Xeiji

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

17th Bond : ก่อการร้ายหรือเป็นแค่อุบาย

ชื่อตอน : 17th Bond : ก่อการร้ายหรือเป็นแค่อุบาย

คำค้น : แวมไพร์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 152

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 เม.ย. 2562 22:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
17th Bond : ก่อการร้ายหรือเป็นแค่อุบาย
แบบอักษร

17th Bond : ก่อการร้ายหรือเป็นแค่อุบาย

ห้องทำงานมืดสลัว มีเพียงแสงสว่างจากไฟจากตะเกียงบนโต๊ะเท่านั้น    กองเอกสารมากมายวางระเกะระกะเต็มพื้นที่ทำงาน แต่เจ้าของโต๊ะก็ไม่ได้ใส่ใจ       จะจัดการกับมันเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นุ่มอย่างอ่อนแรง ใบหน้าคมคายเผยริ้วแห่งความกังวล และเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ในมือข้างขวามีกระดาษขนาดเอสี่สองสามแผ่นที่เป็นรายงานการประชุมอย่างคร่าว ๆ

ตอนแรกตั้งใจว่าจะเอามานั่งอ่านอีกครั้ง แต่ไป ๆ มา ๆ ก็พบว่าตัวเขาเองไม่มีสมาธิเลยแม้แต่น้อย

ถ้าตอนนั้นเราออกไปไม่ทันล่ะก็...

เพราะความรู้สึกในส่วนลึกของจิตใจ หรือเพราะสัญชาตญาณ หรือไม่ก็เพราะพันธะสัญญาที่มีต่อกัน ทำให้เขารู้สึกว่าชายหนุ่มที่เขาบอกให้อยู่แต่ในห้องกำลังจะมีอันตราย และยิ่งเห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ และรอยยิ้มกรุ่มกริ่มของเฟลอส เดน เดอแคลร์ด้วยแล้ว...มันทำให้เขาใจคอไม่ดี

และก็ไม่ต่างจากที่คาดไว้เท่าใดนัก แม้จะเกินความคาดหมายไปเล็กน้อยก็ตามทีเถอะ

คือ...ข้า...” น้ำเสียงสั่นเครือของแวมไพร์ผู้บุกรุกดังขึ้นในความคิด ทำให้ครอสค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง และนึกย้อนถึงอดีตที่เกิดขึ้นเมื่อวานอีกครั้ง

.

.

"ท่านมาทำอะไรที่นี่?” น้ำเสียงห้วนสั้น และเฉียบขาดถามด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า “ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือว่า จะไม่มายุ่มย่ามในที่ส่วนตัวของข้า?”

ใบหน้าที่เรียบเฉย และไร้อารมณ์ และดวงตาสีแดงก่ำที่จ้องมองมาราวกับจะเฉือนร่างกายให้เป็นชิ้น ๆ ทำเอาอีกฝ่ายสะดุ้งเฮือก และขนลุกซู่โดยไม่อาจห้ามตัวเองได้

...น่ากลัว...

“คือ ข้า...ข้าถูกจ้างให้มาสำรวจคฤหาสน์ของท่าน ระหว่างการ...ประชุม” เขาตอบเสียงสั่น แม้จะรู้สึกตงิด ๆ เล็กน้อยว่าเขาถูกพบได้อย่างไร เหมือนกับมีบางอย่างถูกลบหายไป แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก....แล้วก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อร่างสูงทะมึนของเจ้าของคฤหาสน์ก้าวเข้าไปมาใกล้

“ใคร?”

“เฟลอส... เฟลอส เดน เดอแคลร์” แวมไพร์ผู้บุกรุกตอบอย่างไม่ลังเลใจ เพราะในเวลาแบบนี้ขืนลองปิดปากเงียบดูสิ เขาคงไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปเลยก็เป็นได้ ชั่วพริบตาหนึ่งเขารู้สึกได้ว่า นัยน์ตาสีแดงที่จ้องมองวาวโรจน์ และประกายกร้าวด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดจนคนมองไม่อาจทนอยู่ได้

อยู่ต่อให้โง่สิ!

“ข้า...ขอตัว”

แล้วร่างที่สั่นเทาก็หายวับ แต่รังสีอำมหิตจากอีกคนยังคงอยู่ มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าคมคายที่เคยเรียบเฉยกลับเขม็งเกร็ง และดุดัน บรรยากาศอันหนักอึ้ง ดำมืด และบิดเบี้ยวก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เฟลอส*!!*

###


“หึ สาส์นท้า...งั้นสินะ” ครอสพึมพำเบา ๆ พร้อมกันแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน แม้ว่าตอนนั้นเขาจะพยายามระงับอารมณ์ และกลับไปประชุมต่อ แต่อารมณ์ก็แทบจะพุ่งขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าที่ยิ้มกริ่มของหมอนั่นราวกับว่าเรื่องทั้งหมดอยู่ในความคาดหมายแล้ว

เพื่อจะบอกว่ารู้เรื่องของเซดริกแล้วสินะ ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด ถึงแม้จะรู้ที่อีกฝ่ายทำไปก็เพื่อปั่นป่วนเขา แต่ทำไมถึงต้องพุ่งเป้าไปที่เซดริก?

ทางเลือกที่จะทำให้เขายุ่งยากก็มีอีกหลายทาง แต่ทำไมถึงต้องมาทำอะไรที่มันยุ่งยากขนาดนี้ด้วย?

หรือเพราะต้องการตัว?

นั่นสินะ...ใคร ๆ ก็อยากได้ทั้งนั้นแหละ อยากได้เลือดอันมีค่านั่น

และเขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตัวเองก็ต้องการเลือดนั่นเช่นกัน แต่ถึง      อย่างนั้นก็ตาม สำหรับเขาแล้วมนุษย์คนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่นั้น

แล้วเป็นอะไรล่ะ?

