fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 คดีลักทรัพย์ผู้ล่วงลับ

ชื่อตอน : บทที่ 4 คดีลักทรัพย์ผู้ล่วงลับ

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 107

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2562 11:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 คดีลักทรัพย์ผู้ล่วงลับ
แบบอักษร

แอน พยาบาลสาวกำลังเดินออกจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตรงไปยังที่จอดรถจักรยานยนต์ด้วยจิตใจแช่มชื่น วันนี้เธอกับสามีมีนัดทานข้าวฉลองครบรอบวันแต่งงานปีแรก แน่นอนว่าเธอจะต้องแต่งหน้าและแต่งตัวสวยไว้เตรียมพร้อมและรอสามีแสนดีของเธอขับรถมารับที่บ้าน จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ที่เธอได้พบกับคู่ชีวิตที่อาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกับที่ที่เธอทำงาน สามีของแอนเป็นเจ้าของอู่รถ ทั้งสองพบกันโดยบังเอิญตอนที่เขาแวะเข้ามาปรึกษาเรื่องฉีดวัคซีนบาดทะยักเพราะโดนเหล็กบาด และเขาก็มาปรากฏตัวเป็นครั้งที่สองพร้อมกับอาหารที่ฝากให้พยาบาลแอนโดยเฉพาะ ซึ่งนั่นเกิดขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว

พยาบาลสาวขี่รถออกจากรพสต.เลี้ยวไปยังทิศทางที่เข้าชุมชน วันนี้เธอตัดสินใจใช้อีกเส้นทางหนึ่งเพื่อที่จะแวะทักทายคนไข้ที่เธอเพิ่งไปทำแผลให้ก่อนที่จะเข้าบ้าน เมื่อเธอหักรถเลี้ยวเข้าซอยเล็กทางด้านขวามือ เธอก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง

กลางถนนในซอย มีวัตถุสีดำบางอย่างตั้งอยู่ เมื่อแอนขับรถเข้าไปมองใกล้ๆ เธอพบว่ามันคือศพลูกสุนัขขนสีดำ บริเวณหัวของมันแหลกเละเหมือนโดนวัตถุบางอย่างทับเข้าใส่ เลือดสีแดงคล้ำไหลเยิ้มออกมาเปื้อนถนน หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปาก พยายามสะกดกลั้นเสียง เธอรีบบิดคันเร่งให้ออกไปให้พ้นจากบริเวณนั้น ลูกหมาตัวนั้นคงถูกรถทับตาย แอนพยายามลบภาพน่าเวทนานั้นออกจากหัว

แอนขี่รถต่อมาได้อีกประมาณร้อยเมตรก็พบกับซากอีกซากหนึ่งข้างถนน เป็นซากของไก่บ้านขนสีดำที่เหมือนเพิ่งถูกฆ่าตายสดๆ ร้อนๆ เลือดของมันยังคงเป็นสีแดงฉานไหลออกจากบริเวณคอ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น…” แอนพึมพำ เธอชะลอรถ พยายามสอดส่องไปรอบๆ เผื่อพบความผิดปกติอะไร เธอพยายามจะคิดว่ารถคันเดียวกันนี้น่าจะขับขี่เร็ว ชนกับลูกสุนัขก่อนแล้วจึงมาชนไก่ตัวนี้ต่อ

“น้องแอน!” เสียงเรียกของหญิงคนหนึ่งทำให้พยาบาลสาวสะดุ้งสุดตัว รีบเบรครถแล้วหันไปหาต้นเสียง ป้าคำเอื้อย คนไข้เบาหวานที่แอนรู้จักหน้าค่าตาดีเดินเข้ามาหาเธอ “น้องแอนหันก่?”

