สิริณ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 849

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 เม.ย. 2562 21:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1
แบบอักษร

แม้จะเป็นเวลาเจ็ดนาฬิกาเศษแล้ว แต่แสงแรกของวันกลับทอลอดพุ่มพฤกษ์ชอุ่มลงมาเบื้องล่างเพียงบางเบา ละอองน้ำค้างหยาดต้องยอดหญ้าเล่นล้อกับประกายแดดเป็นเกล็ดพร่างพรายวับวาม รอบบริเวณชื้นฉ่ำเย็นจัดสมกับเป็นช่วงต้นฤดูหนาว

ชนวีร์แกว่งแขนขยับเนื้อตัวเรียกความกระฉับกระเฉง ขณะก้าวลงบนแผ่นหินตัดซึ่งฝังไว้เสมอพื้นหญ้าเขียวระบัด เพื่อไปยังโต๊ะสนามสีขาวไม่ไกลจากกอสายหยุดอันกำลังส่งกลิ่นหอมขจาย เด็กรับใช้เร่งนำปึกหนังสือพิมพ์เข้าไปยอบตัววางให้เขาอย่างรู้หน้าที่ และเพียงชั่วครู่กาแฟร้อนหอมกรุ่นก็ถูกนำมาเสิร์ฟทันใจ

ชายหนุ่มกางหนังสือพิมพ์กวาดตามองหัวข้อข่าวที่สนใจพลางจิบกาแฟ โดยละมือหนึ่งไว้ประคองแก้วเพื่ออังไออุ่นด้วยความเคยชิน

แต่แล้วอ้อมกอดเย็นจากผิวเนียนลื่นก็จู่โจมเข้ามาโอบเขาไว้จากด้านหลัง ริมฝีปากนุ่มจรดลงที่แนวคางของเขาแผ่วเบา พร้อมเสียงกระซิบอ่อนหวานที่ริมหู

‘อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณสามีที่รัก’ น้ำเสียงผู้พูดเริงร่าสดใส ตรงกันข้ามกับชนวีร์ที่ไม่ขยับกายแม้แต่น้อย ทั้งสีหน้าก็ยังคงมึนตึงไม่เปลี่ยน

หญิงสาวทำไขสือ อ้อมไปนั่งบนพนักเก้าอี้ที่เขานั่ง เธอใช้สองมือประคองใบหน้าเขา แล้วก้มลงมาจูบแก้มเขาอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางรื่นเริงจนเห็นได้ชัด

“ว่าไงพี่วีร์” เสียงเรียกของน้องชาย ปลุกให้ชนวีร์ตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มสะบัดศีรษะเบา ๆ ขณะเหลียวมองไปรอบบริเวณ กลิ่นสายหยุดยังกำจายอยู่ปลายจมูก หนังสือพิมพ์ถูกพับวางอยู่ข้างโต๊ะอาหาร และแก้วกาแฟในมือก็ยังกรุ่นระอุ ทุกอย่างเกือบเหมือนภาพในฝันเมื่อตอนรุ่งสางนั้น ต่างกันก็แต่เพียง...

ไม่มีสตรีผู้นั้น...เจ้าของผิวนุ่มเย็นที่คลอเคลียอยู่ข้างกาย !

ชนวีร์กะพริบตาถี่ รวบรวมสติตั้งใจฟังน้องชาย “ไหนเมื่อกี้นายว่ายังไงนะ”

“ผมถามว่าปีใหม่นี้พี่วางแผนหรือยังว่าจะไปเคาต์ดาวน์ที่ไหน” ภูมิทวนคำถามเดิมให้พี่ชายฟัง

“เห็นมีล่าว่าจะไปเยี่ยมพ่อที่ลอนดอน ยังไงก็คงต้องไปยุโรปมั้ง” ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารพลางตั้งคำถามบ้าง “แล้วนายสองคนล่ะ จะไปที่ไหน”

“ผมลาพักร้อนได้แค่สามวัน รวมกับวันหยุดราชการ คงไปได้แค่ใกล้ ๆ แหละฮะ” ภูมิตอบ

“ว่าไงพลอย อยากไปไหนล่ะ เลือกเต็มที่เลยนะ พี่เป็นเจ้ามือให้เอง”

หญิงสาวยิ้มอ่อน ๆ “ไม่รบกวนพี่วีร์ดีกว่าค่ะ พลอยกับคุณภูมิตั้งใจว่า...”

