Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 2 : วินาทีเฉียดตาย

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 2 : วินาทีเฉียดตาย

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 26.9k

ความคิดเห็น : 20

ปรับปรุงล่าสุด : 17 เม.ย. 2562 19:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 2 : วินาทีเฉียดตาย
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 2 : วินาทีเฉียดตาย

#ฉลามคลั่งรัก

“เวรแล้ว!” ความเร็วที่เคลื่อนตัวมาทำให้ผมต้องถีบส่งตัวเองให้ว่ายหนี ขาทั้งสองตีน้ำกันอย่างรุนแรงแม้จะช่วยได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ให้คนมาว่ายน้ำแข่งกับปลายังไงคนก็ไม่มีวันชนะได้ ยิ่งกับปลาฉลามแล้วยิ่งไม่ต้องพูดไปกันใหญ่

เสียงฟันที่พยายามไล่กัดดังไล่หลังอยู่ไม่ไกลจากผม !

กึดๆ !

“เฮือก!” ผมโผล่พ้นน้ำมาหายใจเข้าปอดก่อนจะดำลงไปใต้ทะเล ข้างใต้มีประตูที่ผมสามารถเข้าไปในบ่อโลมาที่เลี้ยงไว้ได้อยู่ แต่การพุ่งตัวกะทันหันไม่ทำให้ดีแลนลดละการไล่ตาม ปลายนิ้วเท้าของผมเกือบจะเข้าปากมันอยู่แล้ว “อื้อ!”

ผมอาศัยตอนมันปิดปากถีบปากมันเป็นการส่งตัวให้ว่ายได้ไวขึ้น ผมยังไม่เห็นดายและไม่รู้ว่าตอนนี้ด้านบนเป็นยังไง บางทีอาจจะดีกว่าผมตอนนี้ก็ได้ ดีแลนจับจ้องผมที่ว่ายมาหาบานประตูซึ่งถูกปิดไว้ มันมีทั้งระบบเซนเซอร์และแบบกลอนขัด เราใช้กลอนเพราะบางครั้งมีเหตุจำเป็นที่ต้องลงน้ำไปดำด้วยตัวเอง

ดีแลนไล่มาทางผมขณะที่ผมพยายามดึงกลอนออก แต่ด้วยความที่มันไม่ถูกเปิดมานาน ตะกอนและหินปูนมากมายเลยรั้งมันไว้ ดึงเท่าไหร่ก็ไม่ออกสักที

‘บ้าจริง!’

ผมสบถในใจมองเจ้าฉลามที่วนไปใหม่ทำท่าจะพุ่งมาอีก ผมเอาเท้ายันประตูไว้ กระชากอย่างแรงท่ามกลางสายตาของโลมาฝูงนึงในนั้น มันว่ายวนเวียนพยายามชนประตูเพื่อออกมาป้องกัน สัญชาตญาณแห่งการช่วยเหลือทำให้มันนิ่งดูดายคนที่เลี้ยงดูมาแต่เด็กไม่ได้

แต่ตราบใดที่ประตูยังเปิดไม่ได้ ก็จะไม่มีโอกาสรอดใดๆ ทั้งนั้น

วูบ !

คลื่นน้ำถูกแหวกมาแต่ไกล ฟันกรามของดีแลนเป็นสิ่งเดียวที่ผมเห็น มันอ้าปากเตรียมกัดผมให้ตายทั้งเป็น หัวใจผมเต้นรัวเร็วเพราะเลือดที่มือทำให้มันไม่ละจากผม มันไม่ใช่การฆ่าเพื่อหิวแต่มันฆ่าเพื่อความมันส์ กลิ่นคาวเลือดจะไปกระตุ้นให้มันอยากกระทำมากขึ้น

และมันคงไม่ดีถ้าเจ้าของศูนย์วิจัยโดนฉลามที่เลี้ยงไว้ฆ่าตายซะเอง

วิ๊งงง

เสียงแหลมสูงของเจ้าโลมายิ่งดึงรั้งให้ดีแลนพุ่งมาหา ผมจับกรงเหล็กไว้แน่นถ้ารอมันเปิดออก ผมคงได้ตายก่อนแน่ พลันผมก็คิดออกแล้วว่าจะทำไง ดวงตาประสานเข้าไปในนัยน์ตาของมัน ผมไม่แสดงความกลัวเพราะรู้ว่าถ้ากลัวเมื่อไหร่ มันก็จะได้สิ่งที่ต้องการเมื่อนั้น ดีแลนแหวกน้ำผ่านกลางมาเร็วมาก และนาทีที่มันใกล้ตัวผมชนิดที่ว่ากัดจมเขี้ยวได้ ผมก็ถีบตัวออกจากตรงนั้นให้มันกระแทกกับกรง

ปึง !

