Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรัก 1 : โซล อิลเดนสัน

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรัก 1 : โซล อิลเดนสัน

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 49.3k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 09 เม.ย. 2562 12:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรัก 1 : โซล อิลเดนสัน
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรัก 1 : โซล อิลเดนสัน

#ฉลามคลั่งรัก

แสงแดดไล่เลียร่างกายบ่งบอกว่ายามเช้ามาไวขนาดไหน แต่ร่องรอยจากกิจกรรมเมื่อคืนยังตอกย้ำถึงความสนุกที่เกือบขาดใจ กลิ่นกายของผู้ชายที่หิ้วมาจากปาร์ตี้ทำให้ผมยกยิ้มนิดหน่อย เหม่อมองเจ้าของบอดี้ที่นอนอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาชวนหลงใหลถ้าเกิดผมเป็นผู้หญิงก็คงจะตกหลุมรักได้ไม่ยาก

เสียดายนะที่ผมไม่ใช่ผู้หญิง

“ผมคิดว่าคุณควรเลิกแกล้งหลับได้แล้ว ดีแลน

กึก !

“ผมไม่มีเวลานอนมองคุณทั้งวันหรอก” ผมจับจ้องคนที่หลุดขำ สุดท้ายแล้วคนขี้แกล้งก็ถูกผมจับได้ แน่สิ คิดว่าผมไม่เห็นหรือไงว่าเขาแอบยิ้มตอนเห็นผมลืมตาตื่น แล้วแกล้งหลับตอนที่ผมมานอนเท้าคางมองหน้าเขา

“โดนจับได้ซะแล้ว”

“คุณหลอกคนไม่เก่ง” ผมกระซิบหัวเราะเบาๆ ที่จับผิดได้ “คุณต้องห้ามยิ้มสิตอนโดนผมจ้อง ไม่งั้นผมก็รู้หมดว่าคุณไม่ได้หลับ”

“ใครที่โดนคุณจ้องมันก็ต้องเขินกันทั้งนั้น”

“หืม?”

“โดยเฉพาะผมน่ะ โคตรเขินเลย” เขาขยิบตาเอื้อมมือมาลูบแก้มบางที่เขาหอมไปไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ดวงตาสีดำแพรวพราวยามผมขยับตัวแล้วเสื้อที่ใส่หลวมๆ มันล่นลง “ผมคิดว่าผมจะต้องกินคุณอีกสักรอบก่อนเราจะจากกัน”

“แย่จัง ผมรีบซะด้วย”

“ผมขอแค่สิบนาที”

“เวลาคุณหมดตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” ผมดักทางดันใบหน้าหล่อๆ ออกจากร่างเพราะเขาทำท่าจะไซ้ซอกคอผม ริมฝีปากร้อนกดจูบลงรั้งสายตาผมให้หันไปสบแล้วกัดปากมองคนเจ้าเล่ห์ “อย่ามายั่วผมเชียว”

“หึ...”

“ดีแลน”

“แค่รอบเดียว”

“…”

“แล้วผมจะปล่อยคุณไป” กระซิบเสียงแหบที่ฟังแล้วเซ็กซี่ยิ่งกว่าอะไร เขาแลบลิ้นเลียไปตามเรียวนิ้วผม กดริมฝีปากลงบนปลายนิ้วผมเบาๆ หากแต่ร้อนผ่าวยิ่งกว่าเอาไฟมาลน ขบกัดข้อนิ้วผม จูบปลอบที่หลังมือแล้วตามไปจูบต่อที่ปาก

แรกเริ่มผมปิดปาก ต่อต้านคนที่เอาใจเก่ง สักพักก็ทนต่อแรงปรารถนาตัวเองไม่ไหว

ปลายลิ้นชื้นถูกสอดเข้าไป กวาดต้อนความหวานแล้วบดเคล้าเป็นการปลอบ กัดปากผมน้อยๆ ให้ส่งเสียงร้อง โถมกายมาหาขณะที่มือก็เริ่มซุกซนเข้าไปในเสื้อคลุมอาบน้ำ ผมหัวเราะ สบตากับเขาอย่างไม่กลัวเกรง คล้องคอคนที่กำลังจะเริ่มเกมรักอีกครั้ง

ซึ่งผมขอบอกไว้อย่าง...

