เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 74 ภารกิจปราบสัตว์อสูร

ชื่อตอน : บทที่ 74 ภารกิจปราบสัตว์อสูร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 291

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2562 12:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 74 ภารกิจปราบสัตว์อสูร
แบบอักษร

​“ใช่ครับ…ข้าคือถังเฟยหู่….แล้วอาจารย์ลุงคือ….” ถังเฟยหู่กล่าวออกไปด้วยความสงสัย เขานึกไม่ออกแม้แต่น้อยว่าคนตรงหน้านี้คือใคร เพียงแต่ทราบว่าถึงอย่างไรก็คงเป็นคนสกุลถังเหมือนกันก็เท่านั้น

ผู้อาวุโสถังทำสีหน้าอ่อนโยนพร้อมกับกล่าว “เจ้าโตขึ้นมากเลยนะ…ความจริงแล้วข้ารู้จักกับครอบครัวของเจ้าเป็นอย่างดีเลยละ…โดยเฉพาะตาของเจ้า พวกเราต่างก็เป็นคนของสกุลถังเช่นกัน แต่ก็มีความหลงใหลในศาสตร์แพทย์ไม่ต่างกัน พวกเราต่างก็ไปศึกษาวิชาความรู้จากสกุลเสินแห่งแพทย์เทวะ”

ถังเฟยหู่ฟังอย่างตั้งใจ ราวกับเขาได้ฟังเรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อนของครอบครัวตัวเอง ดวงตาของเขาเป็นประกายด้วยความชื่นชม แม้เขาจะไม่ทราบว่าสกุลเสินแห่งแพทย์เทวะคือสถานที่แบบใด แต่เขาคิดว่านามแพทย์เทวะที่ยินต้องยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก

“จริงสิ มาพูดถึงอาการบาดเจ็บของเจ้าดีกว่า…อ่อจริงสิ ครั้งสุดท้ายที่ข้าเจอกับเจ้าคือตอนเจ้ายังเป็นทารกตัวน้อยอยู่เลย เจ้าคงจะจำข้าไม่ได้เป็นแน่ ข้าชื่อถังจิวหลง หรือเจ้าจะเรียกข้าว่าท่านลุงก็ได้” ถังจิวหลงลูบหัวของเด็กหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อย

“บอกเจ้าตามตรง…วิญญาณของเจ้าราวกับถูกตัดออกไป อีกทั้งส่วนที่ตัดไปนั่นข้ายังพอจะจำได้อยู่บ้าง นั่นเพราะตาของเจ้ากับข้าคือคนที่ผนึกจิตวิญญาณส่วนนั้นไว้ ตอนนี้เจ้าคงจะรู้อยู่แล้วสินะว่าเจ้ามีจิตวิญญาณร่างกายเหมือนกับพวกซีเซี่ย การผนึกจิตวิญญาณไว้ก็เพื่อให้เจ้ากลับมามีร่างเหมือนคนปกติ ที่จริงแล้วข้ากับตาของเจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมจิตวิญญาณของเจ้าถึงได้ผิดเพี้ยนไปเช่นนั้น…แต่ตอนนี้มันกลับหายไปแล้ว อย่าบอกนะว่าตาของเจ้าเป็นคนทำ? นี่คือวิธีรักษาของเขาเหรอ?” ถังจิวหลงกล่าวถาม

ถังเฟยหู่ดูมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป เขาดูเต็มไปด้วยความเศร้า “ท่านลุงจิว…ท่านตาของข้าเขา…เสียไปแล้ว….ท่านแม่ก็ด้วย ทุกคนได้จากข้าไปแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวคำนั้นออกมาอย่างยากลำบากเพราะความเจ็บปวดจากภายในจิตใจของตนเอง

ใบหน้าของถังจิวหลงดูตกใจเป็นอย่างมาก สีหน้าของชายชราดูขาวซีดเป็นอย่างมาก ถังจิวหลงมีความผูกพันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เติบโตมาพร้อมกัน ความตกใจของเขามีมากมาย อีกทั้งยังมีความเสียใจอย่างสุดซื้ง “….เขา…เขาตายได้อย่างไร….” ถังจิวหลงกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก น้ำเสียงสั่นเทาเจือด้วยความเศร้า