ทางเดินคงสั่นตามแรงปะทะ ดีแลนกระแทกกับมันแรงมากจนทำให้มึนไปชั่วขณะ ผมอาศัยจังหวะนั้นรีบพาตัวเองขึ้นไปเหนือน้ำ อากาศของผมกำลังจะหมด นอกจากโดนฉลามกินผมอาจจมน้ำตายได้ ผมตีขาเร็วขึ้นพุ่งขึ้นมาหายใจ

แต่สวรรค์ไม่ได้เข้าข้างผมเท่าไหร่ เพราะยังไม่ทันที่จะโกยอากาศเข้าปอดได้เต็มที่

ความตายก็เข้ามาเยือน !

“โซล ระวังดาย!”

“อ๊ะ!” ครีบยาวไล่มาทางผมทันทีที่คนอื่นในศูนย์วิจัยช่วยเบอร์นาร์ดขึ้นจากน้ำ วินาทีนั้นผมได้แต่ส่ายหน้า รีบว่ายหนีมัจจุราชที่ผมเพิ่งจะหนีตัวน้องมาได้ ไม่มีอะไรรับรองว่าถ้าผมหนีแล้วดีแลนจะไม่พุ่งมากินผมจากด้านล่าง นั่นทำให้ผมต้องคอยดำน้ำมองและเอี้ยวตัวกลับไปดูดายที่พุ่งเข้าใส่

ฟันกรามของมันอ้ากว้างออกไปอีกนิดเดียวจะกัดขาของผมแล้ว และเพราะหันไปดูดายมากเลยเกินไป ผมเลยไม่ทันสังเกต...

ดีแลนกำลังดักหน้าผมอยู่

“บ้าจริง!” ผมสบถหยุดว่ายกะทันหันก่อนจะถีบตัวเบี่ยงมาให้ห่างเลยกลายเป็นว่าตอนนี้ว่ายอยู่ระหว่างกลางพวกมันทั้งสอง เจ้าตัวร้ายว่ายเวียนผม กลายเป็นการหยอกล้อระคนท้าทายดูว่าผมจะทำไง เพราะไม่ว่าจะไปทางไหนผมมีค่าเท่ากัน

คือตายสถานเดียว

“บ้าเอ้ย…” ผมพึมพำดวงตาของสั่นระริกยามจ้องมองครีบยาว ผมไม่ได้กลัวแต่มันก็ชวนใจหาย ผมไม่รู้ว่าตัวไหนจะฆ่าผมได้

ทุกคนที่ยืนดูอยู่ต่างก็ลุ้นเช่นกัน

“โซล!” เอริคตะโกนเรียกผม พยายามหาทางช่วยผมหนีตาย “โยนเหยื่อลงน้ำ ล่อมันออกจากโซล! "

“ลูกวาฬไง ปล่อยมันออกไปสิ!”

“แต่เรากำลังเลี้ยงมันอยู่นะสตีฟ!”

“แล้วจะปล่อยพวกมันกินเจ้านายเราหรือไงแนชลีย์!” เสียงปะทะกันแทบไม่เข้ามาในหัวผม สิ่งที่ผมได้ยินมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นซ้ำ รวมถึงลมหายใจหอบถี่ยามจับจ้องเจ้าฉลามทั้งสองตรงหน้า ผมเม้มปากพยายามอยู่ให้นิ่งที่สุด คิดหาทางว่าจะช่วยตัวเองให้หลุดพ้นยังไง

การที่ผมเลี้ยงพวกมันไม่ได้แปลว่ามันไว้ใจได้ สุดท้ายแล้วมันก็จะทำตามสัญชาตญาณที่ธรรมชาติกำหนดไว้

และเลือดที่มือผมก็คือตัวล่อมันชั้นดี

“พวกแกจะเล่นอย่างนี้สินะ” ผมพูดเสียงแผ่วมองมันสองตัวที่เคลื่อนตัวไปคนละฝั่งแล้ววนกลับมาใหม่อีกครั้งเพื่อให้รู้ว่ามันไม่ลดละไปไหน ความเร็วทั้งคู่ที่พุ่งตรงมาทำให้ผมรู้ว่ามันจะบดขยี้ตัวผมพร้อมกัน ให้ได้ ครีบยาวๆ แหวกน้ำมาแต่ไกลทำให้ผมกลั้นใจนับหนึ่งสองสามกับตัวเอง

หนึ่ง

สอง

สาม...!

ผัวะ !

แรงปะทะของปลาฉลามสองตัวดังสนั่นตอนผมถีบตัวเองออกจากฟันกรามขนาดใหญ่ พวกมันว่ายชนกันอย่างแรงนั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจก่อนจะอาศัยจังหวะนั้นรีบตะกายขึ้นทางเดินศูนย์วิจัยด้วยความเร็วเร็ว ทว่าความเจ็บที่มือทำให้การเคลื่อนไหวช้ากว่าที่คิดไว้ ผมนิ่วหน้าพยายามฝืนร่างกายและหันกลับไปมองสัตว์ร้ายด้านหลัง

ดายกำลังไล่หลังตามผมมา มันเห็นขาผมอยู่ในน้ำแปลว่าผมยังเป็นเป้านิ่งให้มันอยู่ เขี้ยวคมอ้ากว้างใกล้จะพรากขาทั้งคู่ของผมไป แต่สิ่งที่ได้ไปมีเพียงแค่...