ในคู่นอนที่ผ่านมา ดีแลนดีที่สุดเลย

“คุณมีเวลาให้ผมแล้ว โซลJ

ปลุกอารมณ์เก่งชะมัด

หยาดใสกระเซ็นตามแรงขับของเรือ Inboard Cruisers ลำใหม่ ผมเพิ่งสั่งซื้อไปเมื่อเดือนก่อน เป็นเรือที่มีห้องนอนเหมาะกับคนที่ต้องออกไปไหนมาไหนบ่อยๆ อย่างผม เสียงเครื่องยนต์ไม่ได้ทำให้บรรยากาศวันนี้เสียไปเท่าไหร่ ผมขยับแว่นกันแดดยกมือป้องแสงสะท้อนของยามบ่าย

ผิวน้ำของทะเลใสต้องกับแสงที่ส่องลงมาจากอาทิตย์ ผมยกยิ้มเมื่อคิดว่าตอนนี้ผมกำลังจะไปไหน

สถานที่เดียวที่ทำให้ผมมีความสุขยิ่งกว่าตอนที่มีเซกส์กำลังผู้ชาย

เราเรียกมันว่า EDS

หรืออีกชื่อคือศูนย์วิจัยกลางทะเล

“คุณโซล!” เสียงเรียกดังมาจากยอดแทงก์น้ำให้ผมยกมือโบกไปมาทักทายตอนที่เข้ามาใกล้ ผมกวาดตามองสถานที่ขนาดใหญ่ ทุกส่วนถูกเนรมิตให้เหมือนอีกโลกที่ถ้าทะลุเข้ามาแล้วคงยากที่จะออกไป มีสระน้ำแล้วก็ส่วนที่พักผ่อนหย่อนใจ

ถ้ามันไม่ได้ถูกตั้งอยู่กลางทะเลสีใสบางทีอาจจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว

กึก !

“ยินดีต้อนรับกลับครับ”

“ขอบคุณครับ” ผมยกยิ้ม กล่าวกับพนักงานคนนึงที่มีหน้าที่ทำความสะอาด เขามาช่วยผมให้ขึ้นจากเรือและเตรียมเอาเรือไปเก็บในโรงจอด รวมถึงช่วยถือของที่ผมข้ามฟ้าข้ามทะเลไปซื้อให้

ผมจะออกไปเดือนละครั้งเพื่อดูว่าเราขาดอะไร จริงๆ จะสั่งให้คนขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาส่งก็ได้ แต่ผมชอบไปสัมผัสบรรยากาศของโลกแห่งความจริงมากกว่า

และสร้างสีสันให้ตัวเองเล็กน้อยด้วย

“หวังว่าคงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นนะครับ”

“มีสิ คุณไม่อยู่มันต้องมีอยู่แล้ว”

“อ๊ะ!” ผมสะดุ้งลากสายตาไปมองคนที่เดินกอดอกมาหา ดวงตาสีฟ้าบ่งบอกถึงความเกรี้ยวกราด ขณะที่ผมหัวเราะเบาๆ แล้วส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “ไม่คิดว่าผมจะเจอคุณเป็นคนแรก งัดตัวเองออกจากแล็บได้ด้วยเหรอครับ เอริค"

เจ้าของชื่อกลอกตาใส่ผม ถอนหายใจแสดงความหงุดหงิดอันเป็นท่าทีประจำ

“ผมมารอคุณทุกวัน เพราะคุณหายไปเกือบเดือน”

“แค่เกือบ แปลว่าไม่ถึง” ผมขบขันผิดกับอีกคนที่จริงจังเกินเหตุ เอริคเป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่ผมเป็นเจ้าของ จึงไม่แปลกถ้าจะเห็นท่าทีซีเรียสตลอดเวลาของเขา เขามองหน้าผม สบตากันด้วยแววตาต่อว่า นั่นเลยเป็นเหตุว่าทำไมเมื่อสองปีก่อนผมเลือกที่จะลดระดับความสัมพันธ์

ไม่มีใครอยากบ้าตายกับคนที่เครียดตลอดเวลาหรอกจริงไหม

“อย่างน้อยผมก็กลับมา” แก้ตัวเพื่อให้บทสนทนามันเดินต่อ ก่อนจะโยนกล่องขนมที่จำได้ว่าเขาชอบไปให้ “นี่ถือเป็นการไถ่โทษที่ผมหายไป คุณจะได้เลิกบ่นสักที”

เอริครับผมเลยอาศัยจังหวะนั้นเดินหนีเข้าศูนย์วิจัย แต่ผมคงคิดน้อยที่คิดว่าการโยนขนมให้จะทำให้เขาเลิกวุ่นวายกับผม ร่างสูงเดินตามมา ฝีเท้าย่ำก้าวรัวเร็วไม่ต่างจากผมที่พยายามเดินหนี ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้คว้าแขนผม ไม่ได้รุนแรงเหมือนเมื่อก่อน

