พริ้วพลิ้ว
email-icon

หนึ่งเม้นต์ หนึ่งแรงผลักดัน

Chapter4 เด็กน้อยกับความร้ายกาจ (รีไรท์)

ชื่อตอน : Chapter4 เด็กน้อยกับความร้ายกาจ (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.4k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2562 20:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter4 เด็กน้อยกับความร้ายกาจ (รีไรท์)
แบบอักษร

ตอนที่ 4 : 

 

 

“คิดจะทำอะไรน่ะ!” ทันทีที่เจ้าพนัสหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ คนที่ดูแล้วน่าจะเป็นพ่อของคุณธีร์อะไรนั่นก็เอ็ดขึ้นมาเสียงดัง เด็กน้อยถึงกับสะดุ้ง ท่าทางเหลอหลาของคนที่ชอบทำหน้าเอ๋ออยู่แล้วทำเอาคุณย่าแสงดาวหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ 

คิดจะทำอะไรน่ะเหรอ พนัสยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักหน่อย ก็พออาบน้ำเสร็จแล้วลงมาที่โถง คุณหญิงหยาดทิพย์ก็เรียกให้เขามานั่งร่วมวงทานอาหารเช้าด้วยกัน เขาก็มาตามคำบอกแล้วนี่ไง 

พนัสผิดตรงไหนเนี่ย.. 

พอคิดเหตุผลที่ถูกเอ็ดไม่ออก เจ้าตัวเล็กเลยขมวดคิ้วมุ่น ปากก็เผยอออกหน่อยจนคนรอบข้างผุดรอยยิ้มขึ้นมา เอ็นดูในความอ๊องของสมาชิกใหม่ 

“ใครอนุญาตให้มานั่งร่วมโต๊ะกับเรา” คำตอบที่ได้รับจากว่าที่คุณพ่อทำเอาพนัสยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ปากพึมพำคำว่า อ้าว ออกมาเบาๆพลางดวงตากลมโตก็เลื่อนไปมองใบหน้าหยาดทิพย์แบบต้องการตัวช่วย 

“หยาดเองค่ะ” คุณแม่พูดขึ้นมานิ่งๆพร้อมกับรอยยิ้มแสนสง่า ให้คนเป็นสามีชะงักไปนิดหน่อย ชญานนท์หน้าเครียด ถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างคนยอมเมียแต่ก็ไม่วายกล่าวต่อในระดับเสียงที่เบาลงกว่าเดิมโข 

“แล้วทำไมไม่ให้เด็กนี่ไปกินกับพวกแม่บ้านในครัว” 

“ผ้าแพรไม่ใช่เด็กนี่นะคะคุณ ผ้าแพรเป็นลูกสะใภ้เรา” พนัสแทบจะยกมือขึ้นมากุมขมับเมื่อเขาเป็นประเด็นให้สองสามีภรรยาเริ่มพูดกันเสียงดังอีกแล้ว 

พอได้รับการยืนยันแล้วว่ายังไง๊ยังไงพนัสกับไอ้คุณธีร์นั่นก็ต้องแต่งงานกัน จุดที่คนพ่ออคติกับหนูน้อยเลยดูเป็นเรื่องขำๆไปเลย ดูสิ ทั้งโต๊ะมองการมีปากเสียงกันเรื่องสะใภ้ใหม่ด้วยรอยยิ้มขำขัน ถ้าเป็นเมื่อวานนะ.. คงทำหน้าเครียดเหมือนสมองจะระเบิดแล้วแน่ๆ 

“น้องแพรลองกินนี่ดู ทะเลผัดฉ่าของป้าเพียร อร่อยม๊าก” พนัสถูกดึงความสนใจไปเมื่อพี่สาวของคุณธีร์ตักอาหารมาใส่ในจานให้ คงเป็นการบอกนัยๆล่ะมั้งว่าไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอก 

“นี่คุณจะเอาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มานั่งร่วมโต๊ะกับครอบครัวเราแบบนี้ไม่ได้นะหยาด” ประโยคถัดมาของชญานนท์ทำเอาเจ้าของประเด็นที่นั่งเป็นตอไม้อยู่ตรงนี้รีบยัดอาหารเช้าเข้าปาก ไม่ได้อยากไปใส่ใจอะไรกับคำพูดของคนคนนั้นมากหรอก แต่ให้ทำยังไงได้ พวกเขากำลังพูดถึงเราอยู่ เป็นใครใครก็ต้องเงี่ยหูฟังบ้างล่ะ 

