fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 การุณยฆาต

ชื่อตอน : บทที่ 3 การุณยฆาต

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 166

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2562 11:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 การุณยฆาต
แบบอักษร

วสันต์เดินตรงเข้าไปยังอาคารโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล พร้อมกับที่พยาบาลในชุดเครื่องแบบเสื้อสีฟ้ากับกางเกงสีดำทะมัดทะแมงสองคนก้าวลงจากรถจักรยานยนต์ที่เพิ่งเข้าจอดได้ไม่นาน สถานที่แห่งนี้เคยถูกวสันต์เรียกว่าเป็นสถานีอนามัยใกล้บ้าน ก่อนจะถูกเปลี่ยนให้ชื่อเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.)จนถึงปัจจุบัน

“ดูซิใครมา” แต้เดินออกมาจากห้องทำงานตรงเข้าไปหาชายในเครื่องแบบตำรวจเต็มยศ สายตาของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “มีอะไรให้รับใช้ครับ ผู้กอง”

“เหมือนตอนเด็กเลยครับ” วสันต์สูดจมูกที่คัดตึง “ขอยาลดน้ำมูกกับลดคัดจมูกให้ผมหน่อย”

“ทุกครั้งหลังฝนตกหรืออากาศเปลี่ยน เด็กชายวสันต์จะภูมิแพ้กำเริบ” แต้หัวเราะน้อยๆ นึกย้อนไปถึงสมัยที่วสันต์เป็นเด็กผู้ชายพูดเสียงห้วนๆ เนื้อตัวมอมแมม มารบกวนเขาแทบทุกครั้งที่อากาศแปรปรวน “เรื่องแม่ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์พอดี”

“ยังคิดถึงแม่ แต่โดยรวมรู้สึกดีขึ้นมากแล้วครับ”

“ดีแล้ว คนเป็นอย่างเราๆ ก็ต้องก้าวเดินต่อไป” แต้ตบบ่าชายหนุ่ม “วสันต์นั่งรอก่อนลูก เดี๋ยวน้าเอายามาให้”

“รบกวนด้วยนะครับ” นายตำรวจนั่งลงบนเก้าอี้ม้านั่งด้านหน้าห้องตรวจซึ่งตอนนี้ไม่มีแพทย์และไม่มีคนไข้นั่งรอ ซึ่งเป็นโชคอันดีที่เขาจะได้ไม่ต้องรอรับยานาน เขาเพิ่งได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายเมื่อไม่นานมานี้ การที่มีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลตลอดเวลาไม่น่าเป็นผลดีต่อกับการที่จะต้องไปพูดคุยกับผู้คนในที่เกิดเหตุเท่าไรนัก

“เหลือเชื่อเลยจริงๆ หมอกันตภัทรเพิ่งมาเยี่ยมสงกรานต์อาทิตย์ที่แล้ว ไปรวดเร็วอีกคน” พยาบาลคนหนึ่งเดินไปพูดกับแต้ที่กำลังง่วนกับการเปิดตู้หายา นายตำรวจเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินชื่อกันตภัทรจากการสนทนาของเจ้าหน้าที่ทั้งสอง

“ก็ดีแล้ว หมดทุกข์หมดโศกไปอีกคน”

“กำลังจะไปประเมินอาการปวดหลังปรับยาที่พี่ตุ้ยส่งเวรให้ดู ไปถึงปุ๊บ ก็อ้าว ไม่ทันแล้ว น้องหญิงบอกว่าน่าจะเสียเมื่อคืนนี้ แบบหลับสบายไม่ทุกข์ทรมาน”

“โทรไปบอกหมอกันต์รึยัง? เผื่อแกลงคิวเยี่ยมบ้านเอาไว้จะได้ยกคิวให้เคสอื่น”

“ให้แอนโทรแล้วค่ะ”

“ฝากบอกด้วยว่าหมอกันต์ลืมสเต็ทไว้ในห้องตรวจที่นี่ เผื่อแกไปตามหาที่โรงพยาบาล”