เป็นคำถามที่เซดริกถามเขา ตอนนั้นเขาตอบไม่ถูก แต่เมื่อมีเวลาในตรึกตรองดี ๆ แล้ว ถ้าเขาตอบไปว่า เป็นคน ๆ หนึ่งที่เข้าใจความคิด และความรู้สึกของเขา และที่สำคัญคือเป็นแสงอาทิตย์ที่มอบความอบอุ่นให้ร่างกายที่เย็นชืด และหัวใจที่ด้านชาของเขา

ถ้าตอบไปแบบนั้น...เซดริกจะให้อภัยเขาไหม?

ก๊อก ก๊อก...

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น เรียกให้ความคิดที่ล่องลอยกลับมา “เข้ามา” เขาเอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พร้อมกับวางปึกกระดาษเอสี่ลงบนโต๊ะ ร่างที่คุ้นเคยของพ่อบ้านชราเข้ามาพร้อมกับรถเข็นเล็กที่มีกาน้ำ และถ้วยน้ำชาวางอยู่ ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนกลับปรากฏริ้วของความกังวลอยู่ จนผู้เป็นเจ้านายอดเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจไม่ได้

“เป็นอะไร?” ครอสถามขณะที่แวมไพร์ชราเข็นรถเข็นเล็กมาข้างโต๊ะทำงาน

“เปล่าขอรับ” เอเกิลตอบด้วยน้ำเสียงที่ใช้เหมือนทุกครั้ง แต่อีกฝ่ายก็จับพิรุธได้ ดวงตาสีแดงหรี่ลงอย่างไม่พอใจนัก

“เอเกิล” เขาว่าอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เข้มกว่าเดิม เขามักทำเช่นนี้บ่อย ๆ เวลากดดันให้ใครบางคนพูดความจริงออกมา และมันก็ได้ผลทุกครั้งไป

มือของพ่อบ้านผู้โดนกดดันที่ถือถ้วยชาอยู่ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีแดงซีดพยายามไม่เงยขึ้นสบดวงตาของผู้เป็นเจ้านาย เพราะเขารู้ดีว่าหากเผลอจ้องในเวลาแบบนี้เมื่อไหร่ ความลับทุกอย่างมีอันต้องเปิดเผย แต่ด้วยแรงกดดันทำให้เอเกิลต้องถอนหายใจอย่างยอมแพ้

“ท่านเซดริกลงไปในเมืองขอรับ” เขาตอบเสียงเบาขณะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะทำงาน

ดวงตาคมกริบตวัดมองอีกครั้งอย่างรวดเร็ว “อะไรนะ?” ครอสถามเสียงเข้ม “แล้วใครพาไป?”

“ไม่มีขอรับ” อีกฝ่ายตอบ แล้วก็รีบเสริมเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่มาคุมากกว่าเดิม “ท่านเซดริกขอแผนที่จากกระผมไป...แล้วก็เดินออกจากคฤหาสน์ไปเลยขอรับ”

ครอสหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย ทำไมถึงทำอะไรเสี่ยง ๆ แบบนั้น? ถ้าเกิดเจ้าพวกนั้นมันเจอตัวขึ้นมาล่ะ? ในใจคิดอย่างว้าวุ่น แต่พอนึกถึงชายหนุ่มผมบลอนด์ก็ทำให้เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน

หรือไม่อยากอยู่ที่นี่ร่วมกับเราในตอนนี้งั้นเหรอ?

แวมไพร์หนุ่มแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ ราวกับเย้ยหยันตัวเอง ชั่วแวบหนึ่งเขารู้สึกน้อยใจแปลก ๆ ว่าทำไมอีกฝ่ายไม่มาบอกเขาก่อน แต่พอคิดอีกครั้ง...มันก็ไม่แปลกที่จะไม่บอก ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากมองหน้ากันทั้งนั้น

ก็แล้วใครจะกล้ามอง... มีเรื่องทะเลาะกันเสียขนาดนั้น

“นายท่าน...ทะเลาะกับท่านเซดริกหรือขอรับ?” เสียงแหบห้าวของชายชราถามขึ้นหลังจากที่ตระเตรียมอาหารว่างเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรียกให้ผู้เป็นเจ้านายเบือนหน้าไปมองเล็กน้อย

“ทำไม?”

“ท่านเซดริกดูเงียบกว่าปกติ ขอบตาก็คล้ำเหมือนไม่ได้นอน” เอเกิลตอบ “พอกระผมถามว่าบอกนายท่านหรือยัง ท่านเซดริกก็เปลี่ยนเรื่อง”

“งั้นเหรอ....”

“นายท่านจะให้กระผมตามไปไหมขอรับ?”

ครอสนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ดวงตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อยขณะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง สองมือประสานกันวางบนตัก คงทำอะไรไม่ได้...

“ไม่ต้อง ปล่อยให้เขาทำตามใจไปเถอะ” เขาเอ่ยเสียงเบา

พ่อบ้านชราเลิกคิ้วเล็กน้อย “จะดีเหรอขอรับ?”

เจ้าของคฤหาสน์เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีหม่นอย่างเหม่อลอย แววตาที่เคยแข็งกร้าว และเย็นชาดุจน้ำแข็งเริ่มประกายความอ่อนล้า และความอ่อนแอที่ไม่ควรจะมี “แบบนี้แหละ...ดีแล้ว” เขาตอบก่อนจะค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลง

บางที...อาจจะถึงเวลาที่ต้องปล่อยมือแล้ว

###​


“น่าเบื่อ...” เสียงห้าวพึมพำไปพลาง เปิดหน้ากระดาษรายงานการประชุมไปพลาง ดวงตาสีแดงปรือลงอย่างง่วงงุนขณะกวาดสายตาอ่านตัวหนังสืออย่างคร่าว ๆ ก่อนที่เขาจะโยนกองกระดาษนั้นลงบนโต๊ะเบื้อหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “มาตรการป้องกันพวกเลือดผสมงั้นเรอะ?”