เด็กที่ไหนไม่รู้งั้นเหรอ จะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ยังไม่มีใครอ้าปากถามกันสักคน 

เจ้าพนัสตัวน้อยยังคงเคี้ยวข้าวไปเรื่อยๆ พยายามทำหูทวนลม ทว่าเมื่อเหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆแล้วก็ต้องอึ้ง 

ธีรธรที่ตอนนี้ก็กำลังถูกพ่อแท้ๆพูดถึงอยู่เหมือนกันนั้นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์นิ่ง มือข้างหนึ่งยกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปาก เป็นการตัดทุกสิ่งอย่างออกจากสารบบของตัวเองโดยสิ้นเชิง  

..ซึ่งคนน้องที่แอบมองอยู่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้แน่ๆ 

“เอ.. ว่าแต่น้องแพรบ้านอยู่ไหนเหรอ พี่ทัดยังไม่รู้เลย” ลูกสาวคนโตของบ้านว่าพลางยกฝ่ามือเรียวสวยขึ้นมาเชยคาง ธีรนาฎไม่เห็นด้วยกับการที่คุณพ่อเรียกว่าที่น้องสะใภ้ของเธอว่าเด็กที่ไหนไม่รู้ ถึงคุณพ่อจะไม่ชอบน้องเพราะน้องเป็นเด็กผู้ชาย แต่ดูรวมๆแล้วพนัสก็นิสัยดี น่ารักจะตายไม่ใช่หรือไง 

นั่นแหละเธอจึงตัดหน้าคุณพ่อของตัวเองโดยการถามน้องสะใภ้ในอนาคตด้วยคำถามที่คุณพ่อจะได้ไม่ต้องเรียกน้องว่าเด็กที่ไหนไม่รู้อีก 

“เอ่อ..บ้าน.. แพร” ซึ่งท่าทีอึกอักของเจ้าตัวเล็กก็ฉุดสายตาจากทุกคนได้อย่างดีเยี่ยม ขนาดที่พี่ธีร์เขายังต้องละสายตาจากหนังสือพิมพ์แล้วหันมามองอย่างอยากรู้ในคำตอบ ในหัวก็สงสัยว่าเด็กมันจะตะกุกตะกักทำไม กะอีแค่บอกว่าบ้านอยู่ไหนมันยากไปหรือไง 

“..คือ” 

“ต้องครรลอง” 

เป็นฝ่ายคุณย่าเองที่ตอบคำถามแทนพนัส ทุกคนหันไปมอง ครุ่นคิดว่าไอ้ต้องครรลองที่ว่านี่มันคือที่ไหน มันคืออำเภอไหนในจังหวัดอะไร หากแต่แสงดาวที่มองสถานการณ์ออกก็วางผ้าเช็ดปากลงกับโต๊ะอย่างนุ่มนวล และกล่าวต่อไป 

“สถานสงเคราะห์เด็กต้องครรลอง อยู่นนทบุรี” 

เมื่อคำตอบที่ชัดเจนดังแหวกอากาศมาเข้าหู ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันเงียบลง มีก็แต่ธีรธรนั่นแหละที่กำลังนั่งงงว่าทำไมจู่ๆบรรยากาศก็วังเวงแปลกๆ แล้วทำไมทุกคนต้องหันมามองไอ้เด็กที่นั่งข้างๆเขาด้วย  

และเมื่อได้เริ่มทบทวนสิ่งที่ตนเองไม่ได้ตั้งใจฟังเมื่อกี้อีกที 

บ้านมันอยู่สถานสงเคราะห์เด็ก.. ก็เท่ากับว่าไอ้เด็กนี่.. 

ยากจน 

ไม่มีพ่อแม่ 

ถูกทิ้ง 

เป็นเด็กกำพร้า 

ใช่เลย!! 

พอสมองของท่านประธานประมวลผลเรียบร้อย ธีร์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันไปมองว่าที่เจ้าสาว พนัสทำได้แค่ยิ้มแห้งๆมาให้เมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตัวเอง ส่วนไอ้คุณธีร์น่ะเหรอ.. ยกมือขึ้นมาตบหน้าผากตัวเองเบาๆ 

นี่เขาต้องแต่งงานกับผู้ชายไม่พอ ไอ้ผู้ชายคนนั้นยังเป็นเด็กกำพร้าอีกเหรอเนี่ย.... 