ดวงตาของถังเฟยหู่กลับกลายเป็นเปี่ยมล้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “เป็นพวกคนสกุลเฟิง! มันบอกว่าพ่อของข้า…ผู้ชายคนนั้น! เป็นคนสั่งฆ่าพวกเรา! แต่ข้ากลับโชคดีที่รอดมาได้…และเป็นพวกสกุลเฟิงที่ฆ่าท่านแม่กับท่านตา…”

ใบหน้าของถังจิวหลงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “…สกุลเฟิง! องค์ชายพยัคฆ์! พวกมันกลับกล้าทำถึงเพียงนี้! เหอะๆ เฟิงหมิง…เสือร้ายยังไม่กินลูกตัวเอง แต่เจ้ากลับสั่งฆ่าครอบครัวของตัวเองเพราะเกียรติยศจอมปลอม!!!” ลมปราณภายในร่างของถังจิวหลงพลุ่งพล่านเพราะความโกรธราวกับคลื่นลมที่บ้าคลั่ง

จากนั้นถังเฟยหู่จึงเล่าเรื่องราวต่างๆมากมายให้แก่ถังจิวหลงฟัง ซึ่งถังจิวหลงก็ฟังไปอย่างตั้งใจพร้อมกับตรวจสอบร่างกายของถังเฟยหู่ไปด้วย….แม้จะแปลกใจเกี่ยวกับสายเลือดที่กลายพันธุ์ของถังเฟยหู่ แต่ก็นับว่าไม่มีอันตรายใด จากนั้นชายชราได้กล่าวออกมาเกี่ยวกับอาการของถังเฟยหู่ “พวกสกุลเฟิงทำร้ายวิญญาณของเจ้าอย่างร้ายแรงจริงๆ แต่บางทีหากใช้ยาฟื้นวิญญาณก็อาจจะสามารถรักษาได้…หรือแม้แต่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่เหลือก็อาจควบรวมจนสามารถฟื้นคืนจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาว…หากเจ้าต้องการมันกลับคืนมานะ….”

ถังจิวหลงกล่าวด้วยความรู้สึกเป็นห่วง เขาไม่แน่ใจว่าการฟื้นคืนชีพให้แก่จิตวิญญาณสกุลเฟิงจะเป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่ ถึงอย่างไรเขาก็ควรได้รับคำยินยอมจากเจ้าตัวเสียก่อน แต่ถังเฟยหู่ที่ได้ยินดังนั้นกลับตอบตกลงในทันที เขาไม่สนใจว่าจิตวิญญาณพยัคฆ์ขาวจะมีที่มาจากไหน เขาสนแต่มันสามารถมอบพลังให้เขามากขึ้นเท่านั้น

ถังจิวหลงได้อธิบายเรื่องสรรพคุณของยาฟื้นวิญญาณให้แก่ถังเฟยหู่ฟัง โดยตัวยานี้มีผลในการซ่อมแซมวิญญาณที่เสียหาย รวมถึงมีส่วนสำคัญในการฟื้นคืนของจิตวิญญาณที่บาดเจ็บหนักจนตายไป ซึ่งที่กล่าวในตำรานั้นแตกต่างจากการตายอย่างปกติของจิตวิญญาณ

โดยทั่วไปแล้วจิตวิญญาณจะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและวิญญาณของเจ้าของ เมื่อตายไปแล้วก็สามารถกลับคืนมาด้วยการรักษาอาการบาดเจ็บหรือพักฟื้นให้วิญญาณได้ฟื้นฟูตัวเอง แต่การบาดเจ็บที่ถังจิวหลงอธิบายคือการตายจากการถูกทำร้ายวิญญาณโดยตรงจนมีผลทำให้จิตวิญญาณได้ตายลงไปจนเกือบจะสมบูรณ์

“ตัวยาฟื้นวิญญาณนั้นหลอมยากเป็นอย่างมาก แม้ข้าจะไม่ได้มาจากตระกูลหลักเหมือนกับตาของเจ้า ตัวข้าไม่กล้าเทียบพรสวรรค์กับพี่จิ้งชิง แต่ถึงอย่างไรเพื่อหลานชายเช่นเจ้า ข้าจะพยายามทุกวิถีทางจนกว่าจะสำเร็จ!” ถังจิวหลงให้คำมั่น

