fictionlog_official

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 เริ่มต้นที่การสูญเสีย

ชื่อตอน : บทที่ 1 เริ่มต้นที่การสูญเสีย

คำค้น : การุณยฆาต Sammon

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 379

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2562 11:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 เริ่มต้นที่การสูญเสีย
แบบอักษร


เสียงของน้ำหนักเท้าที่เหยียบลงบนพื้นไม้บนบ้าน เป็นเสียงที่สองที่หญิงชราได้ยินนอกจากเสียงการเต้นของหัวใจของเธอเอง เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาอันพร่ามัวของหญิงชรามองเห็นแต่เพียงความมืดมิดในยามราตรี เธอร้องครางออกมาเบาๆ เพราะความเจ็บปวดบริเวณหลังช่วงล่างจู่โจมเธอทันทีที่รู้สึกตัว มันช่างแสนทรมาน เกินกว่าผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธอจะสู้ไหว

นางรวีวรรณ อายุ 70 ปี เป็นหญิงผู้แข็งแกร่ง ใครๆ ก็เรียกเธอว่าอย่างนั้น เธอเป็นแม่ของบุตรชายทั้งหมดสามคน ลูกชายคนโตถึงจะไม่ได้ร่ำรวยแต่มีอาชีพค้าขายที่มั่นคง และมีเวลาให้แม่มาตลอด คนกลางโชคร้ายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ส่วนคนเล็กเป็นนายตำรวจประจำอยู่ที่ต่างจังหวัด เธอสู้กับอะไรมามากมายตลอดชีวิต แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะยอมแพ้ เธอกัดฟันต่อสู้กับการแต่งงานที่ล้มเหลว ส่งลูกทั้งสามคนเรียน หนี้สินมากมายที่สามีทิ้งเอาไว้ เธอคาดหวังว่าจะมีชีวิตสบายในยามบั้นปลาย ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเมื่อเธอผ่านพ้นช่วงวัยกลางคน

แต่สุดท้ายแล้ว เธอก็มาพ่ายแพ้ให้กับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะสุดท้าย

เนื้อร้ายที่กัดกินกระดูกสันหลังและเส้นประสาท สร้างความเจ็บปวดให้เธอมากมายมหาศาล หากปราศจากฤทธิ์มอร์ฟีน เธอรู้สึกปวดรวดร้าว ทรมานเหมือนกับตายทั้งเป็น

เสียงฝีเท้านั้นดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หญิงชราค่อยๆ กวาดสายตามองหาต้นเสียงที่เธอได้ยิน เมื่อสายตาของเธอเริ่มปรับเข้ากับความมืด รวีวรรณมองเห็นเงาตะคุ่มของบุคคลกำลังยืนอยู่ปลายเตียง น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกตกใจมากนัก ร่างนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้เธอ มันนั่งลงบนขอบเตียงของเธอ มือของมันเลื่อนมาวางทาบทับบนมือที่ผ่ายผอมของหญิงชรา

“เกมส์…เกมส์ใจ้ก่อ?” เสียงแหบห้าวของหญิงชราร้องเรียกชื่อของลูกชายคนกลางผู้ล่วงลับ “แม่…กึ๊ดเติงหา…”

มือนั้นกระชับมือของเธอแน่น “คิดถึงเหมือนกันครับ”

“เกมส์จะพาแม่ไปอยู่ด้วยใช่มั้ย?”

“ใช่ครับ” เสียงของเงานั้นดังเข้ามาใกล้หูข้างซ้ายของเธอ “ขอให้แม่ตั้งจิต คิดแต่สิ่งดีๆ ที่แม่เคยทำมา แม่เคยทำบุญบริจาคสร้างอาคารโรงพยาบาล จำได้มั้ยครับ?”

หญิงชราพยักหน้าช้าๆ เธอคิดถึงวันที่เธอนำซองสีขาวบรรจุเงินกว่าหมื่นบาทไปให้โรงพยาบาลชุมชนที่ห่างไกล เพื่อเป็นทุนสร้างหอผู้ป่วย นี่เป็นการทำบุญครั้งใหญ่ที่สุดของเธอ เมื่อคิดแล้ว เธอก็รู้สึกสงบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ความเจ็บปวดรวดร้าวเริ่มบรรเทาเบาบางลงไป