วสันต์ลอบฟังการสนทนาจนกระทั่งแต้เดินกลับออกมาพร้อมกับถุงใส่ยาสองซองยื่นให้นายตำรวจ วสันต์รีบลุกขึ้นยืนแล้วรับถุงยานั้นมา “ยาลดน้ำมูกจะทำให้ง่วงหน่อยนะ ที่เรามีแต่แบบนี้ แต่น่าจะพอช่วยบรรเทาอาการได้”

“ขอบคุณครับ” วสันต์ยกมือไหว้แล้วตั้งท่าจะหันหลังกลับ แต่แล้วความค้างคาใจก็ทำให้เขาหันกลับไปหาแต้อีกรอบ “หมอกันตภัทรมาตรวจที่นี่วันไหนบ้าง?”

“หมอมาตรวจที่นี่ทุกวันอังคาร จริงๆ แกมาเมื่อเช้า เพิ่งออกไปสักบ่ายโมงเพราะมีประชุมด่วนที่โรงพยาบาล รีบจนทิ้งหูฟังไว้เลยนั่น” แต้หัวเราะ “ถ้าผู้กองอยากมาตรวจกับหมอก็มาวันอังคารได้”

วสันต์นิ่งเงียบไปพักหนึ่ง “ฝากให้ผมเอาหูฟังไปให้หมอมั้ย?”

แต้เลิกคิ้ว สีหน้าแปลกใจ “รู้จักกับหมอแล้วงั้นสิ จะได้เจอหมอเหรอ?”

นายตำรวจพยักหน้า “รู้จักแล้วครับ”

นักวิชาการวัยกลางคนไหวไหล่ “ถ้าไม่รบกวนงานผู้กองก็เอาไปได้นะ” แต้เดินไปที่ห้องตรวจแล้วหยิบหูฟังแพทย์สีแดงเข้มออกมายื่นให้นายตำรวจ “แต่แน่ใจนะว่าจะเอาไปจริงๆ ให้หมอกันต์มาเอาเองก็ไม่น่าจะลำบากอะไร”

“เดี๋ยวผมจะคืนให้ถึงมือ” นายตำรวจยกมือไหว้อีกครั้ง แล้วรีบหันหลังกลับเดินออกจากบริเวณตัวอาคาร

เอามาทำไมวะ…

นายตำรวจเวียนถามคำถามนี้กับตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ที่เขาเดินออกมาจากรพสต. เขาบอกไม่ได้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในตอนนั้น มันมีแต่ความสับสนวิ่งวนอยู่ในหัว เหมือนว่าเขาจะรู้คำตอบว่าทำไมแต่มีม่านหมอกบางอย่างบดบัง วสันต์เหลือบตามองอุปกรณ์ประจำตัวแพทย์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของตน มันช่างดูผิดที่ผิดทางเมื่อวางคู่กับกองสำนวนคดีและหมวกตำรวจของเขา หลังจากที่ออกเหตุเสร็จสิ้นวสันต์รีบกลับมาจัดการสำนวนที่เขาทำค้างคาไว้จนกระทั่งล่วงเลยเวลาราชการ ไม่ได้แวะโรงพยาบาลอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรก

วสันต์หลุดออกจากภวังค์เมื่อโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานสั่น เขามองชื่อคนโทรเข้า ขมวดคิ้วจนเป็นปมแน่นก่อนจะกดรับสาย “สวัสดีครับ”

“สวัสดีครับ ผู้กอง” เสียงปลายสายฟังดูอารมณ์ดี “ได้ข่าวว่าเอาของของผมไปเหรอครับ?”

วสันต์นิ่งอึ้งไปนาน ก่อนจะถอนหายใจเสียงดัง “ผมแค่อาสาจะเอาไปคืนให้เพราะยังไงผมก็ต้องผ่านที่ทำงานคุณอยู่แล้ว”

“ขอบคุณมากเลยครับ ความจริงไม่ต้องลำบากก็ได้ หรือว่าคุณอยากจะ….” กันตภัทรเว้นระยะให้คิดเอง