ถังเฟยหู่รู้สึกอบอุ่นหัวใจ เขารู้สึกราวกับคนตรงหน้าเป็นญาติสนิทที่ใกล้ชิดมากเสียกว่าคนจากตระกูลถังแห่งฟูเจี้ยนที่เติบโตมาด้วยกันเสียอีก ในตอนนั้นเองที่เขาได้หันไปมองยังเตาหลอมโอสถที่กลางห้องพอดี เขาเห็นเจ้างูยักษ์กำลังพ่นเปลวเพลิงออกมาเพื่อหลอมโอสถ สิ่งนี้คืออีกอย่างที่เขาแปลกใจเป็นอย่างมาก

เขาหันกลับไปหาลุงจิวหลงในทันที “ท่านลุงครับ ท่านตากับท่านแม่ไม่เคยสอนข้าใช้จิตวิญญาณอสรพิษมรกต…ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจิตวิญญาณของตระกูลเราสามารถพ่นเปลวไฟเช่นนั้นได้มาก่อน….อีกทั้งจิตวิญญาณอสรพิษของท่านยังใหญ่โตแลละดูยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับจิตวิญญาณของข้าแล้วช่างต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว” ถังกล่าวหู่กล่าวออกมาด้วยความสงสัยเสียส่วนมาก

“พี่จิ้งชิงกลับไม่เคยสอนเจ้าเลย…” ถังจิวหลงกล่าวด้วยความแปลกใจ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าจะสอนเจ้าเองแล้วกัน…สิ่งที่เจ้าเห็นนั่นคือความสามารถพิษเศษของจิตวิญญาณอสรพิษมรกตตระกูลถัง เมื่อจิตวิญญาณของตระกูลเราเข้าสู่ระดับสี่จะสามารถปลุกความสามารถนี้ขึ้นมาได้ มันถูกเรียกว่าการเพลิงพิษ” ถังจิวหลงอธิบาย

ชายชรายังคงกล่าวต่อไป “เพลิงพิษนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนในยุทธภพหวาดกลัวสกุลถังของเราอย่างที่สุด เมื่อรวมกับวิชาปราณขั้นสูงสุดของตระกูลที่กล่าวกันว่าเทียบเท่าวิชาปราณระดับเก้าซึ่งสูงที่สุดในแดนมนุษย์…เมื่อผสานทุกอย่างเข้าด้วยกันจึงทำให้ตระกูลถังสามารถช่วงชิงนามหนึ่งในห้ายอดตระกูลในยุคสมัยนี้มาได้!”

ในตอนที่ถังจิวหลงกล่าวออกมานั้น ชายชรากลับมีสีหน้าที่ดูภาคภูมิใจในเกียรติยศของตระกูลอยู่บ้าง ถึงแม้ถังจิวหลงจะมิใช่สายเลือดจากตระกูลหลักแต่ก็อดมิได้ที่จะภาคภูมิใจในชื่อของสกุลถังอยู่บ้าง

ถังเฟยหู่เองที่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้มาก่อนกลับมีสายตาที่เป็นประกายแห่งความคาดหวังขึ้นมากว่าหลายส่วน เขาไม่เคยรู้เลยแม้แต่น้อยว่าเจ้างูน้อยของตนกลับมีพลังอันลึกลับเช่นนี้ซ่อนไว้อยู่ รวมถึงบางทีเขาอาจได้เรียนรู้วิชาของตระกูลเพิ่มเติมได้…

ชายหนุ่มได้กล่าวถามออกมา “ท่านลุง…ท่านช่วยสอนสิ่งต่างๆเหล่านั้นให้แก่ข้าบ้างได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเปลวเพลิงสีเขียวหรือวิชาลมปราณ…”

แต่ในตอนนั้นเองที่ถังจิวหลงยกมือขึ้นมาห้ามปรามถังเฟยหู่ไว้ “ถ้าหากเป็นเรื่องเพลิงพิษข้ายังพอสอนได้บ้าง แต่หากเป็นวิชาปราณประจำตระกูลถังนั้น…บอกตามตรง วิชาปราณของสกุลถังมีการถ่ายทอดที่เข้มงวดเป็นอย่างมาก ไหนลองบอกมาสิว่าตาของเจ้าสอนวิชาปราณใดให้แก่เจ้าบ้าง”

“ท่านลุง ตอนข้าอยู่ฟูเจี้ยนก็ได้เรียนวิชาปราณอำมหิตและหกสังหารจากหอตำราประจำตระกูล ส่วนท่านตาได้สอนวิชาปราณห้าพิษให้แก่ข้า….” ถังเฟยหู่ได้กล่าวออกไปตามตรงแก่ถังจิวหลง