“อ…อะหยังเจ้า” เสียงของแอนสั่นเครือน้อยๆ

“เนี่ย ช่วงนี้มีแต่เรื่องแปลกๆ หมูหมากาไก่ก็ตายเกลื่อน แถมคนป่วยก็มาล้มตาย จัดงานศพกันไม่หวาดไม่ไหว” ป้าคำเอื้อยส่ายหัว “ป้อหลวงบอกไว้ว่าเราจัดทำบุญใหญ่กันดีมั้ย เผื่ออะไรๆ จะได้ดีขึ้น”

“ก็ดีเหมือนกันค่ะป้าเอื้อย น้องก็ใจ๋บ่ดี” การที่คำเอื้อยทักทายเธอทำให้ความหวาดกลัวลดลงไปบ้าง

“เนี่ย มีคนบอกป้ามาว่าช่วงนี้มีผีกะเร่ร่อนในหมู่บ้าน” คำเอื้อยกระซิบ “ต้องมาจากบ้านอ้ายสุนทรแน่ๆ บ้านนั้นนะเลี้ยงผีกะ แต่คงปล่อยทิ้งไว้จนหิวโซ ตอนนี้ก็เลยเร่ร่อนออกมาหาของสดกิน ไก่บ้านลุงแอ๊ดตายไปสามตัว หมาตัวน้อยๆ ของป้าศรีก็หายไป หิวขนาดมาดึงคนป่วยให้ตายตามไปด้วย”

ความเชื่อเรื่องผีสางกับคนไทยพื้นบ้านยังไงก็คงหนีกันไม่พ้น แม้แต่แอนที่เรียนจบสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ก็ยังมีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ แม้จะหวาดกลัวแต่เธอพยายามตั้งสติ พยายามหาหลักการและเหตุผลอย่างอื่นมาจับเอาไว้ก่อน “อาจจะเป็นโรคระบาดบางอย่างในสัตว์ก็ได้นะป้า เดี๋ยวน้องจะแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ลงมาดู”

“ไม่ใช่โรคหรอกน้องแอน สัตว์มันถูกฆ่า ไก่มันถูกเชือด หมามันถูกตีตาย” หญิงร่างท้วมพูดด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ “ผีกะเท่านั้นแหละ น้องแอน เราต้องหาคนที่ผีกะสิงให้เจอ”

แอนไม่ควรกลัวในสิ่งที่ไม่มีหลักฐานว่ามีตัวตน แต่แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของหญิงวัยกลางคนตรงหน้าทำให้เธอรู้สึกขนลุกตั้งแต่ศีรษะจรดปลายแขน “ไว้แอนจะติดต่อเจ้าหน้าที่ฮื้อมาผ่อเน้อเจ้า” พยาบาลสาวยืนกรานคำเดิม ก่อนจะรีบเร่งคันเร่งหนีออกไปจากถนนเส้นนี้ให้เร็วที่สุด

“คุณ ผมต้องวางสายแล้ว”

“ถึงที่เกิดเหตุแล้วเหรอครับ?”

“จวนจะถึง”

“ยังไม่หายคิดถึงคุณเลย”

วสันต์พ่นล่มหายใจใส่โทรศัพท์จงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน ลอบมองจ่านรงค์ที่กำลังขับรถโดยไม่มีท่าทีรับรู้อะไร “คุณก็รีบกลับไปทำการทำงาน”

“ครับ หลังเลิกงานผมจะโทรหาใหม่นะ”

“นี่คุณรู้มั้ยว่าคนเราไม่ต้องโทรคุยกันวันละสามเวลาหลังอาหารเหมือนเวลาที่คุณสั่งยาคนไข้ก็ได้” วสันต์พูดเสียงแข็ง

เสียงทุ้มปลายสายหัวเราะ “คุณก็ไม่ต้องพูดด้วยน้ำเสียงแบบที่ใช้กับคนร้ายกับผมก็ได้ ตั้งใจทำงานนะครับ อย่าลืมหาอะไรทานด้วย”

นายตำรวจกดวางสายก่อนจะรีบเก็บโทรศัพท์เข้าไปในกระเป๋าอย่างรวดเร็ว เมื่อหันไปมองทางด้านขวามืออีกครั้ง ก็พบกับสายตาของจ่านรงค์มองมาทางเขายิ้มๆ

“ผู้กองไม่ต้องอายหรอกครับ ใครๆ ก็เคยคุยโทรศัพท์กับแฟนต่อหน้าคนอื่นกันทั้งนั้น”

“ไม่ใช่แฟน จ่า” วสันต์หยิบหมวกตำรวจขึ้นมาสวมใส่ “ยังไม่ใช่”