ปึง !

ร่างของผมถูกกระชากขึ้นจากน้ำ ส่งผลให้ดายกระโจนตามมากัดทางเดินไว้ ไม่สนใจว่าตัวเองจะชนกับราวกันจนมันผิดรูปเบอร์ไหน ถ้าผมไม่ได้เอริคช่วยไว้ขาผมคงผิดรูปแทนราวกัน ผมหอบหายใจมองเจ้าตัวร้ายที่แยกเขี้ยวใส่ผม มันพยายามกัดฝ่าเหล็กกั้นมาหาตัวผมที่นั่งอยู่ ดวงตาของเราสบกันฉายแววท้าทายระคนสนุกสนาน

มันทำให้รอยยิ้มผมปรากฏ ผมเลยทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ

“จุ้บ”

ดายเบิกตากว้าง ผมคิดว่ามันทำแบบนั้นตอนผมจูบบนปากมัน ห่างไกลจากเขี้ยวยาวและการพุ่งเข้ามากัด จากนั้นก็ยกขาถีบหน้าให้มันกลับลงน้ำไปด้วยแรงที่มี อาจทำให้มันเจ็บแต่สักพักมันจะดีขึ้น เสียงหัวเราะเบาๆ เป็นสิ่งเดียวที่ผมให้มันหลังจากทำร้ายมันเรียบร้อย

“ฉลามโง่”

เสียดายที่ไม่มีคนสนุกกับผม

“ทำบ้าอะไรของคุณ เดี๋ยวมันก็กัดหัวขาด!”

“คุณก็เห็นว่ามันไม่ได้ทำ”

“แต่ไม่ได้หมายความว่ามันทำไม่ได้!” เอริคตวาดผม คว้าแขนผมไปจับกระชากให้ยืนขึ้นโดยไม่สนใจว่าแรงบีบของเขาจะมีอิทธิพลกับมือที่เลือดออกของผมขนาดไหน เมื่อกี้ตอนที่หลบพวกมันชนกัน มือของผมคล้ายจะโดนเขี้ยวของตัวไหนสักตัว

เลือดผมเลยออกเยอะขึ้น ดีแค่ไหนที่มันไม่ขาด

“แล้วโดดลงไปคิดว่าทำอะไร คิดว่าเป็นวีรบุรุษไม่กลัวตายหรือไง!”

“แล้วการปล่อยให้คนอื่นตายคือเรื่องที่ควรทำหรือไง”

“!!!”

“ผมเป็นเจ้าของที่นี่นะ ผมกำหนดชีวิตคนได้ การที่ผมรับใครเข้าทำงานแปลว่าผมก็ต้องดูแลเขาด้วยหัวใจ ผมจะกลัวตายไม่ได้ แต่ต้องกลัวว่าใครจะตายในที่ของผม” ตอบกลับเสียงหนักดึงมือเขาออกขณะที่แนชลีย์และสตีฟรีบหาผ้าขนหนูมาคลุมตัวผม “ถ้าผมไม่ช่วย เบอร์นาร์ดก็ไม่รอด คิดว่าดายจะปล่อยเขาไว้หรือไง”

“แล้วคิดว่ามันจะปล่อยคุณไว้หรือไง”

“แต่มันก็ปล่อยผมมาแล้วนี่ไง”

“…”

“และคุณก็ควรปล่อยผมไปเหมือนกัน คุณแฟนเก่า”

คำพูดผมทำให้คนตรงหน้ากัดปากแน่น จริงๆ เขาไม่ควรมาชวนผมทะเลาะตอนที่ผมเพิ่งจะเฉียดตายมา แต่ผมก็รู้ว่าผมจะไม่มีวันได้คำปลอบโยนจากคนอย่างเขา ไอ้เมื่อวานที่บอกว่าเป็นห่วงผมน่ะ ก็คงพูดแทนคนอื่นเหมือนเคย

และเหมือนลูกทีมจะกลัวว่าผมจะโดดลงทะเลไปอีก แนชลีย์เลยเป็นฝ่ายมาพาตัวผมไป

“ไปทำแผลกันดีกว่านะคะคุณโซล เดี๋ยวเลือดออกไปมากกว่านี้ จะแย่เอาได้”

“...”