“แม่เป็นผู้หญิงที่เก่งที่สุดเลยครับ ฝ่าฟันความยากลำบากมามากมาย” น้ำเสียงนุ่มลึกนี้ช่างทำให้ผ่อนคลาย เพราะเธอรู้จักเสียงนี้ดี “ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วนะครับ แม่ไม่ต้องกลัว ทำใจให้สงบ แล้วความเจ็บปวดทั้งหมดจะหายไป แม่จะได้ไปยังที่แสนไกล ที่สงบ สบาย อยู่กับลูกชายของแม่”

นี่แหละที่คือสิ่งที่เธอต้องการ น้ำใสๆ เริ่มเอ่อคลอเบ้าหญิงชรา เป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ “ขอบคุณ…ขอบคุณ…”

เป็นอย่างที่เสียงนั้นพูด ความเจ็บปวดของเธอค่อยๆ จางหายไป เธอรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลมหายใจของเธอค่อยๆ แผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งทรวงอกของแน่นิ่ง ดวงตาฝ้าฟางหลับสนิท และจะไม่มีวันลืมตื่นขึ้นมาอีกแล้ว

รวีวรรณ เสียชีวิตในเวลา 02.35 น.

“ผมงั้นเหรอครับ?” แพทย์หนุ่มชี้มาที่ตนเองแล้วแสดงสีหน้าตกอกตกใจ ในขณะที่แพทย์ท่านอื่นๆ ในห้องประชุมปรบมือกันเกรียวกราว เขาหันไปมองแพทย์หญิงที่นั่งข้างๆ เขา เธอดันหลังให้เขารีบลุกขึ้นยืนพร้อมกันยิ้มกว้าง

“ไปสิ กันต์”

แพทย์หนุ่มยิ้มออกมาอย่างเขินอายก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินไปยังบริเวณหน้าห้องประชุมองค์กรแพทย์ ยกมือขึ้นไหว้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ถือเกียรติบัตรรอในมือ แพทย์หนุ่มยื่นมือออกไปรับอย่างนอบน้อม

“คะแนนหมอกันตภัทรเฉียนหมอบรรณกิจไปนิดเดียว”

มีเสียงหัวเราะเบาๆ ในห้องประชุม นายแพทย์บรรณกิจยกมือขึ้นโบกปฏิเสธพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม “ให้พี่กันต์เถอะครับ”

กันต์หันไปโค้งให้ผู้อำนวยการอีกรอบหนึ่งแล้วรีบเดินเร็วๆ กลับมานั่งที่นั่งของตัวเอง นายแพทย์สมศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกล่าวต่อ “รางวัลแพทย์ดีเด่นนี้ผมตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นกำลังใจแพทย์ทุกคนนะครับ ทุกคนมีโอกาสที่จะได้รางวัลนี้ ขอให้ตั้งใจทำงาน เป็นแพทย์ที่อัธยาศัยดี เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน ใช้หมอกันต์เป็นแบบอย่างก็ได้นะครับ”

กันต์ส่ายหัวพร้อมยิ้มสุภาพ ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เขาถูกสอนมาให้เป็นแพทย์ที่เข้าอกเข้าใจและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ด้วยเนื้องานที่ต้องพบปะประสานงานกับคนเป็นจำนวนมากและหลากหลาย นี่อาจจะเป็นความได้เปรียบที่ทำให้เขาได้รับรางวัลนี้ กันต์เองก็มองไม่ออกว่าหมอศัลยกรรมที่งานส่วนมากเคร่งเครียดอยู่ในห้องผ่าตัด และต้องตรวจคนไข้ปริมาณมากอย่างรีบเร่ง จะได้รับการโหวตแบบที่เขาได้รับหรือไม่

“ดูพี่กิตติพงศ์จะไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่นะ” หมอหนิง สูติแพทย์เพื่อนสนิทของกันต์ขยับมากระซิบข้างหู คนที่เธอพูดถึงคือศัลยแพทย์กระดูกที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่เป็นมิตรที่สุดในโรงพยาบาล

“ไม่หรอก หน้าแกเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” กันต์เก็บเกียรติบัตรที่เพิ่งได้รับเข้าแฟ้มในกระเป๋าสะพายข้าง