สถานที่เกิดเหตุคือบ้านไม้กึ่งปูนหลังหนึ่งในเขตหมู่บ้านที่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณสามกิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตชุมชนที่อาศัยกันอยู่อย่างหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่ง วสันต์ได้รับแจ้งเหตุพบร่องรอยผู้บุกรุกเข้าบ้านและของมีค่าในบ้านสูญหาย โดยผู้แจ้งคือลูกสาวของเจ้าของบ้านผู้ล่วงลับเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้สิ่งแรกที่สะดุดตาเป็นอย่างมากเมื่อวสันต์ก้าวลงจากรถก็คือโลงศพประดับดอกไม้ และรูปภาพของผู้วายชนม์เพศชายที่ตั้งอยู่ด้านหน้า

หลังจากรับฟังเหตุการณ์จากลูกสาวเจ้าของบ้านได้ความว่า บิดาของเธอเพิ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้ายเมื่อวานนี้ หลังจากผ่านพ้นการสวดศพคืนแรกไป ลูกสาวเจ้าของบ้านพบร่องรอยการงัดแงะเข้าบ้านทางหน้าต่างเมื่อเช้า และของมีค่าจำพวกสร้อยทองและเงินเก็บที่บิดาเก็บไว้หายไป

“มีสิ่งของอย่างอื่นที่หายไปอีกมั้ย?” วสันต์เดินสำรวจรอบๆ เตียงที่อดีตเคยเป็นที่นอนของบิดาเจ้าของบ้าน

“บ่มีเจ้า หลักๆ ก่มีทองกับซะตางของป้อ” หญิงสาวผู้มีใบหน้าเศร้าสร้อยพูดพลางเช็ดน้ำตา “เมื่อวานแขกที่มางานศพก็มีเยอะ เดินเข้าเดินออกบ้านกันก็หลายคน เอาจริงๆ บ่ฮู้เลยเจ้าว่าฝีมือใคร”

“ถ้าเดินเข้าเดินออกได้สบาย ก็คงไม่จำเป็นต้องงัดหน้าต่างบานนั้นเข้ามา” วสันต์ชี้มือไปทางหน้าต่างไม้ที่พบร่องรอยการใช้ของแข็งงัดง้าง “ผมว่าคนร้ายเข้ามาหลังจากที่คุณปิดบ้านแล้ว เมื่อวานมีใครอยู่กินเหล้าหลังงานสวดมั้ย?”

“ข้าเจ้าขอร้องญาติพี่น้องแล้วว่าอย่ากินเหล้ากันต่อ คนกลับไปจนเงียบก็ประมาณห้าทุ่ม ข้าเจ้าก็ปิดบ้านเพื่อพักผ่อน คงเพราะเหนื่อยเฝ้าไข้พ่อไม่ได้หลับหลายคืนจนถึงวันที่ท่านเสีย หัวถึงหมอนข้าเจ้าก็หลับไม่รู้เรื่อง ตื่นมาก็ถึงได้เห็นว่ามีคนขโมยเงินทองไป ก่อนนอนข้าเจ้ายังเปิดดูสร้อยทองของพ่ออยู่เลยเจ้า”

วสันต์มองไปที่ตะกร้าใส่ซองยาหลากหลายชนิดที่ตั้งอยู่บนหัวเตียง เขาเหลือบไปเห็นขวดยาน้ำที่มีตัวอักษรเขียนว่ามอร์ฟีนอยู่บนนั้นด้วย พาลคิดไปถึงหมอกันตภัทร เขาคงจะเชี่ยวชาญกับการใช้ยาพวกนี้เป็นอย่างดี “ยาพวกนั้นเป็นของคุณพ่อเหรอครับ?”

“เจ้า ข้าเจ้ายังทำใจทิ้งไม่ได้ เราก็ดูแลกันมานานแล้ว” หญิงสาวยกหลังมือขึ้นเช็ดน้ำตา

วสันต์พยักหน้า “ผมเข้าใจ แม่ของผมก็เพิ่งเสียเหมือนกัน”

แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นใบนัดของคนไข้ที่ชื่อว่านายนิพนธ์ ก๋องคำ วางอยู่ใกล้กับถุงใส่ยา ผู้ออกใบนัดคือนายแพทย์กันตภัทร ผู้กองหนุ่มขมวดคิ้ว ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เห็นชื่อคนคนนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับคนไข้ระยะใกล้เสียชีวิต

“ผู้กอง!” เสียงของชายคนหนึ่งร้องเรียกนายตำรวจจากทางหน้าบ้าน “รู้ตัวคนร้ายแล้วครับ!!”