คงรู้ว่านั่นคืออีกสาเหตุที่ทำให้เราต้องเลิกกัน

“นี่ผมเป็นห่วงคุณอยู่นะ เข้าใจบ้างสิ”

“แต่ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรนิ ปกติดีทุกอย่าง” ผมยักไหล่ทำให้เห็นว่าผมปลอดภัยและสบายดีแค่ไหน “อีกอย่างทำอย่างกับว่าผมไม่เคยหายไป นี่ไม่ใช่ครั้งแรกคุณก็รู้”

“แต่นั่นมันแค่สองอาทิตย์ นี่มันเป็นเดือน”

“ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าแค่เกือบเดือน อย่ามาคืนคำ” การต่อล้อต่อเถียงเป็นสิ่งเดียวที่ผมชอบทำกับเขา การได้เห็นสีหน้าหงุดหงิด มันทำให้ผมรู้สึกประสบความสำเร็จกับการกวนประสาท ต่อให้นาทีต่อมาผมจะรำคาญมากก็ตาม “และช่วยเลิกเดินตามผมได้แล้ว คุณคิดว่าตัวเองเป็นเงาหรือไง”

“ผมทำได้มากกว่าที่คิดอีก”

“งั้นเก็บไว้ในความคิดเถอะ เพราะวันนี้ผมจะไม่เถียงกับคุณเยอะหรอก” ผมตบแขนเขาเบาๆ สองสามทีเป็นการให้กำลังใจ “ผมว่าคุณเครียดมากไป พักสักหน่อยก็คงจะเรื่องดี”

“โซล...!”

“ผมเองก็จะพักเหมือนกัน ขับเรือมาค่อนวันปวดตัวไปหมด”

“นี่!”

“เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะรีบไปพบ เจอกันตอนสิบโมงที่ห้องควบคุม บาย” ผมโบกมือลาไม่รอให้เขาพูดมากก็เดินเข้าห้องที่เป็นระบบเซนเซอร์คัดบุคคล ยกมือห้ามไม่ให้อีกคนเดินเข้ามา ไม่งั้นเดี๋ยวระบบความปลอดภัยจะทำงานแล้วทุกคนจะวิ่งวุ่นกันไปหมด

ห้องนี่เป็นห้องส่วนตัวของผม นั่นแปลว่ามีแค่ผมที่เข้าได้

เอริคกัดปากแน่นมองผมที่ยืนบ๊ายบายจนบานประตูปิดลงไป ผมหันหลังให้ถอนหายใจแล้วส่ายหัวไปมา

“ขี้บ่นไม่เลิก” บ่นอุบอิบแล้วเดินลงบันได ศูนย์วิจัยนี่มีส่วนที่อยู่ใต้ทะเลเป็นห้องกระจกที่ลากยาวไว้ดูสรรพสิ่งข้างใต้ ห้องนอนผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่มันถูกแยกชั้นไม่เชื่อมกับส่วนไหน ผมไม่ชอบให้ใครเข้ามาด้านในนั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมผมต้องมีเซนเซอร์คัดกรองบุคคล

คนที่จะผ่านมาได้คือคนที่ผมให้ผ่านมาเท่านั้น ถ้าไม่ให้คนที่บุกรุกจะถูกช็อตด้วยไฟฟ้า และเสียงสัญญาณเตือนจะดังลั่นไม่ต่างจากสัญญาณไฟไหม้

และมันคงไม่ดีถ้ามีคนหัวใจวายตายเพราะเรื่องแค่นี้

“ผมกลับมาแล้ว” พึมพำบอกอากาศเสียงแผ่ว กวาดตามองโลกของตัวเองที่ถูกสร้างเอาไว้ ตัวห้องถูกสร้างด้วยกระจกใส มองเห็นว่าใต้ท้องทะเลมืดและมีอะไรบ้าง ผมยกยิ้มมองฝูงปลาน้อยใหญ่ว่ายวนไปมา มันไม่ต่างจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่เราสามารถเห็นพวกมันใกล้ๆ ได้

แต่คงไม่มีใครคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตท่ามกลางพวกมัน

“อยู่ไหนนะ” ผมกัดปากลุ้นระทึกขณะมองหาสิ่งมีชีวิตที่ผมอยากเจอที่สุด ด้วยความที่ด้านล่างนี่มันมืด ไฟจากห้องนอนผมจะเป็นที่เดียวที่ดึงดูดพวกนักล่า เพราะงั้นตอนสร้างห้องนี่ขึ้นมา ผมจึงใช้กระจกที่มีความหนามาก หนาชนิดที่ว่าต่อให้เอาอะไรมาปาก็คงไม่มีวันแตก

ถ้าถามว่าทำไมผมต้องสร้างให้หนาขนาดนี้...