“หลังจากเรื่องน่ายินดี ก็มีเรื่องน่าเสียดายที่ผมกำลังจะแจ้งต่อมาก็คือ...” ผู้อำนวยการสมศักดิ์เว้นไปพักนึ่ง “มีแพทย์ท่านหนึ่งกำลังจะลาออกไปเป็นอาจารย์แพทย์ที่กรุงเทพนะครับ หมอบรรณกิจแผนกนิติเวชของเรานั่นเอง ดังนั้นผมจะขอเชิญแพทย์ทุกท่านอยู่ร่วมเลี้ยงส่งหมอบรรณกิจเย็นวันศุกร์นี้นะครับ ใครที่สะดวกไปร้านอาหารรบกวนแจ้งชื่อไว้ในไลน์กลุ่มเพื่อที่เลขาจะได้จองโต๊ะร้านอาหารเอาไว้ ส่วนแพทย์นิติเวชคนใหม่ที่จะมาทำงานแทนหมอบรรณกิจ คือแพทย์หญิงสุภาพร คาดว่าเธอจะมาทำความรู้จักกับทุกท่านในวันที่เธอเริ่มมาทำงานนะครับ”

กันต์หันไปมองแพทย์รุ่นน้องที่นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงข้าม บรรณกิจเป็นแพทย์นิติเวชที่เพิ่งผ่านเรื่องราวที่หนักหน่วงมา กันต์ไม่แปลกใจที่เขาจะลาออกเพื่อหนีสิ่งเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับเขา หลายเดือนที่แล้วแพทย์นิติเวชหนุ่มคนนี้ต้องเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมอำพรางที่ส่งผลให้เขาถูกทำร้ายร่างกาย ถูกลักพาตัว และขู่เอาชีวิต เรื่องราวหนักหนาสาหัสทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้คงมากเกินกว่าที่บรรณกิจจะทนไหว กันต์จำวันแรกที่บรรณกิจกลับมาทำงานหลังจากผ่านเรื่องราวร้ายๆ ได้ เขาดูไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไรนัก กันต์จึงได้แต่ให้กำลังใจและรู้สึกสงสาร เขาเป็นแพทย์นิติเวชที่เก่งกาจ ที่มีพรสวรรค์เรื่องการสอน เป็นที่รักของพยาบาลและอินเทิร์น เหมาะสมแล้วที่เขาจะไปเป็นอาจารย์แพทย์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

หลังจากการประชุมองค์กรแพทย์เสร็จสิ้น แพทย์ทุกท่านต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตน กันต์กับหนิงเดินออกมาพร้อมกัน ตรงไปยังลิฟต์ที่อยู่ด้านหน้าห้องประชุม แพทย์หนุ่มกำลังขมักเขม้นกับการหาไลน์รวมของแพทย์เพื่อที่จะลงชื่อไปร่วมงานเลี้ยงส่งหมอบรรณกิจ

“หนิงจะไปด้วยมั้ย เดี๋ยวเราลงชื่อให้พร้อมกัน” กันต์หันไปถามหญิงสาว

“ไป ลงชื่อเราด้วย” หนิงชะโงกมาดูหน้าจอโทรศัพท์ของกันต์ “นั่นแหนะ คุยกับสาวอีกแล้วนะ”

“สาวอะไรล่ะ หาไลน์กลุ่มอยู่” กันต์รีบเอาโทรศัพท์เก็บลงกระเป๋า “แล้วบ่ายนี้ไปไหนต่อ?”

“เดี๋ยวเข้าห้องผ่าตัด มีเคสผ่าคลอดสองเคสรออยู่ แล้วกันต์ล่ะ?”

“ไปอนามัย เสร็จแล้วจะไปงานศพที่วัดในเมือง”

หนิงเลิกคิ้ว “งานศพใคร?”

“คนไข้เยี่ยมบ้านน่ะ เป็นบ้านที่เราไปเยี่ยมบ่อยเพราะมีประเด็นให้ดูค่อนข้างเยอะ คนไข้เป็นคุณยายอายุเจ็ดสิบ CA Corpus* ระยะสุดท้ายกระจายไปกระดูกสันหลัง กดทับเส้นประสาท มีปัญหาเรื่องปวดเยอะมาก ปรับยากันครั้งแล้วครั้งเล่าก็เอาไม่ค่อยอยู่ วางแผนกันว่าจะส่งไปควบคุมอาการปวดที่โรงพยาบาลมหาลัย แต่แกก็ไม่สะดวกมาโรงพยาบาลแล้ว” กันต์ถอนหายใจเบาๆ “อย่างน้อยตอนนี้ก็คงหายปวดแล้วล่ะ”

(*CA Corpus : มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก)

“กันต์เองก็ทำดีที่สุดแล้ว” หนิงยกมือขึ้นตบบ่านายแพทย์เบาๆ “ไม่มีใครเข้าอกเข้าใจคนไข้ระยะสุดท้ายได้เท่ากันต์แล้วล่ะ”

