Sawachi Yuki
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter :: 23 :: Tell me the truth [100 Per]

ชื่อตอน : Chapter :: 23 :: Tell me the truth [100 Per]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 46

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2562 00:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter :: 23 :: Tell me the truth [100 Per]
แบบอักษร

23

Tell me the truth

100 Per


“เฮ้อ กูเครียด กูกังวลว่ะ”

“อะไรของมึงอีกกายส์” นฤเคนทร์ใส่อารมณ์กับเพื่อน

“กูกลัว กลัวว่าตัวเองจะรักเด็กสองคนนั้นไม่ได้ กูกลัวทำให้ลูกคิดว่ากูไม่รักเหมือนที่กูรู้สึกอยู่ตอนนี้ เด็กมาแบบกะทันหันมาก กูไม่ได้เตรียมใจหรือว่าอยากจะมีมาก่อนเลย พอมีแบบนี้กูเลยกลัวว่าจะไม่สามารถรักลูกได้ว่ะ”

เจโรมีเข้าใจสิ่งที่ชนนนกังวลนะ เพราะไม่เคยรู้การมีอยู่ของลูก ไม่เคยรู้ว่าการมอบความรักให้ลูกเป็นยังไงก็เลยกลัวไปหมด กลัวว่าลูกจะมีปมด้อยเหมือนตัวเอง

“เด็กเป็นผ้าขาว ใสสะอาดบริสุทธิ์ กูเชื่อว่าถ้ามึงได้ใกล้ชิดเลี้ยงดูลูกๆ ของมึงแล้ว มึงจะต้องค่อยๆ หลงรักลูกของตัวเองอย่างแน่นอน” เจโรมีแนะนำด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ “เดี๋ยวกูช่วย กูชอบเด็ก”

“ขอบใจนะ” ชนนนดีใจที่มีเพื่อนๆ อยู่ตรงนี้

“งั้นตอนนี้มึงก็เป็นคุณพ่อลูกสองแล้วสิ แม่ง แซงหน้าทุกคนไปเลยนะมึง” นฤเคนทร์แซว ทำให้บรรยากาศเริ่มดีขึ้นมาขึ้นๆ ชาร์ลเองก็ยิ้มให้กำลังใจ ส่วนพีรพัฒน์แม้ไม่พูดแต่ก็มองตาเพื่อนที่ชนนนคิดเข้าข้างตัวเองว่าเพื่อนกำลังให้กำลังใจผ่านสายตา

“ถ้ากูไม่เลี้ยงลูก พ่อตัดกูออกจากกองมรดกแน่”

“มึงก็ต้องเลี้ยงสิ สิ่งที่มึงควรคิดตอนนี้คือลูกนะกายส์ แม้จะมาแบบไม่ตั้งใจ ยังไงเขาก็เลือดเนื้อเชื้อไข มึงก็ให้ความรักเขา ไม่แน่นะ สิ่งที่มึงอยากได้มาตลอด อาจจะมาจากลูกมึงทั้งสองคนก็ได้”

“ไม่คิดว่าไอ้ชาร์ลจะพูดอะไรแบบนี้เป็น” ชนนนหันไปหาเรื่องชาร์ลที่พูดซะดูดีจนน่าหมั่นไส้

“ไอ้สัสนี่กวน คนอุตส่าห์ช่วยปลอบ”

“ฮ่าๆ ขอบใจนะมึง”

“อย่าคิดมากเลย เดี๋ยวกูช่วยเป็นพ่อทูนหัวให้ ทั้งกลุ่มเลยเนี่ย ลูกมึงรับรองโตมาสับสนเพราะพ่อหลายคนเหลือเกิน ฮ่าๆ” นฤเคนทร์พูดไป หัวเราะไป

ทั้งหมดเปลี่ยนบรรยากาศมาเฮฮาแทนความเครียด แล้วยกแก้วเหล้าขึ้นชนกัน ก่อนจะดื่มเข้าไปจนหมดแก้วกันทุกคน

พรึ่บ!