“ว่าไงนะ?” วสัตน์รีบเดินออกไปหน้าบ้าน พบกับภาพความวุ่นวายของผู้ชายสองคนกำลังถูลู่ถูกังลากชายร่างผอมคนหนึ่งเข้ามาหาวสันต์ วสันต์ขมวดคิ้วเมื่อได้กลิ่นสุราโชยออกจากตัวคนคนนั้น ชายคนที่ร้องเรียกวสันต์ยื่นสร้อยทองและปึกเงินจำนวนหนึ่งให้

“ผมเห็นหมอนี่หยิบปึกเงินกับทองออกมาวางในร้านขายของชำใกล้ๆ นี้เอง ไอ้นี่มันขโมยเงินไปซื้อเหล้าครับ จับมันเข้าคุกไปเลย”

“บ่ใช่! บ่ใช่ผม!!” ผู้ถูกกล่าวหาพยายามดิ้นให้หลุดจากการจับกุม “ตะคืนผมนั่งกิ๋นเหล้าตี้ร้านเหล้าตองข้างทาง ละมันก็มีคนเอามายื่นให้ ผมบ่ได้เป็นคนเข้าไปเอาในบ้าน!”

“โกหก! จับได้คาหนังคาเขา มึงนั่นแหละเป็นคนเข้าไป!” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดเสียงแหลม

“นี่ใช่ของของพ่อคุณรึเปล่าครับ?” วสันต์ยื่นสร้อยทองและปึกเงินให้ผู้เสียหายให้หญิงสาว เธอพยักหน้าแล้วรับของกลับไปพร้อมกับน้ำตานองหน้า

“แม่นแล้วเจ้า”

“เฮ้ย!”

เสียงร้องของชายที่จับกุมผู้ต้องสงสัยทำให้ผู้กองหนุ่มรีบหันไปมอง ชายขี้เหล้าใช้จังหวะที่ทุกคนกำลังมองไปทางเจ้าของบ้านสะบัดหลุดแล้ววิ่งหนีออกไปทางหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว วสันต์ไม่รอช้า ออกก้าววิ่งอย่างรวดเร็วตรงไปยังตัวผู้ต้องสงสัยที่กำลังพยายามหลบหนี วสันต์เป็นคนแข็งแรงและวิ่งเร็ว ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถตามทันและตะครุบร่างผ่ายผอมของชายที่มีกลิ่นสุราคละคลุ้งเอาไว้ได้ แรงที่ส่งจากการวิ่งทำให้ทั้งคู่ล้มกลิ้งกลางถนน วสันต์รีบพลิกตัวขึ้นนั่งคร่อมทับตัวอีกคนแล้วจับแขนข้างหนึ่งของชายคนนั้นบิดมาข้างหลัง

“ผมไม่ได้เป็นคนเข้าไปขโมยในบ้านจริงๆ! คุณตำรวจ!!” ชายคนนั้นร้องโอดครวญในขณะที่วสันต์จัดการใส่กุญแจมือเรียบร้อย

“เราค่อยไปคุยกันที่โรงพัก” วสันต์ลุกขึ้นยืน ปล่อยให้จ่านรงค์เป็นคนช่วยดึงคนร้ายให้ลุกขึ้น ถึงชายขี้เมาจะพร่ำบอกว่าตัวเขาไม่ได้เป็นคนเข้าไปขโมยของในบ้าน อ้างว่ามีชายคนหนึ่งที่สวมชุดดำและใส่หน้ากากอนามัยปิดหน้าปิดตาเป็นคนมายื่นเอาเงินและสร้อยทองให้ แต่วสันต์ยังไม่ปักใจเชื่อคำบอกเล่าเหล่านี้มากนัก คงต้องอาศัยการสอบสวนและรวบรวมหลักฐานอีกสักพัก อย่างน้อยหญิงสาวผู้ที่เพิ่งสูญเสียบิดาอันเป็นที่รักก็ได้รับสิ่งของที่มีคุณค่าทางจิตใจคืนไปเป็นที่เรียบร้อย