เผอิญข้างใต้นี่มีสิ่งไม่ดีที่ชอบพุ่งชนและกัดห้องผมอยู่

“หึ แกล้งกันสินะ” ผมกลอกตาเมื่อนึกถึงไอ้ตัวร้าย สิ่งเดียวที่จะล่อผู้ล่าได้คือเสียงของความกลัวหรือน่าสงสาร ผมเดินไปตรงลำโพงมันเชื่อมกับทะเลด้านนอกโดยมีตัวกั้น ผมจะใช้มันเรียกหาสิ่งที่ทุกคนพยายามต่อต้านมัน

โซนาร์ที่ถูกติดไว้เปล่งเสียงของลูกวาฬที่เป็นอาหารอันโอชะ

มันคือเสียงของเจ้าตัวน้อยที่ตายไปเมื่อเดือนก่อนโดยฝีมือของเพชรฆาตตัวใหญ่

แรกเริ่มมันดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไหร่ ทว่าสักพักผมก็เริ่มเห็นอะไร

“มาแล้ว” ผมยิ้มกว้างเมื่อเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวในความมืด เร่งเสียงวาฬน้อยให้ดังขึ้นหลอกล่อให้เจ้าตัวโตว่ายมาหา แวบแรกมันเป็นแค่ฉลามตัวเล็กที่วนเวียนมา สักพักพอระยะห่างเริ่มลดลงขนาดใหญ่โตมันก็ปรากฏตรงหน้า

นัยน์ตาสีดำแพรวพราวจับจ้องผม ขณะที่ผมไล่มองฟันกรามที่เรียงตัวสลับไปมา เคยคิดว่านี่คือการยิ้มทักทายของปลาฉลามหรือเปล่า แต่มันก็แค่ลักษณะปกติของผู้ล่า

ตรงหน้าผมคือฉลามที่มีอายุยาวนานที่สุด

ขนาดตัวเกือบ 90 ฟุตทำให้มันกลายเป็นผู้ล่านัมเบอร์วันของท้องทะเลนี่

“ไง” ผมทัก ทาบมือกับกระจก เหม่อมองขณะที่หัวใจเต้นระรัว เอาหน้าผากไปแนบราวกับตอนนี้ไม่มีอะไรมาขวางกั้น สูดหายใจเข้ารับรู้ถึงการมีตัวตนของกันและกัน

มันคือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าชีวิตนี้ผมอยู่เพื่ออะไร

“ฉันกลับมาแล้ว ดาย

มีชีวิตอยู่เพื่อความตายยังไงล่ะ

เช้าวันใหม่ถูกต้อนรับด้วยกลิ่นกาแฟอ่อนๆ จากคนขี้บ่น

เอริคส่งกาแฟให้ผมตอนเดินออกมาจากห้องนอนในเวลาสิบโมงตรง นั่นแปลว่าผมไปไม่ทันตามเวลาที่นัดเขาไว้เมื่อวาน ร่างสูงถอนหายใจตอนผมยิ้มรับ ไม่มีคำทักทายราวกับใบ้กิน เป็นท่าทีปกติที่ผมไม่เห็นมาเกือบเดือน

ซึ่งไม่เห็นน่ะดีกว่า ไม่มีใครอยากอารมณ์บูดตั้งแต่เช้าหรอก

“ตอนคุณไม่อยู่ ดายกินวาฬที่เราเลี้ยงเข้าไป”

กึก !

“ส่วนหัวอยู่ในท้อง ส่วนหางอยู่ใน...”

“คุณโซลลลล!” ทันที่เปิดประตูเข้าห้องควบคุม ทุกคนในนั้นก็พร้อมใจเรียกเจ้าของศูนย์วิจัยที่เดินมาพร้อมกับหัวหน้าขี้บ่น ผมเกือบทำแก้วกาแฟตก ดีที่จับไว้สองมือเลยหกไปเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองทุกคนที่จัดอะไรเต็มห้องทำงานไปหมด

ผมอ้าปากเหวอมองป้ายต้อนรับและพลุสายรุ้งที่เขายิงกัน บางส่วนมันติดอยู่บนหัวผมจนต้องดึงออกไม่งั้นผมคงกลายเป็นต้นคริสต์มาสให้พวกเขาเล่นกัน

“โว้ว นี่พวกคุณจัดปาร์ตี้ต้อนรับผมเหรอเนี่ย?”