แต่หลังจากดื่มหมดแก้วแรก พีรพัฒน์ก็ลุกขึ้นยืนกลางวง จนทุกคนมองเป็นตาเดียว แต่แล้วร่างสูงก็บอกกับเพื่อนๆ ว่า “กูจะไปหาพี่ชายกู”

“อือ ไปเถอะ ขอบใจมึงมากที่มานั่งฟังกู”

“อืม” พีรพัฒน์พยักหน้ารับแล้วเดินออกจากห้องไปยังห้องข้างๆ ส่วนเจโรมีที่ลืมไปแล้วว่าพีรพุฒิอยู่ที่นี่ก็เริ่มจะยิ้มไม่ออกเมื่อนึกถึงความอึดอัดของพวกเขา

พีรพัฒน์อาจจะดูเหมือนไม่เอาเพื่อนเลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ให้ความสำคัญหรือให้เกียรติเพื่อนกลุ่มนี้ ตั้งแต่คบเพื่อนมา สำหรับพีรพัฒน์แล้ว นอกเหนือจากเจโรมีแล้วคนกลุ่มนี้ถือว่ากลุ่มที่เขาเรียกว่าเพื่อนได้เต็มปากเต็มคำ

“ยังไงล่ะมึงเจมี่ ได้ข่าวว่าคบกับคุณข้าวคนนั้นเหรอ” ชนนนหันมาถาม

“ก็ตามที่มึงรู้นั่นแหละ”

“กูงงนะเนี่ย เห็นรักกันดีกับคุณพุฒิ ไหงไปคบกับผู้หญิงคนนั้นได้” นฤเคนทร์พูดออกมาอย่างลืมตัว แต่มาคิดได้ก็เพราะสายตาห้ามปรามจากชนนนและชาร์ลที่ตวัดมาพร้อมกัน

เจโรมีไม่เคยบอกว่าคบกับพีรพุฒิ ฉะนั้นเรื่องนี้ห้ามพูดออกมาให้เพื่อนได้ยินเด็ดขาด ต้องทำเป็นไม่รู้...แต่ชนนนกับนฤเคนทร์หารู้ไม่ว่า ชาร์ลเป็นคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

“เอ่อ ขอโทษ ไม่ควรพูดสินะ”

ยิ่งเห็นสีหน้าเศร้าๆ ของเจโรมี นฤเคนทร์ก็ยิ่งรู้สึกผิด หันไปมองหน้ากันเพื่อขอความช่วยเหลือ ร่างโปร่งเองพอได้สติก็ปั้นหน้ายิ้มฝืนๆ โดยที่เพื่อนๆ ก็ดูออกว่าเจโรมีกำลังทุกข์

ชาร์ลมองสีหน้าที่แสดงอาการอย่างคนใกล้ตายของเพื่อนที่ ‘เคย’ รักก็ได้แต่รู้สึกกังวล หลายเดือนแล้วที่ความสัมพันธ์ของเจโรมีกับพีรพุฒิยังคงอึดอัด คาราคาซังอยู่อย่างนี้ บอกตามตรงว่าชาร์ลไม่ชอบสีหน้าแบบนี้ของเจโรมีเลย และบางทีเขาควรจะทำอะไรสักอย่าง...

อย่างน้อยเพื่อให้เพื่อนไม่ต้องมานั่งอมทุกข์แบบนี้

“มาๆ ดื่มกันดีกว่า เอาให้เมาไปเลย พรุ่งนี้วันเสาร์ หยุดเว้ย!”

“เออๆ จัดมาเลยไอ้กายส์ ชาร์ล มึงชงเหล้าให้ไอ้เจมี่มันหน่อยดิวะ”

“อือๆ”

คนที่สูงที่สุดในกลุ่มลงมือชงเหล้าใส่แก้วของเจโรมีและของตัวเอง จากนั้นก็พากันยกแก้วชนแล้วดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เมื่อทุกคนวางแก้วบโต๊ะ ชาร์ลก็พูดพร้อมลุกขึ้นยืน

“ปวดฉี่ว่ะ เดี๋ยวมา”

“รีบไปรีบกลับนะมึง” นฤเคนทร์หันไปบอกกับเพื่อน

“เออ”

ชาร์ลมองหน้าเจโรมีที่กำลังเหม่อเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกจากห้องไป เป้าหมายไม่ใช่ห้องน้ำอย่างที่บอกกับเพื่อนไว้

แต่เป็นห้องข้างๆ ต่างหาก...

