานานแล้ว พรุ่งนี้เลยแล้วกัน พี่ไปเตรียมของล่ะ”

"..." 

________________________________________________ 

Talk 

อย่างกับหนังคนละม้วน ตอนนี้เข้ามาอยู่ในร่างอาคิแล้ว 

เรื่องคำพูดของคุณหมอนี่มั่วเอาล้วนๆ 555 

เรื่องราวก็จะแตกต่างกับฉากบู๊ก่อนหน้านี้พอสมควร 

ปล่อยไปก่อน ตอนนี้นางพึ่งมีความสุขกับครอบครัวใหม่ 

ตอนหน้าคาดว่าจะเปิดตัวเทวทูตของเราซักทีค่ะ 

ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ด้วยนะคะ^^ 

Crystal 

ความคิดเห็น