Opera (โอเปร่า)

ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่กดเข้ามาอ่านนิยายของไรท์ ไรท์รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถมอบความสุขให้กับทุกคนได้ ติดตามนิยายเรื่องใหม่ๆของไรท์ได้เรื่อยๆเลยน๊าาา

ชื่อตอน : 02

คำค้น : พี่น้อง ,สีอ่อน, ขามป้อม, ต่างสายเลือด

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 93

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2562 22:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
02
แบบอักษร



02​


เสียงบริการสนามบิน



ปึก!


กระเป๋าใบโตถูกยกออกจากที่เก็บสำภาระ ร่างขามป้อมเดินรากกระเป๋าเดินไปตามทางสายตาสอดส่องหาผู้มารับ สักพักก็รู้สึกถึงแรงสะกิดด้านหลัง ผมหันหน้ากลับไปมองพบชายหนุ่มผมสีบรอน ใส่แว่นหน้าเต๋อ ตัวสูงเพียว อายุอาราวรุ่นลุงกำลังยิ้มหน้าบานอยู่ตรงหน้า นี่คงอาจจะเป็นคนมารับเขาก็เป็นได้ มองยังไงก็ไม่ใช่คนเมกาโดยกำเนิด เผลอๆ อาจดูเหมือนคนเกาหลีซะมากกว่า


"สวัสดีครับคุณขามป้อม ผมชื่อ พิงกั๋ว ได้รับหน้าที่มาเป็นคนดูแลเรื่องจัดหาที่พักตามคำสั่งของท่านยุทกรครับ


"เอ่อ ครับลุงพิงกั๋ว งั้นไปกันเถอะครับ"


ผมเอ่ยบอกก่อนที่เราทั้งสองจะเดินออกจากสนามบิน เมืองห่างใกล้ผู้คนที่ผมรู้จัก "แบบนี้ก็ดีแล้วไงขาม! นายก็รู้ว่าพี่สีอ่อนจะหมั้นแล้ว นายไม่ควรจะคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่เป็นไร! นายต้องเริ่มต้นใหม่ ลืมเรื่องทุกอย่างกี่ยวกับเขา จำแค่ว่าตัวนายคือคนที่เขาเกลียด คนที่เขาไม่อยากมอง.." ผมฮึดบอกตัวเอง ถ้าพี่เขาไม่อยากจะให้ผมเจอหน้าผม ไม่อยากให้ผมอยู่กวนใจ ในวันนี้ผมขอเริ่มต้นใหม่แล้วกัน ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ทำไหมข้างในใจลึกๆ มันกลับไม่ใช่แบบนั้น รู้สึกถึงแรงสังหรณ์ใจไม่ดี..


"บ้านพักหลังนี้คุณท่านให้ผมเตรียมไว้ให้คุณขามแล้วนะครับ และเรื่องการเรียนผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในวันพรุ่งนี้นะครับ..ขาดเหลืออะไรแจ้งผมได้ทุกเมื่อครับ"


ผมมองตัวบ้านและรอบๆ บ้านชั้นเดียวน่าอยู่ ข้างนอกบรรยากาศค่อนข้างเย็นสบาย ตัวบ้านทำด้วยปูนและไม้สวยงามลวดลายมีมิติ ผมชอบ..


"ขอบคุณมากครับลุงพิงกั๋ว ถ้าเกิดผมขาดเหลืออะไรเดี๋ยวผมจะบอกอีกทีครับ ลุงไปพักเถอะครับ"


"ครับ.."