“ไม่มีหรือว่าไม่มีอยากจะอะไรทั้งสิ้น คุณรีบมาเอาหูฟังของคุณคืนไป ตอนนี้ผมนั่งทำงานอยู่ที่สภ.” วสันต์พูดเสียงดังและห้วน “ถ้าไม่มีอะไรก็วางกันแค่นี้ ผมมีงานต้องทำอีกเยอะ”

“เดี๋ยวครับ เดี๋ยวๆ” กันต์รีบร้องห้าม “ตอนนี้ผมไม่ค่อยสะดวกเหมือนกันครับ เอาไว้เรานัดคืนของกันที่อื่นดีมั้ยครับ ที่ร้านอาหารอะไรทำนองนี้”

“จะชวนผมไปทานข้าวให้ได้ใช่มั้ย?”

“ไม่ได้แค่ทานข้าวครับ แต่คุณต้องคืนของของผมด้วย”

“ผมไม่น่าหวังดีเก็บไว้ให้คุณ”

“ขอบคุณล่วงหน้านะครับ ผู้กอง งั้นผมจะส่งวันที่ผมว่างไปให้คุณเลือกนะครับ”

ตกลงตอนไหนว่าจะไป ทำไมต้องทำให้การคืนของเป็นเรื่องยุ่งยากด้วย วสันต์คิด “แค่คุณแวะมาเอาที่ที่ทำงานผมก็จบเรื่อง หรือไม่ก็รอให้ผมเอาไปให้ที่โรงพยาบาลวันพรุ่งนี้”

“อย่าลืมเลือกมาหนึ่งวันนะครับ ผมจะรอ”

“นี่คุณฟังผมอยู่รึเปล่า!?”

“ว่าแต่เสียงผู้กองฟังดูขึ้นจมูกกว่าปกตินะครับ พักผ่อนทานน้ำเยอะๆ นะครับ”

วสันต์ยกมือขึ้นกุมขมับแล้วส่ายหัว กดตัดสายทิ้งไปโดยไม่บอกลาอย่างไม่ใยดี คิดผิดจริงๆ นั่นแหละที่เอาของของกันตภัทรมาแบบนั้น เขารู้สึกได้ว่าเรื่องยุ่งยากหลายอย่างกำลังจะตามมา คนคนหนึ่งกำลังจะเข้ามาวุ่นวายในชีวิตที่เงียบสงบของวสันต์

ครั้งล่าสุดที่มีคนเข้าหาคือเมื่อครั้งที่เขายังทำงานตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน คนคนนั้นเป็นปลัดอำเภอ รูปร่างหน้าตาจัดอยู่ในขั้นพอใช้ วสันต์เป็นคนจบความสัมพันธ์เพราะเครียดเรื่องแม่ร่วมกับวางแผนที่จะย้ายกลับมาทำงานที่บ้านเกิดอยู่แล้ว แน่นอนว่าการคบหาระหว่างวสันต์กับปลัดอำเภอผู้นั้นไม่มีใครล่วงรู้ การชอบพอเพศเดียวกันของวสันต์เป็นความลับมาโดยตลอดตั้งแต่ที่เขารู้ใจตัวเองเมื่อครั้งก่อนเป็นนักเรียนนายร้อย ภายนอกวสันต์คือชายอกสามศอกคนหนึ่ง ยากมากที่จะมีคนดูออกว่าเขามีใจให้กับชายด้วยกัน

นอกเสียจากผีจะเห็นผีด้วยกันเอง นายแพทย์กันตภัทรก็คงจะเป็นผีอีกตนหนึ่ง

เมื่ออีกฝ่ายตัดสายไป กันต์ยิ้มกว้าง ส่งข้อความวันที่เขาว่างช่วงเย็นไปให้วสันต์ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานในห้องนอนของตน นายแพทย์พาร่างกายที่เมื่อยขบจากการนั่งประชุมเป็นเวลานานตรงไปที่ห้องน้ำ ถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวออกเผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแรงจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอ กันตภัทรมองตนเองในกระจก เขาคิดว่าตนเองไม่ได้ดูย่ำแย่ น่าจะทำให้อีกฝ่ายประทับใจได้ไม่มากก็น้อย และค่อนข้างมั่นใจว่านายตำรวจมีใจให้เขาอยู่บ้าง จึงได้ทำอะไรประหลาดๆ เช่นการเอาสเต็ทของเขาไปเก็บไว้เพื่อให้ได้มีโอกาสนัดเจอกันแบบนั้น

หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จ กันต์เดินกลับมาที่โต๊ะทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์แมคบุ๊ค อ่านบทความภาษาอังกฤษที่เขาเปิดทิ้งเอาไว้ วันรุ่งขึ้นมีการประชุมของแผนกเวชศาสตร์ครอบครัว เขาตั้งใจจะให้ความรู้ผู้เข้าร่วมประชุมเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่เขาสนใจและค้นคว้ามาเป็นระยะเวลานาน เขาอยากจะให้คนอื่นๆ ได้รับรู้มุมมองที่เขาจะนำเสนอ เผื่อว่าสิ่งที่เขาพูดไปจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคต

“Euthanasia”

คำแรกที่ปรากฏขึ้นในสไลด์ของนายแพทย์กันตภัทรดึงดูดความสนใจของคนในห้องประชุม ที่ขณะนี้ประกอบไปด้วยแพทย์ใช้ทุน แพทย์ Inservice Training* ของเวชศาสตร์ครอบครัว และแพทย์เฉพาะทางเพื่อนร่วมงานของกันตภัทรอีกสามคน

(*Inservice Training : หลักสูตรหนึ่งของการเรียนต่อเฉพาะทางแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว)

“มีใครรู้จักคำคำนี้มั้ยครับ?” กันต์ถามผู้เข้าร่วมประชุม แพทย์หญิง Inservice training ท่านหนึ่งยกมือขึ้น

การุณยฆาตค่ะ เป็นการช่วยให้คนไข้เสียชีวิตโดยที่คนไข้เป็นคนเลือกเอง”

“ขอบคุณครับ ในไทยอาจจะยังผิดกฎหมาย แต่ปัจจุบันประเทศที่สามารถทำอย่างถูกกฎหมายมีแล้ว เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ บางรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา” กันตภัทรกดเปลี่ยนสไลด์ “สิทธิในการเลือกที่จะมีชีวิตหรือเลือกที่จะตาย เป็นของใครกันแน่ หลายคนคงตอบว่าแล้วแต่บริบทของแต่ละเคส ในกรณีที่คนไข้มีสติรับรู้ดี เขาก็คงจะเลือกได้ แต่ถ้าคนไข้ที่อยู่ในภาวะ vegetative stage* ก็จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของญาติเป็นหลัก ในประเทศไทยยังคงทำได้มากที่สุดแค่เพียงการทำตามร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ว่าด้วยสิทธิการตาย ระบุไว้ว่า บุคคล มีสิทธิแสดงความจํานงเกี่ยวกับวิธีการรักษาพยาบาลหรือปฏิเสธการรักษาที่เป็นไปเพื่อการยืดชีวิตในวาระสุดท้ายในชีวิตของตนเอง เพื่อการตายอย่างสงบและมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การช่วยให้ตายด้วยความการุณนั้นไม่มีการพูดถึง รวมถึงการที่แพทย์ให้อุปกรณ์ช่วยให้คนไข้ฆ่าตัวตายด้วยตัวเองด้วย”

(Vegetative Stage* : สภาวะสติไม่รับรู้และไม่ตอบสนอง หรือเจ้าชาย - เจ้าหญิงนิทรา)

ภาพบนหน้าจอปรากฏเป็นรูปโปสเตอร์ของภาพยนต์ต่างประเทศเรื่องหนึ่งที่มีตัวเอกตัวหนึ่งเป็นมะเร็งกระดูกระยะลุกลาม ตัดสินใจขอจบชีวิตตนเองที่ประเทศที่อนุญาตให้ทำการุณยฆาตได้

“Euthanasia ประกอบขึ้นจากคำสองคำคือคำว่าดีและคำว่าตาย รวมกันคือคำว่าตายดี ตายอย่างสงบ ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ผมเองก็ต้องการที่จะตายอย่างสงบ ไม่ทุกข์ทรมาน ถ้าคุณเป็นคนสามารถหยิบยื่นมันให้คนไข้ได้โดยที่เป็นไปตามความต้องการของตัวคนไข้ คุณอยากที่จะทำหรือไม่?”