“ผู้กองครับ ถึงคุณจะมีทรัพย์สินเงินทองมากมายแค่ไหน มีอำนาจล้นฟ้ามากเพียงไร คุณก็หลีกหนีความตายไม่ได้” ประโยคที่กันตภัทรพูดทำให้นายตำรวจรู้สึกถึงบรรยากาศที่เย็นเยียบ “ความตายมีแค่สองแบบเท่านั้น ตายดี ตายไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำบุญมาดีแค่ไหน บุญของคุณ ส่งผลให้คุณตายอย่างสงบ หรือบาปของคุณที่ทำให้คุณทรมานแสนสาหัส”

นายตำรวจหันไปมองคู่สนทนาที่เดินทอดน่องอยู่ข้างกาย ขณะนี้ทั้งสองกำลังเดินอยู่บนบาทวิถีด้านหน้าตลาดที่เต็มไปด้วยร้านอาหารยามค่ำคืน แพทย์หนุ่มยังคงสวมเสื้อกาวน์สั้นทับเสื้อเชิ้ต ซึ่งเป็นการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ ในกระเป๋าเสื้อกาวน์มีปากกาสีทองอร่ามที่วสันต์ไม่คิดจะถามราคาเสียบไว้ “คนปกติไม่มีทางพูดเรื่องแบบนี้ได้หน้าตาเฉยขนาดนี้แน่ๆ”

“คุณกำลังจะบอกว่าผมไม่ปกติเหรอครับ?”

“ใช่ คุณมันเป็นหมอประหลาด”

กันต์หัวเราะ “ความจริงเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเป็นสัจธรรมแห่งชีวิตนะครับ ผมได้เรียนรู้มาหมดทุกกระบวนการของวัฏจักรพวกนี้แล้ว เรื่องเกิดเรียกใช้สูติกรรม ตอนเด็กเรียกใช้หมอกุมาร ตอนแก่ตอนเจ็บก็ใช้หมอเฉพาะทางด้านต่างๆ ส่วนตอนกำลังจะตาย…ต้องใช้หมออย่างผม”

“เกิดมาผมก็เพิ่งเคยเจอคนหมกมุ่นในเรื่องความตาย…หมายถึงว่า ศึกษาเรื่องทำนองนี้”

“หมกมุ่นในเรื่อง ‘ความตายที่ดีและสงบ’ มากกว่าครับ” กันตภัทรดูสดชื่นขึ้นมากเมื่อได้พูดถึงเรื่องที่เขาให้ความสนใจศึกษามาเนิ่นนานให้อีกคนฟัง วสันต์หยุดมองใบหน้าที่จัดว่าหล่อเหลาของกันตภัทร

“คนอายุสามสิบเอ็ดที่สนใจเรื่องความตายนี่ต้องเป็นคนยังไงกัน”

“เป็นคนที่อยากจะให้คนที่อายุมากกว่ารู้สึกว่าผมเป็นคนที่น่าสนใจ และโดดเด่นกว่าคนทั่วไป” นายแพทย์ยิ้มกว้าง “เผื่อว่าเขาจะได้หันมามองผม และรับรักผมไปเสียที”

วสันต์รู้สึกได้ว่ามุมปากของตนกระตุกยิ้ม แต่เขาพยายามคงสีหน้าเรียบเฉยไม่ให้อีกฝ่ายเห็น นานแค่ไหนแล้วที่เขาต้องมารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังทำตัวเป็นเด็กหนุ่มที่กำลังรู้สึกดีกับใครบางคน แต่ไม่อยากจะแสดงออกให้อีกฝ่ายได้ใจมากเกินไปนัก “ตอนที่คุณดูแลแม่ผม แม่ได้พูดถึงผมให้คุณฟังรึเปล่า?”

“พูดเยอะเลยครับ”

“ว่ายังไงบ้าง?”