“สตีฟอย่าลืมไปดูเบอร์นาร์ดล่ะ เขาคงขวัญเสียแย่” แนชลีย์เอ่ยบอกเธอโอบแขนผม แล้วพาเดินเข้าไปด้านใน ผมละสายตาจากเอริคคิดว่าตัวเองไม่ควรจะเสียเวลาตบตีกับเขา เลื่อนมองไปทางดายกับดีแลนที่แยกกันว่ายวนเวียนอยู่แถวนี้ พลางคิดว่าเมื่อกี้มันก็สนุกดี

แต่ผมขอไม่ทำแบบนี้บ่อยๆ แล้วกัน มันอาจจะได้ไม่คุ้มเสียเท่าไหร่

“หึ แต่ก็สนุกแหละนะ”

ดอกเตอร์โอเว่นทำแผลให้ผม เขาหยอกล้อคิดว่าผมไม่เสียแขนก็ขา ผมหัวเราะเล็กน้อยเพราะตัวเองก็แอบคิดเหมือนกัน ตอนเห็นฟันกรามของดีแลนพุ่งเข้ามา ผมมองเห็นภาพตัวเองขาดครึ่งกลายเป็นชิ้นส่วนที่ไหลลงท้องมันไป

มันสามารถกินผมได้ในคำเดียว ส่วนนึงคือผมตัวเล็ก และมันตัวใหญ่กว่าฉลามพันธุ์อื่น

“มันจะดีกว่านี้ ถ้าคุณคิดอะไรให้รอบคอบ”

“ตอนนั้นมันกะทันหันนิ ผมไม่คิดว่าเบอร์นาร์ดจะตกลงไป” ผมยกยิ้มมองแผลที่ถูกทำให้ ต้องเย็บไปสามสี่เข็มเพราะความแหลมคมของเขี้ยวทำให้ชั้นผิวฉีกขาด แอบเลียปากตอนความเจ็บเล่นงาน ถึงอย่างนั้นการโวยวายก็ไม่ใช่นิสัยผม

เหมือนตอนที่เบอร์นาร์ดตกลงไป แทนที่จะเรียกคนมาช่วยผมกลับลงไปช่วยซะเอง

“แต่ก็ดีแล้วที่เขาปลอดภัย คุณช่วยไปดูเขาหน่อยนะ มีเบียร์อยู่ในตู้บางทีเขาอาจจะต้องการคนรับฟัง”

“เพราะงี้ไงทุกคนถึงเป็นห่วงคุณมาก”

“...”

“คุณนึกถึงแต่คนอื่น” ผมหลุบตาต่ำพ่นลมหายใจขณะฟังเขาพูด “ผมรู้ว่าคุณเป็นเจ้าของที่นี่ คุณต้องดูแลเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความคุณจะต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงทุกครั้งที่เกิดเรื่อง”

“…”

“ไม่มีใครอยากเห็นคุณเจ็บตัว ทุกคนอยากเห็นคุณมีความสุข เพราะเราต่างก็รู้ว่าคุณเหนื่อยแค่ไหน” โอเว่นพูดโดยไม่มองหน้าผม เขากำลังเก็บอุปกรณ์หลังจากทำแผลให้ผมเสร็จ น้ำเสียงนุ่มๆ ของคนที่โตกว่าผมเกือบสิบปีทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความห่วงใย

มันดีกว่าการตะคอกต่อว่าแบบที่เอริคทำ

“และเอริคก็เป็นห่วงคุณที่สุด” ผมกลอกตาให้กับคำพูดนั้น ทำเอาโอเว่นยิ้มขำ เขายีหัวผมเบาๆ เป็นการปลอบใจ “ผมรู้ว่าเขาชอบขึ้นเสียงใส่ แต่เขาก็ไม่ได้ใจร้ายอย่างที่เห็นไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นเขาก็ปล่อยคุณโดนกินไปแล้ว”

“ผมยอมโดนกินดีกว่าทะเลาะกับเขา”

“แต่สำหรับเขา การมีคุณอยู่ทะเลาะด้วยทุกวันมันเป็นสิ่งที่มีค่า”

“…”

“อย่าใจดำกับแฟนเก่าไปหน่อยเลยน่า คุณเองก็ห่วงเขาเหมือนกัน” ผมทำหน้าตาตื่นล้อเลียนกับคำพูดนั้น ส่งผลให้อีกฝ่ายหัวเราะเสียงดัง ยีหัวผมหนักๆ เป็นการกลั่นแกล้งก่อนจะผละไปเก็บของเข้าล็อกเกอร์ ผมเลยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างคิดเรื่องที่โอเว่นพูดใส่ ทำไมผมจะไม่รู้เอริคห่วงผมแค่ไหน แต่ผมเลือกที่จะไม่รับเพราะกลัวว่าเขาจะคิดว่าเรายังมีเยื่อใยต่อกัน