“รบกวนที่ไหน” ชนวีร์โวยวาย “ทำยังกับเป็นคนอื่นคนไกล ไม่รู้ละ พลอยโทร.ไปหาเลขาฯ พี่ ให้คุณสุจัดการเรื่องตั๋วให้ละกัน ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด เข้าใจไหม”

เสียงดังของพี่ชายสามีทำให้แพรพลอยหน้าเจื่อน จนภูมิวางมือลงบนเรือนผมหยิกสลวยนั้นอย่างอดไม่ได้ ก่อนโยกเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู

“ให้พี่วีร์จัดการให้แหละดีแล้ว ลำพังแค่เงินเดือนผม สงสัยจะพาพลอยไปได้แค่ประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าจะให้ดีพี่วีร์ต้องแถมพ็อกเก็ตมันนี่ให้พลอยไปช็อปปิ้งด้วยสิ สักสี่ห้าหมื่นเป็นไง”

คนเป็นพี่ชูกำปั้นใส่น้องชายพร้อมตีหน้ายักษ์ข่มขู่ “ชักจะมากไปแล้วนายภูมิ มันเรื่องอะไรล่ะ แฟนนายอยากช็อปปิ้ง นายก็จ่ายเองสิ”

“พลอยช็อปปิ้งไม่เก่ง เทียบกับสาว ๆ ของพี่ไม่ได้หรอกน่า” ชายหนุ่มพาดพิง

“เออ แซวกันเข้าไป นายนี่หาเรื่องให้ฉันแต่เช้าเชียวนะ เกิดแม่มาได้ยิน ฉันก็งานเข้ากันพอดี” ชนวีร์บ่นน้องชายอย่างหัวเสีย

“ไหนใครงานเข้ากันจ๊ะ” ยังไม่ทันขาดคำ ผู้ที่เป็นหัวข้อสนทนาก็ส่งเสียงนำมาก่อน แล้วสตรีสูงวัยสวมชุดผ้าไหมตัดเย็บเข้ารูปสวยงามดูรู้ว่ากำลังจะออกไปข้างนอกก็เข้ามาสมทบที่โต๊ะอาหารด้วยสีหน้าสดชื่น

“อ้าว เลยเงียบกันไปหมด แม่ถามทำไมไม่มีใครตอบ” แม้ดวงหน้าจะเจือรอยยิ้ม ทว่าเสียงพูดกลับก้องกังวาน ฟังอย่างไรก็ยังให้ความรู้สึกทรงอำนาจและเข้มงวด

ชนวีร์หน้าเจื่อน ขณะกำลังคิดหาข้อแก้ตัวดี ๆ แพรพลอยก็สวมบทอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยได้ทันท่วงที หญิงสาวรินน้ำส้มใส่แก้วเลื่อนไปหน้าผู้อาวุโส เอ่ยอย่างเอาใจ

“พลอยเพิ่งสั่งเด็กอุ่นข้าวต้มเตรียมไว้เมื่อครู่เอง อีกเดี๋ยวก็คงยกออกมา คุณแม่ดื่มน้ำส้มก่อนสิคะ” หญิงสาวปรนนิบัติมารดาสามีด้วยความคล่องแคล่ว

อภิญญารับแก้วจากมือลูกสะใภ้มาจิบท่าทางอารมณ์ดี “ขอบใจจ้ะพลอย แหม...หวานอมเปรี้ยวกำลังดีเลยลูก ชื่นใจดีจ้ะ” จากนั้นสตรีทั้งสองก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันกระหนุงกระหนิง

ชนวีร์ทอดสายตาดูภาพตรงหน้าด้วยหัวใจอ่อนโยน

จะดีแค่ไหนถ้าคนที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ คือสตรีที่อยู่ในความฝันผู้นั้น

มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักหรอกนะที่เขาจะจดจำความฝันได้ละเอียดชัดเจนทุกบทตอนเช่นนี้ !

