ในสวนฝัน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางสายนี้แสนจะลำบาก

ชื่อตอน : ทางสายนี้แสนจะลำบาก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 638

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2562 15:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางสายนี้แสนจะลำบาก
แบบอักษร

​เมื่อขึ้นรถม้าที่จอดรอหน้าจวนอ๋อง ชิงเฟิงก็นั่งนิ่งไม่กล่าววาจาใดอีกจนกระทั่งเปาเปาจัดของทึ่ต้องนำไปเรียบร้อย รถม้าจึงค่อยๆเคลื่อนตัวออกไป ชิงเฟิง เปาเปา และคนบังคับม้าอีกสองคน ค่อยๆออกห่างจากตัวเมืองไปเรื่อยๆด้วยความเงียบ รถม้าลัดเลาะไปตามเส้นทางสายหลัก ผ่านหมู่บ้านและภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี ก่อนจะแยกไปอีกเส้นทางที่เป็นทางสายรองเพื่อตรงไปที่บ้านเก่าแก่ของตระกูลอ๋องสามที่ห่างไกลเมืองหลวงพอสมควร แรกๆการเดินทางก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก แต่พอแยกมาตามทางที่มุ่งสู่เขตบ้านเก่าของตระกูลอ๋องก็เริ่มส่อเค้าความลำบาก เพราะผิวถนนที่ขรุขระ และลาดเอียงในบางจุด เนื่องจากไม่ค่อยมีใครสัญจรไปมาบนเส้นทางนี้ ชิงเฟิงกระเด้งกระดอนอยู่ภายในรถม้าจน กระดูกกระเดี้ยวแทบหัก กัดฟันข่มความโกรธที่กำลังพุ่งขึ้นมาอีกระลอก เมื่อนึกถึงอ๋องน่าตายผู้นั้น เปลืองเนื้อเปลืองตัวแล้วยังต้องมาตกระกำลำบากอีก

เอี้ยด!!  โครม... โป้ก...โอ้ย....

ชิงเฟิงหัวคะมำไปข้างหน้าอย่างแรกฟากกับผนังรถม้าจนร้องอุทานออกมา เมื่อรถม้าตกหลุมดินอย่างแรงสะเทือนไปทั้งหลัง จนคานรองรถม้าหักเอียงกระเท่เล่ เมื่อทรงตัวได้ชิงเฟิงก็ตะเกียกตะกายออกมาด้านนอก อย่างทุลักทุเล เปาเปารีบเข้ามาช่วยพยุง

"พระชา...คุณหนู! ท่านเป็นอะไรหรือไม่?"

"เกิดอะไรขึ้น?"

"รถม้าตกหลุม พังไปแล้วเจ้าคะ เห็นทีเราจะต้องเดินเท้าไปตาอแล้วเจ้าค่ะ"

เปาเปาเอ่ยเสียงเคลือ จะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้ ทั้งสงสารทั้งเห็นใจผู้เป็นนายอย่างที่สุด ชิงเฟิงหันมองไปรอบๆบริเวณที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูง มีเพียงเส้นทางเล็กๆแค่พอให้รถม้าวิ่งผ่านไปได้เท่านั้น แต่รถม้ากลับมาพังเสียได้

"อีกนานมั้ย กว่าจะถึงที่หมาย"

"เดินเท้าไปตามทางสายนี้อีกสองชั่วยามก็ถึงแล้วขอรับ"

ห๊ะ!? นี่ยังต้องเดินอีกตั้งสี่ชั่วโมงเลยเหรอ ชิงเฟิงกรอกตามองบนอย่างอดกลั้นสุดๆ พ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง เดินแค่นี้จะเป็นไรไปถ้าเมื่อคืนไม่ได้ทำอะไรมา แต่ข้าเจ็บ.......ขา

กัดฟันเสียงดังกรอดๆอย่างโมโหในโชคชะตาอันเลวร้ายของตัวเอง เเหงนหน้ามองฟ้ายามบ่ายไร้แสงอาทิตย์ เมฆหมอกดำทมึนและดูต่ำกว่าปกติ

ครึ้ม.... เสียงฟ้าร้อง ย้ำเตือนความจริงว่าฝนห่าใหญ่กำลังจะมาในไม่ช้า ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว

"รีบไปเถอะ" 

ชิงเฟิงมุดเข้าไปเอาห่อสัมภาระของตนแล้วออกเดินนำไปก่อน เปาเปารีบหอบเอาสัมภาระบางส่วนแล้วรีบวิ่งตามนายสาวไปติดๆ ปล่อยให้คนบังคับม้า ขนสัมภาระที่เหลือบรรทุกใส่หลังม้า ทิ้งรถม้าหักพังเอาไว้เบื้องหลัง

เดินมาได้ครึ่งชั่วยามฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา ชิงเฟิงจำใจเดินฝ่าสายฝนเพราะไม่มีที่ให้พักหลบฝน จึงต้องเดินลุยไปข้างหน้าท่ามกลางดินโคลนเฉอะแฉะ ลื่นไถล ล้มลุกคลุกคลานหลายรอบ แต่ยังคงเดินไปข้างหน้ามิได้หยุด

เมื่อซ้ำเติมชิงเฟิงจนสาแก่ใจแล้ว ฝนก็หยุดลงในที่สุด

"คุณหนู...นั่น!"