หากผมเลือกที่จะตัด สานใยนั้นจะไม่มีต่อกันเป็นแน่

“ผมไม่กลับไปหรอก” พึมพำแล้วมองข้างนอกอย่างเลื่อนลอย จับจ้องสิ่งมีชีวิตใต้พื้นสมุทร ห้องทำแผลนี่อยู่ชั้นล่างนั่นแปลว่าเราจะเห็นว่าใต้ทะเลเป็นยังไง ผมเห็นดายว่ายอยู่แถวนั้น ไม่ได้มาดักรอจ้องจะกินวาฬที่ผมเลี้ยงไว้ ดีแลนว่ายอยู่ไม่ไกล สองพี่น้องจะอยู่เคียงข้างกันเสมอ

ผมแอบแปลกใจที่พวกมันไม่กินกัน เท่าที่ผมศึกษาข้อมูลเมกาโลดอนจะมีลูกแค่ตัวละครั้ง ส่วนใหญ่จะอยู่ไม่รอดเพราะโดนกินก่อน ตัวที่แข็งแกร่งกว่าจะเป็นผู้นำไม่ต่างจากสิงโตนำฝูง แต่กับเจ้าสองตัวนี่ มันอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือกันและกัน

ผมไม่เห็นท่าทีขัดแย้งจองพวกมัน แอบสงสัยว่ามันมีพ่อแม่ตัวเดียวกันหรือเปล่า

ไฟล์ข้อมูลที่พ่อผมทำไว้ไม่มีเรื่องครอบครัวของพวกมัน มีแค่ลักษณะนิสัย กายภาพ และเรื่องสำคัญๆ ผมเลยแอบคิดว่าความลับนั้นอยู่ในไดอารี่ที่พ่อพกติดตัวหรือเปล่า

แต่มันก็หายไปแล้วตั้งแต่พ่อจากไป

“คุณควรไปพักนะ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรน่าห่วง”

“ผมยังไม่อยากไปในห้อง ตรงนี้ผมมองเห็นว่าพวกมันกำลังทำอะไร”

“…”

“คุณเคยคิดถึงน้องสาวไหม เคยอยากกลับไปหาเธอไหมครับ?” ผมถามเขาโดยไม่มองหน้า สายตาจ้องมองดายที่กำลังว่ายมาหา ไม่มีโซนาร์เรียกให้มัน แต่แสงไฟจากด้านหลังคงดึงดูดให้มันสนใจ โอเว่นนิ่งงัน นานแล้วที่ผมไม่พูดถึงน้องสาวเขา มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน พวกเขาทุกคนล้วนคิดถึงบ้าน

แต่อย่างที่ผมบอกไป การมาทำงานที่นี่เท่ากับว่าคุณเลือกทิ้งทุกสิ่งแล้ว

“ก็มีบ้าง มันเป็นเรื่องปกติ”

“ดีจัง ผมอยากมีคนให้คิดถึงบ้าง”

“โซล”

“มันคงเป็นความรู้สึกที่ดีสินะ แค่คิดว่าจะได้กลับไปเจอคนที่เรารักหัวใจก็คงเต้นแรงไปหมดใช่ไหม ผมพอจะจำได้บ้าง” ผมยิ้มให้เขานึกถึงเมื่อก่อนตอนพ่อแม่ยังอยู่ เวลาพ่อหายไปทำงานไกลๆ ผมจะคิดถึงและเฝ้ารอเขากลับมาเสมอ จำได้ว่าเราจะไปดูหนังด้วยกันทุกวันหยุด พ่อจะยิ้มมีความสุข เราจะเดินจับมือลงทะเลไปด้วยกัน

เสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีทางได้ทำแบบนั้นแล้ว เวลานี้พ่อกับแม่ผมไปทำงานในที่ไกลแสนไกล

ผมตามไปไม่ได้ หรือไม่ก็ยังไม่อยากตามไป

“ไม่รู้ว่าพวกมันคิดถึงผมบ้างไหม ตอนผมไม่อยู่แกล้งมัน” ผมหัวเราะชี้ไปที่สองพี่น้อง มันเคลื่อนเข้ามาใกล้ จ้องมองเราผ่านนัยน์ตาสีดำ “ผมคิดถึงมันนะ เหมือนคิดถึงพวกคุณตอนที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน”

“มันก็เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ผมคิดถึงน้องสาว”

“หืม?”

“คุณไม่ได้โดดเดี่ยวหรอกนะ” เขาขยับเข้ามาใกล้ ผมเลยหันมาหา ระยะห่างของเรามีไม่มากนั่นเพราะเขาอยู่ใกล้เพียงคืบเดียว ผมหลุบตา มองริมฝีปากสีสดที่เผยอออก จริงๆ โอเว่นก็เป็นหนึ่งในไทป์คู่นอนที่ผมชอบ

แต่เขาไม่เคยเกินเลยกับผมเลยตั้งแต่ที่เรารู้จักกัน

“อย่าคิดจะเล่นพิเรนทร์เชียวโซล คุณจะทำพวกมันบ้าคลั่ง”

“มันเข้ามากัดคุณไม่ได้หรอกดอกเตอร์” ผมกัดปากตัวเองฉายแววเจ้าเล่ห์และซุกซน สองมือเปลี่ยนมาโอบรอบคอเขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำทะเลสวย คราวก่อนผมหอมแก้มเขา ตอบแทนที่ช่วยทำแผลให้ ซึ่งพอทำแบบนั้นลงไป...

