พริ้วพลิ้ว.
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

หนึ่งเม้นต์ หนึ่งแรงผลักดัน

Chapter4 เด็กนี่มันร้ายชะมัด

ชื่อตอน : Chapter4 เด็กนี่มันร้ายชะมัด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.7k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 04 เม.ย. 2562 10:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter4 เด็กนี่มันร้ายชะมัด
แบบอักษร









               ชะตาลิควิด / ตอนที่4











"คิดจะทำอะไรน่ะ!" ทันทีที่เจ้าพนัสหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ คนที่ดูแล้วท่าจะเป็นพ่อของคุณธีร์อะไรนั่นก็เอ็ดขึ้นมาเสียงดัง เด็กน้อยถึงกับสะดุ้ง ท่าทางเหลอหลาของคนที่ชอบทำหน้าเอ๋อซัดคุณย่าซะหลุดหัวเราะออกมา




คิดจะทำอะไรน่ะเหรอ แพรยังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ก็พออาบน้ำเสร็จแล้วลงมาที่โถง คุณแม่ก็เรียกให้เขาเดินมานั่งร่วมวงทานอาหารเช้ากัน




แพรผิดตรงไหนวะ..




พอคิดเหตุผลที่ถูกเอ็ดไม่ออก เจ้าตัวเล็กเลยขมวดคิ้วมุ่น ปากก็เผยอออกหน่อยจนคนรอบข้างผุดรอยยิ้มขึ้นมา เอ็นดูในความอ๊องของสมาชิกใหม่




"ใครอนุญาตให้มานั่งร่วมโต๊ะกับเรา" คำตอบที่ได้รับจากว่าที่คุณพ่อทำเอาพนัสยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ปากพึมพัมคำว่า อ้าว  พลางดวงตากลมโตก็เลื่อนไปมองหน้าหยาดทิพย์แบบต้องการตัวช่วย




"หยาดเองค่ะ" ซึ่งงานนี้คุณแม่ของเราก็ไม่ยอมแพ้ พูดตีฝีปากกับสามีสุดโหดพลางเชิดหน้าชูคอใส่ราวกับว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า




"แล้วทำไมไม่ให้เด็กนี่ไปกินกับพวกแม่บ้านล่ะ"




"ผ้าแพรไม่ใช่เด็กนี่นะคะคุณ ผ้าแพรเป็นลูกสะใภ้เรา" ผ้าแพรแทบยกตีนขึ้นมากุมขมับเมื่อเขาเป็นประเด็นให้สองผัวเมียนั่นเริ่มพูดกันเสียงดัง




พอได้รับการยืนยันแล้วว่ายังไง๊ยังไงแพรกับไอ้คุณธีร์นั้นก็ต้องแต่งกันแน่ๆ จุดที่คนพ่ออคติกับแพรเลยดูเป็นเรื่องขำๆไปเลย ดูสิ ทั้งโต๊ะมองการมีปากเสียงกันเรื่องสะใภ้ใหม่ด้วยรอยยิ้มขำขัน ถ้าเป็นเมื่อวานนะ.. คงทำหน้าเครียดเหมือนสมองจะระเบิดแล้วแน่ๆ




"น้องแพรลองกินนี่ดู ทะเลผัดฉ่าของป้าเพียร อร่อยม๊าก" พนัสถูกดึงความสนใจไปเมื่อพี่สาวของคุณธีร์ตักอาหารมาใส่จาน คงเป็นการบอกนัยๆว่าไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอก ทานข้าวเถอะ




"นี่คุณจะเอาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาร่วมโต๊ะกับครอบครัวเราแบบนี้ไม่ได้นะหยาด" ประโยคถัดมาของชญานนท์ทำเอาแพรรีบยัดอาหารเช้าเข้าปาก ไม่ได้อยากไปใส่ใจอะไรกับคำพูดของคนคนนั้นมากหรอก แต่ให้ทำยังไงได้ พวกเขากำลังพูดถึงแพรอยู่ เป็นใครใครก็ต้องเงี่ยหูฟังบ้างล่ะ