ให้ตายเถอะชีวิต ชาติก่อนไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้วะธีร์เอ้ย 

“อ้าว.. อายุยี่สิบห้ายี่สิบหกแล้วนี่ ได้เรียนมหาลัยกับเขาหรือเปล่า” คราวนี้เป็นคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะที่เอ่ยปากถาม ชมธารไม่ได้มีความสนใจใคร่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนั้นหรอก เขาแค่ไม่ต้องการหลานสะใภ้ที่ไม่มีวุฒิการศึกษา 

“ครับคุณท่าน แพรจบจิตรกรรมจากXXX” หันไปให้คำตอบพร้อมรอยยิ้มก่อนที่พนัสจะกลับไปให้ความสนใจที่อาหารตรงหน้าราวกับว่าเรื่องที่พูดไปเป็นเรื่องธรรมดา 

แต่หารู้ไม่ว่าทั้งโต๊ะเขาพากันอึ้งไปหมดแล้ว 

ก็ไอ้มหาลัยที่น้องเรียนจบมามันเข้ากันง่ายๆเสียที่ไหน มหาลัยอันดับหนึ่งของประเทศเชียวนะนั่นน่ะ อัตราการแข่งขันโคตรสูง หนึ่งคณะรับนิสิตไม่ถึงร้อย แต่คนสมัครสอบแตะถึงหมื่น ให้ตายเถอะ แล้วพอเข้าไปไม่ใช่ว่าจะสบาย เนื้อหาการเรียนยากกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขา กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์สอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย 

“แพรสอบชิงทุนเอาน่ะครับเลยได้เรียน แฮะๆ” เจ้าพนัสที่หาเรื่องพีคมาให้ทุกคนได้ทุกชั่วโมงว่าต่อแล้วหัวเราะแห้งๆออกมา 

ก็ทุกคนเขาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อกันนี่ สงสัยเป็นเพราะค่าเทอมของมหาลัยในแต่ละปีมันสูงลิบจนซื้อบ้านได้ทั้งหลังมั้ง พวกเขาเลยไม่คิดว่าเด็กแบบพนัสจะมีปัญญาไปเรียน 

คำขยายความที่บอกว่าสอบชิงทุนได้ยิ่งทำให้ศักดาธีรโภคินเงิบไปกันใหญ่ ถ้าเด็กมันสอบชิงทุนได้จริงๆมันก็โคตรเทพแล้ว การพรรณนาถึงความยากแสนยากด้านบนนั้นมันจะไปสู้อะไรกับการสอบชิงทุนได้ 

ไอ้เด็กนี่ร้ายไม่เบา 

“เอ.. เห็นคุณแม่บอกว่าแพรเป็นครูสอนเด็กประถม จบตั้งขนาดนั้นแล้วทำไมไม่หางานที่มันได้เงินเยอะกว่าครูละ” ธีรนาฎที่มีเรื่องเงินทองวนเวียนอยู่รอบกายตั้งแต่เล็กจนโตถามอย่างไม่เข้าใจ 

เธอสงสัยจริงๆ ถ้าเอาใบสมัครไปยื่นให้บริษัทระดับประเทศยังไงเขาก็รับถ้าจบจากที่นั่น ทำไมพนัสถึงเลือกมาเป็นครูธรรมดาๆกันนะ 

ได้ฟังแบบนั้นคนน่ารักก็วาดรอยยิ้มหวานแสนหวานออกมา 

“แพรไม่ได้สนใจเรื่องเงินหรอกครับ อีกอย่างโรงเรียนนั้นอยู่ใกล้ต้องครรลอง แล้วตอนนั้นเขาไม่มีครูศิลปะพอดี แพรเลยอาสา” เจ้าตัวกะจ้อยร่อยของเราให้คำตอบออกไปด้วยความจริงใจ พอไม่มีใครถามอะไรแล้วก็หันไปสนใจอาหารเช้าแสนอร่อยตรงหน้าต่อ 

..โดยที่ไม่รู้เลย ว่ามีใครบางคนที่นั่งจิบกาแฟอยู่และกำลังเหลือบมองมาทางนี้ ในใจก็คิดขึ้นมาอย่างฉุนอยู่หน่อยๆว่า 

คนบ้าอะไรอย่างกับหลุดออกมาจากในละคร 

“ใช่สิ.. แล้วเราย้ายมาอยู่นี่จะไปทำงานยังไงล่ะเนี่ย นนฯอยู่ไกลด้วย ไปกลับทุกวันคงไม่ไหวมั้ง” ธีรนาฎพูดต่อก่อนจะหันไปหยิบผ้าเช็ดปากไปจัดการให้ลูกสาวตัวดีที่นั่งแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อกับพนัสมาตั้งแต่ต้นชั่วโมง 