กระแสสดชื่นอ่อนหวานคล้ายยังรายล้อมอยู่รอบกาย กรุ่นกลิ่นหอมจางจากสองมือนุ่มที่ประคองดวงหน้าเขาไว้เหมือนยังลอยอวลอ้อยอิ่งอยู่ที่ปลายจมูก ไหนยังจะรอยประทับที่แก้มเขาอีก ช่างสมจริงจนเขาแทบรอให้ถึงวันที่ได้พบเจอเธอผู้นั้นไม่ไหว !

เขาจำรสสัมผัสของเธอได้แม่นยำ จำความรู้สึกปรีดาเหมือนมีขนนกปลิวคว้างเล่นล้อสายลมอยู่ในหัวใจได้แจ่มชัด และสมองก็บันทึกคำพูดของเธอไว้ทุกถ้วนถ้อยราวกับข้อความที่ตอกสลักลงบนผาหิน

**คุณสามีที่รัก...ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อนึกถึงตรงนี้

แค่คิดว่าจะมีใครสักคนกระซิบกระซาบเรียกเขาเช่นนี้ หัวใจก็เต้นเป็นจังหวะแปลก ๆ เสียแล้ว

ชนวีร์กดปลายนิ้วลงบนหัวตา นิ่งนึกทบทวนความฝัน เขาจำวงแขนนุ่ม อ้อมกอดอุ่น และคำเรียกขาน ‘คุณสามีที่รัก’ ได้แม่นยำ แต่ไม่ว่าจะเพียรพยายามเท่าไร เขากลับนึกใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นไม่ออก...เหมือนเดิม !

​.

.


บ่ายวันเดียวกันนั้นเมื่ออภิญญากลับจากข้างนอก เด็กรับใช้ก็เข้าไปรายงานว่าแขกที่นัดไว้มารอพบอยู่แล้ว นายหญิงของบ้านก้าวเข้าไปในห้องรับรองสีเขียวอ่อน อันมีชุดโซฟาสีน้ำตาลไหม้ขลิบขอบครีมสว่างวางอยู่ตรงกลาง รอบห้องตกแต่งด้วยเครื่องเรือนน้อยชิ้น โดยผนังฟากหนึ่งเจาะหน้าต่างบานกว้างกินพื้นที่เกือบทั้งหมด เผยให้เห็นสวนเขียวขจีขนาดใหญ่เบื้องนอก สร้างบรรยากาศในห้องให้ร่มรื่น สดใส เพิ่มความเป็นกันเอง

สตรีผู้หนึ่งนั่งคอยอยู่ที่โซฟาด้วยท่าทีกระวนกระวาย ครั้นเห็นหญิงเจ้าบ้าน หม่อมราชวงศ์ศจีรัตน์ ธนากร ก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพด้วยท่าทีนอบน้อม

อภิญญารับไหว้แล้วเข้าไปนั่งเคียงข้าง “ขอโทษนะคะคุณหญิงที่ทำให้ต้องคอย พอดีดิฉันมีประชุมที่บริษัทฯ นิดหน่อยน่ะค่ะ”

“หญิงต่างหากละคะที่ต้องขอบคุณคุณพี่ที่เจียดเวลาให้พบ” เธอกวาดตามองไปรอบห้อง หาเรื่องชวนคุยก่อนโดยมารยาทอันดี “นี่คุณพี่จัดห้องใหม่หรือคะ หญิงจำได้ว่าคราวก่อนห้องนี้ใช้เฟอร์นิเจอร์ชุดหลุยส์”

เจ้าบ้านยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ “ความคิดของสะใภ้เล็กน่ะค่ะ เขาแนะนำว่าวันไหนทำงานเหนื่อย จะได้มีที่นั่งพักสายตา” เธอชี้ไปยังภาพเขียนรูปกองฟางรอบห้อง “พอทาสีลงวอลเปเปอร์เรียบร้อย ภูมิเลยเกิดไอเดีย ไปกว้านซื้อพวกรูปสไตล์โมเน่ต์มาแต่งห้องกันยกใหญ่ สุดท้ายเขาเลยเรียกห้องนี้ว่าห้องโมเน่ต์น่ะค่ะ”

ผู้ฟังฝืนยิ้มระรื่น กดซ่อนความริษยาไว้ในอกอย่างยากเย็น ทำไมชีวิตคนบางคนถึงสมบูรณ์พูนสุขเช่นนี้หนอ ใช้เงินได้เท่าที่อยากใช้ ขณะที่เธอเอง...แม้แต่ส่วนที่ไม่อยากใช้ กลับยังต้องกัดฟันปันจ่ายออกไป !