ชายชราได้ลูบคางพลางใช้ความคิดก่อนจะพูดออกมา “น่าแปลกนักที่พี่จิ้งชิงกลับสอนเพียงแค่ปราณห้าพิษให้แก่เจ้า…วิชาพวกนั้นกลับไม่สอน  แต่เสียใจด้วยนะที่ข้ารู้เพียงแค่สามวิชาที่เจ้ากล่าวมา สกุลถังที่ข้าสังกัดนั้นเป็นเพียงตระกูลสาขาเช่นกัน ไม่เหมือนกับตาของเจ้าที่เป็นสายเลือดหลักจากตระกูลใหญ่ หากพวกเราไม่ได้เรียนวิชาแพทย์จากสถานที่เดียวกัน…ตลอดชีวิตของข้าก็คงไม่มีทางโคจรไปเจอผู้ยิ่งใหญ่จากตระกูลใหญ่แห่งจงหยวนได้อย่างแน่นอน”

“วิชาพวกนั้นที่ท่านกล่าวถึงคืออะไรเหรอท่านลุง?” ถังเฟยหู่ถามด้วยความสงสัย

“วิชาพวกนั้นก็คือสองวิชาสุดท้ายของปราณประจำสกุลถัง ตามที่เจ้ารู้ปราณแรกสุดที่ทายาทสกุลถังต้องเรียนก็คือปราณอำมหิต ตามด้วยปราณหกสังหาร และปราณห้าพิษตามลำดับ…ส่วนวิชาในขั้นต่อมาคือปราณที่อยู่ในระดับหก วิชานี้ก็คือปราณเมฆาทมิฬ ส่วนวิชาปราณขั้นสุดยอดของตระกูล…ตระกูลสาขาเช่นข้าไม่อาจทราบได้แม้แต่ชื่อของมัน รู้เพียงแต่ว่าเป็นวิชาที่เทียบเท่าขั้นสูงสุดของโลกมนุษย์” ถังจิวหลงกล่าว

ถังเฟยหู่พูดคุยกับถังจิวหลงอีกหลายชั่วยามก่อนที่จะขอตัวลาออกมาก่อน โดยถังจิวหลงได้รับปากจะปรุงยาฟื้นวิญญาณให้แก่ถังเฟยหู่โดยไม่เก็บแต้มคุณูปการแม้สักแดงเดียว โดยชายชรากล่าวไว้ว่าจะยอมให้เขาแค่ครั้งเดียว ต่อไปหากเขาอยากได้ยาตัวไหนก็ให้ทำภารกิจสำนักหาแต้มคุณูปการเอาเอง โดยถังจิวหลงสั่งสอนไว้ว่าหากถังเฟยหู่ได้ทุกสิ่งมาโดยไม่พยายามก็เท่ากับตัวเขาจะกลายเป็นคนที่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ

ชายหนุ่มเข้าใจคำสั่งสอนของท่านลุงเป็นอย่างดี เมื่อเขาจากมาแล้วก็รีบตรงกลับไปยังห้องพักของตนในตำหนักที่หกในทันที หลังจากปิดบานประตูห้องลงแล้วเขาก็ได้กระโดดขึ้นไปนั่งสมาธิอยู่บนเตียงนอนในทันที เขาได้นำยาบำรุงปราณชีพที่พึ่งแลกเปลี่ยนจากห้องปรุงยาออกมา

เมื่อนำยาบำรุงปราณชีพออกมา กลิ่นหอมของสมุนไพรจากตัวเม็ดยาก็ได้ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้อง ความพิเศษของมันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แม้ตัวยานี้จะดูธรรมดาสามัญเป็นอย่างมากภายในสำนักเสียงสวรรค์ แต่หากเม็ดยานี้ถูกนำกลับไปฟูเจี้ยนคงหนีไม่พ้นคำว่าของล้ำค่าอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นความแตกต่างทางด้านทรัพยากรที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดภายในสองดินแดนที่ห่างไกลกัน สำนักเสียงสวรรค์ตั้งอยู่ใกล้เมืองใหญ่ที่สุดของมณฑลฟูเฉียน พลังวิญญาณในฟ้าดินนับว่ามากมายกว่าฟูเจี้ยนมากนัก