“อืม.. ไม่รู้สิครับ ดีที่ตอนนี้ปิดเทอมอยู่ แต่ถ้าเปิดเทอมแล้วแพรก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วคุณหญิง.. เอ่อ.. คุณแม่ก็บอกว่าจะจัดการให้น่ะครับ ก็เลยยังไม่ได้คิด” พนัสว่าจบก็ถลึงตาใส่หลานสาว ทำหน้าดุพลางชี้นิ้วเมื่อแอบเห็นเจ้าตัวเล็กหยิบผักออกจากจาน แน่นอนว่าพอโดนจับได้ เด็กหญิงข้าวเจ้ายู่ปากขัดใจแต่ก็ยอมกินเข้าไปอยู่ดี 

ส่วนเรื่องงานที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี่ พนัสยังไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ เพราะมันอยู่ในช่วงปิดเทอมด้วยแหละเลยไม่ได้ซีเรียสอะไร แถมพอคุณแม่ที่ดูเหมือนจะเป็นคนที่จัดการทุกอย่างได้บอกว่าจะจัดการทุกอย่างให้เอง ตอนนั้นเลยหลงไปกับคำเชื้อเชิญเอาดื้อๆ 

“แม่คิดไว้แล้ว ว่าให้ลูกลาออกก่อนน่าจะดีกว่า” 

หยาดทิพย์กล่าวเสียงนิ่ง 

“ครับ!!?” สมาชิกใหม่ของบ้านแทบเด้งตัวออกจากเก้าอี้เมื่อคนที่บอกจะจัดการให้บอกให้เขาไปลาออกจากที่ทำงาน คิ้วขมวดเข้าหากันจนจะเอามาผูกเป็นโบว์ได้อยู่แล้ว เมื่อคืนเพิ่งทำใจจะอยู่ที่นี่และปรับตัวใหม่ พอตอนนี้จะให้ลาออกจากงานดื้อๆเลยเหรอ 

ใจเย็นก่อนสาวน้อย 

“รอให้แต่งงานมีลูกก่อนแล้วเดี๋ยวแม่พาไปสมัครที่ใหม่” 

พนัสกำลังจะวูบ... 

“ที่ที่ดีกว่าเดิม เงินดี สภาพแวดล้อมดี แพรบอกว่าที่ได้ทำที่นั่นก็เพราะว่าเขาขาดคน เขาไม่ได้จ้างจริงๆจังๆใช่ไหม” 

ให้ตายเถอะวันนี้มีเรื่องให้เครียดเป็นสิบๆแล้วนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมหยาดทิพย์พูดประโยคนั้นออกมาง่ายๆ ถึงตอนแรกจะอาสาไปทำ ไม่ได้จริงจังอะไรมากก็จริง แต่อยู่ไปอยู่มามันก็ผูกพันนะเว้ย แล้วตำแหน่งว่างๆในเมืองมันหากันได้ง่ายนักหรือไง 

เจ้าพนัสหน้ามนคนน่ารักแจ่มแจ้งก็วันนี้แหละว่าวิถีคนรวยมันเป็นยังไง ทำไมใช้ชีวิตปุบปับกันจังก็ไม่รู้ บทอยากทำอะไร ต้องใช้วิธีไหนให้ได้ทำก็จะทำ และบทไม่อยากทำอะไร ก็ทิ้งไปได้ดื้อๆ เคยเห็นแต่ในหนังที่คนรวยไปกินข้าว แล้วขี้เกียจรอเงินทอนเลยเดินออกจากร้านไปทั้งๆที่เงินทอนนั้นแม่งตั้งร้อยกว่าบาท ให้ตายเถอะ.. ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเลย 

“แต่คุณหญิง เอ้ย.. คุณแม่ครับ ถ้าแพรไม่ทำงานแล้วแพรจะทำอะไร” เจ้าตัวเล็กว่าเสียงอ่อย เขาไม่อยากนั่งกินนอนกินอยู่นี่เฉยๆนะ เขาอยากทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง แค่เข้ามาที่นี่ก็โดนไม่ชอบแล้ว ถ้าอยู่ต่อไปโดยวันๆไม่ทำอะไรเลยก็คงโดนไม่ชอบไปกันใหญ่ 

“แค่เป็นเมียที่ดีให้ธีร์มันเลี้ยงก็พอแล้วหนูแพร” 

โอเค.. 

จบ.. 

โดนประโยคนี้เข้าไปพนัสสรรหาคำมาพูดต่อไม่เป็นเลย 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

FB : พลิ้ว - fiction 

TW : @prew_fiction 

IG : prewplew 

ความคิดเห็น