ศจีรัตน์รอจนเด็กรับใช้ที่เข้ามาคุกเข่าเสิร์ฟน้ำให้เจ้านายเดินลับไปแล้ว จึงเริ่มต้นพูดธุระที่ตั้งใจมากระทำ โดยมุ่งเข้าประเด็นทันที “ที่หญิงมาวันนี้ ก็เพราะมีเรื่องมารบกวนคุณพี่น่ะค่ะ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดี ข้างนอกก็แย่กันไปหมด ที่บริษัทฯ ก็กระทบค่ะคุณพี่ หญิงก็เลยค่อนข้างจะ...ลำบาก”

“คุณหญิงมีอะไรจะให้ดิฉันช่วยก็บอกมาเถอะค่ะ” อภิญญาช่วยเปิดทางให้อีกฝ่ายอึดอัดใจน้อยลง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้างดงาม ทำให้ผู้เป็นแขกมองไม่ออกว่าแฝงความรู้สึกใดไว้บ้าง

หม่อมราชวงศ์หญิงหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มออกจากกระเป๋าถือ เธอกดสปริงเปิดฝาเผยให้เห็นว่าภายในเป็นเครื่องเพชรครบชุด โดยสร้อยคอจัดเป็นทรงดอกพิกุลตลอดทั้งเส้น เข้าคู่กับสร้อยข้อมือ แหวนและต่างหูลวดลายเดียวกัน โดยมีจี้รูปหัวใจป่องกลางล้อมเพชรเกาะหนามเตยขนาดเท่าลูกชิ้นซึ่งสะดุดตาคนมองที่สุด ไฟดาวน์ไลท์บนเพดานส่องลงมากระทบเหลี่ยมทำให้เพชรน้ำงามส่องแสงพราวพร่างระยิบระยับ

อภิญญาหยิบเครื่องเพชรขึ้นมาพิจารณาทีละชิ้นด้วยความพึงใจ เมื่อวางของทั้งหมดกลับคืนลงกล่อง เธอก็ปิดฝาและเลื่อนแอบไว้ข้างกาย

“สวยมากเลยค่ะ นี่ดิฉันควรช่วยคุณหญิงที่ตัวเลขไหนดีคะ” อภิญญาถามด้วยดวงหน้าเจือยิ้ม ด้วยต่างก็แจ้งใจอยู่พอกัน ว่าเหตุการณ์เช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

ครั้นได้คำตอบจากศจีรัตน์แล้ว เธอจึงไขกุญแจหยิบสมุดเช็คจากลิ้นชักโต๊ะข้างโซฟา เขียนข้อความอย่างรวดเร็วโดยไม่อิดเอื้อน ก่อนฉีกกระดาษแผ่นน้อยออกส่งให้ผู้เป็นแขก “คุณหญิงเบิกเงินสดได้เลยค่ะ”

ด้วยศักดิ์ศรีแห่งขัตติยนารี คุณหญิงศจีรัตน์อยากคว้ากล่องกำมะหยี่นั้นกลับคืน แล้วออกไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด ทว่าด้วยความจำเป็นที่บีบบังคับ เธอจึงทำได้แค่ปั้นยิ้มขณะเอื้อมมือไปรับเช็คมาแต่โดยดี

แม้จะเสียดายสมบัติที่ท่านพ่อกับหม่อมแม่ทิ้งไว้ให้ใจแทบขาด แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น โชคยังเป็นของเธออยู่เมื่อของทุกชิ้นที่ทยอยนำมาแลกเปลี่ยนกับอภิญญา นายหญิงผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งณัฐภัทรคอร์ปอเรชั่นไม่เคยเกี่ยงงอนเรื่องราคา และที่ดียิ่งกว่าก็คือของพวกนั้นไม่เคยถูกเจ้าของใหม่นำมาใช้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอจึงไม่ต้องคอยตอบคำถามของใครต่อใครให้เสียหน้าไปมากกว่านี้