ร้สาระ รอยยิ้มบูดเบี้ยวปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย ถ้าการเข้าไปอยู่ในสังคมชั้นสูงจอมปลอมไม่ได้ทำไปเพื่อหาโอกาสเข้าใกล้ดีแฟนธ่อมแล้วล่ะก็ เขาเองก็ไม่อยากจะเข้าไปสุงสิง หรือเข้าไปคลุกคลีด้วย

ต้องแกล้งใส่หน้ากากแวมไพร์อันแสนดี ทั้ง ๆ ที่ใจจริงอยากทำลายพวกสภาแวมไพร์หัวโบราณนั่น และยิ่งไม่ต้องพูดถึงตระกูลดีแฟนธ่อม...

ถ้าทำได้ เฟลอส เดน เดอแคลร์คนนี้ก็อยากทำลายถอนรากถอนโคนด้วยมือของตัวเอง

ดวงตาสีแดงก่ำวาวโรจน์ก่อนที่กองกระดาษบนโต๊ะจะลุกเป็นไฟ ประกายสีส้มแดงสะท้อนบนผิวแก้วไวน์ที่วางอยู่ข้าง ๆ กัน แผ่นกระดาษเริ่มงอม้วน และกลายเป็นสีดำพร้อมกับสิ่งกลิ่นเหม็นชวนให้รำคาญใจ แต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจ เขาจ้องมองมันเผาไหม้อย่างสงบจนกระทั่งเหลือเพียงเศษขี้เถ้าสีเทาเข้มบนโต๊ะ

“หึ” เฟลอสหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะสะบัดมือ กองขี้เถ้าก็พลันหายวับไปพร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ราวกับว่าไม่เกิดเหตุการณ์เผาสิ่งใดในห้องมาก่อน ร่างสูงยันกายขึ้นจากเก้าอี้ และเดินไปที่ประตูห้องโดยไม่ลืมหยิบเสื้อโค้ทแขนยาวมีฮู้ดพร้อมแว่นกันแดดติดมาด้วย

“เอาล่ะ ลงไปเดินเล่นในเมืองสักหน่อยดีกว่า” ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ ขณะตวัดเสื้อโค้ทคลุมกาย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายเมื่อนึกถึงใบหน้าของผู้นำดีแฟนธ่อมตอนกลับเข้ามาในห้องประชุมอีกครั้ง

สองคนนั่นคงทะเลาะกัน แล้วไอ้หนูมนุษย์คงไม่ทนอยู่ในปราสาทแน่ ๆ ดวงตาเริ่มประกายวาววับด้วยความสนุก

“คงถึงเวลาที่ต้องแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเสียหน่อยแล้ว” เฟลอสเอ่ยเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีก่อนจะดีดนิ้วดังเป๊าะ

ชั่วพริบตา ณ ที่ตรงนั้นก็ว่างเปล่า...

###

แกร่ก...

เสียงแก้วกระทบจานเซรามิคดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในบรรยากาศสบาย ๆ ในร้านคอฟฟี่ช็อปเล็ก ๆ ข้างถนน ดวงตาสีฟ้าใสมองของเหลวสีน้ำตาลข้นในแก้วที่กระเพื่อมเล็กน้อย ความคิดตื้อตันราวกับมีบางอย่างมาขวางกั้น ไม่ต่างจากวงน้ำที่กระเพื่อมเป็นวงกลม และเมื่อชนขอบแก้วก็จางหายไป

เซดริกถอนหายใจยาวก่อนจะกระดกโกโก้ร้อนอึกสุดท้ายลงลำคอ แล้วแก้วที่ว่างเปล่าก็วางลงบนจานใบเล็กเช่นเดิม ชัดเจนเกินไปไหมนะ? เขาตั้งคำถามกับตัวเองเมื่อเขาเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงชายหนุ่มอีกคนเมื่อพ่อบ้านชราเอ่ยถาม

แต่ถึงจะได้เจอกัน ก็คงมองหน้ากันไม่ติดอยู่ดี...

เหตุการณ์เมื่อวานยังคงเล่นย้อนไปย้อนมาในความคิดราวกับกดปุ่มเล่นซ้ำค้างไว้จนทำให้ชายหนุ่มเผลอกำหมัดโดยไม่รู้ตัว

กริ๊ง...

เสียงกระดิ่งที่ประตูร้านดังขึ้น ทำเอาเซดริกสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ดวงตาสีฟ้ากระพริบปริบ ๆ เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอคิดเรื่องเมื่อวานอีกแล้ว เขาสะบัดหัวไปมาสองสามทีก่อนจะใช้มือขวาเคาะที่ขมับข้างเดียวกันเบา ๆ

ยังไงก็ต้องเจอ เลี่ยงไม่ได้นี่นา...

“ขอโทษครับ?”

เสียงหนึ่งที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นข้างหน้าเรียกให้เซดริกเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะที่เขาได้ยินนั้นคือ ภาษาบ้านเกิดของเขา ชายหนุ่มร่างสูงกว่าเขาคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าได้รูปล้อมกรอบด้วยเรือนผมสีทองไฮไลท์ด้วยสีเงินดูแปลกตา ดวงตาสีทองชายคนนั้นหรี่ลงเล็กน้อย เพราะเจ้าตัวกำลังยิ้มกว้าง

เมื่อเห็นว่าคู่สนทนาเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ชายหนุ่มแปลกหน้าจึงเอ่ยต่อ “คุณคือคนที่จับโจรวันก่อนใช่ไหม*?*”

เซดริกกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความแปลกใจก่อนจะพยักหน้ารับ

อีกฝ่ายฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม “ดีใจจังเลยครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย จนชายหนุ่มอีกคนถึงกับทำตัวไม่ถูก

อะไรของเขา?

“ขอนั่งด้วยได้ไหมครับ*?*” คนแปลกหน้าถามพร้อมกับชี้ไปที่เก้าอี้ข้างตัวซึ่งอยู่ตรงข้ามกับคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนเซดริกที่ยังคงงง ๆ กับการปรากฏของอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ ก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่นะ...