“ก็มีแค่เราเนี่ยแหละ รับคอนซัลท์คนเดียวทั้งโรงพยาบาล” นายแพทย์เงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกที่ติดข้างในลิฟต์ เขาเป็นชายหนุ่มวัย 31 ปีที่มีใบหน้าจัดว่าคมเข้ม เครื่องหน้าชัดแบบคนไทยแท้ ผิวสีขาวเหลือง วันนี้เขาแต่งกายในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ สวมทับด้วยกาวน์แขนสั้นที่เป็นเครื่องแบบของอินเทิร์น กันต์ยังชอบแต่งกายแบบนี้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งแพทย์เฉพาะทางแล้วก็ตาม บนหน้าอกปักชื่อด้วยตัวอักษรสีเขียวว่า 'นพ.กันตภัทร อัครเมธี' เขาเป็นนายแพทย์ชำนาญพิเศษด้านเวชศาสตร์ครอบครัว ได้วุฒิบัตรด้านอาชีวเวชศาสตร์ และมีความรู้ด้านการดูแลคนไข้ระยะสุดท้ายหนึ่งเดียวในโรงพยาบาล

ลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่างสุดของอาคาร สิ่งแรกที่เห็นคือคนไข้จำนวนมหาศาลที่รอคอยการตรวจรอบบ่าย หนิงหันมาโบกมือลาก่อนจะรีบเดินเร็วๆ ตรงไปยังทิศทางของอาคารที่มีห้องผ่าตัด ส่วนกันต์เดินแยกไปขึ้นรถกระบะสี่ประตูของโรงพยาบาลที่จอดรออยู่ด้านหน้า เขาต้องกลับไปตรวจคนไข้ที่ยังตกค้างจากตอนเช้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และไหว้ศพของคนไข้เยี่ยมบ้านที่เขาเป็นเจ้าของไข้ต่อจากนั้น

อากาศภายในวัดร้อนอบอ้าวเพราะแสงแดดจ้ายามบ่ายแก่ กันต์ถอดเสื้อกาวน์ออกพาดไว้บนเบาะ เดินลงจากรถกระบะของโรงพยาบาลตรงไปยังศาลาที่เป็นที่ตั้งศพของนางรวีวรรณ ซึ่งบัดนี้มีแขกเหรื่อแวะเวียนมาไหว้ศพและพูดคุยกับญาติผู้เสียชีวิตอย่างไม่ขาดสาย นายแพทย์พยายามกวาดสายตามองหาคนรู้จัก สองคนแรกที่เขาเห็นคือลูกชายคนโตของนางรวีวรรณกับภรรยา สองคนนี้เป็นคนดูแลหลักของคนไข้ ลูกชายคนโตชื่อนายทองคำ อายุ 45 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพค้าขาย มีภรรยาเป็นช่างเย็บผ้า ครอบครัวนี้ถือว่ามีฐานะดีเมื่อเทียบกับครัวเรือนรอบข้าง

ถ้าถามว่ากันต์ทราบข้อมูลทั้งหมดนี้ได้อย่างไร… คำตอบคือนี่คือความสามารถพิเศษของหมอเวชศาสตร์ครอบครัว

“สวัสดีครับ คุณทองคำ” กันต์ยกมือไหว้ชายวัยกลางคนที่กำลังง่วนกับการจัดเก้าอี้ในเต็นท์

“คุณหมอ!” ทองคำร้องออกมาพร้อมรอยยิ้ม เขายกมือขึ้นรับไหว้ ก้มศีรษะงกๆ “ผมไม่คิดว่าคุณหมอกันต์จะมา”

“ผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เป็นกำลังใจให้คนในครอบครัวทุกๆ คนด้วยนะครับ” แพทย์หนุ่มหยิบซองใส่เงินจำนวนหนึ่งออกมา “รับนี่ไว้นะครับ”

นายทองคำรับซองไปแล้วยกมือไหว้ “ขอบคุณคุณหมอมากครับ เดี๋ยวผมจะพาไปไหว้คุณแม่นะครับ”

กันตภัทรยืนมองภาพใบหน้าของรวีวรรณวัยสาวในกรอบทองสักพักก่อนจะหยิบธูปขึ้นมาหนึ่งดอก สวดบทสวดในใจแล้วปักธูปลงไปในกระถาง