โทษทีว่ะเจมี่ กูจำเป็นต้องผิดคำพูด


หลังจากที่พีรพัฒน์เข้ามาในห้องของพี่ชายก็ได้ทักทายเพื่อนพี่ชายอย่างโรมันด้วยความเคารพ ส่วนคนเป็นพี่ชายตอนนี้ก็ดื่มเอาๆ เหมือนกับตายอดตายอยากมาจากไหน พีรพุฒิเอ่ยถามเพื่อนพี่ชายด้วยประโยคสั้นๆ

“เกิดอะไรขึ้นครับ?”

“ก็เรื่องนั้นแหละพัฒน์ พี่เองก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว บอกจะไม่เป็นฝ่ายไปพูดท่าเดียว”

“มันบ้าแบบนี้แหละพี่โรม อยากให้เรื่องแย่เองก็ปล่อยไป”

“พัฒน์ไม่รู้เลยเหรอว่าทำไมเจ็มถึงคบกับขวัญข้าว”

พีรพัฒน์ส่ายหน้า “ไม่เลยครับ แต่พอดูออกว่าไม่ได้เต็มใจ”

“พี่ก็เห็นแบบนั้น”

“เห็นอะไร! ฉันไม่เคยเห็นอะไรเลย พวกนายอย่ามาพูดมั่วซั่วดิ คนที่รู้จักเจ็มดีที่สุดคือฉันนะเว้ย!” พีรพุฒิโวยวายออกมากลางวงจนดูเหมือนเมามากมายก็ตาม

แม้จะดื่มเยอะเหมือนดื่มน้ำเปล่า แต่พีรพุฒิก็ไม่ได้เมามาก

“เฮ้อ” ทั้งสองคนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน

“ฉันทนไม่ไหวแล้ว ที่ต้องมาทนมองดูเจ็มไปไหนมาไหนกับผู้หญิงคนนั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่บอกฉันดีๆ ว่าไม่รู้สึกอะไรกัน หรือว่าฉันชั่วขนาดที่จะกักขังเจ็มเอาไว้กับตัวเองจริงๆ อย่างที่พูดเหรอ”

ก็แค่พูดไปเพื่อไม่ให้เจโรมีคิดออกจากชีวิตเขาเท่านั้น แต่เอาเข้าจริง พีรพุฒิทำร้ายเจโรมีไม่ได้หรอก เขาร้ายได้กับทุกคนที่มายุ่งกับของสำคัญของเขา แต่กับคนที่สำคัญอย่างเจโรมี พีรพุฒิทำร้ายไม่ลง ไม่เช่นนั้น เจโรมีไม่ได้ลอยหน้าลอยตาคบอยู่กับผู้หญิงคนนั้นให้เห็นแบบนี้หรอก

“บอกมันสักครั้งไหมว่ารัก”

“ไม่เคย ฉันไม่เคยคิดว่าคำพูดสำคัญกว่าการกระทำ แกก็รู้ดีนี่พัฒน์”

“แต่มันรอคำๆ นี้จากแกอยู่นะ”

“ถ้าฉันบอกไป เจ็มจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้นไหมล่ะ ถ้าเลิกฉันจะไปบอกเจ็มเดี๋ยวนี้แหละ”

“ฉันว่าเรื่องรักกับเรื่องที่เจ็มคบกับขวัญข้าวมันคนละเรื่องกันเลย เจ็มเคยพูดกับฉันว่าขอเป็นคนที่อยู่แค่ในใจ ไม่ได้ขออยู่เคียงข้าง เจ็มมันรู้ดีว่าเรื่องของแกกับมันเป็นไปไม่ได้ เจ็มมันกลัวพ่อแม่แล้วก็ลุงเจษฎ์ผิดหวัง”

พีรพุฒิตั้งใจฟังสิ่งที่พัฒน์พูดนิ่งๆ

“หรือว่าเจ็มคบกับขวัญข้าวเพื่อจะกันตัวเองออกมาจากนายล่ะพุฒิ มีสิทธิ์เป็นไปได้นะ” โรมันแสดงความคิดเห็น พีรพัฒน์พยักหน้าเห็นด้วย