ถังเฟยหู่ไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึงเมืองหลวงของแคว้นว่าจะอุดมไปด้วยทรัพยากรมากมายเพียงใด นี่เป็นการพูดถึงเพียงแค่แคว้นเจียงหนานเท่านั้น ถ้าหากเข้าสู่ภาคกลางของแผ่นดินอย่างจงหยวนจะเป็นเช่นใดกัน แล้วผู้คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมอันสมบูรณ์แบบเช่นนั้นจะเก่งกาจเพียงใดกัน

ถังเฟยหู่ได้ยกยาบำรุงปราณชีพขึ้นมามองสำรวจดูก่อนที่จะกลืนมันเข้าไปในปากของตนเอง และในทันทีที่ยาเม็ดนั้นได้สัมผัสกับน้ำลายภายในปากของเขา ยาล้ำค่าเม็ดนั้นก็ได้ละลายกลายเป็นของเหลวอย่างรวดเร็ว

ของเหลวนั้นให้ความรู้สึกเย็นสบายอันแสนแปลกประหลาด ของเหลวนั้นได้ไหลลื่นลงคอของถังเฟยหู่ไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเย็นสบายได้เคลื่อนผ่านลำคอไปตามหลอดอาหารไปเรื่อยๆจนมาถึงบริเวณท้องของเขา ก่อนที่ความรู้สึกเย็นสบายเหล่านั้นจะไปรวมกันอยู่ตรงที่จุดตันเถียน

ภายในจุดตันเถียนของเขาราวกับจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ปริมาณพลังวิญญาณในอากาศได้ไหลทะลักเข้าสู่ตันเถียนและเติมเต็มอย่างรวดเร็วมากกว่าช่วงเวลาปกติถึงหลายเท่านัก อาจจะเป็นเพราะตัวเขาไม่เคยใช้ยาบำรุงปราณชีพมาก่อนจึงให้ผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้

หัวใจของถังเฟยหู่เต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น ผลอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้คงมีแต่ครั้งแรกที่ใช้เท่านั้นถึงแสดงผลเช่นนี้ได้ หากเขาใช้ยาและทรัพยากรประเภทเดิมซ้ำไปเรื่อยๆก็อาจส่งผลทำให้สรรพคุณที่ได้รับน้อยลงไปเรื่อยๆเช่นกัน

เขารีบเดินปราณเก้าเยือกแข็งเพื่อบ่มเพาะพลังปราณของตนในทันที ปราณเก้าเยือกแข็งขั้นที่สี่กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง ส่วนการบ่มเพาะลมปราณของเขาก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ผลของยาบำรุงปราณชีพแสดงออกมาอย่างต่อเนื่องถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนจากนั้นก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆด้วยอัตราที่รวดเร็ว และในที่สุดก็สลายหายไปเช่นกัน ในตอนนี้แม้ปราณเก้าเยือกแข็งจะไม่ทะลวงจากขั้นที่สี่สู่ขั้นที่ห้าแต่การบ่มเพาะพลังในร่างของเขาได้พัฒนาเข้าสู่ปราณขั้นเจ็ดระดับสูงแล้ว!

ถังเฟยหู่ลืมตาขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม เขาพึงพอใจในผลของยาบำรุงปราณชีพเป็นอย่างมาก ดูเหมือนเขาจะต้องออกไปทำภารกิจสำนักบ่อยๆเพื่อหาแต้มคุณูปการมาซื้อหาทรัพยากรไว้ฝึกตนเพิ่มเติม

ในตอนนี้เขารู้แล้วว่าผู้ที่เกิดมาพร้อมกับครอบครัวที่ยิ่งใหญ่ทำไมถึงมีพัฒนาการและฝีมือที่เก่งกาจ คนพวกนั้นส่วนมากจะมีทรัพยากรล้ำค่าเช่นนี้รายล้อมรอบตัวตั้งแต่เด็ก เส้นทางการฝึกตนของคนพวกนั้นย่อมราบลื่นเป็นอย่างมาก

ถังเฟยหู่ลุกขึ้นยืนและตรงออกไปยังหอภารกิจในทันที ในตอนนี้เขาตั้งใจจะหาภารกิจที่ได้ผลตอบแทนดีและไม่เสียเวลามากจนเกินไป บางทีหากทำภารกิจที่ยากๆได้สำเร็จในทีเดียวอาจเทียบเท่ากับการดูแลสวนสมุนไพรทั้งเดือนเสียด้วยซ้ำไป