ในขณะนั้น กันต์รู้สึกได้ถึงสายตาของคนคนหนึ่งที่กำลังจับจ้องมาที่เขา แพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองผ่านกระถางธูปไปยังบริเวณที่ตั้งโลงศพ สบตากับชายหนุ่มคนหนึ่งที่จับจ้องมาทางเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาเป็นชายหนุ่มกะอายุราวสามสิบต้น รูปร่างสันทัดแต่กำยำ เห็นได้ชัดจากเสื้อยืดสีขาวที่เขาสวมใส่ ผิวสีแทนเหมือนตากแดดตากลมมาไม่มากก็น้อย คิ้วหนาเข้มทำให้ใบหน้าของเขาดุดัน ทรงผมตัดสั้นจนเห็นหนังศีรษะบ่งบอกถึงอาชีพที่เขาทำ กันต์ไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้ แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเห็นนายแพทย์เป็นคนแปลกหน้าเหมือนกันหรือไม่

นายทองคำเดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มคนนั้น แล้วพาเขาเดินตรงเข้ามายังทิศทางที่กันต์ยืนอยู่ และนั่นเป็นเวลาที่เขาเห็นความละม้ายคล้ายคลึงกันของคนสองคน และทำให้เขานึกขึ้นได้ว่าเขาน่าจะเคยเห็นใบหน้าของคนคนนี้บนรูปถ่ายที่ติดฝาผนัง

หรือว่านี่จะเป็นนายตำรวจที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด ลูกชายคนเล็กของรวีวรรณที่กันต์ไม่เคยมีโอกาสได้พบเจอตัว เมื่อคิดได้ดังนั้นกันต์ถึงกับนิ่งอึ้งไป จ้องมองบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาหาเหมือนต้องมนต์สะกด ดวงตาของชายคนนั้นช่างน่ามอง เป็นแววตาของคนที่ดื้อดึงและไม่ยอมแพ้ใคร เมื่อชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้และยืนเทียบกันแล้ว นายแพทย์มีความสูงมากกว่าชายคนนั้นเล็กน้อย

“คุณหมอครับ นี่คือผู้กองวสันต์ น้องชายของผมครับ กำลังจะได้เป็นสารวัตร เพิ่งย้ายมาเป็นตำรวจสอบสวนที่นี่” ทองคำผายมือมาทางนายแพทย์ “ส่วนนี่คือคุณหมอกันตภัทร ตี้อ้ายเล่าฮื้อฟังว่ามีหมอมาจ้วยผ่อดูแม่ตี้บ้าน”

วสันต์พยักหน้าน้อยๆ เขาไม่ยกมือไหว้กันต์ ซึ่งแพทย์หนุ่มไม่ถือสา เพราะถ้าจำไม่ผิดจากข้อมูลสมาชิกครอบครัวที่เขาเคยทราบมา ลูกชายคนเล็กคนนี้อายุมากกว่าเขา “ขอบคุณที่ช่วยดูแลแม่ผม” เสียงของนายตำรวจเข้มงวด ห้วน และแหบห้าว

“เดี๋ยวเชิญคุณหมอนั่งก่อนครับ ผมจะเอาน้ำมาให้” ทองคำเดินนำกันต์ให้ไปนั่งบนที่นั่งโซฟาบนศาลา แพทย์หนุ่มไม่อยากจะขัดน้ำใจจึงเดินมานั่งยังที่ที่ทองคำจัดเตรียมไว้ นายแพทย์รู้สึกหายใจโล่งขึ้นเมื่อได้ผละตัวออกห่างจากวสันต์ แต่แล้วก็ต้องกลับมาอึดอัดเล็กน้อยอีกครั้งเมื่อนายตำรวจเดินตามมานั่งข้างๆ เขา

“ผมกำลังจะย้ายมาประจำที่นี่ แม่บอกว่าจะอยู่รอผม” ดวงตาของสารวัตรวสันต์มองไปยังทิศทางของโลงศพ “ผมมัวแต่เห็นแก่ความก้าวหน้า จึงลงรับตำแหน่งที่จังหวัดใหญ่ พอแม่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ผมก็รีบวางแผนไว้ว่าผมจะย้ายกลับมาทำงานที่บ้านเกิดเพื่อดูแลแม่ แต่ช้าไปแค่วันเดียวเท่านั้น”

“ผมก็เคยได้ยินคุณแม่ของคุณพูดว่าอยากรอเจอคุณครับ” กันต์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะงัดวิชาการพูดแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริงที่เคยร่ำเรียนมาออกมาใช้ “คุณคงรู้สึกเสียใจแล้วก็เสียดายโอกาสที่จะได้กลับมาดูแล แต่ไม่ต้องรู้สึกแย่ไปเลยนะครับ ทุกครั้งที่คุณรวีวรรณพูดถึงคุณ เธอแสดงสีหน้าแห่งความภาคภูมิใจออกมาทุกครั้ง”