“ผมว่ายังไงมันก็คือการฆ่าคน” นายแพทย์อนุชาเสนอความคิดเห็น “เราทุกคนเรียนมาเพื่อรักษา คนไข้ระยะสุดท้ายอาจจะไม่สามารถรักษาได้แล้ว แต่เราก็มีคอนเซปต์ของการดูแลแบบประคับประคอง ให้คนไข้ทรมานน้อยที่สุดได้ ก่อนจะเสียชีวิตไปตามธรรมชาติของตัวโรค”

“หลักการดูแลแบบประคับประคองคือการที่เราโฟกัสเรื่องคุณภาพชีวิต ถูกต้องมั้ยครับพี่อนุชา” กันต์หันไปโต้ตอบกับแพทย์เวชศาตร์ครอบครัวรุ่นพี่ อนุชาพยักหน้า “ซึ่งนั่นก็นับรวมไปถึงการที่แพทย์มิได้ลงมือทำการรักษาตัวโรคที่อาจจะสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่คนไข้ คือการที่แพทย์อธิบายและให้ญาติเซ็นเอกสารไม่รับการรักษาและนำกลับไปดูแลที่บ้าน ซึ่งการ ‘ไม่รักษา’ เช่น การไม่ CPR ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่ให้ยา ที่เราทำกันในปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นการฆ่าคนไข้ทางอ้อมอยู่แล้วรึเปล่าครับ แถมกินเวลายาวนานกว่าที่คนไข้จะเสียชีวิต จุดจบเดียวกัน แต่ทรมานนานกว่าการที่แพทย์ลงมือเอง”

เกิดความเงียบขึ้นในห้องประชุม

“อันนี้ผมพูดให้เกิดความเอะใจขึ้นมาเฉยๆ นะครับ ถ้า Euthanasia เป็นไปได้ บางทีนี่ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่ทว่าเรามีเรื่องหลายเรื่องที่จะต้องถกกัน ประเด็นใหญ่คือเรื่องศาสนา การตัดสินใจจบชีวิตตนเองเป็นความบาปในเกือบทุกศาสนาอยู่แล้ว แล้วถ้าหากทำได้ในอนาคต การขอการุณยฆาตอาจจะขยายวงกว้างไม่ใช่แค่คนไข้ระยะสุดท้าย แต่รวมไปถึงคนไข้อื่นๆ หรือแม้กระทั่งไม่ได้เจ็บป่วย แค่เพียงรู้สึกว่ามีชีวิตเพียงพอแล้ว อยากตายได้แล้ว หรือที่น่ากลัวก็คือ มันจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุขหรือไม่ สิ่งที่ตามมาก็คืออาจจะเกิดการทำการุณยฆาตพร่ำเพรื่อแม้กระทั่งกับเคสที่ยังมีความหวังที่จะรักษาให้หายขาดหรือเปล่า นี่คงเป็นสิ่งที่เราต้องวางระบบรองรับให้ดี”

กันตภัทรบรรยายร่วมกับเปิดวิดิโอเป็นเวลาร่วมหนึ่งชั่วโมงจึงเป็นอันเสร็จสิ้น เขาพอใจกับการบรรยายในครั้งนี้มาก ที่กันต์เลือกเรื่องนี้มาพูดก็เพื่อที่จะให้ทุกคนได้รู้จักคำคำนี้เอาไว้ ไม่ได้สนับสนุนหรือขัดขวางแต่อย่างใด กันต์ทำงานกับคนไข้ใกล้ตาย จึงมีความสนใจในองค์ความรู้เกี่ยวกับคนไข้ระยะสุดท้ายและติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับการุณยฆาตมาหลายปี เขาแค่อยากแบ่งปันข้อมูลที่เขามีให้คนอื่นๆ ได้รับทราบก็เท่านั้น

ในเมื่อการบรรยายราบรื่นดีแล้ว เขาก็หวังว่าจะราบรื่นไปจนถึง ‘เดท’ แรกของเขากับผู้กองวสันต์ในเย็นวันนี้