เมื่อถังเฟยหู่มาถึงก็ได้กวาดตามองดูภารกิจที่อยู่บนกำแพง เขาได้อ่านรายละเอียดของมันดูเพื่อหาภารกิจที่เหมาะสมที่สุด โดยเขานั้นได้ตัดภารกิจระดับพิภพและนภาออกจากความสนใจของตนในทันที ภารกิจเหล่านั้นจะต้องใช้คนจำนวนมากเพื่อที่จะผ่านภารกิจ เขายังไม่ค่อยรู้จักศิษย์คนอื่นในสำนักดีมากนัก คงไม่สะดวกเท่าไหรในการร่วมทำภารกิจเหล่านั้น อีกทั้งเขายังอ่อนแอเกินไป ศิษย์พี่คนอื่นคงไม่ยินยอมแน่

ในตอนนั้นเองที่สายตาของถังเฟยหู่ได้กวาดตาผ่านป้ายภารกิจหนึ่ง เขาได้ยื่นมือออกไปเพื่อคว้าแผ่นป้ายนั้นมา เขาได้อ่านรายละเอียดคร่าวๆเกี่ยวกับภารกิจนั้น นี่คือภารกิจระดับมนุษย์ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นแต้มคุณูปการห้าสิบแต้ม มากมายกว่าการดูแลสวนสมุนไพรถึงห้าเท่าเชียว!

ภารกิจที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้คือการปราบสัตว์อสูรระดับสองฝูงหนึ่งที่เชิงเขาของสำนัก เป็นคำขอร้องจากเหล่าชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการย้ายถิ่นฐานของสัตว์อสูรต่างถิ่น พวกมันมีการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว ทั้งว่องไวและกำจัดได้ยาก ยากเกินไปสำหรับศิษย์ที่ยังอ่อนแอและยุ่งยากเกินไปสำหรับศิษย์ที่แข็งแกร่งแล้ว ส่วนมากศิษย์ที่เก่งกาจพอตัวอาจถึงขั้นรับภารกิจชั้นพิภพด้วยตัวคนเดียวเสียด้วยซ้ำไป ไม่ต้องกล่าวถึงภารกิจชั้นมนุษย์ที่ไม่อยู่ในสายตาของพวกเขา

สัตว์อสูรที่ถูกกล่าวในภารกิจนั้นคือค้างคาวปีกม่วงซึ่งมีพิษ แม้พวกมันจะดูยุ่งยากเกินไปสำหรับศิษย์คนอื่นที่อยู่ในระดับต่ำเช่นเขา แต่ถังเฟยหู่นั้นต่างออกไป นั่นเพราะเขาไม่หวาดกลัวพิษแม้แต่น้อย

อีกทั้งมันยังมีประโยชน์กับเขาอีกต่างหาก! เขาไม่รั้งรออีกต่อไปและรีบทำการประทับป้ายภารกิจลงบนป้ายยืนยันตัวตนของเขาเอง รายละเอียดภารกิจปรากฏอยู่ในแผ่นป้าย ภาพแผนที่ซึ่งบอกที่ตั้งของหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อน รวมถึงคำบรรยายลักษณะภายนอกของค้างคาวปีกม่วง

ถังเฟยหู่ไม่ได้เตรีมการอะไรมากนัก แม้ภารกิจนี้จะเป็นระดับสูงของชั้นมนุษย์แต่ก็ไม่ถึงกับยากเกินไปจนเทียบเท่าชั้นพิภพได้ เขาออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเพียงครึ่งวันเขาก็ได้มาถึงยังเชิงเขาของสำนัก ที่แห่งนั้นเขาสามารถเห็นหมู่บ้านซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มากตั้งอยู่หลายหมู่บ้านด้วยวิชาตาเหยี่ยวพันลี้

เขาเดินเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด ที่แห่งนั้นมีผู้คนอยู่ไม่มากเท่าไหร ส่วนมากเป็นชาวบ้านธรรมที่ฝึกยุทธ์เพียงระดับปราณขั้นหนึ่งถึงสองเพื่อสุขภาพที่ดีเท่านั้น ไม่ใช่วิถีฝึกตนที่แสวงหาพลังอำนาจ ไม่แม้แต่จะปกป้องตัวเองได้เลย

เมื่อถังเฟยหู่เดินเข้ามาในหมู่บ้านอันซอมซ่อ ชาวบ้านผู้หนึ่งทำสีหน้าตื่นตกใจและรีบวิ่งไปบอกผู้ใหญ่บ้านในทันที ไม่นานนักผู้ใหญ่บ้านเฒ่าชราก็ได้ปรากฏตัวออกมาอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่ม ชายชราได้ยกมือขึ้นคาราวะในทันที

“คาราวะจอมยุทธ์น้อยจากกสำนักเสียงสวรรค์!”