เปาเปาแหกปากร้องอย่างยินดี ชี้นิ้วอันสั่นเทาไปข้างหน้าด้วยดางตาเป็นประกาย ชิงเฟิงมองตามไปอย่างเหนื่อยๆ นางปวดเหมื่อนเหนื่อยล้าไปทั้งตัว ร่างกายปวดร้าวไปหมด แขนขาแทบจะหลุดออกจากร่าง

บนเนินเขาเตี้ยๆที่สุดปรายทางเดินมีบ้านขนาดกลางตั้งเด่นอยู่หลังลำธารสายเล็ก เวลาโพล้เพล้เต็มทีเเล้ว ในที่สุดก็มาถึงจนได้

ชิงเฟิงรีบเร่งขาอันสั่นเทาและปวดบวมของตัวเองมุ่งไปข้างหน้าทันที ในที่สุดก็มาถึงลำธารบ้านก็หยุดลง   เปาเปาข้ามลำธารไปก่อน วางสัมภาระและกำลังจะข้ามกลับมาเพื่อช่วยนายสาวของตน

ชิงเฟิงยืนนิ่ง มองสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆอย่างเก็บข่มความรู้สึก แม้จะไม่ได้รักชอบอ๋องสาม แต่เขาก็ไม่ควรหักหาญน้ำใจเฉดหัวนางออกมาทันทีที่ได้ตัวนาง ควรจะให้นางได้พักร่างกายบ้าง ภพก่อนแม้จะใช้ร่างกายเปลืองแค่ไหน ก็ยังได้สรรหาข้าวของเครื่องใช้มาปรนเปรอตัวเองให้มีความสุขบ้าง 

ช่างเถอะ.....

เสื้อผ้า ชุดกระโปรงของนางเปียกชุ่ม เลอะไปด้วยดินโคลนจึงทรุดร่างลงนั่งยองๆข้างลำธารเพื่อจะวักน้ำขึ้นมาทำความสะอาด  

ว้าย!!...ตู้ม....

ชิงเฟิงลื่นไถลพลัดตกหัวทิ่มลงไปในลำธาร ตะเกีบกตะกายลุกนั่งอย่างหมดท่าในน้ำที่ลึกแค่เข่า ท่ามกลางความตกตะลึกของเปาเปาและคนบังคับม้าอีกสองคนที่เห็นเหตุการณ์ ชิงเฟิงทั้งโกรธทั้งอาย สองมือกำแน่นข้างลำตัว ก้มหน้างุด ตัวสั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ พอกันที!

ข้า.จะ.ไม่.ทน.แล้ว

  " กรี้ดดด.....  ไอ้อ๋องบ้า...ไอ้ชั่ว...ไอ้เลว...สาระเลว...ชั้นจะไม่ทนแล้วนะ เห็นชั้นเป็นอะไร...ชั้นเกลียดแก...เกลียดๆๆๆ"

ชิงเฟิงระเบิดอารมณ์ที่เก็บกดมาทั้งวัน แหงนหน้าร้องไห้ฟูมฟาย หลับหูหลับตา กรีดร้อง ด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย ราวกับเด็กที่ถูกขัดใจ สองมือสองเท้าฟาดงวงฟาดงาตีน้ำในลำธารแตกกระจาย

เปาเปาและคนบังคับม้าต่างตกตะลึก ยืนมองตาค้าง ไม่คิดว่าคุณหนูตระกูลสูงอย่างชิงเฟิงจะมีกริยาเช่นนี้ได้

เป็นนานที่ชิงเฟิงตีโพยตีพาย ร้องไห้ห่มร้องไห้กับตัวเองจนเป็นที่พอใจ จึงได้หยุดลง ลุกจากลำธาร เช็ดน้ำตาสั่งขี้มูก ก่อนจะวักน้ำทำความสะอาดเนื้อตัวและเสื้อผ้าของตนเงียบๆ

"คุณหนู....ท่าน?..เอ่อ..."