โดยปกติแล้ว การพูดแบบนี้มักจะทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้นไม่มากก็น้อย แต่กันต์ดูไม่ออกเลยว่านายตำรวจตรงหน้ากำลังรู้สึกอย่างไร “คุณดูรู้เรื่องของครอบครัวเราเยอะเลยนะ”

กันต์นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ผมรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนไข้ผมครับ สุขภาพประกอบไปด้วยทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม ผมรู้แม้กระทั่งจิตวิญญาณของคนไข้ รู้ว่าชีวิตของเขาต้องการอะไรในบั้นปลาย”

วสันต์เลื่อนสายตากลับมามองใบหน้าของแพทย์หนุ่ม “แสดงว่าความต้องการของแม่ผม ไม่ใช่การรอผมกลับบ้าน ถึงได้ด่วนจากไปก่อนแบบนี้”

กันต์สัมผัสได้ถึงความโกรธเคืองในน้ำเสียง “ผมเข้าใจว่าคุณกำลังรู้สึกทั้งเสียใจ ทั้งขุ่นเคือง ผมจะบอกให้ครับว่าความต้องการของคุณแม่ของคุณที่เคยบอกผมไว้คืออะไร” มือของแพทย์หนุ่มเอื้อมไปแตะที่หน้าขาของนายตำรวจเบาๆ “เธอไม่ต้องการที่จะตื่นมาทุกข์ทรมานเพราะอาการปวดแสนสาหัสอีกแล้วครับ”

นายตำรวจหนุ่มหลับตา “เพราะนั่นคือสิ่งที่แม่ต้องการ ผมก็คงต้องยอมรับ”

ในที่สุดกันตภัทรก็ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้เสียที หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาหาทั้งคู่พร้อมขวดน้ำเปล่าแช่เย็นขนาดเล็ก แพทย์หนุ่มบอกขอบคุณ เปิดขวดน้ำยกดื่มสองสามอึก น่าจะถึงเวลาที่เขาควรบอกลาครอบครัวนี้แล้ว “ผมไปก่อนนะครับ ถ้าหลังจากนี้ ใครมีปัญหาสุขภาพอะไร สามารถมาติดต่อหาผมที่โรงพยาบาลได้เสมอเลยนะครับ”

วสันต์ก้มลงมองมือของนายแพทย์ที่กำลังแตะบนหน้าขา ทำให้กันต์ต้องรีบดึงมือออกจากบริเวณที่น่าจะทำให้นายตำรวจรู้สึกไม่สบายใจ “คุณเป็นคนที่ไหน?” จู่ๆ วสันต์ก็ยิงคำถามใส่กันต์

“ผมเป็นคนนนทบุรีครับ เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้สามปี”

“งั้นเหรอ” วสันต์ตอบรับแค่นั้นแล้วเงียบไปพักใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณของการจบการสนทนา

กันต์ตัดสินใจบอกลานายตำรวจพร้อมกับยกมือไหว้ เมื่อบอกลานายทองคำแล้วกันต์ก็เดินกลับไปที่รถรับส่งของโรงพยาบาล เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจของแพทย์หนุ่มของช่วงกลางวันของวันนี้

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีค่ะ แซมเอง

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เข้ามาอ่านผลงานเรื่องใหม่ของแซมนะคะ อัพให้ได้อ่านกันอย่างสม่ำเสมอจุใจแน่นอน

นิยายเรื่องนี้เป็น Spin off ของนิยายเรื่อง 'Manner of Death พฤติการณ์ที่ตาย' ค่ะ ใครที่อ่านเรื่องนี้ไปแล้วอาจจะคุ้นเคยกับฉากและตัวละครบางตัว แต่คนที่ไม่เคยอ่านก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อ่านการุณยฆาตรู้เรื่องอย่างแน่นอนเพราะไม่ได้เชื่อมโยงกับคดีเก่าเลย

เรื่องนี้แซมเน้นเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครสองตัวให้เด่นชัดขึ้นกว่าเรื่องอื่นๆ ที่เคยเขียนมา หวังว่านักอ่านจะชอบกันนะคะ

มีข้อติชมยังไงคอมเมนต์ได้เลย หรือจะไปพูดคุยกันในทวิตเตอร์ แฮชแท็ก #การุณยฆาต ก็ได้ค่า

Sammon

@Sammon_Scene (Twitter)


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น