“หรือไม่ก็ต้องมีการบังคับกัน” พีรพัฒน์ว่า

“จะรีบทำอะไรก็ทำนะพุฒิ หัวใจคนเราน่ะมันไม่แน่นอน ยิ่งอ่อนแอๆ อยู่แบบเจ็ม มันหวั่นไหวง่ายนะ ระวังเจ็มจะตกหลุมรักขวัญข้าวจริงๆ”

“ไม่!! ฉันไม่ยอม”

“งั้นอย่างแรกเลยคือเลิกปากแข็งไอ้พี่ชาย เลิกคิดเองเออเอง เลิกเอาแต่ใจ รู้สึกยังไงก็พูด คิดยังไงก็บอก ต่อให้จะเสียเจ็มไปจริงๆ แกก็จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังถ้าไม่ทำอะไรเลย”

“ใช่ ฉันเห็นด้วยกับพัฒน์ ลดทิฐิของตัวเอง เดินเข้าไปคุยดีๆ อย่าใช้อารมณ์ รับรองมันจะต้องดีขึ้น”

“แล้วสุดท้ายแล้วถ้าเจ็มมันไม่ยอม แกก็พาไปหาพ่อแม่เลย ไปบอกกับท่านว่าแกสองคนรักกัน”

“แม่จะไม่เป็นไรใช่ไหมวะพัฒน์”

“ไม่เป็นหรอก คราวที่แล้วฉันไปคุยกับหมอเรียบร้อย แม่มีความเครียดสะสมอยู่แล้ว พอมีเรื่องนั้นมาสะกิดเลยวูบไป แกก็หาจังหวะดีๆ ตอนที่แม่อารมณ์ดีสิ ยังไงแม่ก็ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้ อย่างมากก็แค่เป็นลมธรรมดา”

“อืม”

ในขณะที่พีรพุฒิกำลังใช้ความคิดอยู่คนเดียวเงียบๆ สลับกับดื่มไปด้วย พีรพัฒน์กับโรมันก็เปลี่ยนเรื่องพูดคุย แต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยบุคคลที่สี่ที่จู่ๆ ก็ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา

พีรพัฒน์หันไปมองก็ขมวดคิ้ว ส่วนโรมันก็ทำหน้าสงสัยเช่นกัน แต่พีรพุฒิไม่ได้สนใจอะไรเลยเพราะกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง

“ไอ้ชาร์ล”

“ใครน่ะพัฒน์”

เพียงแค่ได้ยินพีรพัฒน์เรียกคนมาใหม่ พีรพุฒิก็เงยหน้าตวัดสายไปมองที่หน้าประตูทันที แววตาจ้องมองอย่างไม่ไว้ใจจนร่างสูงที่เข้ามาใหม่ถึงกับตัวแข็ง

ทำไมสามคนนี้มีสายตาน่ากลัวจังเลยวะ*!*

“สวัสดีครับ ผมชื่อชาร์ล เป็นเพื่อนกับไอ้พัฒน์แล้วก็เจมี่ด้วยครับ” ชาร์ลหันไปทักทายและแนะนำตัวกับคนที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอตัวจริงอย่างโรมัน นักธุรกิจที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อมดในวงการ จับธุรกิจอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง กำไรมหาศาล เล่นหุ้นตัวไหนก็รุ่ง จนอดตื่นเต้นไม่ได้

“มีธุระอะไร” พีรพุฒิถามเสียงห้วน

“เรื่องของเจมี่ครับ”

“มานั่งก่อนเลยชาร์ล”

“ขอบคุณครับคุณโรมัน”

ชาร์ลไปนั่งตัวเกร็งที่ที่โรมันนั่งก่อนหน้านี้ ส่วนตัวโรมันลุกไปนั่งกับพีรพุฒิแทน พีรพุฒิจ้องหน้าชาร์ลอย่างไม่ไว้ใจ ร่างสูงเลยมองหน้าพีรพัฒน์เพื่อลดอาการเกร็งแทน