สถานที่ที่วสันต์เลือกคือร้านแจ่วฮ้อนเล็กๆ ที่อยู่ใจกลางเมือง กันต์เคยวาดฝันว่าจะพาวสันต์ไปทานอาหารดีๆ ในห้าง แต่ในเมื่อวสันต์เสนอมา เขาก็พร้อมที่จะสนอง โต๊ะที่ทั้งสองนั่งอยู่บริเวณด้านหน้าร้านที่ไม่มีหลังคา แถมยังใกล้ถนนเสียจนได้ยินเสียงรถราผ่านไปมาชัดเจน วสันต์แต่งกายสบายๆ ในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์ม ส่วนกันต์ยังคงสวมชุดทำงาน เพียงแค่ถอดเสื้อกาวน์ออกเท่านั้น

“อากาศร้อนแบบนี้ ยังจะทานของร้อนอีกเหรอครับ?” กันต์ถามในขณะที่น้ำแจ่วฮ้อนเดือดปุดจนไอน้ำพวยพุ่งออกจากหม้อ

“ได้ชิมก่อนแล้วจะรู้ว่าอากาศแบบไหนก็ควรมาทาน” วสันต์ตักหมูกับผักที่สุกแล้วใส่ถ้วย “ถ้าคุณหมอไม่สะดวกรับประทานแบบนี้ผมก็ขออภัย”

กันต์ยิ้ม ว่าแล้วว่าจงใจแกล้งกัน “ตอนผมเยี่ยมบ้าน ผมใช้มือปั้นข้าวเหนียวจิ้มกับลาบที่ญาติคนไข้ทำมาให้ นั่งกินกลางดินก็เคยมาแล้วครับ แบบนี้ถือว่าหรูแล้ว”

วสันต์เหลือบตาขึ้นมอง ไม่แสดงสีหน้าอะไร ก่อนจะก้มหน้าก้มตากิน “ผมมีเรื่องอยากถาม”

“ว่าไงครับ?”

“หมอแบบคุณเรียกว่าหมออะไร?”

“หมอแบบผมงั้นเหรอครับ” กันต์ตักน้ำซุปเพิ่มใส่ถ้วยให้คนตรงหน้า “เรียกว่าหมอเวชศาสตร์ครอบครัวครับ หมอที่จบเฉพาะทางมาเพื่อดูแลคนไข้ในระดับปฐมภูมิ ทำงานทั้งรักษา ส่งเสริมป้องกัน เป็นหมอคนแรกที่คนไข้ควรจะได้เจอก่อนที่จะถูกส่งไปหาหมอเฉพาะทางอื่นๆ พวกผมมีสกิลพิเศษในการพูดคุยและเข้าอกเข้าใจคนไข้ สอนคนไข้ให้ดูแลตัวเอง และลงเยี่ยมบ้าน บางคนก็เรียนสายาย่อยลงไปอีกเช่น อาชีวอนามัย ผู้สูงอายุ หรือการดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย”

“ฟังดูเป็นงานกว้างๆ นะ ไม่เหมือนหมอเฉพาะทางอื่น”

“กว้างครับ โชคดีที่อยู่โรงพยาบาลจังหวัด พวกผมก็เลยแบ่งงานกันดูได้ ตัวผมรับงานดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายมา”

“ชอบเหรอ ทำงานกับคนใกล้ตาย?”

กันต์เริ่มเห็นความสามารถในการซักไซร้ของวสันต์ เขาถามคำถามห้วนๆ สั้นๆ แต่ดึงคำตอบออกมาได้มากมาย “ผมรู้ว่าผมไม่ควรชอบความตาย แต่สิ่งที่ผมชอบคือการที่มอบ Good death ให้คนไข้”

วสันต์ขมวดคิ้ว “คำพูดคุณล่อแหลมมาก”