“เชิญครับ” เขาตอบรับพร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วเก้าอี้ตัวตรงข้ามก็เลื่อนออก และชายหนุ่มแปลกหน้าก็นั่งลง “คุณเป็นคนอังกฤษเหรอครับ?”

“เปล่าครับ คนโรมาเนียนี่แหละครับ ผมเคยอยู่ที่อังกฤษหลายปีอยู่ ก็เลยพอพูดได้บ้าง อ้ะ...ผมขอเอซเปรซโซ่ร้อนแก้วนึงก็แล้วกันนะ” อีกฝ่ายตอบก่อนจะหันไปสั่งเมนูกับพนักงานร้านสาวที่เดินเข้ามารับรายการพอดี

เอซเปรซโซ่ร้อน...งั้นเหรอ? เซดริกนิ่งงันไปชั่วขณะ

...เหมือนกันเลย...

ชายแปลกหน้าสั่งเสร็จแล้วก็หันกลับมาหาคู่สนทนาเช่นเดิม “เก่งจังเลยนะครับ” เขาชมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับยกมือข้างหน้าขึ้นเท้าคาง

เซดริกสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ แก้เก้อ พยายามสลัดความคิดในหัวออกไป ก็แค่สั่งเหมือนกันแค่นั้นเอง จะไปคิดถึงทำไมนะ?

“ขอบคุณครับ” เขาตอบเบา ๆ และมองหน้าอีกฝ่ายที่ยังยิ้มระรื่น ไม่ทันได้เอ่ยอะไร พนักงานสาวคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมกับแก้วกาแฟที่ส่งกลิ่นหอม

เจ้าของออเดอร์รับแก้วกาแฟแก้วนั้นมา ชั่วเวลาสั้น ๆ ที่เขาคนกาแฟ และจิบของเหลวร้อนนั่น ทำให้เซดริกได้มีโอกาสมองอีกฝ่ายชัด ๆ ในระดับสายตา

คน ๆ นี้แต่งตัวด้วยชุดที่เหมาะกับสภาพอากาศที่อบอุ่น แต่เสื้อโค้ทแขนยาวพร้อมฮู้ดเนี่ย มันก็ออกจะแปลกไปหน่อย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาสงสัย

ทำไม...หน้าคุ้นจัง

“อ้ะ ผมลืมแนะนำตัวไปเลย” ชายหนุ่มแปลกหน้าวางถ้วยกาแฟลง และเงยหน้ามองคู่สนทนาก่อนจะยื่นมือขวาออกมาข้างหน้า “เฟลอสครับ”

ชั่วเวลาที่เขาเงยหน้าขึ้นมา ทำให้เซดริกนึกออก ผู้หญิงเมื่อตอนโจรปล้นตอนนั้น!

“เอ่อ คุณครับ?” เสียงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นจากตรงหน้า ทำเอาคนที่เผลอใจลอยไปสะดุ้งเล็กน้อย และเห็นว่าอีกฝ่ายยื่นมือมาให้จับด้วย

จะบังเอิญได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?

“ขอโทษด้วยครับ พอดีช่วงนี้ผมเพลีย ๆ” เซดริกเอ่ยพร้อมกับยื่นมือขวามาจับด้วยเช่นกัน “เซดริกครับ เซดริก เอเลนอฟ”

เฮือก!

เขาเกือบชักมือกลับเมื่อรู้สึกได้ว่ามือที่สัมผัสนั้นเย็นผิดปกติ ชายหนุ่มผม  บลอนด์ยังคงคลี่ยิ้มบาง ๆ กลบเกลื่อนความรู้สึกแม้ว่าในใจจะเต้นระรัวด้วยความตกใจ มันเย็นเกินไป...

...ราวกับไม่ใช่อุณหภูมิของมนุษย์...

ไม่นานนักทั้งสองฝ่ายก็ปล่อยมือ เซดริกจึงได้แต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ “คุณเป็นนักท่องเที่ยวเหรอครับ?” เฟลอสถาม หน้ากากล่องหนที่สร้างขึ้นช่วยปิดบังรอยยิ้มที่ผุดขึ้นในใจได้เป็นอย่างดี

ความรู้สึกไวดีนี่

“ก็...ไม่เชิงน่ะครับ ผมมาเยี่ยมญาติน่ะ” อีกฝ่ายตอบพลางลูบศีรษะตัวเอง “ผมไม่เคยได้เดินในเมืองก็เลยงง ๆ ทางอยู่บ้าง”

ชายหนุ่มผมทองแซมเงินเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “ญาติของคุณอยู่ที่ทรานซิลเวเนียเหรอครับ?”

เซดริกยิ้มแห้ง ๆ “ก็ประมาณนั้นน่ะครับ” เขาตอบอย่างไม่แน่ใจนัก ครั้นจะให้ตอบว่า อ๋อ ผมโดนแวมไพร์พาตัวมาน่ะครับ ก็คงไม่ใช่ และที่สำคัญ...คน ๆ นี้ก็น่าสงสัยเกินไป

หรือว่ามันจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญกันนะ?

เฟลอสยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเล็กน้อยพร้อมกับหรี่ดวงตาลงเล็กน้อยด้วยความสงสัย ตั้งแต่แรกที่เขาเปิดสนทนากับชายตรงหน้า เขาก็พยายามอ่านใจมาโดยตลอด แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งเหมือนมีหมอกหนาปกคุลมจนไม่อาจมองเห็นหรือได้ยินสิ่งใด ราวกับว่าจิตใจของอีกฝ่ายมีเพียงความว่างเปล่า

หรือจะบอกว่า...กำแพงขวางอยู่ก็คงได้สินะ

ส่วนเซดริกที่เพิ่งได้ตักเค้กที่สั่งไว้กินคำแรก ระหว่างนั้นก็พอเดาความสัมพันธ์ระหว่างชายคนนี้ กับผู้หญิงจากเดอแคลร์เมื่อคราวก่อนได้ลาง ๆ แล้วคำเตือนของชายหนุ่มหัวตระกูลดีแฟนธ่อมก็ดังขึ้นในความคิด

“เพราะพวกนั้นอาจจะใช้นายเป็นเครื่องมือก็ได้ ใครจะไปรู้...**”

แม้จะไม่แน่ใจแต่ก็ต้องระวังไว้ก่อน เพราะมีไม่กี่คนหรอกที่จะเข้ามาทักกันแบบนี้ แถมยังเนียนมาขอนั่งและสั่งกาแฟมานั่งดื่มด้วยตั้งนานสองนาน แล้วเสื้อผ้าก็เช่นกัน เสื้อโค้ทแขนยาวในวันที่อากาศไม่หนาว...เนี่ยนะ?

