fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 หมอครอบครัว

ชื่อตอน : บทที่ 2 หมอครอบครัว

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 147

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2562 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 หมอครอบครัว
แบบอักษร

“ช่วงนี้คนไข้มะเร็งเต็มไปหมดเลยเนอะอ้ายแต้เนอะ” แอน พยาบาลเยี่ยมบ้านสาวหันไปบ่นกับนายแต้ นักวิชาการสาธารณะสุขที่กำลังง่วนกับการจัดเรียงแฟ้มคนไข้ในตำบล

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) หรือที่ชาวบ้านคุ้นเคยกันในชื่อเก่าว่า สถานีอนามัย เป็นหน่วยดูแลสุขภาพขนาดเล็กที่กระจายลงในระดับชุมชน เป็นรากฐานที่สำคัญของการดูแลสุขภาพประชาชนในระดับปฐมภูมิ เพื่อลดปริมาณคนไข้ที่ไปกองที่โรงพยาบาลใหญ่ และลงงานดูแลสุขภาพเชิงรุกเพื่อป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นงานที่เหนื่อยพอสมควร โดยเฉพาะงานเยี่ยมบ้านที่แอนเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

“นั่นน่ะสิ โดยเฉพาะตำบลของเรานะ ปีที่แล้วมี 13 เคส ปีนี้ยังไม่ทันไรก็ 8 เคสเข้าไปแล้ว” แต้เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อลงข้อมูลที่ได้จากการตรวจสุขภาพคนในเขตรับผิดชอบ

“ไม่ใช่แค่เคสเยอะนะ ตั้งแต่หมอกันต์มาดูที่นี่ เคสPalliative* ตายเร็วมากขึ้นเยอะเลย” แอนเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างๆ แต้ “น้องว่าเป็นเพราะดวงหมอ เชื่อน้องสิ สองสามปีนี้ตายเร็วอย่างมีนัยสำคัญจริงๆ บางคนแอนว่าอยู่ได้อีกหลายเดือน ปรากฏว่าอีกแค่สองสามวันก็ตายซะแล้ว”

(Palliative care : การดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะสุดท้าย)

“ก็ดีแล้วนี่ ดีกว่าปล่อยให้ทรมาน” นักวิชาการวัยกลางคนหันมามองแอน “ยิ่งเคสยายรวีวรรณนะยิ่งน่าสงสาร แกน่ะปวดยิ่งกว่าปวด ไปเยี่ยมทีไรก็ได้ยินเสียงแกโอดโอยน่าเวทนา ดีที่แกหมดทุกข์ได้เสียที”

“เอ้อ อ้ายแต้ เมื่อเช้าแอนไปไหว้ศพยายรวี เจอลูกชายคนเล็กของยายที่เป็นตำรวจด้วย ได้ข่าวว่าย้ายมาทำงานที่นี่ กำลังจะได้เป็นสารวัตร”

“จริงรึเปล่า!” แต้หันมาทำตาโต “วสันต์น่ะนะ? พี่รู้จักตั้งแต่ก่อนไปเรียนโรงเรียนนายร้อยอีก ตอนนี้เป็นสารวัตรแล้วเหรอ?”

“ใช่แล้ว หล่อเหลาเอาการเลยล่ะ ตำรวจแบบนี้ต้องคู่กับพยาบาลแน่นอน” แอนยกมือสองข้างขึ้นปิดแก้มทำท่าเขินอาย “จีบให้แอนหน่อยสิอ้ายแต้ รู้จักกันไม่ใช่เหรอ”

“แล้วผัวเธอเอาไปไว้ไหนแล้วล่ะ?”

“ว้าย ผัวหนูก็อยู่ที่บ้านไปสิคะ ไม่รู้หรอก”

ประเด็นสนทนาเรื่องจำนวนคนไข้ระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตมากกว่าปกติเป็นอันตกไปเมื่อพูดถึงวสันต์ หรือ 'ร.ต.อ.วสันต์ คำบุญเรือง' อายุ 33 ปี ผู้ซึ่งย้ายจากตำแหน่งรองสารวัตรจังหวัดใหญ่และกำลังจะได้เป็นสารวัตรสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนี้ พื้นเพของวสันต์เป็นคนพื้นที่โดยแท้ เป็นที่รู้จักของคนทั้งตำบล เป็นความภาคภูมิใจของนางรวีวรรณกับพี่ชาย การกลับมาของวสันต์ในครั้งนี้เป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง เป็นความหวังและที่พึ่งทางกฎหมายของคนในตำบลทุกคน