ดายก็ฝากรอยฟันขนาดใหญ่ไว้เป็นคำเตือน

ผมเหล่มองรอยนั้นที่อยู่ไม่ไกลจากเรา ผมให้คนมาต่อกระจกให้หนาขึ้น ห้องพยาบาลเป็นสิ่งที่จำเป็นพอๆ กับศูนย์ควบคุม ถ้าเกิดส่วนนี้พังไปก็เท่ากับว่าเราเสียแขนไปข้างหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะงั้นโอเว่นเลยทำทุกทางเพื่อรักษาที่นี่ไว้

อาทิเช่นการปฏิเสธความน่าหลงใหลของผม ทำท่าจะดึงมือผมออก แต่ผมกลับรั้งไว้...

“ดายมองเราอยู่”

“แล้วไง”

“โซล”

“ชู่ว ไม่ต้องพูดอะไร”

“…”

“แค่ผ่อนคลายเท่านั้น” ผมกระตุกยิ้มร้าย โน้มหน้าเข้ามาใกล้ๆ กะว่าจะฝังริมฝีปากลงไปแต่ก็เปลี่ยนใหม่ ปลายลิ้นชื้นเลียริมฝีปากเขาเบาๆ ไม่ได้ลุกล้ำหรือทำอะไร แค่เลียเหมือนลูกหมาทำเขาชะงักชั่วขณะ โอเว่นหลุบตาเม้มปากแน่นสัมผัสน้ำลายของผมที่ฝากไว้ กัดปากยั่วยวนนิดหน่อยก่อนจะเสตามองเจ้าฉลามตัวใหญ่ที่จ้องมองอยู่ไม่ห่าง

ผมสบตากับดายยกยิ้มสนุกสนาน ซ้ำร้ายยังเบียดแก้มลงกับแผ่นอกของคนตรงหน้ามองอสูรกายอย่างท้าทายว่าเขาจะทำไรผมได้

ในน้ำเขาอาจจะเป็นราชาเหนือใครๆ แต่ตราบใดที่ผมไม่ออกไป...

เขาจะเป็นแค่ปลาในตู้กระจกเท่านั้น

และปลาในตู้กระจกมันก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ เพราะงั้นดายเลยค่อยๆ อ้าปากโชว์ฟันกรามก่อนจะพุ่งมากัดกระจกที่กั้นเราไว้

กึก !

รอยฟันขนาดใหญ่เป็นสัญญาณเดียวที่บ่งบอกว่ามันอยากขย้ำผมแค่ไหน มันคือการเตือนว่าทันทีที่ผมก้าวเท้าออกไป มันจะฆ่าผมให้ได้ เป็นการเอาคืนที่ผมยียวนกวนประสาท

แต่คุณรู้ไหมว่าต่อให้มันอยากจะฆ่าผมขนาดไหน...

มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็รักผมมากเหมือนกัน

ผมเลยเหยียดยิ้มเย่อหยันก่อนจะพูดใส่หน้ามันว่า...

“หึ ฉลามโง่เอ้ย”

ผมกลับมาที่ห้อง จมอยู่กับกองงานสารพัด ผมไม่อยู่แค่เกือบเดือนมีงานให้สะสางจนต้องกุมขมับ ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่เสียหายและต้องการวิธีแก้ไข มันมีทางออกให้ แค่ผมต้องเซ็นอนุมัติไม่ก็คุยกับทีมวิจัยให้เรียบร้อยก่อน บุหรี่มวนแล้วมวนเหล่าถูกผมจุด ปล่อยควันคลุ้งสีขาวให้ลอยไปทั่วห้อง

ยามนี้ใต้ทะเลเป็นสีดำ เหล่มองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เที่ยงคืนกว่า

ถึงอย่างนั้นดีแลนกับดายก็ยังว่ายอยู่ไม่ไกล มันเหมือนกลัวว่าผมจะหนีไปยังไงยังงั้น

ดวงตาสีดำจับจ้องมาคล้ายจะแข็งข้อใส่กัน ทว่าผมกลับทำแค่ส่ายหน้าเบาๆ ยกยิ้มเล็กน้อยแล้วนั่งเท้าคางมองมัน

“ไม่หนีไปไหนแล้วน่า...”