มือก็เย็นผิดปกติเกินไป แถมไม่ยอมบอกนามสกุลด้วย

...น่าสงสัยเกินไป...

อะ แต่เราก็เผลอบอกชื่อไปอีก

ใบหน้าคมคายมุ่ยลงไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความจริงข้อนั้นได้ เยี่ยม น่าสงสัยแต่ก็ยังบอกชื่อกับคนแปลกหน้าไปซะได้

“ซื่อเกินไปแฮะเรา/ให้ผมพาเที่ยวไหมครับคุณเอเลนอฟ?” เสียงจากฝั่งตรงข้ามดังขึ้นพอ ๆ กับที่เขาบ่นกับตัวเอง ทำเอาคนถูกเรียกสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ

            “ครับ?” เขาทวนไปอย่างงง ๆ พลางเลิกคิ้วเล็กน้อย

            เฟลอสคลี่ยิ้มกว้าง “ผมอยากให้นักท่องเที่ยวได้เห็นความสวยงามของเมืองนี้น่ะครับ” เขาตอบก่อนจะหันไปยกมือเรียกพนักงานร้าน “คิดเงินด้วยครับ”

            “อ้ะ คิดแยกนะครับ” เซดริกที่ตั้งสติได้ทันบอกสำทับไป

            ชายหนุ่มผมทองแซมเงินหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ และหันกลับมาทาง        คู่สนทนาเช่นเดิม “แล้วผมก็ว่างอยู่พอดีเลยด้วย” เขาเอ่ยต่อ และยกมือข้างขวามาเท้าคางเช่นเดิม ใบหน้ายังคงเปื้อนด้วยรอยยิ้ม

เซดริกนิ่งไปชั่วขณะ แม้ภายนอกของคน ๆ นี้ก็ดูไม่มีพิษภัยอะไร แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็น่าสงสัยเกินไป

กันไว้ดีกว่าแก้ล่ะนะ

“ขอบคุณสำหรับน้ำใจนะครับเฟลอส” เขาตอบยิ้ม ๆ “แต่ว่าต้องขอโทษด้วย เพราะพอดีผมมีนัดกับญาติแล้วน่ะครับ แล้วนี่ก็ใกล้ถึงเวลาแล้ว”

สีหน้าของอีกฝ่ายเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับเช่นเดิม “ว้า น่าเสียดาย” เขาพูดพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ ก่อนที่พนักงานสาวจะเดินมาที่โต๊ะพร้อมกับบิลในมือ

“ไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันนะครับ” เซดริกเอ่ยก่อนจะรับบิลของตัวเองมา กวาดตามองตัวเลขบนกระดาษแผ่นเล็กสีขาว และหยิบเงินออกมาก่อนจะส่งมันให้พนักงานสาวที่รอรับอยู่ ส่วนชายหนุ่มอีกคนก็ทำเช่นเดียวกัน

“นั่นสิครับ โอกาสหน้า...” เฟลอสรับคำ แม้จะเป็นคำพูดสบาย ๆ แต่ทำไมอีกฝ่ายกลับรู้สึกว่าคำพูดสุดท้ายมันแฝงไว้ด้วยความนัยอะไรบางอย่าง ราวกับคนพูดมั่นใจว่า…

ต้องมีโอกาสหน้าแน่ ๆ...

แล้วทั้งคู่ก็เดินไปที่ประตูทางเข้าร้านพร้อมกัน ทันที่ก้าวออกไปร่างสูง      ผมทองแซมเงินก็รีบใส่เสื้อโค้ทพร้อมแว่นกันแดดที่หยิบขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ       การกระทำเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้อีกฝ่ายยิ่งสงสัยมากกว่าเดิม

เพราะเซดริกคิดว่า อากาศก็ไม่ได้หนาวอะไรขนาดนั้น แถมยังแดดเปรี้ยงแบบนี้ด้วย

“ดีใจที่พบคุณนะครับ” จู่ ๆ เฟลอสก็หันมา ทำเอาคนที่คิดอะไรเพลิน ๆ ชะงักไปเล็กน้อย

“เช่นกันครับ เฟ...”

ตูม**!!!**

ไม่ทันได้พูดจบประโยค ก็เกิดเสียงระเบิดดังลั่นมาจากทางซ้ายมือ เรียกให้ทั้งสองหันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว ควันสีเทาเข้มกลุ่มใหญ่ และแสงสีส้มแดงพวยพุ่งขึ้นจากรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ริมถนน

เมื่อเซดริกก้าวออกไปที่ถนนก็เกิดระเบิดจากจุดเดิมขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้พาเอาเศษซากบางส่วนของรถยนต์กระเด็นมาถึงหน้าร้านที่เขายืนอยู่ จนเขาแทบถอยหลัง และเบือนหน้าหนีไม่ทัน

ไอร้อนสูงจากเปลวเพลิงที่ลุกโหมไหม้ และเสียงไฟปะทุเรียกให้เขาเหลือบไปมอง จึงได้เห็นผู้คนวิ่งอลหม่านอย่างตื่นตระหนก เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนทิ้งข้าวของที่ถืออยู่ และวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างเอาเป็นเอาตาย บางคนที่หลบรัศมีระเบิดไม่ทันก็ได้แต่นอนร้องครวญครางบนถนน

“ผู้ก่อการร้ายเหรอ!!?” เซดริกอุทานขึ้นด้วยความตกใจ

กลางวันแสก ๆ เนี่ยนะ*!!*

“กรี๊ดดด!!!” เสียงหวีดร้องดังขึ้นจากทางซ้ายมือของเขา ชายหนุ่มหันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว จึงได้เห็นร่างสูงทะมึนในผ้าคลุมสีดำที่ก้าวช้า ๆ ไปหาเด็กหญิง          คนหนึ่งที่นั่งตัวสั่นอยู่บนพื้นกลางถนน

ดวงตาสีฟ้าก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าร่างนั้นยกปืนในมือขึ้น และชี้ไปที่เด็กหญิง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” ไวเท่าความคิด ชายหนุ่มพุ่งไปที่ร่างในผ้าคลุมอย่างรวดเร็วโดยทีอีกคนที่อยู่ด้วยกันห้ามไม่ทัน

“คุณเอเลนอฟ!”