"ข้าสบายดี เข้าบ้านกันเถอะ"

พูดจบก็เดินลุยน้ำตูมๆไปทางเรือนพักราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคน

"พระชายาคงมิได้บ้าไปแล้วนะ"  คนบังคับม้าป้องปากกระชิบกระซาบกันเสียงเบา

"นั่นน่ะสิ"

"พวกเจ้ามัวกระซิบกระซาบอะไรกัน รีบเอาสัมภาระไปเก็บในบ้าน คุณหนูของข้าจะได้พักผ่อน"

"ขอรับแม่นางเปาเปา"

หลังจากวันนั้นชิงเฟิงก็ล้มป่วย นอนซมอยู่บนเตียงไม้เก่าๆอยู่หลายวัน กินข้าวกินน้ำไม่ได้จนร่างกายซูบผอม

"โถ่คุณหนู...ท่งคงเสียใจมากจนล้มป่วย ไม่ยอมกินข้าวกินปลา ท่านอ๋องก็ใจร้ายกับคุณหนูนัก"

เปาเปาเปรยเบาๆข้างเตียงคนไข้ พยายามป้อนยาเพื่อลดไข้ แต่ก็ไหลทิ้งมากกว่าจะได้กินเสียอีก

แค๊กๆๆ....ชิงเฟิงสำรักยา ไอแห้งๆจนปวดไปทั้งทรวงอก ค่อยๆปรือเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมองความเป็นไปรอบๆตัว

"คุณหนูท่านฟื้นแล้ว ข้าเป็นห่วงแทบแย่ ท่านจะทรมานตัวเองเพื่อท่านอ๋องไปทำไม ลุกขึ้นมากินข้าวกินปลาก่อนเถอะ"

ห๊ะ!?....เพื่อใครนะ  ข้าป่วยเพราะโดนฝนต่างหาก ที่กินไม่ได้เพราะพิษไข้ ไม่ได้เกี่ยวกับอีตาอ๋องสาระเลวนั่นซักหน่อย อ้าปากจะค้านแต่ก็คอแห้งจนแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา

"พยุงข้า..ลุกที"

เปาเปาทำตามอย่างว่าง่าย รีบช่วยพยุงนายสาวลุกนั่งพิงหัวเตียงแล้วเอาผ้าคลุมให้จนถึงอก

"ข้าหิวแล้ว มีอะไรกินบ้าง"

"ข้าจะรีบไปทำอาหารอ่อนๆมาให้ท่าน รอซักครู่เจ้าค่ะ"

เปาเปาดีใจที่ชิงเฟิงอยากอาหาร จึงรีบลุกไปเข้าครัวทำอาหารให้นายสาวทันที

-------------------------------------

หลังจากที่สั่งปลดชิงเฟิงจากตำแหน่งพระชายาและเนรเทศไปจากจวนแล้ว อ๋องสามก็ออกเดินทางอย่างลับๆ ตามขบวนรถม้าของชิงเฟิงไปจนถึงเขตบ้านเก่าของตระกูลเพื่อส่งนาง ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ ก็ได้ยินเสียงคนตกน้ำเสียงดัง  ตู้ม!!.... 

ตามมาติดๆด้วยเสียงกรีดร้อง  ด่าทอตนอย่างหยาบคายของชิงเฟิง อ๋องสามยืนตะลึงจ้องสาวงามที่กำลังตีน้ำแตกกระจาย เสียงด่าทอของนางไม่ได้ทะลุเข้ามาในหูแม้แต่น้อย 

เขาเห็นเพียงสาวงามรูปร่างอรชรกำลังวักน้ำเล่นอย่างอริสระเสรี เสื้อผ้าของนางเปียกหลู่ไปกับทุกส่วนของร่างกาย มองดูเย้ายวนตายิ่งนัก รอยยิ้มมุมปากหยักขึ้นแรกน้อยก่อนจะหายไปทันที อ๋องสามกระโดดใช้วิชาตัวเบาดีดตัวออกไปจากตรงนั้นก่อนจะหายลับไปท่ามกลางดงไม้

กลับมาถึงจวนก็ตรงไปที่เรือนพักของตนทันที ยกมือผลักประตูเข้าไปเบาๆ

"ท่านอ๋อง...เหลียนเออร์มารอท่าน นานแล้ว"

เสียงหวานหยาดเยิ้มดังเบาๆมาจากเตียงนอนหลังใหญ่ อ๋องสามหันขวัญไปมองทันทีอย่างไม่ชอบใจ เขาไม่เคยอนุญาติให้ใครเข้ามาในห้องส่วนตัวของเขาเลยแม้ซักครั้งนอกจากองครักษ์คนสนิท