เมื่อเห็นผู้ใหญ่บ้านทำความเคารพ ชาวบ้านอีกสิบกว่าครัวเรือนที่ได้มารวมตัวกันก็ได้ปฏิบัติตามด้วยความเคารพในทันที สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว ผู้ฝึกตนย่อมพิเศษเป็นอย่างมาก นั่นเพราะผู้ฝึกตนคือผู้ที่แสวงหาในวิถีแห่งเซียน ไม่จำเป็นต้องกินดื่ม ใช้พลังจากฟ้าดินในการหล่อเลี้ยงร่างกาย เรื่องราวเหล่านั้นช่างดูน่าอัศจรรย์สำหรับชาวบ้านที่อยู่ตามป่าตามเขาเช่นพวกเขานัก และในตอนนั้นเองที่ผู้ใหญ่บ้านได้นำพาถังเฟยหู่ไปยังบ้านของตนเองเพื่อหารือ

เมื่อเข้ามาในบ้านหลังน้อยที่ทำจากไม้แล้ว ถังเฟยหู่ได้มองสำรวจบ้านของชายชราที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน เครื่องใช้ภายในบ้านมีน้อยนิดและเก่าแก่ พวกมันผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน ตัวบ้านทำจากไม้ธรรมดาๆที่หาได้ทั่วไป ที่กลางบ้านมีเก้าอี้และโต๊ะตัวน้อยสำหรับไว้รับประทานอาหาร

ชายชราได้ผายมือออกไปทางโต๊ะตรงกลาง “เชิญจอมยุทธ์นั่ง”

“ขอบคุณท่านผู้เฒ่า เชิญท่านนั่งก่อนเลย” ถังเฟยหู่กล่าว

ชายชราได้กล่าวออกมาด้วยเสียงอันเหนื่อยอ่อน “ขอบคุณท่านมากที่มาช่วยพวกเรา พวกเราต่อสู้กันเองมาร่วมหลายเดือนได้แล้ว…ทั้งสำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดาราต่างก็ไม่มีใครมาช่วยเราแม้แต่น้อย….พึ่งจะมีท่านนี่แหละที่มา…” เสียงของชายชราสั่นเครือ ดูเหมือนว่าการโจมตีของค้างคาวปีกม่วงจะหนักหนากว่าที่ถังเฟยหู่คิดไว้

“ท่านผู้เฒ่า…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

“เรื่องนี้…ก็ตามที่ท่านได้ทราบมาจากสำนัก พวกค้างคาวปีกม่วงได้อพยพย้ายถิ่นฐานมาอยู่ละแวกนี้ พวกมันมีการแพร่พันธุ์ที่เร็วมาก ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหรพวกมันก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ในตอนแรกพวกเรายังพอรับไหวอยู่บ้างแต่ก็แค่ชะลอความเร็วของพวกมันไว้จึงได้จ้างวานสำนักทั้งสองด้วยทุกสิ่งที่พวกเรามี แต่ก็สายไป พวกท่านไม่มีใครมาแม้แต่คนเดียว จำนวนของค้างคาวปีกม่วงยิ่งทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆจนมิอาจควบคุมได้อีกต่อไป…เมื่อก่อนมันอาจล่าสัตว์อสูรขนาดเล็กเพื่อกิน แต่เมื่ออาหารขาดแคลนพวกมันก็เริ่มจะล่ามนุษย์อย่างพวกเราแทน!”