เมื่อผมพูดจบ คุณลุงก็เดินไปขึ้นรถและขับออกไปทันที พอรถเคลื่อนตัวออกไปพ้นสายตา ผมก็หันกลับสนใจบ้านอีกครั้งก่อนเดินเข้าไปข้างใน


อีกสองวันคือวันเปิดเรียนของผม ซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งดีสำหรับผมเพราะจะได้พักผ่อน ผมเดินสำรวจในบ้านพักใหญ่ก่อนเดินเอาของไปจัดเก็บ ผมสังเกตเห็นว่ามีบ้านคนอยู่ใกล้ๆ ผมสามสี่หลัง แต่นั้นก็ดีจะได้ไม่เงียบจนเกินไป ผมทำอะไรค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเพราะยังรู้สึกระบมที่ก้นอยู่ถึงไม่ค่อยมากแต่ก็รู้สึกเจ็บ เมื่อนึกถึงเขาคนนั้นสายตาแห่งความเศร้าก็เกิดขึ้น ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วที่เขาโดนอีกฝ่ายแกล้ง ทำให้อับอาย โดนเกลียดมาตั้งแต่เด็กแล้วนิเขาควรจะชินได้แล้ว เขาเพียงแค่รอวันหนึ่งวันที่เขามีเงินเก็บมากพอโดยไม่ต้องขอพ่อแม่ เขาจะออกไปใช้ชีวิตใหม่ออกไปให้พ้นหน้าพี่สีอ่อนทันที.



สีอ่อน..

"แม่! ขามไปไหน ทำไมผมไม่เห็นมันเลย" พอผมอาบน้ำเสร็จ สมองก็สั่งให้เดินตรงดิ่งไปห้องอีกคนด้วยใจร้อนรนแต่พอเข้าไปกลับผมแต่ความว่างเปล่า เสื้อผ้าที่เคยแขวนใส่ในตู้กลับไม่มี "มันหายไปไหน.! " ผมเดินลงไปด้านล่างด้วยความกระสับกระส่ายตรงไปหาผู้เป็นแม่ที่นั่งจิ๊บชาอยู่ห้องรับแขกก่อนเอ่ยถาม


"น้องขามไปแล้ว น้องไม่ได้บอกหรอลูกว่าน้องได้ทุนไปเรียนที่เมกา พึ่งออกไปเมื่อช่วงสายนี่เอง"


"เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมมันไม่บอกผมคิดจะไปก็ไปหรือไง" ผมหลับตาลงระงับความโกรธที่กำลังจะพลุพลานขึ้น "มึงคิดหนีกูหรอ" เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเองเบาๆ อย่าคิดว่าจะหนีพ้น ยังไงซะมันก็เป็นของของเขา เป็นของเล่นที่เขายังไม่นึกเบื่อ เพราะฉะนั้นมันจะหนีไปไหนไม่ได้..


"เรื่องน้องเอาไว้ก่อน แม่มีอะไรจะคุยกับลูกพอดีเรื่องหมั้น"


"ผมยังไม่พร้อม! " สีอ่อนเอ่ยบอกผู้เป็นแม่เสียงแข็ง เขายังไม่พร้อมจะมีใคร ยังไม่คิดอยากจะมีคู่ชีวิต


"แต่ทางนั้นเขาโทรมาคุยกับพ่อและแม่แล้วนะสีอ่อน งานหมั้นจะจัดขึ้นในเดือนหน้า" ผู้เป็นแม่ยังเอ่ยบอก ทางนั้นดูจะเร่งรีบเป็นพิเศษ ตัวเขาก็ไม่รู้ทำยังไงเพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนมาตั้งนาน


"มันไม่เร็วไปหน่อยหรอครับ หึ! หรือทางนั้นร้อนเงินจนตัวสั่น เห็นว่าบริษัทกำลังจะล้มละลายไม่ใช่หรอ คิดจะมาเกาะหรือไง" ผมพูดออกไปด้วยความโมโห


"สีอ่อน! อย่าพูดยังไง" ผู้เป็นแม่เอ่ยห้ามปราม แต่ถึงอย่างนั้นคุณหญิงรวีภาก็อดคิดตามไม่ได้