“ก็คุณหายไปนานนี่น่า พวกเราก็คิดถึง” จอร์แดนหัวเราะ เขาคือหนึ่งในสมาชิทีมวิจัยของผม มีหน้าที่ควบคุมจอมอนิเตอร์และตรวจเช็คว่าโซนาร์จับการเคลื่อนไหวอะไรได้บ้าง “พอรู้ว่ากลับมานี่พวกเราแทบไม่นอนเลยนะ รีบเตรียมงานต้อนรับ”

“หรือก็คือหาเรื่องอู้งานกัน” เอริคขัด “นั่นมันงานถนัดของพวกนาย”

“ไม่จริงสักหน่อย พวกเราก็ทำงานนะ” แนชลีย์ยู่ปาก เธอเป็นมันสมองของที่นี่ “ตอนคุณโซลไม่อยู่พวกเราก็ทำงานอย่างหนัก ไม่มีใครอู้เลยนะคะ”

“ผมเชื่อครับ เพราะผมดูพวกคุณผ่านกล้องวงจรปิด”

“!!!”

“คงไม่ได้ลืมใช่ไหมว่าผมเรียกดูได้ผ่านมือถือ คุณเป็นคนทำให้ผมเอง” ผมยกยิ้มขณะที่แนชลีย์หน้าเหวอ เธอคงลืมว่าติดตั้งตัวเรียกดูกล้องวงจรปิดไว้ในมือถือผม เพราะงั้นต่อให้ผมอยู่ไกลแค่ไหน ผมก็รู้ทุกการเคลื่อนไหว รวมถึงปาร์ตี้ที่แอบจัดกันตอนผมไม่อยู่

แต่ผมจะทำเป็นไม่รู้ หักล้างกับที่พวกเขาต้อนรับการกลับมาของผมแล้วกัน

“แต่ยังไงก็ขอบคุณนะครับ ผมซื้อของมาฝากพวกคุณด้วยนะ เอาไว้เดี๋ยวให้เบอร์นาร์ดเอามาให้ทีหลัง”

“แค่คุณกลับมาอย่างปลอดภัยก็ถือว่าดีมากแล้ว” พี่ใหญ่ของทีมอย่างคุณหมอโอเว่น พูดด้วยน้ำเสียงลื่นหูที่ทำเอาผมยิ้มให้อย่างน่ารัก ยกกาแฟขึ้นจิบข้ามส่วนที่หกไปดูจอมอนิเตอร์ รวมถึงจออื่นๆ ที่แสดงถึงข้อมูลหลายๆ ส่วน

หนึ่งในนั้นมีกล้องที่เราทิ้งลงไปในก้นทะเลลึก มันเป็นจุดที่พวกเราสำรวจกันอยู่

“มีอะไรคืบหน้าบ้าง” ผมถามจ้องมองแนวปะการังที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความลึกที่เกินจะหยั่งถึง “ส่งยูโฟร์ลงไปสำรวจตามที่ผมสั่งหรือยัง”

“ส่งไปแล้วค่ะคุณโซล แต่มันดันเกิดปัญหา”

“หืม?”

ดีแลนกัดมันแตกก่อนที่มันจะถึงพื้นซะอีก” ”แนชลีย์พูดพร้อมเปิดภาพวิดีโอตอนที่เจ้าฉลามยักษ์พุ่งเข้ามากัด ขมเคี้ยวของมันตัดผ่านทุกเหล็กแข็งกระทบเข้ากับกล้องจนมันขึ้นรอยแตกให้ได้เห็น “แถมยังทำลายเรือดำน้ำตัวใหม่ที่เราส่งตามไปด้วย”

อีกภาพหนึ่งเป็นภาพตอนที่เรือดำน้ำขนาดเล็กกำลังส่องไฟไปที่พื้นทะเล มีโขกหินและสัตว์เล็กเต็มไปหมด ทว่าไม่นานนักมันก็ถูกพุ่งชน

ภาพปรากฏรอยเขี้ยวของเจ้าตัวร้ายตัวเดิม

“เราเก็บกู้ขึ้นมาไม่ได้ ระบบถูกตัดขาดจนไม่รู้ว่าตกอยู่ส่วนไหน”

“ก่อนหน้านี้มันเกือบกินพนักงานทำความสะอาดคนนึง พอเขาจะขับเรือหนีมันก็ไปดักรอไว้” โทมัสผู้ช่วยแนชลีย์เปิดกล้องตัวใหม่ มันเป็นภาพของเจ้าฉลามตัวใหญ่ที่ว่ายวนเวียนอยู่รอบเรือ ในนั้นมีพนักงานที่ผมจำได้ว่าผมเพิ่งจ้างเขามาทำงานเมื่อเดือนก่อน