ก็อกๆ

“หืม?” ระหว่างที่ผมกำลังดูพวกมันเพลินๆ จู่ๆ ประตูห้องผมก็ถูกเคาะในเวลาเที่ยงคืนกว่า ส่งผลให้ผมต้องละสายตาจากเจ้าสองพี่น้อง หันกลับมามองเงาดำที่แวบผ่านไปมาหน้าห้อง แวบแรกผมคิดว่าเป็นเบอร์นาร์ด แต่คิดอีกทีเขาไม่น่าจะอยู่ทำงานดึกขนาดนี้

กระทั่งภาพของคนคนนึงผมเข้ามา ผมเลยท้าพนันสองเหรียญกับตัวเองว่าคนที่มา...

คือหัวหน้าทีมวิจัย

“ขัดเวลาเก่งจริงๆ” ผมไหวไหล่กลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย ถึงอย่างนั้นก็ยอมลุกเดินไปเปิดประตูให้ เอริคจะไม่มีทางเข้ามาได้จนกว่าผมจะอนุญาต ซึ่งแทบไม่มีความเป็นไปได้เลยสักนิด ผมแตะเซนเซอร์ให้บานประตูเปิดออก เราสบตากัน ใบหน้าของคนจองหองทำให้ผมส่ายหน้าใส่ “ผมว่านี่มันดึกเกินกว่าที่คุณจะมากวนใจใคร”

“ผมแค่อุ่นนมมาให้”

“…”

“คิดว่าคุณน่าจะยังไม่นอน” หลุบตามองแก้วสีฟ้าที่ยื่นมาตรงหน้า เอริคไม่สบตาผมเขาเหมือนกลัวว่าผมจะจับความรู้สึกได้ “เห็นไฟเปิดอยู่เลยคิดว่าคุณอาจจะนอนไม่หลับ”

“ผมทำงานอยู่ หายไปเกือบเดือนมีงานต้องสะสางเยอะ”

“จะให้ผมไปชงกาแฟมาให้ไหมล่ะ?”

“ผมนึกว่าคุณจะเสนอตัวเองอยู่เป็นเพื่อนผมแบบเมื่อก่อนซะอีก” ผมกอดอกพิงกับขอบประตูมองเขาอย่างหยอกเย้า เมื่อก่อนตอนเราคบกัน เวลาที่ผมทำงานดึกเขาจะอาสาอยู่เป็นเพื่อน คอยดูข้อมูลไม่ก็ทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ผมรู้ว่าผมไม่ได้อยู่ลำพัง

และรู้ใช่ไหมเวลาที่คนสองคนอยู่ด้วยกัน มันไม่จบแค่นอนจับมือ

เห็นเขาทื่อๆ แบบนี้ แต่เวลามีเซกส์ก็ใช้ได้เลย :)

“ผมไม่มีสิทธิ์ คุณก็รู้”

“นั่นสินะ ก็เราเลิกกันแล้ว” ผมรับนมมาดื่มไม่คิดว่าตัวเองพูดผิดตรงไหน อาจจะทำร้ายจิตใจเขาไปบ้าง แต่ก็คิดว่าสมควรพูดมัน “ขอบคุณสำหรับนมก่อนนอน”

“ไม่เป็นไร ผมก็แค่อยาก...ไถ่โทษที่พูดจาไม่ดีใส่”

“หืม?”

“ก็เรื่องเมื่อตอนนั้นไง”

“…”

“ผมไม่ได้ตั้งใจ...จริงๆ” ในที่สุดเขาก็เผยสิ่งที่ทำให้เขามาที่นี่ ไม่รู้ว่าคิดได้เองหรือว่าโอเว่นไปพูดใส่ “ผมรู้ว่าพูดแรงไป ผมก็แค่หงุดหงิดที่คุณไม่ดูแลตัวเอง เอาแต่เสี่ยงชีวิตเพื่อคนอื่น”

“ผมทำเพราะว่าผมเป็นเจ้าของที่นี่ ผมบอกคุณแล้วไง”

“แล้วคุณไม่คิดว่าการเสียสละแบบนั้น จะทำให้คนอื่นเป็นห่วงบ้างเหรอ” เอริคถามนี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมกลับมาที่เขาพูดจาดีๆ ใส่ สายตาฉายแววไม่เข้าใจขณะที่ผมยกยิ้มให้ มันไม่ใช่ยิ้มมาดร้ายก็แค่ยิ้มธรรมดาทั่วไป “คุณก็รู้ว่าเราเอาชีวิตใครแลกกับใครไม่ได้”

“แต่เราเลือกให้ใครอยู่ต่อไปได้”

“…”

“ผมเลือกให้พวกคุณมีชีวิตอยู่ดีกว่าผม เพราะอย่างน้อยภาระเดียวที่ผมเหลืออยู่คือที่นี่และเจ้าสองตัวนั่น” ผมใช้นิ้วโป้งชี้ไปด้านหลัง ไม่จำเป็นต้องดูว่าเจ้าสองพี่น้องอยู่แถวนี่ไหม “แต่พวกคุณยังมีครอบครัวให้กลับไป มีคนอีกมากที่รอคุณอยู่”