เด็กที่ไหนไม่รู้งั้นเหรอ จะไปรู้ได้ยังไงละ ยังไม่มีใครอ้าปากถามกันสักคน




เจ้าพนัสตัวน้อยยังคงเคี้ยวข้าวไปเรื่อยๆ พยายามทำหูทวนลม ทว่าเมื่อเหลือบไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆแล้วก็ต้องอึ้ง




ธีรธรที่ตอนนี้ก็กำลังถูกพ่อแท้ๆพูดถึงอยู่เหมือนกันนั้นนั่งอ่านหนังสือพิมพ์นิ่ง มือข้างหนึ่งยกแก้วกาแฟขึ้นจรดริมฝีปาก เป็นการตัดทุกสิ่งอย่างออกจากสารบบของตัวเองโดยสิ้นเชิง ..ซึ่งคนน้องที่แอบมองอยู่ไม่สามารถทำแบบนั้นได้แน่ๆ




"เอ.. ว่าแต่น้องแพรบ้านอยู่ไหนเหรอ พี่ทัดยังไม่รู้เลย" ลูกสาวคนโตของบ้านว่าพลางยกฝ่ามือเรียวสวยขึ้นมาเชยคาง ทัดดาวไม่เห็นด้วยกับการที่คุณพ่อเรียกว่าที่น้องสะใภ้ว่า เด็กที่ไหนไม่รู้ เธอจึงตอกหน้าชญานนท์กลับไปด้วยการถามผ้าแพรด้วยคำถามเชิงลึกเอาซะเลย




จะได้ไม่ต้องเรียกว่าเด็กที่ไหนไม่รู้อีก




"เอ่อ..บ้าน.. แพร" ซึ่งท่าทีอึกอักของเจ้าตัวเล็กก็ฉุดสายตาจากทุกคนได้อย่างดีเยี่ยม ขนาดที่พี่ธีร์เขายังต้องละสายตาจากหนังสือพิมพ์แล้วหันมามองอย่างอยากรู้ในคำตอบ ในหัวก็สงสัยว่าเด็กมันจะตะกุกตะกักทำไม กะอีแค่บอกว่าบ้านอยู่ไหนมันยากไปเหรอ




"..คือ"




"ต้องครรลอง" เป็นฝ่ายคุณย่าเองที่ตอบคำถามแทนผ้าแพร ทุกคนหันไปมอง ครุ่นคิดว่าไอ้ต้องครรลองที่ว่านี่มันคือที่ไหน มันคืออำเภอไหนในจังหวัดอะไร หากแต่แสงดาวที่มองสถานการณ์ออกก็วางผ้าเช็ดปากลงกับโต๊ะอย่างนุ่มนวล และกล่าวต่อไป




"สถานสงเคราะห์เด็กต้องครรลอง อยู่นนทบุรี"




พอคำตอบที่ชัดเจนดังแหวกอากาศมาเข้าหู ทุกสิ่งทุกอย่างก็พลันเงียบลง มีก็แต่ธีรธรนั่นแหละที่กำลังนั่งงงว่าทำไมอยู่ๆบรรยากาศก็วังเวงแปลกๆ แล้วทำไมทุกคนต้องหันมองไอ้เด็กที่นั่งข้างๆเขาด้วย




เดี๋ยวก่อนนะ บ้าน..อยู่สถานสงเคราะห์เด็ก........




ก็เท่ากับว่าไอ้เด็กนี่..




ยากจน




ไม่มีพ่อแม่




ถูกทิ้ง




เป็นเด็กกำพร้า




โป๊ะเชะ!!




พอสมองของท่านประธานประมวลผลเรียบร้อย ธีร์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันไปมองว่าที่เจ้าสาว ผ้าแพรทำได้แค่ยิ้มแห้งๆมาให้เมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตัวเอง ส่วนไอ้คุณธีร์น่ะเหรอ.. ยกมือขึ้นมาตบหน้าผากตัวเองเบาๆ




นี่กูต้องแต่งงานกับผู้ชายไม่พอ ไอ้ผู้ชายคนนั้นยังเป็นเด็กกำพร้าอีกเหรอ....