ก็แค่คนล้างหินล้างท่อ ไม่ได้สำคัญเท่าทีมวิจัย

“เขาขู่จะฟ้องถ้ารับรองความปลอดภัยไม่ได้”

“ทำงานกลางทะเลจะเอาที่ไหนไปปลอดภัย สิ่งที่ปลอดภัยคืออยู่ในห่างทะเลไว้” ผมพึมพำส่ายหน้าให้กับการขู่นั่น ตอนผมสัมภาษณ์งานเขาก็บอกว่าทำได้ และจะพยายามอย่างหนัก แต่นี่อะไร อยู่ได้ไม่นานก็จะไปซะแล้ว

เขาคงเห็นแก่เงินที่ผมเสนอเท่านั้น

“มีอะไรอีกที่ผมต้องรู้?”

“ดายกินเอ็มเน็ตไปแล้ว”

“หา?” ผมขมวดคิ้ว “วาฬที่เราจับมารักษา?”

“ใช่ค่ะ ส่วนหัวอยู่ในท้องดาย ส่วนหลังอยู่ในปากดีแลน” แนชลีย์ทำหน้าหวาดเสียวมันคือสิ่งที่เอริคพูดกับผมก่อนหน้านี้แต่โดนขัด ผมรีบห้ามปรามไม่ให้พวกเขาเปิดกล้องวงจรปิดในตอนนั้น ผมรู้ดีว่าสภาพมันจะเป็นไง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันทำ “และดูเหมือนมันกำลังเล็งลูกวาฬในบ่อเพาะเลี้ยงของเรา ถ้าเกิดปล่อยออกไป มีหวังคงไม่รอด”

“แล้วไงต่อ”

“แล้วไงต่อ...แล้วไงต่อเหรอ?” เอริคย่นคิ้วใส่ เขามองหน้าผมที่ทำเอาทุกคนรีบหลุบตาลงต่ำ “คุณพูดได้ไงว่าแล้วไงต่อ มันทำลายเรือดำน้ำ อุปกรณ์และคนของเรา แถมจ้องจะกินวาฬที่เราเลี้ยงอยู่”

“แต่ก็ไม่มีคนตายนิ เพราะถ้ามีผมคงได้ยินคุณพูดว่าเสียใจด้วยนะ มีคนตายในภารกิจ”

“แล้ววาฬที่ตายล่ะ?”

“มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ เราห้ามมันได้ที่ไหน”

“แล้วต้องให้มีคนตายก่อนหรือไง คุณถึงจะรู้ว่าพวกมันอันตราย”

“แล้วคุณมีไอเดียเสนอไหมล่ะ ลืมหรือเปล่าว่าเราคือศูนย์วิจัยระบบนิเวศใต้ทะเล” ผมยกยิ้มกวนประสาท หากแต่ทุกคนรู้ดีว่ามันคือการชวนปะทะ “นั่นแปลว่าเราต้องศึกษาทุกสิ่งที่เรากำหนดไว้ และดีแลนกับดายก็คือปัจจัยหลักที่พ่อผมก่อตั้งศูนย์วิจัยนี่ขึ้นมา

ผมกดหน้าจอเปิดภาพเจ้าฉลามพี่น้องที่ตัวใหญ่เกือบ 90 ฟุต พวกมันมีขากรรไกรที่ใหญ่มาก ลำตัวก็ใหญ่กว่าฉลามทั่วไปเกือบสิบเท่า อายุขัยของพวกมันมากกว่าพวกเราทุกคนในศูนย์วิจัยรวมกันสักอีก และทุกคนบนโลกไม่คิดว่ามันจะอยู่ที่นี่

มันคือเมกาโลดอน ฉลามล้านปีที่ควรจะสูญพันธุ์ไปแล้ว

“ถ้าไม่มีมันป่านนี้ศูนย์วิจัยนี่โดนระเบิดทิ้งไปแล้ว และคุณรวมถึงทุกคนก็จะตกงาน” ผมผายมือทำให้เห็นว่าผมทำไรได้บ้าง “แต่เพราะมันยังอยู่ ผมจึงมีหน้าที่สานต่อเป้าหมายของพ่อ คุณเข้าใจไหม?”