“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเจ็มเหรอครับ” โรมันถามขึ้น

“อ่า...ประมาณหนึ่งครับ พอดีว่าหลังจากที่คุณหญิงทับทิมเข้าโรงพยาบาล เจมี่ก็เรียกผมไปปรึกษาครับ บอกมาหมดว่าทำไมถึงคบกับคุณข้าว”

“มึงไม่ได้โกหกแน่นะ” พีรพัฒน์ถามเสียงเรียบ ชาร์ลเลยพยักหน้าตอบ แววตาหนักแน่น จนพีรพัฒน์เชื่อได้ แต่กับพีรพุฒิยังคงครึ่งๆ กลางๆ ทั้งเชื่อและไม่อยากจะเชื่อ

“คิดยังไงถึงจะมาบอกพุฒิ เท่าที่รู้มา คุณเองก็ชอบเจ็มด้วยไม่ใช่หรือไง” โรมันถามขึ้น

“ครับ...แต่ควรใช้คำว่า ‘เคย’ นำหน้านะครับ ตอนนี้ผมตัดใจได้แล้ว และคิดกับเจ็มแค่เพื่อนจริงๆ ไม่มีอะไรแอบแฝง ส่วนที่เข้ามาบอกเพราะว่าทนเห็นสีหน้าอมทุกข์ของมันไม่ไหวแล้วครับ”

“กูเชื่อมึงนะชาร์ล”

“มึงเชื่อใจกูได้เลยไอ้พัฒน์ กูพูดความจริงแน่ๆ มันปรึกษาและเล่าให้กูฟังจริงๆ”

“งั้นมึงก็บอกมาสิ” พีรพุฒิเร่ง แต่กลับทำให้ชาร์ลรู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมา

“นี่คือประโยคขอร้องของคุณเหรอครับคุณพุฒิ”

“กูก็ไม่ได้ขอร้องมึงนี่ มึงเข้ามาเพื่อจะมาบอกเองไม่ใช่หรือไง” พีรพุฒิชักสีหน้าหงุดหงิด น้ำเสียงพร้อมเอาเรื่องเต็มที่ แต่ชาร์ลยกมือห้ามปราม

“ฉันฟังได้นะถ้านายจะหยาบคายกับใคร แต่ก็ไม่ได้จะทนได้ตลอดนะพุฒิ” น้ำเสียงของโรมันเริ่มจะฟังดูแข็งๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าโรมันกำลังโมโห

“โทษที”

“ขอโทษแทนพุฒิด้วยนะครับ ยังไงก็ช่วยบอกความจริงมาทีได้ไหมว่าทำไมเจ็มถึงต้องคบกับขวัญข้าว”

“งั้นผมขอบอกแค่ว่าเจ็มไม่ได้เต็มใจคบนะครับ เพราะดูท่าทางของคุณพุฒิแล้วยังไม่เห็นว่าจะทำอะไรด้วยตัวเองเลย ให้เพื่อนกับน้องชายช่วยเหลือแบบนี้ ไม่แปลกเลยที่เจมี่จะคิดว่าคุณพุฒิไม่รัก”

พีรพุฒิกำหมัด กัดฟันแน่น ดวงตาแข็งกร้าวสบตากับชาร์ลที่กล้าเผชิญหน้ากับพีรพุฒิ โดยชาร์ลมีความเชื่อว่าโรมันจะไม่ปล่อยให้เพื่อนมาทำร้ายตนเองแน่ๆ

“ต้องการอะไร” กัดฟันถาม

“ผมไม่ต้องการอะไรจากคุณหรอกครับ แค่อยากรู้ว่าคุณพุฒิทำอะไรได้บ้างเพื่อเจมี่”

พีรพุฒิเงียบไปหลายนาทีเพื่อระงับสติอารมณ์ของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ คลายความแข็งกร้าว ดวงตาอ่อนลง แล้วเอ่ยประโยคที่ไม่คาดคิดว่าคนอย่างพีรพุฒิจะพูดมันออกไป

“ขอร้อง...บอกมาเถอะ ตอนนี้ฉันมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้อะไรเลย ฉันไม่อยากเสียเจ็มไป ไม่อยากให้เราต้องมีท่าทีมึนตึงใส่กันแบบนี้”

“คุณรู้สึกยังไงกับเจมี่?”