“ขอบคุณค่ะ ถ้าไม่ได้คุณพี่ หญิงยังนึกไม่ออกเลยว่าจะไปพึ่งพาใคร” เธอทำหน้าเศร้าทอดถอนใจ “ที่ต้องวุ่นวายอย่างนี้ก็เพราะหญิงกำลังจัดงานแต่งงานให้ลูกชายน่ะค่ะ เพิ่งรู้ว่าสมัยนี้จัดงานทีนึงมันแพงเหลือใจ หยิบจับอะไรก็เป็นเงินไปหมด ไอ้ครั้นจะงดโน่นเว้นนี่ก็ทำไม่ลง ตานนก็ห้ามนะคะ บอกว่าอยากจัดเลี้ยงกันเองภายใน แต่แหม...ทายาทกลุ่มธนากรจะสละโสดทั้งที หญิงยอมไม่ได้หรอกค่ะ งานนี้ก็เลยต้องขอขัดใจลูกชายบ้าง” สีหน้าราชนิกุลสาวใหญ่เริ่มมีรอยยิ้มเมื่อได้เอ่ยเรื่องที่ยังคงเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด...บุตรชายของเธอ

“ดิฉันเห็นด้วยกับที่คุณหญิงทำค่ะ เด็กสมัยนี้ก็เป็นอย่างนี้แหละ ชอบหาว่าเราโอเว่อร์ ตอนดิฉันจัดงานให้ตาภูมิ รายนั้นก็บอกแต่จะจัดงานเล็ก ๆ ทั้งที่แขกของเขาน่ะ ทั้งเจ้ากระทรวง ทั้งท่านทูต เพื่อนฝูงรวมแล้วเป็นพัน ขืนจัดตามที่เขาบอก ผู้หลักผู้ใหญ่คงคิดว่าเราไม่ให้เกียรติแน่ จริงไหมคะ”

“จริงค่ะ” ศจีรัตน์พลอยพยักหน้าไปด้วย “ดีละ นี่ถ้าตานนบ่นอีก หญิงจะขอยืมคำของคุณพี่ไปอธิบายบ้างนะคะ” เธอยิ้มแย้ม แต่ในใจกลับหมั่นไส้สตรีตรงหน้าเหลือกำลัง ฟังเธอพูดถึงลูกชายหน่อยไม่ได้ ต้องรีบเล่าเรื่องของตัวเองบ้างเชียว หนอย...ลูกชายคนเล็กเป็นทูต ยายเศรษฐีใหม่เอาแต่จ้องหาโอกาสพูดถึงไม่ขาดปาก ทีลูกชายเพลย์บอยคนโตที่ยังลอยชายไปมา ไม่เห็นพูดถึงสักคำ !

“แล้วหลานวีร์ล่ะคะ ใกล้จะมีข่าวดีหรือยัง หญิงเห็นหนังสือพิมพ์แซวเรื่องดาราผ่านตาอยู่สองสามหนแล้ว ตกลงว่าคนนี้คุณพี่อนุมัติแล้วหรือคะ” เธอตีลงตรงจุดอ่อนของคู่สนทนาเต็มแรง

เจ้าบ้านยิ้มละไม น้ำเสียงปนรอยขบขัน “ถ้าเชื่อตามหนังสือพิมพ์ สงสัยตอนนี้ดิฉันคงมีสะใภ้ใหญ่ไปหลายคนแล้วละค่ะ” คำตอบนั้นกึ่งเหน็บแนมบรรดาผู้หญิงที่เคย ‘เป็นข่าว’ ทั้งหลาย และผู้ที่ ‘หูเบา’ เชื่อข่าวซุบซิบจากหน้าหนังสือพิมพ์ไปพร้อมกัน

ศจีรัตน์หน้าเจื่อน ชักร้อนตัว “หญิงเจอคุณวีร์ทีไร ก็เห็นยังไม่ควงใครเป็นตัวเป็นตน สงสัยหลานชายคงตั้งสเป็ก ‘นางในฝัน’ ไว้สูงหรือเปล่าคะคุณพี่ เลยยังหาไม่เจอสักที” แม้น้ำเสียงเป็นเชิงเอื้อเอ็นดู ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น

“เรื่องของเด็ก ๆ ดิฉันไม่ค่อยติดตามวุ่นวายหรอกค่ะ ปล่อยให้เขาใช้ชีวิตของเขาไป ไม่อยากไปเร่งรัดอะไรด้วย เมื่อไหร่เขาเจอคนถูกใจก็พามาให้รู้จักเองแหละ” อภิญญากล่าวตัดบทเรียบ ๆ