สนมเหลียนนอนเปลือยกายอวดเรือนร่างอวบอึ๋มขาวโพลนท่ามกลางแสงเทียนวิววับ มีเพียงผ้าแพรผืนบางที่มองเห็นได้ทะลุปรุโปร่งคลุมไว้อย่างเท่านั้น ดวงตาเย้ายวนเชิญชวนทอดมองอ๋องสามอย่างไม่ปิดบัง สาวเจ้าพลิกร่างขึ้นมาเท้าคางมองทอดสะพาน เต้าอวบใหญ่แนบกับพื้นจนล้นออกด้านข้าง

"เจ้าเข้ามาได้อย่างไร"

สนมเหลียนป้องปากหัวเราะคิกคัก วันนี้นางดีใจมากที่นังชิงเฟิงระเห็ดออกไปจากที่นี่ได้เสียที จึงอาบน้ำ อบดอกไม้ให้หอมไปทั้งตัวแล้วมารออ๋องสามในห้องของเขา มั่นใจว่าตัวเองมีดีกว่านั่งชิงเฟิงนั่นเป็นร้อยเท่า

"เรือนพักของเหลียนเอ๋อ หนาว..เหลือเกิน เตาผิงก็ไม่พอให้ความอบอุ่น จึงมารอท่านที่นี่เพคะ"

แม้จะไม่ชอบใจที่สนมเหลียนเข้าห้องนอนของตนโดยพละการ แต่ก็อดใจต่อเนื้อหนังมังสาไม่ได้ วัวเคยค้าม้าเคยขี่  ม้าสาวมารอให้ควบถึงที่จะปฏิเสธก็เสียเชิงชาย จึงตรงไปที่เตียงก้มลงจูบกับสนมเหลียนที่เผยอปากรออยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะช้อนร่างอวบอิ่มขึ้นอุ้ม พาออกจากห้องของตน เดินลัดเลาะไปตามทางเชื่อม ไม่ช้าก็ถึงเรือนพักของสนมเหลียน วางร่างอวบลงกับเตียงเบาๆ สลัดเสื้อผ้าของตนออกอย่างรวดเร็วก่อนจะขึ้นควบขับม้าสาว ที่นอนรอท่าให้ขุนศึกถือทวนเข้ายึดครอง

เสียงครวญครางเร่าร้อนเงียบไปแล้ว พร้อมกับ ตะเกียงในห้องดับลง อ๋องสามลุกออกจากเตียงไปทันทีที่เสร็จกิจ เลิกสนใจสนมเหลียนที่นอนอมยิ้มหลับตาพริ้มอย่างสุขสม ร่างสูงสง่าเดินกลับห้องพักของตนไปอย่างเงียบเชียบ

ทั้งๆที่เพิ่งเสร็จกิจจากสนมเหลียนมาหมาดๆ แต่อ๋องสามกลับยังไม่รู้สึกอิ่มเอม ยังคงมีความต้องการทางกายอยู่เป็นอย่างมาก จึงลุกออกจากห้องไปท่ามกลางความมืดยามราตรี


"คุณหนูท่านจะรีบลุกไปไหนแต่เช้าเจ้าคะ?"

"ข้าจะไปสำรวจรอบๆบริเวณบ้านเสียหน่อย นอนป่วยอยู่หลายวันไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง"

"แต่สีหน้าท่าน ยังดู...ไม่ค่อยดีเลย"

เปาเปามองใบหน้าซีดเซียวของนายสาวที่กำลังจะเดินออกจากบ้านอย่างเป็นกังวล ไม่อยากให้รีบออกไปตากลมข้างนอก กลัวอาการป่วยจะกลับมาอีก

"ข้าหายดีแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ข้าไปก่อนนะ"

ไม่รอให้อีกฝ่ายคัดค้านก็เดินลิ่วออกจากบ้านไปทันที อุดอู้อยู่ในบ้านตั้งหลายวัน เบื่อจะแย่ มิสู้ออกไปหาอะไรทำข้างนอกดีกว่า ยังดีที่รอบๆบ้านมีพื้นที่กว้างขวางพอให้ได้ทำการเพาะปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้กินได้บ้าง ไม่งั้นคงลำบากเรื่องการกินการอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ก็บ้านนี้อยู่ไกลผู้ไกลคนเสียขนาดนี้

 เชอะ...คิดว่าจะให้เรามาอดตายที่นี่ ฝันไปเถอะ! ข้าจะต้องหาทางหย่าและโบยบินไปจากที่นี่ ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีให้ได้ สามีน่ะหรือ? ลืมไปได้เลย....

คนสารเลวเช่นนั้น ไม่มีเสียยังดีกว่า นึกแล้วก็ยังเจ็บใจในความโง่งมของตัวเองไม่หาย อย่าไปคิดถึงให้เสียสุขภาพจิตเลย ช่างมันเถอะ....

##########################



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น