“ฉันขอให้เจ็มเป็นคนแรกที่ได้ยิน”

ชาร์ลยิ้มออกมาอย่างดีใจที่สุดท้ายพีรพุฒิก็ยอมวางศักดิ์ศรีและทิฐิของตัวเองลงบ้างแล้ว คนอย่างพีรพุฒิใช้คำว่าขอร้องกับคนอื่นที่ไหนกัน ถ้าไม่เพราะว่าเห็นเจโรมีสำคัญกว่าอะไรก็ไม่รู้ที่แบกเอาไว้บนบ่า

“ช่วยบอกความจริงทั้งหมดมาที”

“ได้ครับ...ผมจะบอกคุณให้หมดตามที่เจ็มพูดบอกกับผม”

ทั้งสามคนเงียบตั้งใจรอฟังสิ่งที่ชาร์ลกำลังจะเล่า หัวใจของพีรพุฒิเต้นระส่ำรุนแรง รู้สึกว่ากำลังตื่นเต้นและดีใจที่จะได้รู้ความจริงเสียที เพราะอย่างน้อยเมื่อรู้ความจริงเป็นมายังไง พีรพุฒิก็จะรู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงเหมือนกัน

พีรพุฒิไม่คิดว่าการขอร้องคนที่เคยชอบคคนของตนมันจะดูเสียศักดิ์ศรี อย่างที่เด็กคนนี้ได้บอกว่าเขาทำอะไรบ้างเพื่อเจโรมี เขาที่เอาแต่เชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคิดน่ะถูกเสมอ มองข้ามความรู้สึกของเจโรมี ซ้ำยังปากแข็ง ปากหนักด้วย

แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ขอให้ได้เจโรมีกลับมาก็พอ

“เจมี่ถูกบังคับให้คบครับ โดยมีคลิปมาต่อรอง เธอขู่ว่าถ้าไม่ยอมคบกับเธอ และถ้าไม่ยอมตัดขาดกับคุณพุฒิ คลิปนั่นจะถูกส่งไปให้คุณพ่อ คุณแม่ของคุณดู”

“คลิป? คลิปอะไร”

“จำวันที่เราไปดื่มร้านเดียวกันได้ไหมครับ คุณมากับเพื่อนคุณ ผมก็มากับพวกเจมี่ วันนั้นคุณข้าวก็มาด้วยเหมือนกัน ตอนกลับ พวกคุณไปที่สวนสาธารณะแล้วทำอะไรกันล่ะครับ คุณข้าวแอบตามไปพอเห็นเข้าก็เลยถ่ายคลิปเอาไว้”

พีรพุฒิไม่ใช่คนขี้ลืม แน่นอนว่าเขาพอจะประติดประต่อเรื่องราวได้บ้างแล้วหลังจากที่ได้ฟังประโยคแรกๆ

ในวันนั้นตัวพีรพุฒิก็รู้สึกเหมือนมีคนตามจริงๆ แต่ไม่เห็นว่ามีอันตรายอะไรก็เลยไม่ใส่ใจ ซ้ำยังไม่เห็นว่ามีรถคันไหนดูมีพิรุธอีกด้วย

ตึง!!!

ร่างแกร่งทุบโต๊ะอย่างแรงเพื่อระบายความคับแค้นในใจ

“ทำไมเจ็มไม่บอกฉัน”

“อยู่กับคนที่ไม่รักตัวเองกับอยู่กับคนที่ตัวเองไม่รัก มันก็ทุกข์ใจพอๆ กันแหละครับ แต่ที่มันไม่บอกคุณพุฒิส่วนหนึ่งคงกลัวว่าคุณพุฒิจะบอกพ่อกับแม่ เจมี่ไม่อยากให้ใครเสียใจ ผิดหวัง เลยยอมที่จะเสียใจ ปล่อยให้คลิปนี้มันตายไปพร้อมกับตัวเอง”