"ก็ได้ครับ อีกหนึ่งเดือนใช่ไหม ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัว.." ผมกล่าวลาก่อนจะเดินออกไปด้วยความไม่สบอารมณ์ แต่ถึงอย่างนั้นคนอย่างเขาก็ไม่มีใครบังคับเขาได้ และอีกอย่างเขายังสนุกกับของเล่นอยู่เลย เมื่อนึกถึงช่วงเวลาเมื่อคืนวานกายบางเปลือยเปล่าที่ขยับล่อนด้านบนของเขาพร้อมใบหน้าหวานขึ้นสีแดงหลับตาพริ้มก็อดไม่ได้ที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้น


"หึ! ลูกเมียน้อยอย่างมึงอย่างหวังว่าจะได้มีความสุข"


ตั้งแต่วันนั้นวันที่แม่พามันเข้า ชีวิตผมก็ดูเปลี่ยนไป เด็กผู้ชายร่างบางผิวขาวจัดเดินเข้ามาพร้อมแม่ท่าทางที่ดูใสซื่อ หึ! ยังไงผมก็คิดว่ามันดูเสแสร้งซะมากว่า


"สีอ่อนลูก มานี่เร็วแม่พาใครมาแนะนำ นี่ขามป้อม จะมาเป็นน้องของลูก"


"ไม่! ผมไม่มีน้องและไม่เคยมี ไอ้ลูกเมียน้อย.."


เด็กหนุ่มตัวโตตวาดสายตามองพร้อมชี้หน้าว่าด้วยความไม่พอใจเมื่อผู้เป็นแม่เอ่ยบอก


"สีอ่อน ลูกพูดอะไรออกมารู้ตัวบ้างไหม หยุดพูดจาใส่ร้ายน้องได้แล้ว.."


"พ่อเข้าข้างมันหรอ! ทุกคนเห็นมันดีกว่าผมหรอ"


"อย่าไร้เหตุผลสีอ่อน ถ้าลูกยังพูดจาแบบนี้อีก พ่อจะยึดบัตรทันที" ผู้เป็นพ่อตวาดใส่พร้อมขมขู่เพราะถ้าคืนยังไม่หยุดพูดวงเงินในบัญชีจะไม่มีให้ได้ใช้ ผู้เป็นพ่อหันไปมองเด็กชายอีกคนที่ยึดเอวจับข้างหลังผู้เป็นภรรยาอย่างหวาดกลัว น้ำตาคลอเบ้า ขามป้อมไม่ใช่ลูกเมียน้อยอย่างที่ลูกชายเขากล่าวหา


"พ่อ! มึงอย่าคิดว่าจะได้อยู่เป็นสุขในบ้านหลังนี้.." เด็กชายมองอีกคนด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะเดินออกไปไม่สนใจคำเรียกของผู้เป็นพ่อและแม่



1สัปดาห์ผ่านไป..

ผมอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้วตอนแรกๆ ก็ลำบากนิดหน่อยในหลายๆ เรื่องทั้งการปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ ในมหาลัยและการใช้ชีวิตประจำวันในแต่ละวันจนต้องพึ่งลุงพิงกั๋วบางครั้ง แต่ต่อจากนั้นก็เริ่มปรับตัวได้จนถึงนะตอนนี้.และผมก็ได้รู้จักเพื่อนบ้านใหม่หลังข้างๆ อีกด้วย เขาชื่อ "มาร์สั๋ว" รู้จักกันเพราะมีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องด้วยมีวันหนึ่งบ้านเขาเกิดไฟดับทำให้ต้องมาอยู่บ้านผมพักใหญ่รอไฟติด ขณะรอเราก็คุยกันไปมาจนรู้สึกถูกชะตา มาร์สั่วเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่เหมือนพี่สีอ่อน ใบหน้าคมคาย และอัธยาศัยดีอีกด้วย ทำให้เราทั้งสองสนิทกันอย่างรวดเร็ว นับจากนั้นเวลาผมหรือเขามีปัญหาเราก็จะช่วยกัน เพื่อนที่มหาลัยบอกว่าเขานั้นเป็นคนเย็นชา โหดร้ายไม่เคยมีใครได้เคยคุยกับเขาสักครั้ง แต่ผมกลับคิดตรงข้าม เพราะสิ่งที่ผมพบเจอมันไม่ใช่แบบนั้น มาร์สั่วใจดีกับผมมาก ถึงจะเป็นคนพูดไม่เก่งแต่เมื่อผมอยู่ด้วยแล้วคิดว่าสนุกและปลอดภัยมากกว่า มาร์สั่วเขาเป็นเพื่อนที่ดีกับผม ต่อให้ใครว่าเขาโหดร้ายยังไงเขาก็เป็นคนที่จิตใจดีสำหรับผม..