“…”

“ส่วนเรื่องเรือดำน้ำ คุณคิดว่าต่อให้เราไม่ส่งยูโฟไปแล้วมันจะไม่ทำลายเหรอ นอกเหนือจากศึกษาพวกมันคือเราต้องศึกษาสิ่งที่อยู่ก้นทะเลอีกนะ อย่าลืมเจตนารมณ์ของเราสิ เอริค”

“…”

“และอย่ามาพูดเหมือนว่าเราต้องฆ่ามันอีก เพราะมันมีค่ามากกว่าคุณ”

ใบหน้าผมนิ่งเรียบวางแก้วกาแฟที่เขาชงให้ลงบนโต๊ะ บรรยากาศดีๆ หายวับไปเมื่อเราสองคนประชันฝีปากกัน เอริคเป็นแบบนั้น ดื้อรั้นและหัวแข็ง เขาชอบอ้างว่ามันไม่ถูกต้องที่เราเลี้ยงเจ้าอสูรกายของทะเล

เมกาโลดอนควรตาย ไม่ใช่ว่ายวนเวียนอยู่แถวนี้

“กลับไปทำงานต่อ และอย่าให้ผมได้ยินคุณพูดมากอีก”

ผมเดินออกมาส่ายหน้าแล้วจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ควันสีขาวคละคลุ้งตอนผมพ่นพลางทิ้งตัวลงนั่งบนแทงก์น้ำสูง มันเป็นจุดเดียวที่มองเห็นวิวโดยรอบได้ดีที่สุด เวลาผมหงุดหงิดหรือมีเรื่องทุกข์ ผมจะมานั่งอยู่ตรงนี้ มองเจ้าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายว่ายไปมา ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ พวกมันล้วนผ่อนคลายความหงุดหงิดผมได้บ้าง

แต่ถ้ามีตัวใหญ่กว่าพวกตัวน้อยจะรีบหนีไปเหมือนถูกกระชากออกจากวงโคจร

ครีบยาวๆ ที่พ้นเหนือน้ำเป็นเตือนให้รู้ว่าไม่มีใครออกไปจากที่นี่ได้ ถ้ามีใครคิดจะย่างกาย...

พวกเขาจะไม่ตายดี

‘เราต้องรักพวกมันให้มากนะลูก พวกมันน่าสงสาร’

‘แล้วพวกมันจะทำร้ายเราไหม?’

‘ถ้าเราไม่ทำ มันก็จะไม่ทำอะไร’

‘…’

‘ลูกต้องรักมันเหมือนที่รักชีวิตตัวเองนะโซล’

ควันสีขาวกระจายตัวออกตอนผมเป่าลมใส่ เศษเสี้ยวความทรงจำไหลเข้ามาตอกย้ำถึงการถูกพันธนาการไว้ มีหลายครั้งที่ผมอยากจะยุบทีมวิจัยแล้วหนีไปให้ไกล แต่หลังจากนั้นสักสองนาทีผมก็รู้ว่าตัวเองทำแบบนั้นไม่ได้

ไม่งั้นวิญญาณพ่อแม่ที่ตายไปคงร้องไห้

พวกท่านคงเสียใจที่ผมทอดทิ้งสิ่งที่ท่านเหลือไว้ให้เป็นอย่างสุดท้าย

“พ่อคงรับไม่ได้ถ้าผมทิ้งมันไปสินะ” ผมพึมพำอัดนิโคตินเข้าปอดแล้วปล่อยออก สบตากับเจ้าเมกาโลดอนตัวพี่ ดายมีขนาดใหญ่กว่าดีแลนนิดหน่อย ตรงครีบมีรอยแหว่งเกิดจากการบุกไม่เลือกหน้าเมื่อสองปีก่อน มันทำลายเรือขนส่งสินค้าที่ขนยาบ้าข้ามฟาก

เรือถูกทิ้งร้างอยู่ใต้มหาสมุทร ส่วนผู้คน...

ก็ตายเกลื่อนทะเล

คุณคงคิดภาพออกว่ามันน่าหดหู่แค่ไหน ชิ้นส่วนร่างกายกระจัดกระจายตอนที่พวกเราไปถึง ตั้งใจว่าจะไปให้การช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ตอนที่ตำรวจมาสอบสวนเราก็ต้องเก็บเงียบ

เราบอกไม่ได้ว่าเมกาโลดอนฆ่าพวกเขา

ถึงผมจะมั่นใจว่าเกือบร้อยเปอร์เซนท์ว่าเขาจะไม่เชื่อว่าเราพูดจริงก็ตาม แต่มันก็มีพวกที่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่

และผมจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นซ้ำสองแน่ๆ

จ๋อม !