ศจีรัตน์สนทนาต่ออีกสักพักก็ลากลับ ปล่อยให้เจ้าบ้านนั่งอยู่ในความเงียบตามลำพัง อภิญญารู้สึกสะกิดใจอย่างแปลก ๆ เมื่อนึกถึงคำ ‘นางในฝัน’ ของผู้มาเยือนซึ่งคล้ายยังลอยอ้อยอิ่งวนเวียนอยู่ในอากาศรอบตัว

สตรีสูงวัยนึกถึงเหตุการณ์เก่า ๆ ที่เธอแทบจะลืมไปแล้ว

สมัยชนวีร์เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมใหม่ ๆ เขามักมีเรื่องเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมาเล่าให้แม่ฟังเสมอ ทีแรกเธอคิดว่าลูกพูดถึงเพื่อนที่โรงเรียน แต่เมื่อเด็กชายเล่าเรื่องที่ ‘เห็น’ เพื่อนคนที่ว่านั้นไปเที่ยวฮ่องกง หรือบางทีลูกก็เอาคำภาษาจีนมาถามเธอเพียงเพราะเด็กคนนั้นพูดอ้อแอ้ให้ได้ยิน เธอก็เริ่มเอะใจจนต้องจับลูกชายมานั่งคุย และให้เขาเล่าเรื่องของเด็กหญิงผู้นั้นให้ฟังโดยละเอียด

คำบอกเล่าของชนวีร์ฟังดูเหลือเชื่อ เพราะลูกย้ำว่าเขา ‘ฝัน’ ถึงเด็กหญิงคนเดิมซ้ำกันตลอด ! แต่เมื่อให้อธิบายหน้าตาของเด็กคนนั้น เขากลับบอกว่าจำไม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แล้วบุตรชายของเธอรู้ได้อย่างไร ว่าคนที่เขาฝันถึงบ่อย ๆ เป็นเด็กผู้หญิงคนเดียวกัน

เหตุการณ์หลังจากนั้นเป็นเหมือนมรสุมลูกใหญ่สำหรับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างอภิญญา เธอยอมรับไม่ได้ว่าลูกชายมองเห็นภาพหลอน หรือมีเพื่อนในจินตนาการ ท้ายที่สุดเธอจึงตัดสินใจพาเขาไปพบจิตแพทย์เพื่อตรวจเช็กสมอง ผลปรากฎว่าเด็กชายชนวีร์ไม่มีความผิดปกติใดทั้งสิ้น เธอทำทุกวิถีทางแม้แต่พาลูกไปหาพระอาบน้ำมนต์ สะเดาะเคราะห์ หรือแม้แต่ซินแสจีนที่อ้างว่าไล่ผีได้ ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อจะช่วยให้บุตรชายของเธอเลิกหมกหมุ่นถึงเด็กหญิงคนนั้นเสียที

อภิญญาจมอยู่กับความทุกข์จนหลวงปู่ที่เธอนับถือต้องเตือนสติ และหลังจากที่ทำพิธีบังสุกุลตายบังสุกุลเป็น(**) ให้บุตรชายเสร็จแล้ว ท่านก็เรียกชนวีร์เข้าไปนั่งใกล้ ๆ

‘ตั้งใจฟังหลวงปู่นะเจ้าตัวเล็ก ตำราไทยโบราณหรือแม้แต่ในทางพุทธศาสนาน่ะ แบ่งความฝันออกเป็นสี่อย่าง เรียกว่า ธาตุโขภะ บุรพนิมิต จิตนิวรณ์ แล้วก็เทพสังหรณ์

‘ธาตุโขภะเกิดจากการที่ธาตุใดธาตุหนึ่งในตัวเราปั่นป่วน อาจเกิดจากการที่เรากินมากหรือน้อยเกินไป ทำให้ร่างกายไม่ปกติ ทีนี้พอเข้านอนเลยทำให้เราฝันอะไรแปลก ๆ’

เด็กชายพยักหน้า ตั้งใจฟังตาแป๋ว

‘จิตนิวรณ์คือเราเอาใจไปพัวพันจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยรูป รส กลิ่น เสียง หรือสัมผัส ซึ่งรสกิเลสพวกนี้มันจะเกาะติดกับจิตจนเราเก็บเอาไปฝัน ความฝันสองอย่างแรกเนี่ยเชื่อถือไม่ได้