“ก็…” กันต์ถือวิสาสะใช้มือแตะหลังวสันต์ในขณะเดิน “บอกว่าคุณเป็นตัวเล็กของบ้าน คุณอายุห่างจากพี่คนอื่นๆ มาก ชอบทำตัวให้เป็นห่วง แต่สุดท้ายคุณก็ทำให้หายห่วงได้ด้วยการสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยได้สำเร็จ เป็นตำรวจ เป็นหน้าเป็นตาของครอบครัว เธอบอกว่าเธอภูมิใจในตัวคุณ”

วสันต์หลับตา ที่กันต์พูดมาทั้งหมดเป็นความจริง “แม่คงไว้ใจคุณมากๆ ถึงได้เล่าเรื่องมากมายให้คุณฟัง”

“เธอยังเล่าอีกว่า เธอเป็นห่วงที่คุณไม่แต่งงานสักที แถมยังไม่เคยพาแฟนมาให้เห็น” นายแพทย์มองวสันต์ คลี่ยิ้มอ่อนโยนบางๆ

“ถ้าพามาจริง แม่ผมคงยิ่งตรอมใจ คาดหวังจะได้สะใภ้ แต่ผมกลับพาผู้ชายเข้าบ้าน”

“คุณก็ชัดเจนในตัวเองดีนะ”

“ผมรู้ตัวตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยเสียอีก รู้ตอนที่ผมมีความคิดว่าอยากจับรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งปล้ำเป็นเมียเหลือเกิน”

สองหนุ่มหัวเราะออกมาพร้อมกัน บรรยากาศระหว่างทั้งสองขณะนี้สุดแสนจะผ่อนคลาย กันตภัทรเห็นท่าดีจึงขยับมือขึ้นเป็นโอบไหล่อีกฝ่าย ซึ่งวสันต์ไม่ปฏิเสธการกระทำนั้น ทุกอย่างระหว่างสองคนเป็นไปด้วยความเรียบง่าย เพียงแค่พบหน้า ทักทาย ทำความรู้จัก และขณะนี้เข้าสู่ความสนิทสนม วสันต์เห็นความเป็นไปได้ว่าเขากับกันตภัทรจะได้ไปต่อ ไปได้ไกลแค่ไหนนั้นก็สุดแล้วแต่อนาคตจะกำหนด

“ผมไปบ้านคุณได้มั้ย?” วสันต์เอ่ยปากถามคำถามที่ถ้าใครได้ยินก็คงรู้ว่าเป็นคำถามเบิกทางมากขนาดไหน

แต่ท่าทีของกันตภัทรกลับเปลี่ยนไป มือที่โอบไหล่วสันต์เลื่อนลงไปอยู่ข้างตัว บรรยากาศผ่อนคลายกลับกลายเป็นตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย “เราไปโรงแรมไม่ดีกว่าเหรอครับ?”

วสันต์ขมวดคิ้ว ก่อนจะรีบหรุบตามองต่ำ เขาไม่รู้ว่าทำไมกันตภัทรถึงมีท่าทีที่เปลี่ยนไปเมื่อเขาถามถึงบ้าน นายตำรวจลืมไปว่าเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเข้าออกบ้านของอีกฝ่ายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว อาจจะต้องใช้ความสนิทสนมกันที่มากกว่านี้ “ผมก็ลืมถามก่อนว่าคุณสะดวกให้ผมไปบ้านมั้ย”

“ถ้าเป็นไปที่บ้านคุณแทนล่ะครับ?”

“ตอนนี้ผมอยู่บ้านกับพี่ชายแล้วก็ภรรยาของเขา พาคุณเข้าไปคงจะไม่สะดวก”

“ถ้าอย่างงั้นโรงแรมน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด” กันตภัทรก้มหน้าลงมา ใช้จมูกคลอเคลียที่บริเวณใบหูและต้นคอของวสันต์ นายตำรวจรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งซ่านจากศีรษะลงไปที่แขน เสียงทุ้มของนายแพทย์ทำให้วสันต์ก้าวขาเดินต่อไม่ออก ความลึกลับและอันตรายของอีกฝ่ายกระตุ้นให้วสันต์รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เหมือนอะดรีนาลีนสูบฉีดไปทั่วร่างกาย “เราไปกันเลยดีมั้ยครับ?”