ผู้ใหญ่บ้านอธิบายเรื่องราวต่างๆให้แก่ถังเฟยหู่ฟัง ซึ่งชายหนุ่มพยักหน้าตามไปอย่างเข้าใจ ดูเหมือนว่าปัญหานี้อาจจะใหญ่กว่าที่คิดไว้ แต่ในเมื่อเขารับภารกิจมาแล้วอย่างน้อยก็สมควรจะช่วยชาวบ้านพวกนี้บ้าง เขาได้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับค้างคาวปีกม่วงรวมถึงถังเฟยหู่ก็ยังรับอาสาดูแลรักษาชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ถูกทำร้ายและโดนพิษของค้างคาวปีกม่วงอีกด้วย ชาวบ้านทั้งหลายต่างก็รู้สึกเคารพและเลื่อมใสสำนักเสียงสวรรค์มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าที่ส่งศิษย์ที่ดีเช่นนี้มาปกป้องบ้านของพวกเขา ดดยที่ไม้รู้เลยว่าหากถังเฟยหู่ไม่รับภารกิจนี้ไป คนในสำนักใหญ่ทั้งสองก็คงไม่สนใจใยดีอะไรกับหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้หรอก

น่าจะบอกว่าเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเสียมากกว่าว่าค้างคาวปีกม่วงที่ย้ายถิ่นฐานมาเมื่อเจอสภาพแวดล้อมอันอุดมสมบูรณ์จะเกิดการแพร่พันธุ์ที่รวดเร็วมากมายเช่นนี้จนก่อเกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ชาวบ้านทั้งหมดต่างรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง หลังจากเสร็จเรื่องราวต่างๆแล้วถังเฟยหู่ได้เข้ามาพักในบ้านพักหลังหนึ่งที่ผู้ใหญ่บ้านได้จัดการให้เขามาพักชั่วคราวระหว่างการทำภารกิจปราบค้างคาวปีกม่วง

ถังเฟยหู่ได้นั่งสมาธิอยู่ในบ้านหลังนั้นเพื่อรอคอยเวลา โดยเขาได้ทำการโคจรฝึกวิชาปราณห้าพิษไปด้วยเพื่อเตรียมรับมือค้างคาวปีกม่วง เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดวงตะวันได้ตกดินลงไป ดวงจันทราได้โผล่ขึ้นมาแทน แสงจันทร์สีนวลได้สาดส่องลงมายังผืนพิภพให้ความรู้สึกแปลกประหลาดชอบกล

พรึบบ พรึบบบ

ในตอนนั้นเองที่ได้บังเกิดเสียงแปลกประหลาดขึ้น ถังเฟยหู่ได้ลมตาของตนขึ้นมาและใช้ดวงตาเหยี่ยมพันลี้มองไปยังทิศทางของดวงจันทร์อันกลมโตบนท้องฟ้า ที่ตรงนั้นเขาเห็นจุดดำเล็กๆจุดหนึ่ง ไม่นานนักจุดดำก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จุดดำนั้นราวกับจะบดบังแสงของดวงจันทร์และเปลี่ยนให้หมู่บ้านอยู่ภายใต้เงาดำของมัน และเมื่อสังเกตดีจะพบว่าเสียงแปลกประหลาดมาจากจุดดำเหล่านั้น

ถูกต้อง! จุดดำเหล่านั้นก็คือค้างคาวปีกม่วง! ฝูงสัตว์อสูรได้มาเยือนหมู่บ้านแล้ว จำนวนของพวกมันมากมายจนเรียกว่าเป็นกองทัพได้เลยเสียด้วยซ้ำไป ถังเฟยหู่จดจ้องไปยังพวกมันทั้งหลายพร้อมกับปลดปล่อยปราณสีเขียวเข้มออกมา ปราณพิษคละคลุ้งเต็มห้องแห่งนั้น ถังเฟยหู่เรียกอสูรทมิฬออกมาพร้อมกับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นปลอกแขนอสูรเมฆาและจากเปลี่ยนมันให้กลายเป็นธนูในมือของตน ดวงตาสีม่วงดำที่ถูกใช้ออกด้วยวิชาตาเหยี่ยวพันลี้ขั้นสูงได้มองทะลุหลังคาบ้านหลังนั้นในทันที ในมืออีกข้างของเขาได้สร้างลูกศรขึ้นมาจากด้ายปราณสีดำและอาวุธลับจากปลอกแขนขึ้นสามดอก

ศรทั้งสามถูกประทับลงบนธนูที่ขึ้นสายด้วยด้ายปราณเช่นกัน ถังเฟยหู่ออกแรงดึงสายธนูและลูกศรด้วยกำลังอันมหาศาลจนข้อต่อและเส้นเอ็นส่งเสียงดังออกมา และในตอนนั้นเองที่เขาได้ปลดปล่อยศรเหล่านั้นออกไป!

ธนูเซียนพยัคฆ์ สามเซียนวายุ!!!

ความคิดเห็น