ผู้กองหนุ่มว่าที่สารวัตรในชุดเครื่องแบบสามดาวติดบ่านั่งลงบนโต๊ะทำงานในสถานีตำรวจภูธร มองไปรอบๆ ห้องเพื่อเก็บรายละเอียดสภาพห้องทำงานที่ไม่คุ้นตา เมื่อแม่เสียชีวิต ก็ผิดวัตถุประสงค์การย้ายมาที่นี่ไปเสียหมด แต่เมื่อเขาตัดสินใจแล้วก็คงต้องเดินหน้าต่อ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็กลับมาอยู่ในสถานที่ที่เกิดและโต นอกจากการปรับตัวกับที่ทำงานใหม่ คงไม่ได้มีอะไรที่ย่ำแย่มากนัก

หมอกันตภัทร…

ไม่รู้ว่าด้วยความรู้สึกติดใจหรืออะไรที่ทำให้ชื่อนี้โผล่ขึ้นมาในหัวตลอดเวลา วสันต์เขียนชื่อของนายแพทย์ลงไปบนกระดาษ ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดค้นหาชื่อนี้ในเฟซบุ๊ก ชื่อที่ขึ้นมามีมากมาย แต่คนเดียวที่รูปโปรไฟล์ตรงกับที่วสันต์เคยเห็น คือกันตภัทร อัครเมธี

วสันต์เปิดดูภาพโปรไฟล์ของหมอสองสามภาพ ก่อนจะปิดหน้าจอแล้วเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าโดยไม่กดแอดเป็นเพื่อน เขามีนัดพูดคุยกับท่านรองผู้กำกับในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ต้องตั้งใจทำงาน ปล่อยให้หมอกันตภัทรเป็นเพียงแค่เรื่องที่น่าสนใจผ่านมาและผ่านไปก็พอ

“เมื่อวานผมไม่ได้นำพวงหรีดมา วันนี้ก็เลยจะมามอบในฐานะตัวแทนเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านของโรงพยาบาลครับ”

นี่คือเหตุผลของนายแพทย์กันตภัทรที่ทำให้วสันต์ได้พบเจอกับคนคนนี้อีกเป็นครั้งที่สองที่วัด แม้จะรู้สึกงุนงงที่หมอเป็นคนทำหน้าที่ยกพวงหรีดมามอบด้วยตนเอง แต่เขาก็รับไว้พร้อมกล่าวขอบคุณ และหันไปยังทิศทางที่พยาบาลถือกล้องถ่ายรูปเตรียมไว้ วสันต์เห็นกันตภัทรส่งยิ้มบางๆ มาให้เขา เหมือนพยายามสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้รับทราบ ซึ่งวสันต์ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก

กันตภัทรโผล่มาให้เห็นครั้งที่สามในวันเผา วสันต์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าแพทย์เยี่ยมบ้านมีความจำเป็นที่จะต้องมางานศพคนไข้ของตนบ่อยถึงเพียงนี้ ถึงแม้ในใจจะรู้สึกขอบคุณที่หมอกันตภัทรให้ความสำคัญกับงานของแม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วนายตำรวจก็เอาชนะความสงสัยไม่ไหว เดินเข้าไปขอคุยกับนายแพทย์เป็นการส่วนตัวหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเผาศพ

“คุณหมอ” เสียงห้าวและห้วนของวสันต์ทำให้แพทย์หนุ่มชะงัก เขาหันกลับมา ส่งยิ้มให้บางๆ นายตำรวจขมวดคิ้วมุ่น

“สวัสดีครับ สารวัตร”

“เรียกผมผู้กองก่อนก็ได้ ผมกำลังรอคำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ” นายตำรวจสูดหายใจลึก “คุณมากับผมหน่อย”

ชายหนุ่มในชุดดำสองคนพากันเดินไปบริเวณด้านหลังของศาลาหน้าเมรุ

“ขอบคุณที่มางานเผาแม่ของผม” วสันต์เอ่ย แพทย์หนุ่มยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน เอื้อมมือมาแตะแขนวสันต์เบาๆ

“คุณรวีวรรณขึ้นไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์แล้วครับ ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว”

วสันต์มองมือที่มาแตะต้องร่างกายเขาด้วยความจงใจอีกครั้ง และตัดสินใจถามออกไป “บอกผมทีว่าผมไม่ได้คิดไปเอง หมอกันตภัทร?”