เซดริกยกขาขึ้นเตะที่มือของคนร้ายจนปืนกระเด็นหลุดจากมือไปไกล จากนั้นเขาก็จับแขนข้างที่ถือปืน และจับทุ่มลงพื้นอย่างแรง ชายหนุ่มหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคุลม

ขาว และซีดเผือดไร้สีเลือด...

“พวกนั้นเชื่อว่าการได้ดื่มเลือดของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ และการฆ่ามนุษย์จะทำให้ตัวเองกลายเป็นพวกเลือดบริสุทธิ์”

หรือว่าระเบิดนี่เป็นฝีมือของพวกเลือดผสม*!!*

“ก็ไหนว่าไม่น่ามีอะไรแล้วไม่ใช่หรอ?” อดที่จะบ่นอุบไม่ได้อยู่ดี

“คุณเอเลนอฟ เป็นอะไรไหมครับ?” เฟลอสที่วิ่งเข้ามาหาถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกเล็กน้อย ชั่วแวบหนึ่ง เซดริกเห็นแววตาของอีกฝ่ายเหลือบมองไปที่ร่างบนพื้นที่สลบไสลไม่ได้สติ และมันวาวโรจน์จนน่ากลัว

“ไม่เป็นไรครับ” เขาตอบ และหรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยความสงสัย

จะเป็นไปได้ไหมนะที่คน ๆ นี้....

“งั้นคุณรีบหนีไปเถอะครับ พาเด็กไปด้วยนะ” เฟลอสหันมาบอก และพยักเพยิดไปที่เด็กหญิงตัวน้อยที่ตัวสั่นงก ๆ ด้วยความหวาดกลัว  “คือผมไม่ค่อยถูกกับเด็กน่ะครับ”

“แล้วคุณ...ระวัง!!” เซดริกอุทานลั่นเมื่อเห็นมีร่างในผ้าคลุมอีกร่างที่พุ่งเข้ามาหาพร้อมกับปืนในมือ เฟลอสหันไปก่อนจะใช้มือกระแทกมือที่ถือปืนของคนร้ายไว้ และตามด้วยศอกลุ่น ๆ กระแทกที่ใบหน้าอย่างแรง จนร่วงไปกองกับพื้นข้าง ๆ อีกคนที่นอนแผ่หลาอยู่

“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวผมถ่วงเวลาไว้ให้” เฟลอสตะโกนแข่งกับเสียงระเบิดที่ดังขึ้นอีกครั้ง อีกฝ่ายก้มหน้าหลบไอร้อนของระเบิดอีกครั้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปทางทิศที่เกิดระเบิด

เขาเห็นร่างกำยำของชายคนหนึ่งที่สวมผ้าคลุมสีดำต่างจากคนอื่นที่ปิดหน้าปิดตา ชายคนนั้นมีผมสีน้ำเงินเข้ม และแม้มองจากที่ไกล แต่ก็เห็นใบหน้าที่เคร่งเครียด และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ท่าทางการเดินก็ต่างจากสองคนที่นอนกองอยู่บนพื้นนี่

คน ๆ นั้น...

“คุณเอเลนอฟ!” เสียงเรียกอีกครั้ง ทำให้เขาหันกลับมา “มัวรออะไรอยู่ล่ะครับ!?”

ถ้าใช่ แสดงว่าพวกนี้เป็นกลุ่มเลือดผสมจริง ๆ ถ้าอย่างนั้น ถ้าเฟลอสเกี่ยวข้องกับเดอแคลร์จริง ๆ แล้วล่ะก็... ไม่สิ ต้องเกี่ยวแน่ ๆ*!*

ไม่ว่าอะไรดลใจก็ตาม เซดริกก็รู้สึกได้ด้วยลางสังหรณ์ว่า คนตรงหน้าต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แน่ ๆ

“นั่นหมายความว่าเรื่องนี้ต้องมีคนยุยง และชักใยอยู่เบื้องหลัง หลอกล่อให้พวกเลือดผสมหลงเชื่อ และใช้เป็นเครื่องมือทำลายความสงบสุข  และพวกนั้นก็โง่พอจะโดนหลอกด้วยสิ”

“ผมนึกว่าคุณเป็นคนเรียกมาเสียอีก” เสียงพึมพำเบา ๆ แต่อีกฝ่ายกลับได้ยินอย่างชัดเจน เฟลอสชะงักไปเล็กน้อย แต่พอรู้ตัวอีกทีร่างสูงผมบลอนด์ก็วิ่งไปไกลพร้อมกับเด็กหญิงในอ้อมแขนเสียแล้ว

ชายหนุ่มนิ่งไปสักพักก่อนจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มกว้างก่อนจะหัวเราะดังลั่น          “ไม่เลวนี่เซดริก เอเลนอฟ” ดวงตาสีทองเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ประกายขี้เล่นในดวงตาหายไป แทนที่ด้วยความเจ้าเล่ห์ และเย็นชา ใบหน้าคมคายมองอีกฝ่ายวิ่งหายไปจนลับสายตาก่อนจะหันกลับมาที่ร่างสองร่างบนพื้น

“ควรทำยังไงดีกับพวกเจ้าดีนะ หึ ๆ” น้ำเสียงที่ทุ้มลึกขึ้นราวกับเป็น           คนละคนเอ่ยกับตัวเอง แล้วสายตาจะเหลือบไปเห็นปืนหนึ่งกระบอกที่ตกอยู่ไม่ห่างกันนัก เฟลอสแสยะยิ้มก่อนจะยื่นมือไปทางทิศนั้น

วืด!