“แต่การไม่มีครอบครัว ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีค่า”

“เอริค”

“คุณไม่ได้ตัวคนเดียวหรอกนะ อย่างน้อยคุณก็มีผม” น้ำเสียงจริงใจทำให้ผมขบขัน บางทีผมอาจจะเมานมไม่เขาก็เมากาแฟที่ดื่มไป ซึ่งการกระทำนั้นทำให้เอริคพ่นลมหายใจ เอื้อมมือมาจับมือผมไว้แล้วบีบเบาๆ “มันไม่เกี่ยวว่าเราเลิกกันหรือยังรักอยู่ เพราะตราบใดที่ผมยังอยู่กับคุณ ผมจะเป็นห่วงคุณเสมอ”

“…”

“คุณคือคนสำคัญของที่นี่ ทุกคนคือครอบครัวคุณ นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณมีชีวิตอยู่อีกเหรอ โซล” คำพูดนั้นทำผมหลุบตาต่ำ มองมือที่จับกันก่อนจะคิดตาม ผมรู้ทุกความรู้สึกที่ส่งมา แต่ผมเลือกที่จะไม่ตอบรับเพราะชีวิตผมไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิด

เพราะในขณะที่เขาเป็นห่วงผม ผมกลับคิดแต่เรื่องว่าจะทำยังไงให้เจ้าสองตัวนี่มีชีวิตรอดในแต่ละวัน

แทนที่ผมจะมองพวกเขาเป็นครอบครัวตามที่เอริคบอก ผมกลับมองว่าดีแลนกับดายต่างหากคือครอบครัวของผม

อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมคิดถึงโลกหลังความตาย เลยไม่กลัวเมื่อช่วงเวลานั้นมาเยี่ยมเยียน

“ผมอยากให้คุณคิดถึงใจคนด้านหลังบ้าง”

“ผมคงทำแบบนั้นไม่ได้”

ตึก !

“นี่ก็ดึกแล้วนะผมว่าคุณกลับไปพัก”

“โซล”

“ผมเข้าใจที่คุณพูดทุกอย่าง แต่บางอย่างมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก” ผมยิ้มให้ ดึงมือออกแล้วดันเขาให้ถอยไปด้านหลัง “เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เราจะเจอกันตอนสิบโมง ผมจะไม่ตื่นสายให้คุณมาตามอีก”

“คุณปฏิเสธผมอีกแล้วนะ”

“ผมคิดว่าวันนี้เราเถียงกันมากพอแล้วเอริค”

“…”

“ราตรีสวัสดิ์” ผมกดประตูให้ปิดลงไม่สนใจเอริคที่มีคำพูดอีกมาก โบกมือให้เขาผ่านหน้าต่างทรงกลม เป็นช่องเดียวที่สามารถมองได้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ จากนั้นก็หมุนตัวกลับมาจมอยู่กับกองเอกสาร มองเจ้าอสูรกายที่นอนนิ่งอยู่ไม่ไกล พวกมันเลิกว่าย เข้าสู่ช่วงหลับใหล ถึงจะเป็นปลาก็ใช่ว่าจะหลับไม่ได้

ที่ตลกคือพวกมันเลือกที่จะหลับอยู่ไม่ไกลจากห้องผมราวกับว่าเราจะนอนเป็นเพื่อนกัน

ทุกวันและทุกคืน

“ชิงหลับก่อนแบบนี้ ไม่ดีเลยนะพวกนาย”

“…”

“เหนื่อยที่ไล่จับฉันสินะ” ผมยิ้มขำทาบมือกับกระจกมองพวกมันที่ไม่ขยับ “แต่ฉันไม่เหนื่อยที่ต้องหนีพวกนายหรอกนะ จนกว่าจะตาย ฉันจะอยู่ให้พวกนายไล่ล่าเท่าที่ต้องการ”

กึก !

“แต่พวกนายต้องทำตามคำอธิษฐานของฉัน” เสียงของผมแผ่วลงแนบหน้าผากลงกับกระจก หวังเพียงให้คำพูดลอยไปกับสายลมจากเครื่องปรับอากาศในห้อง ทะลุสิ่งที่ขวางกั้นเข้าหูของพวกมันบ้าง ดายลอยตัวมาหาผม คิดว่าน้ำน่าจะพามันมา

เวลานี้เจ้าตัวโตของผมกำลังด่ำดิ่งสู้ห้วงนิทรา แต่ผมกลับ...

ร้องไห้

ไม่มีเหตุผลอะไรให้แก้ตัวออกไป มีเพียงแค่คำอธิษฐานเดียวที่ผมอยากให้มันเป็นจริง

“เมื่อถึงคราวที่ฉันต้องตายจริงๆ พวกนายต้องเป็นคนฆ่าฉันเองนะ”

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น