เกิดความเงียบขึ้นพักหนึ่ง นายตำรวจรู้ว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ชวนงุนงง แต่กลายเป็นว่ากันตภัทรเข้าใจความหมายของคำถามนี้อย่างถ่องแท้ นัยตาสีน้ำตาลเข้มในรูปตาคมปลาบของแพทย์หนุ่มจดจ้องมาที่ดวงตาของนายตำรวจราวกับอ่านใจได้ “คุณไม่ได้คิดไปเองครับ”

วสันต์ยกแขนหนีมือของนายแพทย์ขึ้นกอดอก มองไปยังทิศทางอื่น “ผมยังทำใจไม่ได้เรื่องแม่ ไว้รอผมปรับสภาพอารมณ์แล้วค่อยว่ากันใหม่”

“ผมไม่อยากเร่งรัดอะไรหรอกครับ อยากให้คุณประทับใจก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่ผมมีความตั้งใจจะมาส่งวิญญาณคนไข้ที่ผมดูแลมานานกลับสวรรค์อยู่แล้ว” กันต์หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดหน้าจอกดเบอร์โทรแล้วส่งให้นายตำรวจตรงหน้า “ขอเบอร์ผู้กองหน่อยได้มั้ยครับ?”

นายตำรวจจ้องมองโทรศัพท์ของคนตรงหน้าเนิ่นนานเหมือนกำลังตัดสินใจ ในที่สุดวสันต์ก็ยื่นมือออกไปหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาแล้วกดพิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ของตนเองลงไปก่อนจะส่งกลับไปให้เจ้าของ กันต์รับมาพร้อมรอยยิ้มสุภาพดังเดิม กดโทรออกเพื่อส่งข้อมูลเบอร์โทรของตนเองเป็นการแลกเปลี่ยน โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของวสันต์สั่นสั้นๆ หนึ่งครั้ง

“ถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือหลังจากนี้…โทรมานะครับ” กันต์โค้งน้อยๆ เป็นเชิงขอตัว “ผมต้องรีบไปเยี่ยมบ้านคนไข้ตอนบ่าย ไว้มีโอกาส เราไปทานข้าวด้วยกันนะครับ”

วสันต์มองตามหลังชายรูปร่างสูงสมส่วนที่เดินจากไป ในใจกำลังนึกด่าตัวเองว่าคิดถูกหรือไม่ที่ให้เบอร์ตัวเองไปแบบนั้น แต่คงมีไม่กี่คนที่สามารถทำให้คนอย่างเขาเปิดโอกาสได้โดยง่าย อาจจะด้วยบุญคุณที่เขาเคยทำไว้กับแม่ ด้วยจังหวะที่เขาเข้าหา ด้วยความสามารถในการพูดที่ฉลาดเฉลียวและเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ รูปร่างหน้าตา และอะไรหลายๆ อย่างประกอบกัน ทำให้เขาสามารถลืมความเศร้าโศกไปได้ชั่วขณะ

นี่อาจจะยังไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องแบบนี้ นายตำรวจหนุ่มตั้งใจจะทิ้งระยะไว้สักพักให้ความเศร้าจางหาย แล้วค่อยมาเริ่มใหม่กับโอกาสที่จะเดินเข้าประตูความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายเปิดทิ้งเอาไว้รออยู่แล้ว

“ขอโทษที่มาช้าครับ ขอโทษครับพี่ตุ้ย พี่โม” หมอกันต์วิ่งเข้ามายังบริเวณที่มีรถตู้สีขาวของโรงพยาบาลจอดรออยู่ นายแพทย์รีบกระโดดขึ้นรถที่มีพยาบาลและนักกายภาพบำบัดอีกคนนั่งรออยู่แล้ว

“ไปไหนมาคะ คุณหมอสุดหล่อของพี่” เสียงแหลมของคุณโม นักกายภาพบำบัดดังขึ้นเป็นเสียงแรก

“ไปงานศพมาครับ กว่าจะเสร็จก็จวนบ่าย ก็เลยสายไปห้านาที” กันต์ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก อากาศร้อนช่วงเดือนเมษายนไม่เคยปรานีใคร ถึงแม้ว่าจะเป็นภาคเหนือที่น่าจะมีอากาศที่เย็นสบายที่สุดก็ตาม “วันนี้เยี่ยมสองเคสใช่มั้ยครับ?”