ปืนกระบอกนั้นพุ่งเข้ามือของคนเรียกอย่างรวดเร็ว แวมไพร์หนุ่มมองอาวุธในมือด้วยความสนใจ “อาวุธของพวกชั้นต่ำเรอะ ก็เหมาะกับพวกชั้นต่ำอย่างพวกแกแล้วล่ะนะ” เขาพึมพำด้วยความสมเพช ก่อนชี้ปากกระบอกปืนไปที่ร่างในผ้าคลุมบนพื้นโดยที่สลักปืนขยับเองโดยอัตโนมัติ “เพราะฉะนั้นก็ตายด้วยของชั้นต่ำก็แล้วกันนะ”

เฟลอสแสยะยิ้มอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะลั่นไกสองครั้งติด ลูกกระสุนเข้าเป้าที่ตำแหน่งกลางหน้าผากของทั้งสองคนอย่างแม่นยำ ร่างบนพื้นกระตุกเบา ๆ ก่อนจะแน่นิ่งไปพร้อมกับเลือดที่เริ่มไหลนองพื้น ชายหนุ่มทิ้งปืนลงบนพื้นอย่างไม่ไยดีพร้อมกับมองร่างไร้วิญญาณอย่างเหยียดหยาม

เสียงฝีเท้า และเสียงปืนอีกชุดหนึ่งดังขึ้นเรียกให้เขาเงยหน้าขึ้นมาไปตามทิศของเสียง “เจ้าพวกนั้นมาแล้วสินะ ดมกลิ่นไวจริงเชียว” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูถูก “แต่ก็เอาเถอะ ก็ไม่ได้หวังว่าเจ้าพวกชั้นต่ำมันจะทำสำเร็จมาตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่นะ”

แต่ก็ไม่เสียเวลาจริง ๆ ที่ลงมาในเมือง

เฟลอสขยับยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับก้าวออกมาจากกองเลือด ดวงตาสีแดงมองไปทางทิศที่เซดริกวิ่งจากไปอีกครั้ง “ชักจะถูกใจแล้วสิ เซดริก เอเลนอฟ” สิ้นคำพูด ที่ตรงนั้นก็ว่างเปล่า ทิ้งให้รอบข้างเต็มไปด้วยความอลหม่านเช่นเดิม...

###

“บ้าที่สุด” เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นอย่างต่อเนื่องในสถานที่หนึ่งที่แออัด และมืดสลัว ใบหน้าที่เคยอยู่ใต้ผ้าคลุมของหลาย ๆ คนเต็มไปด้วยความโกรธ และเคียดแค้น

“ไอ้พวกนั้น...หนอย!!”

“ไอ้ระยำพวกนั้นมันเคลื่อนไหวได้ไงวะ!!?”

และอีกต่าง ๆ นานาตามด้วยคำสบถอันหยาบคายดังระงมจนฟังไม่ได้ศัพท์ จนใครคนหนึ่งหันมามองที่ชายคนหนึ่งที่ยืนพิงกำแพงอยู่ข้าง ๆ หน้าต่างอย่างสงบ “เพราะเจ้าคนเดียว เบสเตอรอยด์! เพราะเจ้าให้พวกเราออกโจมตีตอนกลางวันแสก ๆ แบบนี้” เขาว่าอย่างโกรธเกรี้ยว และชี้ไปที่หน้าของชายคนนั้น “เป็นเพราะเจ้าทำให้พวกเราโดนจับไปเยอะขนาดนี้!!”

แต่คนถูกว่ายังคงนิ่งงัน ทำให้อีกฝ่ายเลือดขึ้นหน้ามากกว่าเดิม และเดินกระทืบเท้าไปหาด้วยความโมโห “อย่ามัวแต่เงียบสิเฟ้ย!!” เขาตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ แต่แล้วใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวก็หายไป แทนที่ด้วยความเจ็บปวดเมื่อโดนถีบท้องอย่างแรง จนร่างทั้งร่างลอยหวือไปชนกลุ่มคนข้างหลัง

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินที่หลับตาอยู่ ค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีแดงอมชมพูที่สงบนิ่ง รังสีบางอย่างแผ่กระจายออกมารอบตัว สร้างความกดดันให้กับสถานที่นั้นจนหลายคนเผลอกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว

“ใจเย็นเพื่อนข้า” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงห้าวดังก้อง “การโจมตีครั้งนี้ไม่เสียแรงเปล่าแน่นอน”

“ไม่เสียแรงเปล่าอย่างไรหัวหน้า? ก็ในเมื่อ...”

เมื่อมีคนถามขึ้น ‘หัวหน้า’ ก็ขัดทันที “เพราะมันทำให้พวกเลือดบริสุทธิ์นั่นรู้ว่า พวกเราไม่กลัวพวกมันแม้ว่าจะเป็นตอนกลางวันก็ตามที” เขาตอบเสียงเรียบ ทำให้เกิดเสียงฮือฮาในหมู่คนที่เหลือ หลายคนมองหน้ากันไปมาราวกับกำลังปรึกษากัน

“สำหรับพวกพ้องที่ถูกจับไป ก็ขอให้ถือว่าเป็นเกียรติที่ได้เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งของพวกเรา เป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเราไม่ได้เป็นพวกไก่อ่อน!” สิ้นคำพูดนั้น ความโกรธเคืองก็หายไปจากใบหน้าของหมู่คนที่เหลือ ตามมาด้วยเสียงเฮดังลั่นกึกก้อง