“ใจเย็นครับ ไม่ใช่ผมที่ทำให้คนไข้ตาย เขาจะต้องตายจากตัวโรคอยู่แล้ว ผมแค่เป็นคนช่วยเตรียมตัวที่จะตาย การตายอย่างสงบประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ เช่น การไม่มีอาการเจ็บปวด การได้อยู่ท่ามกลางคนที่เขารัก การได้เข้าถึงศาสนาและความเชื่อ สถานที่ตายที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่นี้ ผมยังต้องดูแลเรื่องความเศร้าโศกของญาติหลังเสียชีวิตอีก”

“เป็นเหตุผลที่คุณมางานแม่ของผมหลายๆ รอบงั้นสิ กลัวว่าผมกับพี่ชายจะโศกเศร้ามากเกินไป”

“คุณก็รู้ดีว่าไม่ใช่แค่เหตุผลนั้น” กันต์พูดยิ้มๆ ช่างเป็นประโยคที่วสันต์เกลียด เหมือนโยนทุกอย่างให้วสันต์เป็นผู้รับผิดชอบ และปฏิเสธไม่ได้เสียด้วย เพราะนายตำรวจเองที่เป็นคนออกปากถามว่าเขาไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่านายแพทย์จงใจเข้าหาเขา

หลังจากอิ่มหนำแล้ว วสันต์หยิบกระเป๋าหนังของตนขึ้นมา ควานหาหูฟังแพทย์ที่เป็นต้นเหตุให้เขาได้มานั่งทานข้าวกับกันตภัทร นายตำรวจยื่นมันข้ามโต๊ะส่งคืนเจ้าของ “รีบเอาไป แล้วก็เป็นอันหมดธุระของเรา”

นายแพทย์ยื่นมือออกไปรับ แต่แทนที่จะจับเพียงแต่หูฟัง มือใหญ่ของนายแพทย์จับเลยขึ้นมาสัมผัสมือของวสันต์ “คืนนี้คุณมีธุระที่ไหนอีกรึเปล่าครับ เราไปดื่มกันต่อที่โรงแรมสักแห่งไหม?”

ดวงตาคมกริบของนายแพทย์สะกดให้วสันต์จ้องกลับเข้าไป ดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟปรารถนา วสันต์ไม่อยากเล่นกับไฟ แต่บางทีเปลวไฟอันตรายนั้นมันกลับส่องแสงเย้ายวนเกินห้ามใจ ผู้กองหนุ่มกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีผลเสีย เขาไม่อยากโดนมองว่าเป็นคนใจเร็ว แต่ในเมื่อโอกาสมาอยู่ในมือแบบนี้ ยากเหลือเกินที่จะปฏิเสธ

“ผมต้องตื่นแต่เช้า ผมนัดกับพี่ชายว่าจะใส่บาตรทำบุญให้แม่ก่อนไปทำงาน” ในที่สุดวสันต์ก็ให้คำตอบ “เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน หมอกันตภัทร”

นายแพทย์เลิกคิ้วเหมือนเสียดาย ก่อนจะหยิบสเต็ทเข้าเก็บใส่กระเป๋าของตัวเอง “ได้ครับ เอาไว้โอกาสหน้า…”

“เพราะว่าผม…” วสันต์โพล่งขึ้นมา “อยากจะศึกษาคุณให้มากกว่านี้ เพราะผมคิดว่าผมจะจริงจังกับคุณ ผมเลยยังไม่อยากรีบนอนกับคุณ ผมไม่อยากเป็นแค่คู่นอนฆ่าเวลาของคุณ คุณเข้าใจผมนะ”

กันตภัตรอึ้งกับการพูดที่แสนจะตรงไปตรงมา จริงที่ว่าเขาต้องการชวนนายตำรวจไปค้างคืน และเขาก็หวังความสัมพันธ์ระยะยาวเช่นกัน เห็นทีคงจะต้องตามใจอีกฝ่ายไปก่อน การที่ค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้กันก็สมเหตุสมผล “ผมก็ไม่ได้หวังแค่ร่างกายคุณครับ ผู้กอง”

วสันต์วางเงินลงบนถาด “มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง มื้อหน้าตาคุณ”

ความเฉียบขาดของนายตำรวจทำให้หัวใจของกันตภัทรเต้นรัวเร็ว “ครั้งหน้าเป็นเมื่อไหร่ดีครับ?”


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น