“ใช่แล้วจ้ะ เคสใหม่ทั้งสองเคสเลย แต่มีเคสนึงคนไข้เป็นมะเร็งท่อน้ำดีระยะสุดท้าย หมอจะไปดูเคสนี้ก่อนมั้ยคะ?” ตุ้ยยื่นแฟ้มคนไข้เยี่ยมบ้านให้กันต์ แพทย์หนุ่มรับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง

“ดีเลยครับ ไปกันเถอะ”

บ้านคนไข้รายแรกที่ทีมเยี่ยมบ้านไปหาคือบ้านของนายสงกรานต์ จอมใจ อายุ 55 ปี บ้านของเขาอยู่ในย่านชุมชนแออัดที่บ้านเรือนทั้งหลายตั้งอยู่เบียดเสียดใกล้ชิด ถนนทางเข้าและซอกซอยมีความซับซ้อน ถนนกว้างมากพอเพียงแค่ให้รถผ่านได้ทีละคันเท่านั้น นายแพทย์ลงจากรถตู้โรงพยาบาล เงยหน้าขึ้นมองบ้านไม้สองชั้นใต้ถุนเตี้ยตรงหน้า บริเวณรอบบ้านรายล้อมไปด้วยต้นลำไย และรั้วไม้เตี้ยที่ผุพัง กันต์เก็บรายละเอียดทุกอย่างที่เขาเห็นเข้าไปในความทรงจำของตัวเอง อะไรที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคนไข้ เขาต้องรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือบันไดหน้าบ้าน สามารถเดินขึ้นไปบริเวณชั้นสองของบ้านได้โดยตรง

คนไข้สูงอายุที่ยังเคลื่อนไหวช่วยเหลือตัวเองได้ สิ่งนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่น่าเป็นห่วง คนแก่กับบันไดเป็นเหมือนศัตรูคู่แค้น เขาเคยเจอเคสผู้สูงอายุตกบันไดกระดูกหัก ศีรษะฟาดพื้นเลือดคั่งในสมอง หรือเลวร้ายที่สุดคือถึงขั้นเสียชีวิตทันทีมาหลายรายแล้ว แต่คนไข้คนนี้นอนติดเตียงอยู่แล้ว ตัดความกังวลเรื่องบันไดออกไปก่อน

หญิงสาวรูปร่างผอมแห้งคนหนึ่งเดินตรงมาทางทีมแพทย์ ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “สวัสดีเจ้า”

“สวัสดีครับ ผมเป็นหมอเยี่ยมบ้านจากโรงพยาบาลนะครับ นี่เป็นญาติของคุณ…” กันต์เหลือบสายตาลงมองดูชื่อหน้าแฟ้ม “สงกรานต์รึเปล่าครับ?”

“เป๋นแฟนเจ้า” หญิงวัยกลางคน “เชิญตังในเลยเจ้า คุณหมอ”

“อยู่กันกี่คนครับเนี่ย”

“หลักๆ ก่อสองคนเจ้า มีญาติเวียนมาพ่อง แต่คนตี้อยู่กับอ้ายบ่อยสุดก่อแฟนเนี่ยล่ะเจ้า ลูกบ่าวก่อไปยะก๋านกรุงเทพเจ้า ส่งเงินมาฮื้อแม่ดูแลป้อบ่เกยขาด”

กันต์พยักหน้า “ดีแล้วครับที่ได้ลูกชายช่วยเรื่องเงิน แล้วคุณชื่ออะไรเหรอครับ?”

“ชื่อหญิงเจ้า” หญิงวัยกลางคนยิ้มหวาน เธอรู้สึกได้ทันทีว่านายแพทย์ตรงหน้าช่างมีน้ำเสียงที่อบอุ่นและมีความเอาใจใส่กว่าแพทย์คนอื่นๆ ที่เธอเคยเจอ

นายสงกรานต์นอนอยู่บนฟูกที่ปูอยู่บนพื้นไม้บริเวณห้องแรกถัดจากประตูเข้าบ้าน ร่างกายของคนไข้ผ่ายผอมเห็นกระดูก ผิวหนังของเขามีสีเหลืองทอง ตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างชัดเจนซึ่งบ่งบอกถึงภาวะดีซ่านขั้นรุนแรงจากการอุดตันของท่อน้ำดี กันต์คุกเข่าลงข้างๆ คนไข้ “สวัสดีครับ คุณสงกรานต์ หมอชื่อหมอกันตภัทร เป็นหมอเยี่ยมบ้านนะครับ”