‘เทพสังหรณ์ก็เข้าใจง่าย ๆ คือเทวดาท่านมาดลใจให้เราฝันหรือเห็นบางสิ่ง

‘ส่วนบุรพนิมิต อันนี้สำคัญนะเจ้าตัวเล็ก มนุษย์เราเกิดและตายมาหลายชาติภพ เคยทำมาทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว บุรพนิมิตจึงหมายถึงกรรมดีที่เคยกระทำส่งผลให้จิตเป็นกุศลและใสสะอาดพอที่จะรับรู้ญาณล่วงหน้าผ่านทางความฝัน’

น้ำเสียงเปี่ยมเมตตาของหลวงปู่เอ่ยต่อ แต่คราวนี้หันมาทางมารดาเด็กชาย

‘โยมไปพิจารณาให้ดีเถิดว่าที่ลูกชายฝันน่ะมันตกเข้าเรื่องไหน ตั้งสติให้มั่นอย่าไปปรุงแต่งมากนัก ไอ้เรื่องทำของหรือผีเข้าเนี่ย จิตเรามันคิดไปเองทั้งนั้น เด็กผู้หญิงคนนี้อาจเป็นบุรพนิมิตของเจ้าตัวเล็ก วันหน้าเขาอาจเจอกันจริง ๆ ก็ได้ ส่วนที่โยมกังวลว่าเขายังฝันถึงบ่อย ๆ อาตมาว่าปล่อยให้เจ้าหนุ่มมันโตขึ้นอีกหน่อย พอจิตมีเรื่องราวเข้ามาปะปน ไม่ใสสะอาดอย่างที่เป็นอยู่ ความฝันพวกนี้ก็คงเลือนไปเองนั่นแหละ’

บุรพนิมิตจึงเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดที่เธอพอหาได้

อภิญญาไล้ปลายนิ้วลงบนกล่องกำมะหยี่ข้างตัว ขณะสายตาเหม่อมองออกไปยังสนามหญ้าเบื้องหน้า

วีร์เลิกพูดเรื่องเด็กคนนั้นตั้งแต่ตอนไหนนะ? มัธยม! ใช่! พอเริ่มเข้ามัธยม เขาก็เลิกพูดถึงเด็กหญิงในความฝันคนนั้น**

การ ‘รักษา’ ที่เธอเพียรหาให้ลูกชายยุติลงโดยสิ้นเชิง เธอจึงแทบจะลืมเหตุการณ์นั้นไปแล้ว แต่คำ ‘นางในฝัน’ ที่ได้ยินศจีรัตน์พูดถึงวันนี้กลับกวนเธอใจอย่างน่าประหลาด

ลูกชายเธอ ยังฝันถึงเด็กคนนั้นอยู่หรือเปล่านะ

[1](**) การทำพิธีบังสุกุลตาย บังสุกุลเป็น จัดเป็นการสะเดาะเคราะห์อย่างหนึ่ง เชื่อกันว่าช่วยให้ทุกข์โศกและเคราะห์ภัยไม่มาแผ้วพาน

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .


sds


ภาพรักในฝัน เคยตีพิมพ์สองครั้งกับ สำนักพิมพ์อรุณ

ตอนนี้สิริณนำมาจัดทำเป็นฉบับอีบุ๊ก

หยิบมาโพสต์ให้ทดลองอ่านก่อนตัดสินใจซื้อค่ะ

สิริณจะลงให้อ่านจนจบ แล้วลบครึ่งเล่มนะคะ

.


ภาพรักในฝัน ราคา 219 บาท

mebmarket >> http://bit.ly/2U5XWXu>http://bit.ly/2U5XWXu

ookbee >> http://bit.ly/2YTz2Oh>http://bit.ly/2YTz2Oh

Hytexts >> http://bit.ly/2I59t7z>http://bit.ly/2I59t7z

.


นักอ่านท่านใดสนใจฉบับหนังสือ

สิริณยังพอมีเหลือเล่มอยู่ไม่ถึงสิบเล่ม

สามารถสอบถามได้ที่ m.me/SirinFC m.me/SirinFC

หน้าปกฉบับตีพิมพ์ค่ะ


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น