ตี๊ดด~ตี๊ดด

"ฮัลโล ว่าไงชาเลน.."เสียงหวานๆ เอ่ยถามปลายสายงัวเงียจากการตื่นนอน เมื่อเพื่อนอีกคน นามว่า "ชาเลน" โทรมาหา


[ฮัลโลขาม วันนี้ว่างไหมอะ เราจะชวนไปเลือกซื้อของ พอดีมีร้านเปิดใหม่เขาบอกว่าสวยมาก] ปลายสายเอ่ยชวนอย่างตื่นเต้น ต่างจากอีกคนที่รู้สึกเหมือนจะมีไข้อ่อนๆ


"วันนี้เราคงไปไม่ได้อ่ะ รู้สึกจะมีไข้นิดหน่อยนะ"ผมลุกขึ้นจากที่นอนช้าๆ แต่ตายังไม่คิดจะลืม


[แล้วเป็นไรบ้างหรือเปล่า ไปหาหมอไหม?] ปลายสายถามกลับด้วยความเป็นห่วงเพื่อนตัวเล็กของเขาร้อนรนกลัวจะเป็นหนัก


"ไม่เป็นไรมากหรอกแค่กินยาและนอนสักพักคงดีขึ้น ว่าแต่มีใครไปบ้าง"


[ก็มีไอ้สั่ว และเรานี่แหละส่วนจากั๋วมันติดธุระ]


"อืมม ไม่เหงานะ? " ผมถามออกไปเพราะกลัวว่าชาเลนจะเหงา อีกอย่างมาร์สั่วก็ไม่ใช่คนชอบพูด แล้วจะอยู่ด้วยกันได้ไหม ยิ่งสองคนนี้ผมไม่ค่อยเห็นจะพูดคุยกัน


[ไม่หรอกน่าอย่าคิดมาก แค่นี้นะเดี๋ยวซื้อของไปฝากพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วอีกอย่างรักษะ..ตี๊ด!] เอะ? เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าทำไมอยู่ดีๆ สายถึงตัด คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม ผมมองมือถืออย่างงุนงงก่อนจะวางมันไว้โต๊ะข้างๆ ก่อนลุกขึ้นไปกินยาและกลับมาล้มตัวลงนอน



ก๊อก~ก๊อก~ก๊อกก

"อืออ..." ร่างของขามป้อมลุกขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงคนเคาะประตู หันกลับไปมองนาฬิกาพบว่าใกล้จะมืดแล้ว ก่อนจะเดินไปที่หน้าประตูช้าๆ ด้วยร่างกายไม่สู้ดีนักจากพิษไข้ สงสัยจะชาเลนหรือเปล่าแวะมา


"ชาเลน มาละ..พะพี่สีอ่อน" แต่ก็ตกใจสุดขีดเมื่อไม่ใช่คนที่เข้าคิด แต่เป็นอีกคนที่เขาไม่ได้พบหน้ามาเป็นอาทิตย์ คนนั้นปรากฎตัวหน้าประตู



"หึ! หนีมาอยู่ที่นี่ ไม่คิดจะบอกกูเลยหรือไง"







กว่ารักนั้นจะสมหวัง

ย่อมผ่านความทุกข์และอุปสรรค์มากมาย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น