สงกรานต์ยกมือที่สั่นเทาขึ้นไหว้ แววตาของเขาดูสดใสขึ้นเมื่อได้เห็นชายในเครื่องแบบกาวน์สั้นตรงหน้า “สวัสดีครับ คุณหมอ”

“ปกตินอนตรงนี้ตลอดเลยเหรอครับ?”

“ใช่แล้วครับ ผมไปไหนไม่ค่อยได้แล้วครับ”

ตุ้ย พยาบาลวิชาชีพผู้ลงเยี่ยมบ้านมานานกว่าสิบปีมองหมอกันตภัทรด้วยสายตาชื่นชม หากจะถามว่าหมอเวชศาสตร์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างไร เธอขอเลือกเอาหมอกันต์เป็นต้นแบบ ไม่ได้แค่สมบูรณ์พร้อมด้วยรูปร่างหน้าตาที่น่าเข้าหา แต่เขาเป็นแพทย์ที่มนุษยสัมพันธ์ดี รอบคอบ มองปัญหาของผู้ป่วยได้รอบด้านไม่ใช่แค่เพียงตัวโรค แต่ปัญหาอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพคนไข้ไม่เคยหลุดรอดสายตาของหมอคนนี้ไปได้ กันตภัทรเคยพูดกับเธอไว้ว่า การมองคนไข้ด้วยตัวโรคจะทำให้มองเห็นแค่โรค แต่ถ้ามองคนไข้ให้เป็นมนุษย์ เราจะมองเห็นทุกอย่าง และการมองเห็นส่วนนั้น อาจจะทำให้คนไข้หายจากอาการที่เขาเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้ยาด้วยซ้ำ

หลังจากที่ตุ้ยวัดสัญญาณชีพจรแล้ว เธอก็ถอยออกมาให้กันต์ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ความผิดปกติที่กันต์ตรวจเจอนอกจากร่างกายที่ดูขาดสารอาหาร คือท้องมานน้ำ และก้อนเนื้อขนาดใหญ่ที่คลำได้ผ่านหน้าท้อง

“อึดอัดแย่เลยนะครับ คุณสงกรานต์”

สงกรานต์พยักหน้ารัว หมอคนนี้ช่างเข้าอกเข้าใจเขาดีเหลือเกิน “ใช่เลยครับหมอ อึดอัดมาก แล้วมันปวดด้วย ปวดที่ท้อง ปวดที่หลัง ปวดไปหมดเลย”

“แต่คุณสงกรานต์อดทนอยู่กับมันมาได้ขนาดนี้ได้ถือว่าเก่งมากๆ เลยครับ” กันต์ยกสเต็ทโตสโคป*ขึ้นคล้องคอ “มีอาการอะไรอย่างอื่นที่อยากให้หมอช่วยอีกมั้ยครับ?”

(สเต็ทโตสโคป (Stethoscope) : หูฟังทางการแพทย์)

“หลักๆ คืออาการอืดท้องกับปวดเนี่ยแหละครับหมอ” สงกรานต์ยกมือขึ้นแตะที่แขนของกันต์เบาๆ พูดด้วยเสียงที่เบาลงจนกระทั่งคนอื่นไม่ได้ยิน “มันปวดจนบางครั้งผมรู้สึกว่าผมไม่อยากจะอยู่แล้วเลยทีเดียวครับ มันทรมานมากเลยครับ”

แพทย์หนุ่มนิ่งไปพักหนึ่ง มองใบหน้าของสงกรานต์ด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก ก้มลงคุยกับคนไข้ด้วยเสียงแผ่วเบา “ถ้าหมอช่วยให้ไม่เจ็บปวดอีกต่อไปได้ คุณสงกรานต์จะต้องการมั้ยครับ?”