“พวกเลือดบริสุทธิ์จงสาบสูญ**!!”**

ชายหนุ่มผมน้ำเงินเข้มกระตุกยิ้มบาง ๆ เมื่อเห็นว่าการดับไฟเป็นผล          “พวกเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เรายังคงต้องเก็บแรงไว้สำหรับครั้งต่อไป” เขาเอ่ย         เสียงเรียบ จากนั้นทั้งห้องนั้นก็เหลือเพียงเขาคนเดียว

ไม่สิ...ไม่คนเดียวอีกต่อไป

“พูดได้ดีนี่ จัสติน เบสเตอร์รอยด์” เสียงทุ้มลึกดังขึ้นจากความว่างเปล่าก่อนที่จะปรากฏร่างของชายคนหนึ่งในเครื่องแต่งกายสีดำ เรือนผมสีทองแซมเงินพลิ้วไหวเล็กน้อยด้วยแรงลมอ่อน ๆ

‘จัสติน เบสเตอร์รอยด์’ ไม่มีอาการตกใจใด ๆ กับการปรากฏตัวของผู้มาเยือน แต่กลับหันขวับไปมองอย่างไม่สบอารมณ์ “ทำไมเจ้าถึงแนะนำไปแบบนั้น?” เขาถามด้วยความหงุดหงิด “รู้ไหมว่ามันทำให้พวกข้าเสียกำลังคนไปมากแค่ไหน เฟลอส?”

ใช่...เขาโกรธไม่ต่างจากลูกน้องพวกนั้น แต่ในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้า ย่อมแสดงท่าทีแบบนั้นออกไปไม่ได้

ไม่อย่างนั้นคงไม่ต่างอะไรจากการเอาน้ำมันไปราดกองไฟ

“ข้ารู้ ๆ เบสเตอร์รอยด์” เฟลอสยอมรับแต่น้ำเสียงไม่ค่อยทุกข์ร้อนเท่าใดนัก “แต่ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เจ้าพูดนั่นแหละ”

“หึ” จัสตินแค่นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันมายืนประจันหน้ากับอีกฝ่าย “แล้วมีอะไร?”

“อ้า ข้าเกือบลืมไปเสียสนิท” ว่าแล้ว แวมไพร์หนุ่มก็ดีดนิ้วดังเป๊าะราวกับเพิ่งนึกเรื่องที่สำคัญที่สุดได้ “ผลการประชุมของสภาแวมไพร์...ต่อจากนี้ไป จะไม่มีการอ่อนข้อให้ ‘พวกเลือดผสม’ อีกแล้วหากโจมตีมนุษย์อีกครั้ง และคราวนี้จะตั้งหน่วยตรวจการณ์ในทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศที่พวกเจ้าเคยโจมตี” เขาร่ายยาวขณะเดินไปเดินมารอบห้อง

“มาตรการคราวนี้รัดกุมกว่าเดิม เพราะฉะนั้นหากพวกเจ้าไม่เตรียมตัวมา     ดี ๆ หรือมีแผนเจ๋ง ๆ แล้วล่ะก็...โดนจับหมดแน่”

“จะบอกว่าคราวนี้ ยังไง ๆ ก็ไม่รอดงั้นเรอะ?”

“โถ ๆ ข้ายังไม่ได้พูดแบบนั้นเลยนา ท่านหัวหน้า” เฟลอสตอบด้วยน้ำเสียงกวนประสาทพร้อมกับโบกมือไปมาราวกับจะบอกว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร “แค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอแล้ว”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อะไร?”

ดวงตาสีแดงประกายวาววับเจ้าเล่ห์ก่อนจะตอบ “วางระเบิดที่ศูนย์กลางของพวกเลือดบริสุทธิ์ทุกประเทศซะ” แล้วเขาก็ขยับยิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นช่างเย็นเยียบเสียจนคนมองอดขนลุกไม่ได้ “แม้ที่อื่นไม่สำเร็จ แต่ที่โรมาเนียที่ต้องสำเร็จ ข้าจะช่วยเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยให้”

จัสตินไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้ารับเงียบ ๆ ทำให้อีกฝ่ายขยับยิ้มด้วยความพอใจ “งั้นข้าไปล่ะ”

“เดี๋ยวเฟลอส”

แวมไพร์หนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “อะไรรึ?”

จัสตินเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายก่อนจะจ้องไปที่นัยน์ตาสีแดงก่ำตรง ๆ “ทำไมเจ้าถึงหักหลังเผ่าพันธุ์ตัวเองแบบนี้?” เขาถามเสียงเรียบ และเต็มไปด้วยความสงสัย “ทำไมเจ้าถึงมาร่วมมือกับพวกเรา?”

เฟลอสกระตุกยิ้ม ก่อนจะระเบิดหัวเราะดังลั่นอย่างไม่รักษามาด จนทำเอาคนถามขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ขำอะไรของเจ้านักหนา!?” ในที่สุดก็ถามอย่างเหลืออด

“ที่แท้ก็กลัวข้าหลอกหรอกหรือเนี่ย?” ชายหนุ่มผมทองแซมเงินถามเสียงสั่นเพราะพยายามกลั้นหัวเราะ “ไม่ต้องห่วงเบสเตอร์รอยด์ ข้าไม่หักหลักพวกเจ้าหรอก เพราะเหตุผลของข้า...ก็เหมือนกับของเจ้านั่นแหละ”

“ทำลายพวกเลือดบริสุทธิ์ให้สิ้นซาก” จัสตินเอ่ยต่อเสียงเบาพร้อมกับแววตาที่เป็นประกายกล้าราวกับได้รับพรอันสูงสุด

สิ้นคำ ร่างของผู้มาเยือนก็ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับความคิดสุดท้ายที่อีกฝ่ายไม่มีวันล่วงรู้ ข้าไม่หักหลังพวกเจ้าหรอก เบสเตอรอยด์

แล้วริมฝีปากลอบยกยิ้มเจ้าเล่ห์โดยไม่มีใครได้ทันสังเกต

ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น

TO BE CONTINUED​

ความคิดเห็น