ให้ตายเถอะชีวิต ชาติก่อนไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้วะกู




"อ้าว.. อายุยี่สิบห้ายี่สิบหกแล้วนี่ ได้เรียนมหาลัยกับเขาหรือเปล่า" คราวนี้เป็นคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะที่เอ่ยปากถาม ชมธารไม่ได้มีความสนใจใคร่รู้อะไรเกี่ยวกับไอ้เด็กนั่นหรอก เขาแค่ไม่อยากได้หลานสะใภ้ที่ไม่มีวุฒิการศึกษา




"ครับคุณท่าน แพรจบสถาปัตย์ฯจากXXX" หันไปให้คำตอบพร้อมรอยยิ้มก่อนที่พนัสจะกลับไปให้ความสนใจที่อาหารตรงหน้าราวกับว่าเรื่องที่พูดไปเป็นเรื่องธรรมดา




แต่หารู้ไม่ว่าทั้งโต๊ะเขาพากันอ้าปากค้าง 




ก็ไอ้มหาลัยที่น้องเรียนจบมามันเข้ากันง่ายๆซะที่ไหน มันเป็นมหาลัยอันดับหนึ่งของประเทศเชียวนะเว้ย อัตราการแข่งขันโครตพ่อโครตแม่สูง หนึ่งคณะรับนิสิตไม่ถึงร้อย แต่คนสมัครสอบแม่งแตะถึงหมื่น ให้ตายเถอะ แล้วพอเข้าไปไม่ใช่ว่าจะสบาย เนื้อหาการเรียนยากกว่าชาวบ้านชาวเมืองเขา กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์สอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย




"แพรสอบชิงทุนเอาน่ะครับเลยได้เรียน แฮะๆ" เจ้าพนัสที่หาเรื่องพีคมาให้ทุกคนได้ทุกชั่วโมงว่าต่อแล้วหัวเราะแห้งๆออกมา




ก็ทุกคนเขาทำหน้าเหมือนไม่เชื่อกันอะ สงสัยเป็นเพราะค่าเทอมของมหาลัยในแต่ละปีมันสูงลิบจนซื้อบ้านได้ทั้งหลังมั้ง พวกเขาเลยไม่คิดว่าเด็กแบบแพรจะมีปัญญาเรียน




คำขยายความที่บอกว่าสอบชิงทุนได้ยิ่งทำให้ศักดาธีรโภคินเงิบไปกันใหญ่ ถ้าเด็กมันสอบชิงทุนได้จริงๆมันก็โครตเทพแล้ว การพรรณนาถึงความยากแสนยากด้านบนนั้นมันจะไปสู้อะไรกับการสอบชิงทุนได้




ไอ้เด็กแพรนี่แม่งโครตร้าย




"เอ.. เห็นคุณแม่บอกว่าแพรเป็นครูสอนเด็กประถม จบตั้งขนาดนั้นแล้วทำไมไม่หางานที่มันได้เงินเยอะกว่าครูละ" ทัดดาวที่นอนอยู่บนกองเงินกองทองมาตลอดทั้งชีวิตถามอย่างไม่เข้าใจ 




เธอสงสัยจริงๆ ถ้าเอาใบสมัครไปยื่นให้บริษัทระดับประเทศยังไงเขาก็รับถ้าจบจากที่นั่น ทำไมน้องแพรถึงเลือกมาเป็นครูรัฐบาลธรรมดาๆกันนะ




ได้ฟังแบบนั้นคนน่ารักก็วาดรอยยิ้มหวานแสนหวานออกมา




"แพรไม่ได้สนเรื่องเงินหรอกครับ อีกอย่างโรงเรียนนั้นอยู่ใกล้ต้องครรลอง แล้วตอนนั้นเขาไม่มีครูศิลปะพอดี แพรเลยอาสา" เจ้าตัวกะจ้อยร่อยของเราให้คำตอบออกไปด้วยความจริงใจ พอไม่มีใครถามอะไรแล้วก็เลยหันไปสนใจอาหารเช้าแสนอร่อยตรงหน้าต่อ




..โดยที่ไม่รู้เลย ว่ามีใครบางคนที่นั่งจิบกาแฟอยู่และกำลังเหลือบมองมาทางนี้ ในใจก็คิดขึ้นมาอย่างฉุนอยู่หน่อยๆว่า