สงกรานต์พยักหน้าช้าๆ “ต้องการครับ”

กันต์ยิ้มบางๆ แล้วพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้นตั้งใจให้ทุกคนได้ยิน “ถ้าอย่างนั้นหมอจะช่วยดูแลเรื่องอาการปวดให้นะครับ ผมจะปรับยาแก้ปวดให้ใหม่ แล้วให้คุณโมนักกายภาพบำบัดสอนท่าบริหารร่างกายให้ บางทีถ้าคุณสงกรานต์หายปวดแล้ว อาจจะมีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่กับภรรยาที่น่ารักมากขึ้นนะครับ”

สิ่งที่กันต์พูดสร้างรอยยิ้มกว้างให้กับภรรยาของสงกรานต์

หลังจากพูดคุยเรื่องแผนการรักษาในระยะสุดท้ายกับคนไข้และครอบครัวเสร็จสิ้นแล้ว กันต์และทีมเยี่ยมบ้านเดินกลับมายังรถตู้ที่จอดอยู่บริเวณลานหน้าบ้าน กันต์เก็บเอกสารที่เขาบันทึกอย่างละเอียดลงในแฟ้มและส่งให้พยาบาลตุ้ย “ผมคำนวณโดสมอร์ฟีนให้ใหม่ เดี๋ยวให้ภรรยาไปรับยากับผมที่แผนกผู้ป่วยนอก วันพรุ่งนี้เช้า เยี่ยมครั้งต่อไปผมขอเป็นสองอาทิตย์นะครับ ลงคิวเอาไว้ให้ผมหน่อย”

“ได้ค่ะหมอกันต์ งั้นพี่เลื่อนเคสไม่ด่วนออกไปก่อนแล้วกันเนาะ”

“ฝากประสานเจ้าหน้าที่รพสต. ส่งคนมาประเมินอาการหลังปรับมอร์ฟีนให้ผมด้วย บอกเขาว่าถ้ามีปัญหาโทรปรึกษาผมได้เลย” กันต์เลื่อนปิดประตูรถตู้ “ไปเคสต่อไปได้เลยครับ”

ท่ามกลางฟ้าแลบแปลบปลาบและเสียงลมหวีดหวิวของพายุฤดูร้อน สงกรานต์ได้ยินเสียงประตูเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่ย่ำอย่างแผ่วเบา เขาอยากรู้ว่าใครที่เป็นคนเปิดประตูบานนั้นในยามวิกาล แต่ความง่วงงุนที่เกิดจากยาแก้ปวดทำให้หนังตาทั้งสองของเขาหนักอึ้งเหลือเกิน เขาไม่เหลือแรงที่จะลืมตาอีกแล้ว เขาอยากจะเรียกหาภรรยาของเขาที่น่าจะนอนเฝ้าอยู่ไม่ไกล

ฝีเท้านั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงลมหายใจของคนคนนั้น หัวใจของสงกรานต์เริ่มเต้นแรง เขาอยากจะลืมตา แต่ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกผีอำ เขาไม่สามารถสั่งร่างกายของตนเองให้ทำตามที่คิดได้เลย

หญิง หญิงของอ้ายอยู่ตี้ไหน?

เขารู้สึกว่ามีมือของใครบางคนจับมือเขา และค่อยๆ ลูบไล้แขนขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะเปลี่ยนมาลูบเบาๆ ที่ศีรษะของเขาเหมือนปลอบประโลม เสียงฟ้าร้องกระหึ่มดังขึ้นหนึ่งครั้ง ตามมาด้วยฝนที่เริ่มลงเม็ด สงกรานต์ได้ยินเสียงกระซิบดังขึ้นข้างหู

“หลังจากนี้คุณไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว สงกรานต์”

เขารู้จักเสียงนี้

เดี๋ยวนะ เขากำลังจะตายอย่างนั้นหรือ?

ถึงมันจะเจ็บ ถึงมันจะปวดจนอยากตายไปให้พ้นๆ แต่เขายังอยากอยู่กับภรรยาของเขา อยากเห็นรอยยิ้มของเธออีกครั้งอยู่ดี เขาอยากอยู่กับเธอให้นานที่สุดเท่าที่ร่างกายนี้จะทนไหว ยาแก้ปวดที่หมอเยี่ยมบ้านคนนั้นให้มาใหม่ทำให้ความเจ็บปวดพอบรรเทาได้มากแล้ว เขาว่าเขาน่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้…

เสียงสายฝนตกกระทบหลังคาเป็นเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยิน ก่อนที่จะดับหายไปพร้อมกับอาการปวดที่เขาทุกข์ทนมาตลอดเวลากว่าหกเดือน


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น