ผมโยนเหรียญเงินลงทะเล เรียกความสนใจจากดายที่กำลังจะว่ายหนีไป มันคงกำลังหิวดูได้จากท่าทีงุ่นง่านของมัน ผมเหล่ไปมองก็พบสาเหตุที่ทำให้มันมาวนเวียนอยู่แถวนี้

ลูกวาฬตัวเล็กที่เรารับเลี้ยงดู มันผลัดจากแม่เมื่อสองเดือนก่อน และเพื่อปกป้องไม่ให้มันถูกกิน เราเลยสร้างบ่อขนาดใหญ่ กั้นตาข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อไม่ให้เจ้าสองพี่น้องพังเข้ามากิน อย่างน้อยก็ต้องให้มันโตกว่านี้แล้วเราอาจจะพามันไปปล่อยที่อื่น

แต่คิดว่าตราบใดที่มันยังส่งเสียงได้ มันก็ยังกลายเป็นอาหารอันโอชะของเครื่องจักรสังหารอยู่ดี

“น่าสงสาร” ผมถอนหายใจ จ้องมองเจ้าปลาตัวใหญ่ที่พยายามชนทางเดินเพื่อเข้ามาในนี้ จริงๆ เรามีบ่อที่เชื่อมกับทะเล เอาไว้จับพวกฉลามที่โดนทำร้ายมารักษา ส่วนนึงคือจับมาศึกษาเพื่อไปพัฒนายาตัวใหม่ แต่นานๆ ทีเราจะเปิดให้มันเข้ามาได้

ไม่มีใครอยากตกใจตายตอนเห็นดายหรือดีแลนรอดเข้ามา

“อ้าวคุณโซล ไปนั่งทำอะไรตรงนั้นครับ”

กึก !

“เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก ลงมาเถอะครับ!” ผมโบกมือให้เบอร์นาร์ด เขากำลังทำความสะอาดทางเดินไม่ไกลจากจุดที่ดายว่ายอยู่เท่าไหร่ เจ้าตัวเอามือป้องแสงเพื่อมองผมที่อยู่บนจุดสูงสุดของศูนย์วิจัย มันแทบจะสูงเท่าหอคอยส่งสัญญาณของเรา

“ผมว่าจะกระโดดลงไปเล่นน้ำ!”

“อ๊ะ!”

“ผมอยากว่ายน้ำสักหน่อย” ผมตะโกนบอกเขา ชี้ไปที่บ่อด้านล่าง มันคือบ่อที่เราเปิดไว้ดักปลาฉลาม ตอนนี้มันถูกปิดไว้ดูจากไฟสัญญาณที่ขึ้นสีแดง “อยากว่ายกับผมไหมเบอร์นาร์ด!”

“โอ้ย ไม่ดีหรอกครับ ผมว่ายน้ำไม่เก่ง”

“หึ”

“แต่เล่นน้ำคนเดียว เดี๋ยวก็โดนฉลามลากไปกินหรอกครับคุณโซล...เหวอ!”

ตู้ม !

“เบอร์นาร์ด!” ผมกำลังจะหัวเราะให้กับคำหยอกล้อของเขา แต่ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเบิกตากว้างเมื่อเขาหงายหลังลงไปในทะเลเพราะแรงกระแทกอย่างแรงของดาย เสียงน้ำกระจายตัวดังพอที่จะทำให้เจ้าตัวร้ายเบี่ยงเบน มันหันมามองคนที่ว่ายน้ำไม่เก่ง พยายามตะเกียดตะกายขึ้นจากน้ำ แต่ด้วยชุดและน้ำหนักตัวทำให้การช่วยเหลือตัวเองเป็นไปยากลำบาก

เขากลายเป็นเป้านิ่งชั้นดี!

“บ้าจริง!” ผมสบถกระโดดไปสระด้านล่าง รีบว่ายขึ้นทางเดินไปหาเบอร์นาร์ด วิ่งแข่งกับความเร็วของปลาฉลามแล้วกัดมือตัวเองจนเลือดออกมา กลั้นใจกดแผลให้หยาดแดงหยดลงบนทะเล กลิ่นเลือดจะทำให้ฉลามไขว้เขว ผมเลยกระโดดลงทะเลอีกฝั่งหวังล่อดายมาหา

แต่ผมเหมือนจะลืมไปว่านอกจากดายแล้วยังมีอีกตัวที่พร้อมจู่โจมเข้ามา...

ครีบที่โผล่พ้นน้ำ บ่งบอกว่าดีแลนกำลังตรงมาหาผม

#ฉลามคลั่งรัก

ความคิดเห็น