คนห่าอะไรอย่างกับหลุดออกมาจากในละคร




"ใช่สิ.. แล้วเราย้ายมาอยู่นี่จะไปทำงานยังไงล่ะเนี้ย นนฯอยู่ไกลด้วย ไปกลับทุกวันคงไม่ไหวมั้ง" ทัดดาวพูดต่อก่อนจะหันไปหยิบผ้าไปเช็ดปากให้ลูกสาวตัวดีที่นั่งแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อกับผ้าแพรมาตั้งแต่แรกๆ




"อืม.. ไม่รู้สิครับ ดีที่ตอนนี้ปิดเทอมอยู่ แต่พอเปิดเทอมแล้วไม่รู้แพรจะทำยังไง" พนัสว่าจบก็ถลึงตาใส่หลานสาว ทำหน้าดุพลางชี้นิ้วเมื่อแอบเห็นเจ้าตัวเล็กหยิบผักออกจากจาน แน่นอนว่าพอโดนจับได้ ข้าวเจ้าก็ยู่ปากแต่ก็ยอมกินเข้าไปอยู่ดี




"เอาเป็นว่าแพรไปลาออกก่อนดีกว่า" หยาดทิพย์กล่าวเสียงนิ่ง




"ครับ!!?" สมาชิกใหม่ของบ้านแทบจะเด้งตัวออกจากเก้าอี้ คิ้วขมวดเข้าหากันจนจะเอามาผูกเป็นโบว์ได้อยู่แล้ว เมื่อคืนเพิ่งทำใจจะอยู่ที่นี่และปรับตัวใหม่ พอตอนนี้จะให้ลาออกจากงานดื้อๆเลยเหรอ




ใจเย็นก่อนสาวน้อย




"รอให้แต่งงานมีลูกก่อนแล้วเดี๋ยวแม่พาไปสมัครที่ใหม่" 




แพรกำลังจะวูบ...




ให้ตายเถอะวันนี้มีเรื่องให้เครียดเป็นสิบๆแล้วนะ ไม่เข้าใจว่าทำไมหยาดทิพย์พูดประโยคนั้นออกมาง่ายๆ คิดบ้างไหมว่าแพรต้องทำงานมานานขนาดไหนถึงจะผูกพันกับที่เก่าได้ขนาดนั้น แล้วตำแหน่งว่างๆในเมืองมันหากันได้ง่ายนักเหรอ




แพรแจ่มแจ้งก็วันนี้แหละว่าวิถีคนรวยมันเป็นยังไง ทำไมใช้ชีวิตปุบปับกันจังวะ เคยเห็นแต่ในหนังที่คนรวยไปกินข้าว แล้วขี้เกียจรอเงินทอนเลยเดินออกจากร้านไปทั้งๆที่เงินทอนนั้นแม่งตั้งร้อยกว่าบาท ห่าเถอะ.. ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเลยแม่ง




"แต่คุณหญิง เอ้ย.. คุณแม่ครับ ถ้าแพรไม่ทำงานแล้วแพรจะทำอะไร" เจ้าตัวเล็กว่าเสียงอ่อย เขาไม่อยากนั่งกินนอนกินอยู่นี่เฉยๆนะ เขาอยากทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง




"แค่เป็นเมียที่ดีให้ธีร์มันก็พอแล้วหนูแพร"




โอเค.. 




จบ.. 




โดนประโยคนี้เข้าไปกูสรรหาคำมาพูดต่อไม่เป็นเลย














#ชะตาลิควิด










ติดขัดตรงไหนเม้นต์ติได้เลยนะคะ ถ้าชอบก็บอกกันด้วยน้าาา จะได้มีแรงเขียนต่อกันเนอะ แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาคอมเม้นต์กันสำหรับตอนที่ผ่านๆมาด้วยค่ะ พริ้วอ่านทุกอันน้าาา


หนึ่งเม้นต์ หนึ่งแรงผลักดันนะคะ

อัพครั้งแรก : 4 เมษายน 2562




FB : พลิ้ว - fiction

TW : @prew_fiction

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}