วสันต์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงยอมพาตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์นี้ กับคนคนหนึ่งที่เขาเพิ่งรู้จักมาเพียงไม่กี่อาทิตย์ กับคนที่เขายังรู้สึกว่าแปลกหน้า แต่กลับมีความน่าค้นหาอย่างน่าประหลาด เขาอยากรู้จักคนคนนี้มากขึ้นไปอีก อยากรู้ความคิดของเขา อยากอยู่ใกล้เขา อยากให้เขาสัมผัส อยากให้เขากอด อยากให้เขาจูบ อยากท้าทายรังสีอันตรายบางอย่างที่แผ่ออกมาจากสายตาและน้ำเสียงที่เย้ายวนเกินกว่าที่จะปฏิเสธ วสันต์รู้ดีว่าเขากำลังเล่นกับไฟ แต่เขารู้สึกคุ้มค่ากับการเสี่ยงอันตรายครั้งนี้

ร่างกายแข็งแกร่งของวสันต์ถูกเปิดเผยออกให้อีกฝ่ายได้เห็นทั้งหมดด้วยความยินยอม เขามองคนร่างสูงที่ค้ำยันอยู่เหนือตัวของเขา ใช่แล้ว ทั้งสองกำลังเกินเลย แต่นายตำรวจร้องขอไว้ก่อนหน้าว่าจะไม่มีการรุกล้ำเกิดขึ้นในครั้งนี้ กันตภัทรให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แค่การกระทำภายนอกของทั้งสองก็มากพอที่ทำให้วสันต์รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งร่าง และเขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายคงรู้สึกไม่แตกต่างกัน ทุกจูบของกันตภัทรหนักแน่น มือของเขาที่ลูบไล้ผิวหนังบนร่างกายของวสันต์ชวนให้เคลิ้มฝัน มือที่กอบกุมความเป็นชายเคลื่อนอย่างร้อนแรงเสียจนวสันต์ไม่สามารถนึกถึงสิ่งอื่นใดได้เลยนอกจากสัมผัสจากคนตรงหน้า ระยะเวลาผ่านไปนานเท่าใดนายตำรวจเองมิอาจนึกได้ สุดท้ายไฟราคะของทั้งคู่ดับลงด้วยความรู้สึกเสร็จสมอารมณ์หมาย

“วสันต์ครับ” กันตภัทรพูด พลางพรมจูบลงไปที่ซอกคอของนายตำรวจหนุ่ม ในขณะที่ทั้งสองนอนกอดก่ายกันบนเตียงในสภาพเปลือยเปล่า กันต์จับคางของวสันต์ให้เงยหน้ามองเขา “ผมว่าเราเข้ากันได้ดีนะ”

“คิดอย่างนั้นเหรอ?” วสันต์หลับตารับรสจูบที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างอ่อนโยน

“จะเร็วไปไหมถ้าผมขอคบกับคุณ”

วสันต์นิ่งเงียบไปนาน “เร็วเกินไปมาก”

ดวงตาคมกริบของกันตภัทรส่งแววเว้าวอน “แต่ผมชอบคุณมากเลยนะครับ”

“ไม่ได้ผลหรอก มันเร็วเกินไป” วสันต์ใช้มือยันใบหน้าของนายแพทย์ให้ออกห่าง คว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายแล้วพลิกตัวหันหลังให้อีกฝ่าย “ถือว่าเมื่อกี้เป็นแค่หนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน”

“อีกไม่นานคุณก็จะตอบตกลงครับ ผมมั่นใจว่าเราสองคนจะไปด้วยกันได้ดี” กันต์หอมแก้มวสันต์อีกครั้งหนึ่งเป็นการส่งท้าย ก่อนจะพลิกตัวไปกดสวิตซ์ปิดไฟห้องที่อยู่บริเวณหัวเตียง

“อย่ามั่นใจในตัวเองให้มากนัก”

กันตภัทรคลี่ยิ้มในความมืด โอบแขนกอดพาดลำตัวคู่นอนของเขาในค่ำคืนนี้ มอบความอบอุ่นจากร่างกายของตนให้อีกฝ่ายหลับสบาย “ฝันดีครับ วสันต์”




แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น