“ทำไมไม่ถามกันว่าฉันรู้สึกยังไง ถ้าฉันปากแข็ง เจ็มก็ปากแข็งพอๆ กัน คิดเองเออเองแบบนั้นได้ยังไง ไม่ให้โอกาสฉันด้วยซ้ำ”

“แล้วทำไมตอนนั้น ตอนที่รู้คุณพุฒิไม่พูดอะไรบ้างล่ะครับ ทำไมถึงหนีหน้า ทำไมถึงเมิน เจมี่มันคิดจะทดสอบความรู้สึกของคุณพุฒิโดยให้ผมช่วยสร้างภาพกับมันเหมือนกำลังจูบกันเพื่อดูอาการและหวังว่าคุณจะพูดอะไรออกมาบ้าง แต่วันต่อมามันก็ไลน์มาบอกว่าคุณน่ะปล่อยมันให้เป็นอิสระแล้ว คุณตัดมันออกจากชีวิตไปแล้วอย่างง่ายดาย ที่ปั้นปึ่งใส่ก็เพราะคุณรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่เจ็มชิงตัดหน้าเลิกไปคบกับคนอื่นก่อน”

พีรพุฒิคิดตามไปก็รู้ได้ว่าเป็นวันนั้นที่โรงพยาบาล วันที่เขากับเพื่อนถูกลอบยิงแน่ๆ ตอนนั้นเขาก็แค่เสียใจ น้อยใจ อยากจะประชดประชัน และมั่นใจว่าตัวเองไม่ผิด ทำไมจะต้องง้อ

“โธ่เว้ย!!!”

แค่เราไม่พูดคุยกัน ทำให้เรื่องมันใหญ่โตบานปลายได้ขนาดนี้เลยเหรอ...นี่นับว่าเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของคนปากแข็ง ทิฐิมาก ยึดมั่นแต่ศักดิ์ศรีของตัวเองอย่างพีรพุฒิจริงๆ

“ใจเย็นๆ นะพุฒิ ตอนนี้นายรู้ความจริงทุกอย่างแล้วนี่ คงจะทำอะไรได้บ้างแล้วล่ะ” โรมันว่า

“อือ...ขอบใจ” พีรพุฒิหันไปขอบคุณชาร์ล น้ำเสียงเหมือนคนจะหมดแรงลง

“ผมยินดี ยอมเสียสัจจะกับเจมี่ก็เพราะอยากให้มันมีความสุข รับปากกับผมนะครับว่าจะไม่ทำให้มันเสียใจอีก”

“อืม...สัญญา”

สองพี่น้องมองตากันเงียบๆ นัยน์ตาของพีรพัฒน์กำลังยิ้มไม่ต่างอะไรกับผู้เป็นพี่ ซึ่งคนเป็นพี่ชายในตอนนี้กำลังรู้สึกหลากหลายอารมณ์มาก ดีใจ เสียใจ และเจ็บใจไปพร้อมๆ กัน

“มีทางเดียวว่ะพุฒิ” พีรพัฒน์พูดขึ้น

“ใช่...มีทางเดียว” พีรพุฒิยกยิ้มร้าย

โรมันกับพีรพัฒน์เห็นพีรพุฒิแบบนั้นก็สบายใจที่พีรพุฒิคนเดิมฟื้นคืนชีพได้เสียที แถมยังอัพเกรดความใจเย็นเพิ่มขึ้นด้วย เพราะหากเป็นพีรพุฒิคนเดิม เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเจโรมี เจ้าตัวจะพุ่งไปหาอย่างทันที

แต่ครั้งนี้กลับมีสติและใช้ความคิดคิดวางแผนอย่างเยือกเย็น...

รอก่อนเถอะเจ็ม ฉันจะจัดการทุกอย่างให้มันชัดเจนเอง




+ + + + + [ P U T X J E M ] + + + + +

เขารู้ความจริงแล้วค่า เดี๋ยวก็ปรับความเข้าใจกันเนาะ แต่ก็ต้องฝ่าด่านอีกหลายด่านเลย ติดตามกันต่อไปนะคะ

ฝากแฟนเพจกับทวิตเตอร์ด้วยจ้า

          https://www.facebook.com/sawachiyuki/

          https://twitter.com/Sawachi_Yuki

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น